LOVECRAFT COUNTRY

[รีวิวซีรีส์] Lovecraft Country: สยองขวัญหลากสไตล์ กว่าจะจับทางได้ก็ปาไปตอนที่ 4

LOVECRAFT COUNTRY
Release Date
16/08/2020
ครีเอเตอร์
มิชา กรีน
ความยาว
1 ซีซัน 10 ตอน (ฉายอาทิตย์ละตอน)
Our Score
8.5
Lovecraft Country
จุดเด่น
การผสมผสานหลายสไตล์จากเหล่ายอดฝีมือในสายสร้างสรรค์ ทำให้เป็นซีรีส์ที่มีของดีซ่อนอยู่ตลอด การฮุกหนัก 10 นาทีปลายยังเป็นหมัดเด็ดที่เล่นเอาเหวอได้ทุกตอน ซึ่งคาดเดาไม่ถูกจริง ๆ ว่าตอนหน้าจะเจอกับอะไรหรือสไตล์ไหนอีก
จุดสังเกต
โพรดักชันซีจีบางช่วงยังหลุด ๆ การแสดงมีส่วนที่น่ารำคาญบ้างตามบทที่จงใจให้ตัวละครมีปัญหา ความหลากสไตล์ของแต่ละตอนก็ทำให้จับภาพรวมยากอยู่เหมือนกัน แต่หลังตอนที่ 4 ไปน่าจะดีขึ้นเพราะคำใบ้หลัก ๆ มาครบแล้ว
8.5

ซีรีส์ระดับเรือธงจากฝั่ง HBO GO ที่จั่วหัวด้วยชื่อโพรดิวเซอร์ระดับโลกถึง 2 คนคือ เจ.เจ. แอบรัมส์ ที่เคยปั้นหนังสัตว์ประหลาดอย่าง Cloverfield ให้รสระทึกและเขย่าขวัญ (กับภาคต่อ) สำเร็จสวยงาม และอีกคนก็คือ จอร์แดน พีล จาก Get Out ราชาหนังสยองขวัญยุคใหม่ที่เอาประเด็นสังคมอย่างเรื่องสีผิว-ความเหลื่อมล้ำมาผสมความสยองแบบวินเทจสไตล์ได้น่าดูชม

ซีรีส์ดัดแปลงจากนิยายของ แม็ต รัฟ ที่ดึงเอาเสน่ห์ของ เอช.พี. เลิฟคราฟต์มาใช้อีกที

แล้วยังไม่พอยังเพิ่มองค์ประกอบความสยดสยองระดับตำนานด้วยสไตล์เรื่องเล่าปรัมปราของ เอช.พี. เลิฟคราฟต์ ราชานิยายสยองแนวลัทธิความเชื่อและสัตว์อสุรกายโบราณเข้ามาผสม นั่นทำให้ Lovecraft Country กลายเป็นซีรีส์แนวสