“น้อย พรู” (ตอนจบ) : ช่วงเวลาสุดท้ายของ “พรู” ความรู้สึกผิดใน “วันนั้น” และความ “ไม่โชคดี” ของชีวิต

เรื่องราวของ “น้อย พรู” ที่สานต่อจากสัปดาห์ก่อน พบกับหลากเรื่องราวที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับผู้ชายคนนี้ ทั้งความตั้งใจที่มีต่องานคอนเซ็ปต์อัลบั้ม “Zero” งานเพลงชุดที่สองของพรู ที่อาจไม่สำเร็จด้านรายได้ แต่ได้ใจคอเพลงที่ต่างยกย่องว่านี่คือหนึ่งในอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมเป็นก้าวสำคัญของวงการเพลงไทย และยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอตราบจนทุกวันนี้ถึงแม้จะไม่มีวงพรูอีกต่อไปแล้ว

และสำหรับเรื่องความขัดแย้งในอดีตที่หลายคนยังคาใจและสงสัย ตอนนี้เรากำลังจะได้รับคำตอบของน้อย พรู ที่ไม่ได้แค่บอกเราว่ามันเกิดอะไรขึ้นหากแต่ยังให้ข้อคิดดี ๆ กับเราได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวของงานเพลงในฐานะศิลปินเดี่ยว “นี่แหละชีวิต” งานเพลงคุณภาพจากน้อย พรู ที่ตั้งใจเอาประสบการณ์และคมความคิดที่ได้จากการเรียนรู้ชีวิตทั้งของตนเองและผู้อื่น มากลั่นกรองและถ่ายทอดออกมาเป็นบทเพลงที่สะท้อนแง่มุมของชีวิตคนได้อย่างงดงาม ลุ่มลึกและคมคายจนสามารถมอบพลังและให้แรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน

มาสัมผัสกับเรื่องราวต่อไปนี้จากน้อย พรูได้เลยครับ

ความสำเร็จของพรูในอัลบั้มชุดแรกค่อนข้างชัดเจนมาก ณ วันนั้นรู้สึกว่า นี่จะเป็นอาชีพของเราตลอดไปรึเปล่า

ผมคิดว่าโอเค ได้เกิดแล้วนะฮะ แต่ผมก็อยากเป็นนักแสดงด้วย เรียน Acting มาก็อยากแสดงด้วย หลังจากชุดแรก ก็เป็นช่วงที่ผมเริ่มเล่นหนังไทย ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะมีใครติดต่อเรารึเปล่าแต่ก็ไม่มี ผมก็ทำ portfolio ขึ้นมาเหมือนสมัยที่นิวยอร์กเป็น show reel ของผมและก็มี MV แล้วผมก็ส่งไปให้พี่ต้อม เป็นเอก, เจ้ย อภิชาติพงศ์ และคนที่ผมอยากร่วมงานด้วย พี่ต้อมก็เขียนตอบกลับมาว่าน้อยตอนนี้อาจยังไม่มีบทนะแต่ก็ขอบคุณที่ส่งมาให้นะ แล้วก็มีเจ้ย อภิชาติพงศ์ก็ชวนผมไปเล่นหนัง ‘The Adventure of Iron Pussy’ ที่เค้ากำกับร่วมกับไมเคิล เชาวนาศัย มันก็อินดี้ ๆ หน่อยแปลก ๆ  หลังจากนั้นก็มี ‘ทวารยังหวานอยู่’ ผมเพิ่งได้ดูในทีวีมันก็สนุกดีนะ ถึงมันไม่ได้ประสบความสำเร็จมันก็สนุกดี ‘It’s not bad’

ช่วงแรกผมก็พยายามเป็นนักแสดงแบบ Character Actor (นักแสดงที่ถนัดในการสวมบทบาทเป็นตัวละครที่มีความแตกต่างพิเศษจากมนุษย์ปกติทั่วไป) เป็นบทบาทที่ไม่ใช่เราก็เลยเล่น ‘ทวารยังหวานอยู่’ บทบ้า ๆ บอ ๆ เพี้ยนมาก จากนั้นพอคนสังเกตว่าผมเล่นหนังก็เริ่มมีโทรมาหาแล้ว

ตอนนั้นน้อยก็ดังจากวงพรูแล้ว ยังต้องทำ portfolio เสนอผู้กำกับอีกหรอ

ใช่ ๆ ฮะ เพราะมันไม่มาสักที อยากให้มัน happen มันก็ต้องทำ ถ้าอยากให้ถึงฝัน มันก็ต้องสู้อ่ะฮะ

Pain ความเจ็บปวด

แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างที่น้อยเคยกล่าวมาแล้ว เช่น ไฮโซมาเต้นบัลเลต์ อีกด้านนึงเรื่องเสียงร้องก็โดนหนัก เพราะมันไม่ตรงกับมาตรฐานร็อกเกอร์ แหบพร่ามีพลัง แต่น้อยเสียงเล็กนิดเดียว คำวิจารณ์เหล่านี้มันบั่นทอนจิตใจมั้ย

ตอนนั้นมันยุค pantip ใช่มั้ย เจ็บ ๆ ฮะ ตอนนั้นผมก็ดาวน์มาก แล้วสุกี้ก็พูดกับผมว่า “ไม่รู้ว่า you ควรอยู่วงการนี้รึเปล่าวะ you sensitive ชิ_หาย” เล่นคอนเสิร์ตเสร็จก็ลงมาร้องไห้ เล่นไม่ดี ร้องไม่ดี ผมจะ self-critical มาก สร้างความกดดันให้ตัวเองมาก แต่ผมพยายามเข้าใจคนนะ ผมเป็นเค้าก็อาจคิดแบบเค้าเหมือนกัน เค้าก็ไม่ผิดที่จะคิดแบบนั้น ผมเรียน anthropology (มานุษยวิทยา) ผมต้องเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงคิดแบบนั้น ผมก็แบบโอเค hurt ที่คุณมา judge ผม แต่ผมก็จะพยายามพิสูจน์ ซึ่งต่อให้คนที่ไม่ชอบเรานะ ถ้าเค้าเห็นเราพยายามเค้าก็จะให้เครดิตเราว่า he tries he tries

ลงมาร้องไห้หลังเวทีนี่เกิดขึ้นบ่อยไหม

บ่อยเลยครับถามสุกี้ได้ บ่อยมาก ไปอยู่ใต้เวทีร้องไห้ มันเป็น struggle มันไม่ใช่ว่าผมชอบความเจ็บปวดนะ แต่มันก็สร้างพลังให้ผม การที่อยู่บนเวทีแล้วหน้าที่ผมต้อง entertain คนดู แล้วผมก็กลัวด้วย ผมสั่น บางทีผมก็กลัวว่าเค้าจะคิดยังไง แล้วผมก็ไม่ชอบ public speaking มันสั่น มันเหนื่อย มัน struggle ระหว่างเพลง แต่บางเพลงผมก็อิน โชว์ที่สุดยอดคือผมกลายเป็นคนละคนแล้ว ผมอินแล้วผม flow ไม่ได้คิดอะไรเลย แต่ว่าเวลาเล่นคอนเสิร์ตอย่างมี 20 เพลง พอเล่นไปแล้วมันจะเริ่ม drop ผมก็เริ่มคิดเรื่องอื่นแล้ว มันไม่อินแล้ว มันจะ struggle แล้วฮะ อย่างนักกีฬามันจะมีจุดที่เค้า in the zone (ช่วงเวลาที่ ‘เข้าถึง’ เป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่อย่างแท้จริง) ซึ่งผมในฐานะนักร้องก็จะพยายามไปถึงตรงจุดนั้นให้ได้ เหมือนนักแสดงเหมือนกัน บางฉากผมก็ไม่ได้อินตรงนั้น การเป็นนักร้องผมอยาก in the zone ตั้งแต่ต้นจนจบของโชว์ แล้วบางทีผมไม่ พอผมไม่ ผมก็จะโมโห ผมก็จะลงแล้วก็ไปโมโหตัวเอง แล้วผมก็จะร้องไห้แล้วก็ ok you can do it แล้วก็เอาใหม่ ความเศร้า กับความกลุ้มใจมันทำให้ผมกระตุ้นนะ It’s my technique.

ตอนที่มีคอนเสิร์ต B-Day ที่เหมือนเป็นการอำลาเบเกอรี่ รู้สึกยังไงที่กำลังประสบความสำเร็จอยู่แต่สังกัดของเราจะไม่มีแล้ว

ตอนนั้นเกิดขึ้นช่วงชุดสองของพรู ซึ่งเราห่างจากอัลบั้มแรกไปถึง 4 ปี

ศิลปินเบเกอรี่รู้สึกยังไงบ้างตอนนั้น

มันหลายอย่าง ทุกคนก็ต้องดูแลตัวเองก่อน ศิลปินบางคนก็แบบทำไมไม่มี budget ให้ mv เรา แต่ทำไมมีให้คนอื่น ซึ่งสุกี้เค้าก็แคร์มาก เค้าเป็นคนที่แคร์ศิลปินมาก แล้วทุกคนก็เล็งที่สุกี้ ซึ่งตอนนั้นศิลปินบางคนที่ไม่ได้ทำ mv ก็เพราะงานเค้าอาจยังไม่เวิร์ก เค้าก็ต้องไปทำให้คนที่กำลังมาก่อน แล้วศิลปินทุกคนก็มีความ sensitive แบบน้อย สุกี้ก็เครียดมาก แล้วพอรู้ว่ามันจะมี take over ก็แปลว่าผมจะไม่ได้เป็นเจ้าของเพลงผมแล้วหรอ ผมไม่เคยนึกเลยว่าผมจะไม่ได้เป็นเจ้าของเพลงทุกสิ่ง หรือ Romeo and Juliet แล้ว ก็เป็นช่วงที่ดาวน์ ก็ย้ายไปอยู่ออฟฟิศตึกใหม่ มันก็รู้สึกว่าไม่ใช่ ก็เป็นอารมณ์ที่ไม่ดี ชุดสองก็ยังไม่ค่อยเวิร์กด้วยก็เป็นเวลาที่ not a good time

แล้วผ่านเวลานั้นมาได้ไง รู้สึกยังไง

เพลงมันคือ my babies  มันเหมือนคนแย่งลูกผมไป แต่ผมเข้าใจว่ามันไม่มีทางเลือกแล้ว บริษัทก็ไปไม่รอดแล้ว เพลงมันคือทรัพย์สินคือสิ่งที่มีค่าของศิลปินจริง ๆ ซึ่งผมเข้าใจ แต่เราก็มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเรากับ BEC-Tero เราก็ยังร้องเพลงของเราได้ เค้าก็ยังส่งเช็ก (ค่าเพลง) มาให้ผมอยู่ แต่การที่มันไม่ใช่ของเราแล้ว ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น It’s a music business.

มาที่พรูอัลบั้มที่สอง รู้สึกว่ามันมีความเท่ตั้งแต่หน้าปกเลย แถมยังตั้งใจให้มันเป็น concept album อีกแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย รู้สึกยังไงบ้างครับตอนนั้น

ตอนนั้นก็แบบเสียเซลฟ์ รู้สึกโง่เหมือนกันนะ รู้สึกมันเป็น Sophomore Album Trap (หลุมพรางแห่งอัลบั้มชุดสอง) รู้สึกว่าจะได้ทำสิ่งที่ไม่ต้องพอปแล้ว เป็นสิ่งที่เรารักจริง ๆ ผมก็ดีไซน์เหมือนหนังเลย ช่วงระหว่างเพลงนี่ผมก็ดีไซน์เอง อาจเป็นความผิดของผมก็ได้นะที่มันเป็นแบบนี้ แล้วปกนี่ผมก็คิดจากคำว่า Zero หมายถึงทุกคนมีความเท่ากัน ทุกคนเริ่มจากศูนย์ ผมคิดอย่างนั้นนะ ไม่รู้เป็นความพลาดที่บางทีศิลปินหลง นึกว่าเรา… ตอนนั้นผมก็คิดว่ามันยากนะ แต่ผมก็คิดว่าถ้าเราไม่ทำใครจะทำ มันก็ต้องลองเสี่ยง ซึ่งเพลงพอปมันก็มีนะ มันน่าจะไปได้ ก่อนปล่อยผมก็มั่นใจ It’s a good song ครั้งแรกก่อนปล่อยมีเอาแฟนคลับมาฟัง พอฟังมันก็ไม่ใช่อย่างที่เค้าหวัง ผมก็แบบ oh shit นิดหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร ๆ แล้วพอปล่อยซิงเกิลแรก “รักคุณ” ไม่เวิร์ก ๆ ผมก็โอเค งั้นปล่อยเพลงช้าละกันปล่อยเพลง “โปรด” ที่น้อยร้องกับอรอรีย์ ก็ไม่เวิร์ก ผมก็ตกใจ แบบมันไม่เวิร์กได้ไง ก็เลยปล่อยเพลง “คนเผือก” มั้ย ซึ่งผมว่าเพลงนั้นเจ๋งมาก ก็ปล่อยเพลงง่าย ๆ  “เพื่อนเอ๋ย” เพลงนี้ mv เจ๋งนะ แต่ mv โดนแบนแล้ว เพราะมันเกี่ยวกับ 14 ตุลา แล้วก็ไปทัวร์ผมไม่ร้องเพลงโปรดเลย แต่ตอนนี้คนก็รู้จักกันนะ แล้วผมก็แทบไม่ร้องเพลงชุดสองเลย เพราะคนเค้าก็อยากฟังเพลงฮิต พอคนไม่อิน เราก็อยากเอนเตอร์เทนคนดู อยากให้คนแฮปปี้อ่ะฮะ

สิ่งไหนมันเศร้ามากกว่ากันระหว่างอัลบั้มไม่ได้รับความนิยมกับคนไม่เข้าใจในสิ่งที่เรานำเสนอ

อาจจะพูดได้ว่า เราอาจจะเห็นแก่ตัวมากไปหน่อยในการเป็นศิลปินตอนนั้นอ่ะฮะ มันก็ใช่ที่อาจไม่มีใครทำ ถ้าเราอยากทำเราก็ต้องเสี่ยง แต่บางทีเราก็ลืมแฟนเพลงไป ถ้าไม่มีแฟนเพลงเราก็อยู่ไม่ได้ sometimes you need to give the audience what they want (บางครั้งเราก็ต้องให้ในสิ่งที่คนดูต้องการ) อย่างวง Coldplay ที่เพลงของเค้าสมัยนี้ไม่เหมือนช่วงที่เป็นวงอัลเทอร์สมัยก่อนแล้ว เค้าก็คงคิดว่าถ้าเค้าจะอยู่รอดก็ต้องมาทาง dance หน่อยแล้ว ซึ่งจริง ๆ เค้าอาจจะสนุกกับมันก็ได้นะ ผมไม่รู้นะ แต่ผมก็เสียดายที่มันไม่มีเพลงพวก ‘Clock’ ‘Yellow’ อะไรแบบนี้ แต่เค้าก็ไปทางนี้แล้ว และเค้าก็เป็น last stadium rock band เป็นวงร็อกที่เล่นในสเตเดียมมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วผมก็มองว่าทุกวันนี้ร็อกมันก็เริ่มตายแล้ว กำลังตายอยู่ top 20 billboard ที่อเมริกาไม่เห็นมันมีเพลงร็อกเลย ผมก็คิดว่าตอนนั้นเราคงพลาดที่คิดกับสิ่งที่ตัวเองต้องการมากเกินไป โดยไม่คิดในสิ่งที่คนฟังต้องการจากเราอะไรแบบนั้นอ่ะฮะ

แต่ว่าผมพยายามหาความ positive หน่อยนะ ในทุกวันนี้ที่เล่นโชว์ ผมต้องเล่นเพลงโปรดนะ เพราะทุกคนรีเควสต์เพลงโปรดเสมอ มันมาเกิดทีหลังอ่ะฮะ อย่างเต๋อ นวพล ก็ใช้เพลง “บิน” จาก Zero มาใช้ในหนังเค้าด้วยอ่ะฮะ เพลง “รักคุณ” ผมก็ต้องเล่นเปิดเพลงนี้ทุกทีอ่ะฮะ เหมือนเป็น blade runner ที่ตอนแรกที่ปล่อยมามันก็ไม่ได้เวิร์ก เหมือนอัลบั้มผมก็เพิ่งมาเวิร์กหลังจากนั้น 15 ปี หลังจากที่เค้าได้มาศึกษามัน แล้วเวลาผมกลับไปฟังอัลบั้มผมก็แบบ it’s a good song กับอัลบั้มพรูผมยังชอบแค่เพลง “พรู” รู้สึกว่าเพลงอื่นมันเชย ๆ

When Dream (Almost) Ends เมื่อความฝัน…เกือบถึงจุดจบ

ตอนนั้นเบเกอร์รี่ก็กำลังปิด ทุกคนก็เริ่มหมดไฟ ทุกอย่าง timing มัน wrong ไปหมดก็เลยจบไปมี 3-4 ซิงเกิล ก็ ok it’s not working out พรูก็คุยกันพยายามซ้อม ดูว่าจะมีอัลบั้มใหม่มั้ย ทำเพลงแบบไหนดี จำได้เลยว่าตอนนั้นเล่น ๆ อยู่มือกลองก็แบบหมดไฟแล้วว่ะ สุกี้ก็แบบไม่มีไฟแล้วว่ะ ยอดเถาก็แบบงั้นก็จบกันแล้วกันนะ

มันเศร้าไหมที่วงพรูจบลงไปแบบนี้ จบไปกับอัลบั้มที่ไม่ประสบความสำเร็จเลย จบไปแบบไม่มีไฟแล้ว

มันก็เศร้านะฮะ แต่ขอบคุณที่ยังจำวงเราได้ บางคนอาจจะเรียกว่าวงตำนานก็ได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นวงที่คนจดจำได้ ตอนนั้นผมเศร้ามากเลย ผมก็แบบนี่ผมจะต้องเป็นศิลปินเดี่ยวหรอเนี่ย

ตอนนั้นเหมือนยืนอยู่ตรงทางแยกระหว่างการตัดสินใจไม่ทำงานเพลงอีกต่อไปหรือลองทำออกมาต่ออีกสักชุดดี มันคือช่วงนั้นรึเปล่าครับ

ใช่ครับ มันก็เป็นช่วงที่โรงแรมเริ่มเกิดด้วย กำลังคิดว่าอาจจะไม่อยู่ในวงการบันเทิงแล้วอาจจะต้องทำอย่างอื่นแล้ว แต่ลึก ๆ แล้วเราก็รู้ว่าเราอยากร้องเพลง เราอยาก perform อยากมีโอกาสแสดงหนังบ้าง แต่หนังมันไม่เหมือนกับเพลง เพลงผมสามารถทำให้มันเกิดได้ แต่หนังมันต้องพึ่งคนอื่น ต้องให้คนอื่นมาชวนเราเล่นหนัง เพราะใจผมไม่อยากเป็นโปรดิวเซอร์ คนเขียนบทแล้วมาสร้างหนัง สำหรับผมหนังมันเลยไม่ in control จริง ๆ อ่ะฮะ แต่เพลงนี่ผมสามารถให้มันเกิดได้ หนังก็ยังหวังให้คนชวนมาเล่น ก็ยังมีบ้างไม่ได้ถึงกับหายไป แล้วก็มาเริ่มทำโรงแรมฮะ

อันไหนดาวน์กว่ากันระหว่างช่วงที่ยังไม่เจอความสำเร็จ กับ สำเร็จแล้วแต่ต้องแยกกัน

ช่วงที่ยังไม่เจอผมว่าเจ็บกว่านะ อันนี้มันยังได้เกิดในระดับนึงแล้ว สามารถ connect กับประชาชนได้แล้ว ก็เจ็บ แต่มันก็เป็นชีวิต ทุกศิลปินก็ต้องมีอัลบั้มที่ไม่เวิร์ก It’s fine.

The Guilty ความรู้สึกผิด

เหตุการณ์ตอนนั้นระหว่างน้อยกับเสก ที่ลินคอล์น เซ็นเตอร์ที่นิวยอร์ก เกิดอะไรขึ้นครับตอนนั้น

มัน built มาก่อนหน้านั้นแล้ว โชว์นั้นมันเป็นคอนเซ็ปต์โชว์ ก็เป็นอาร์ตฟอร์มแบบหนึ่งที่เราก็ซ้อมมาเยอะมาก มันก็อาจเป็นสไตล์อย่างนึงที่ไม่ใช่สไตล์เสก ผมถือว่ามันเป็นทีมเวิร์ก ทุกคนต้องมาซ้อมเท่ากัน มา dedicate เวลาเท่ากัน ทุ่มเทเวลาเท่ากัน แต่เสกเค้าก็ไม่ได้มีเวลาเหมือนทุกคน มีโชว์เยอะมาก แต่ผมก็เชื่อว่าทุกคนน่าจะต้องใช้เวลาเท่ากัน

วันซ้อมใหญ่ผมก็ไม่เห็นเสก แต่ผมก็พยายามเข้าใจเสกอยู่ เค้าก็อาจจะคิดว่า เขาอยากจะเล่นสไตล์เค้าแบบนั้น ทุกคนก็เอาเสกไม่อยู่อยู่แล้ว เพราะเค้ามีความเป็นศิลปินที่สูง เค้าเก่งมากนะครับ เค้าเป็นศิลปินในอีกระดับจากผม เค้าเป็นศิลปิน นักร้อง คนทำเพลงที่เก่งจริง ๆ ผมเข้าใจเลยนะฮะ แล้วผมก็จำได้ว่าตอนอยู่บนเวทีเสกก็เริ่มไม่ตาม การแสดงบนเวทีมันต้องมี timing นะฮะ เช่นตอนนี้ตาน้อยร้อง ตอนนี้ตาคุณร้อง มันต้องมี step ไม่งั้นมันจะพัง มันไม่ใช่ร็อก ซึ่งร็อกคือเสก นี่มันไม่ใช่ มันเป็นทีมเวิร์กแล้วอ่ะฮะ ตอนนั้นผมก็จำได้เสกอยู่ดี ๆ ก็ออกนอกบทเข้าไปหาคนดู ลงไปหาคนดู เราที่อยู่บนเวทีก็ไม่รู้จะทำยังไง ผมก็เลยต้องลงไปดึงเสก บอกเค้าว่านี่มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นเวลาที่ไม่ได้ซ้อม ตอนนี้มันเป็นการทำงานเป็นทีมนะ

แล้วผมก็ทำให้ทุกอย่างพังไปด้วย ไม่ใช่เราแค่สองคน แล้วผมก็จำได้ผมกระโดดไปที่คนดู แล้วผมก็บอกเค้าเป็นภาษาอังกฤษเพราะเสกเข้าใจภาษาอังกฤษอยู่แล้ว ก็บอกเค้าว่า “We’re nobody here. Nobody knows who we are. There are no superstars in here. We are all the same. Get up and come back on stage !!” (เราไม่ได้มีตัวตนที่นี่ ไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นใคร ที่นี่ไม่มีซุปเปอร์สตาร์ เราทุกคนเป็นนักแสดงเหมือนกัน กลับขึ้นมาบนเวทีตอนนี้ ) ก็พูดกับเสกเค้าแบบนี้เค้าก็ต้องโมโหอยู่แล้วใช่มั้ยครับ ก็เลยดึงขึ้นมาบนเวทีเลย หลังจากนั้นก็ถ้าหากให้มันฟังดูตลก เผอิญมีคนมีโทรศัพท์ Nokia ที่สามารถอัดได้ แล้วหลังจากนั้นทุกคนก็เห็น ก็ยื้อกระชาก เรื่องรองเท้า มันก็ไม่สมควร ผมก็รู้ว่ามันผิดมารยาท ผมรู้แล้วว่า ‘น้อย you กำลังแก้สถานการณ์บนเวทีแบบนี้ไม่ได้ you ก็ต้องไปทำทีหลัง’ ก็ดึง ๆ กันไปหลังเวที แล้วก็มีการชกกันต่อที่คนไม่ได้เห็น หลังจากนั้นก็ต้องมาเล่นต่ออีกสองสามโชว์ หลังจากนั้นเสกก็ไม่ได้กลับมาแล้ว พี่ชายหรือน้องชายเค้าก็เล่นแทน ผมก็ต้องรับผิดชอบ ว่า you พยายามแก้ปัญหาแต่กลับทำทุกอย่างพังหมดเลย จริง ๆ ผมก็น่าจะปล่อยให้เค้าเล่นไป แล้วเค้าก็คงกลับขึ้นมาบนเวทีเอง ตอนนั้นผมน่าจะใจเย็นกว่านี้ แต่อาจเป็นเพราะผม built มานาน มันเป็นการแก้สถานการณ์ที่ไม่ถูกต้องสำหรับน้อย น่าจะฉลาดมากกว่านี้ ใจเย็นมากกว่านี้

แต่สิ่งทีทำให้ผมรู้สึกไม่ดีที่สุดคือ I let my team down (ผมทำให้ทีมผิดหวัง) หลายคนซ้อมมาตั้งนานแล้วต้องเจอเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น กลับมาประเทศไทยก็โดนด่า สองคนนี้ทำให้ประเทศไทยอับอาย แล้วผมก็ไม่นึกว่าเป็นข่าว มันอยู่เมืองนอก ถ้าเป็นยุคนี้คงมีหลายมุม เต็มไปหมด

ณ วันนี้มองย้อนกลับไปอยากจะพูดอะไรเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นอีกไหมครับ

มันเหมือนกับหลายอย่างที่ผมเคยพลาดไปในชีวิต ผมว่าวันมาถึงจุดที่ดี ที่ผมพยายาม fix สถานการณ์ที่ out of control

กลับมาแล้วหลังจากนั้นนานมั้ยกว่าจะได้พูดคุยกับเสกเพื่อเคลียร์เรื่องนี้

ไม่ได้นานเท่าไหร่นะครับ แล้วผมเป็นคนที่หากพลาดอะไรแล้วต้อง make peace เสมอ อาจจะแค่ประมาณ 2-3 เดือน เสกเค้ากำลังมีคอนเสิร์ตใหญ่ที่อิมแพค แล้วทางแกรมมี่ก็อยากเชิญผมมาคอนเสิร์ตใหญ่ของเสก ก็เลยได้เจอกัน แต่ก่อนนั้นเราไม่ได้รู้จักกันเท่าไหร่นะครับ ตอนนั้นผมก็ได้เข้าไปซ้อมที่ตึกแกรมมี่ แล้วก็มีกล้องเยอะเลย แล้วผมก็คิดว่า This’s PR mann!

ได้คุยกับเสกว่ายังไงบ้าง

ก็หัวเราะกันมากกว่า เสกก็บอกว่า แม่งเราบ้ากันเนอะ เออว่ะ ไม่ได้มานั่งคุยอธิบายอะไรแบบนั้น ก็แบบบ้าว่ะ shit mann ! มันผ่านไปแล้วนะ เรามาเล่นคอนเสิร์ตกันดีกว่า ก็ไปเล่นคอนเสิร์ตของเสก แล้วก็ร้องเพลง ‘live and learn’ ร้องเพลงของเสกเพลง ‘ซมซาน’ ตอนร้อง ‘live and learn’ ด้วยกัน ก็เท่ เห็นคนดูหลายคนก็บอกขนลุก ผมจำได้ผมขึ้นเวทีจากข้างบน เสกก็เล่นกีตาร์ ผมก็เดินลงมาแล้วมองหน้ากัน (หัวเราะ) ก็มีความ theater หน่อยนะ เราก็มีบาดแผลด้วยกันทั้งสองคน แต่สุดท้ายเราก็จับมือกันได้ การมีบาดแผลแล้วทิ้งมันเอาไว้อย่างนั้นมันไม่ดีจริง ๆ  มันต้อง make peace  “I have to make peace.”

อะไรคือวิธีบอกตัวเองว่ามันต้องคืนดีกัน

ตอนนั้นผมคิดว่า ไม่มีใครรู้ว่าผมรู้สึกยังไง มีคนเดียวที่รู้ว่าผมรู้สึกยังไงนั่นก็คือเสก เพราะเค้าก็โดนเหมือนกัน นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เรา connect กันได้ ที่เราเหมือนกัน แม้แต่เรามาจากคนละวงจร เราอาจจะคิดไม่เหมือนกันเลยด้วยซ้ำ แต่เรื่องนี้เราเหมือนกัน นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ผม connect กับเค้าได้ we got hurt together ผมสามารถรู้สึกในสิ่งที่เค้ารู้สึกได้ และผมก็หวังว่าเค้าจะรู้สึกในสิ่งที่ผมรู้สึกได้ แล้วเราก็พลาดกันทั้งสองคน and then we shake hand แล้วมันจบลงด้วยดี จากอะไรที่แย่มันก็กลายเป็นเรื่องดีได้

Being Noi ความเป็น ‘น้อย พรู’

รู้สึกอย่างไรกับการโดนไซเบอร์บูลลี่บ้างครับ

ผมกลุ้มใจ ผมโมโห ผมว่ามันทำให้ประเทศเราไม่เดินไปข้างหน้า ทำให้มนุษย์เราไม่เดินไปข้างหน้า อย่างเวลาผมโพสต์แล้ว คนบอกว่าคุณไม่ควรออกความคิดเห็นอะไรเลย ผมไม่เห็นด้วย ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะออกความคิดเห็น ทุกคนเท่าเทียมกันหมด ผมว่ามันจะต้องมี dialogue เพื่อที่เราจะเดินไปข้างหน้าได้ ผมไม่ชอบบูลลี่ แต่ผมเรียนรู้มาแล้ว ผมจะไม่แสดงออกด้วยการไปว่ากลับ คุณมีสิทธิ์ที่จะว่าผม แต่ผมว่าเรามาคุยกันดีกว่า ผมรู้เสมอว่าสิ่งที่ผมคิดว่าถูก คนอื่นอาจจะไม่คิดว่าถูกก็ได้ คนเราคิดไม่เหมือนกัน แต่ว่ามันก็ต้องคุยกันน่ะฮะ แต่ว่าผม respect คนที่ยืนขึ้นและออกมาทำในสิ่งที่เค้าเชื่อมั่น ไม่ว่าคุณทำอะไรมันก็เจ็บอยู่แล้ว ไม่ว่ามันจะเจ็บแค่ไหน และสมัยนี้มันทำอะไรไม่ได้เลย คนจะช่วยเหลือคนจนมันก็ไม่ได้แล้ว เพราะมันมีคนจ้องจะเล่นกัน คนก็จะเอาคุณให้ได้ คุณจะเดินไปข้างหน้าจากตรงนี้ได้ยังไง ผมเข้าใจถ้าใครผิดก็ควรโดนลงโทษ คุณควรที่จะยกมือว่าคุณผิด “Ok I was wrong.” นั่นคือลูกผู้ชาย ว่าผมผิดว่ะ กูผิดว่ะ หลายคนทราบว่าผมไม่ชอบโลกโซเชียลอยู่แล้ว แต่ข้อดีมันก็มีนะเข้าใจ ๆ แต่ไม่ชอบการบูลลี่เลย ถ้าหากผมไม่อยากอยู่ในวงการนี้เมื่อไหร่ผมก็จะเลิกเล่นนะฮะ ที่เล่นเพราะผมรู้ว่าผมมี fan base ผมก็ต้องทำให้ fan base แฮปปี้ แต่มันเป็นโลกที่น่ากลัวจริง ๆ อย่างผมก็โดนสูบ เวลาตามดูว่ามันได้กี่ like แล้ววะ

เวลาเดียวกันกลับไปที่เรื่องลึก ๆ มันก็คือประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียง เหมือนผมกับเสก ทะเลาะกันมันก็จับมือกันได้ แค่ต้องเข้าใจว่าทำไมคนนั้นคิดแบบนั้น แต่คนที่เกลียดผม ผมก็พยายามเข้าใจว่าทำไมเค้าเกลียดผม เวลาที่ผมมาจากจุดที่บริสุทธิ์จริง ๆ นั่นเป็นเวลาที่ผมคิดว่าผมไม่ผิด ผมก็มั่นใจ จะไม่กลัว แต่เวลาที่ผมพลาดเหมือนตอนเสก ผมก็จะเฟล แต่ผมก็ไม่ชอบโดนบูลลี่ ผมยินดีที่จะคุยกับคุณถ้าคุณคุยกับผม เราจะได้เข้าใจได้

ปลายปีที่แล้ว คุณเจอเรื่องเศร้ามาก ๆ เล่าให้ฟังได้มั้ยครับว่ามันเศร้าเรื่องอะไร

ผมเล่าดีเทลไม่ได้จริง ๆ เพราะมันจะกระทบกับคนที่ผมรัก แต่ผมก็ยังไม่เคยสงสารตัวเองนะ แม้แต่โควิด โรงแรมปิด อย่างที่ผมบอกว่า “I don’t live in a real world.” ผมไม่ได้อยู่ตรงจุดที่คนเค้าลำบากจริง ๆ แต่มันเป็นเหตุการณ์แรกที่ผมเจ็บ เรื่องหัวใจน่ะฮะ ทำให้เราเป็นเหมือนมนุษย์ทุกคน มันเจ็บ แม้แต่แม่ผมก็บอกว่า “you โชคดีมาตั้งแต่เกิด ได้เป็นทุกอย่าง นี่ล่ะ you เจอของจริงแล้ว” ผมว่ามันเป็นบาดแผลที่ผมจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันไป มันไม่มีทางเลือกจริง ๆ หลายสิ่งจะไม่เหมือนเดิมแล้วนะ แต่เราจะต้องอยู่กับมันไป แล้วผมจะข้ามเส้นนี้ได้ยังไง ผมก็ไปคุยกับจิตแพทย์ ศึกษาศาสนาพุทธว่าช่วยอะไรเราได้รึเปล่า ดูหนัง ดู Revenant ลีโอนาร์โดสู้ในหิมะ ก็หา inspiration ทุกอย่างที่จะอยู่รอดได้ สุดท้ายผมก็เข้าใจว่าเราต้องมีความเมตตา (compassion) เราเมตตาให้กับคนที่กระทำเรา หรือทำให้เราเจ็บ แล้วเราก็ forgiveness ข้ามมันไป และก็อยู่กับมันไป แต่มันต้องใช้เวลาจริง ๆ ข้อดีก็คือ มันไม่มีอะไรจะเจ็บปวดเท่านี้แล้ว มันทำให้เราแข็งแรง สำหรับผมมันคือนรก เหมือนผมเคยเจอนรกมาแล้ว อาจไม่เท่าคนที่ยากจนนะครับ แต่มันเป็นนรกในหัวใจ ตอนนี้ก็ยัง recover อยู่คงต้องใช้เวลา 2-3 ปีแล้วมันก็ต้องชินกับความรู้สึกนี้ไป ผมก็อยากระบายอารมณ์ แต่ไม่มีคอนเสิร์ตเล่นก็ไม่รู้จะระบายอารมณ์ตรงไหน ก็พยายามทำให้มัน positive ผมต้องหาเจอให้ได้  “This is a real world come on !” นี่คือสาเหตุที่ผมวิ่งในโรงแรม พยายามหาวิธีทุกอย่าง

The New Beginning การเริ่มต้นครั้งใหม่

“นี่แหละชีวิต” มีหลายอย่างน่าสนใจมาก อย่างแรกที่รู้สึกคือน้อยร้องเพลงดีขึ้นเยอะเลย เนื้อเสียงเปลี่ยนไปเลย อันนี้ตั้งใจรึเปล่าครับ

ไม่ฮะ มันก็เปลี่ยนไปตาม… ตอนนั้นผมก็เพิ่งเริ่มร้อง แต่พอทำไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มรู้ว่าร้องยังไง และอายุก็มากขึ้นเสียงอาจจะเปลี่ยนในระดับนึง ใช่ครับเสียงเปลี่ยนไปเยอะเลยเหมือนกัน

อัลบั้มนี้น้อยตั้งใจทำมากและใช้เวลานาน ถ้าออกมาแล้วมันไม่เวิร์กจะเศร้ามั้ยครับ

มันไม่เวิร์กฮะ (หัวเราะ) ไม่ได้เศร้าอย่างที่คิดว่าจะเศร้า ไม่ได้เศร้าแล้ว depress เหมือนตอน Zero ก็ผิดหวังแต่เข้าใจว่าทำไมมันไม่เวิร์ก เข้าใจหลายอย่าง อันนี้ก็ดาวน์ แต่อาจจะเป็นเพราะว่ามีครอบครัวมีลูกแล้ว มีสิ่งอื่นที่ทำให้ผมมีความสุข มีโรงแรม มีหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญมากกว่าแค่อัลบั้มนี้

ทำไมมันถึงไม่สำเร็จ

มันไม่สำเร็จเพราะว่า ตอนแรกทั้งบอย สุกี้ มั่นใจกันมากเลยนะ เสียงตอบรับก็ดีมาก แต่เพลงมันไม่ได้มา เพลงที่เราคิดว่าเพราะ มันอาจจะไม่เพราะสมัยนี้แล้ว แม้แต่แฟนเพลงเราเค้าก็อายุมากแล้ว เค้าอาจจะไม่อิน และเค้าก็จะอยากฟังเพลงเก่าอยู่แล้ว ซึ่งผมเข้าใจนะฮะ เพราะตัวผมเองเหมือนกัน อย่างวงโปรดผมอย่าง Radiohead, The Cure,  Depache Mode ออกเพลงใหม่มาผมก็ไม่สนใจอัลบั้มใหม่เค้าแล้ว เราก็อยากฟังเพลงเก่า มัน nostalgia (ความคิดถึงช่วงเวลาในอดีตที่สวยงาม) nostalgia มันเป็นอารมณ์ที่ powerful (ทรงพลัง) เพลงที่เราฟังในสมัยวัยรุ่น มันผลักดันเรา ขับเคลื่อนเรา ให้กำลังใจเรา แต่ตอนนี้เค้าผ่านยุคนั้นมาแล้ว เค้าเจอสิ่งที่เค้ารักและเริ่มนิ่งกันแล้ว และเค้าไม่ได้ต้องการ inspiration เหมือนแต่ก่อนแล้วผมว่านะ และผมก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน และผมก็นึกว่าเพลงเด็กรุ่นใหม่เค้าจะชอบ แต่ว่าเพลงมันคงเชื่อมโยงกับพวกเค้าไม่ได้แล้ว

ก็เหมือนศิลปินเมืองนอก อย่าง พอล แมคคาร์ทนีย์ ศิลปินระดับเดอะ บีทเทิลส์ เลยนะฮะ ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์เค้าบอกว่า “เวลาผมเล่นคอนเสิร์ตนะ พอผมเล่นเพลงใหม่ ๆ ในอัลบั้มเดี่ยวของตัวเอง มันเหมือนเป็นหลุมดำของโชว์เลยนะ แล้วผมก็ต้องกลับมาเล่นเพลง ‘yesterday’ อีกละ” มันก็เป็นของมันแบบนี้อะฮะ แล้วผมเข้าใจเลยฮะ แต่สิ่งที่มันแย่ก็คือทำไมผมถึงอยากทำเพลงต่อไป ทั้ง ๆ ที่เค้าก็อยากฟังเพลงเก่า มันก็ยังมีคนที่ชอบเพลงใหม่นะครับอย่าเข้าใจผิดนะครับแต่กลุ่มมันจะเล็กมาก แม้แต่เวลาผมเดินบนท้องถนนก็จะมี “พี่ผมคิดถึงพี่มากเลย เมื่อไหร่จะมีอัลบั้มใหม่เนี่ย” ผมก็แบบ… “ผมมีมาแล้วเมื่อปีที่แล้ว (หัวเราะ)” ผมก็คุยกับหลายคนว่าทำไมเราถึงทำเพลงต่อ มันก็คือเราทำเพื่อตัวเองด้วย แต่ว่าเราก็ทำเพื่อคนที่ยังอยากฟังงานเราอยู่ และถ้าผมมองในแง่บวก มันก็จะมีแบบเพลงที่ผมชอบมากอย่าง “นี่แหละชีวิต” เพลงนี้ผมชอบมากเลยนะครับ และก็เพลงที่ผมร้องกับแม่ ก็มีคนเขียนในแฟนเพจว่าเพลงนี้ช่วยชีวิตผมจริง ๆ ผมเคยเป็นมะเร็งและกลับมาได้เพราะว่าเพลงของคุณ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันทำให้ผมรู้สึกดีนะครับ หรือบางคนบอกว่าผมเคยโดนบูลลี่มาก่อนเพลง “ตราบใดที่เธอยังมีชีวิต” ช่วยลูกผม ช่วยเค้ามากเลยครับพี่น้อย แสดงว่าบทเพลงของผมมันก็ยังมีพลังอยู่ที่ช่วยชีวิตคนได้อ่ะฮะ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส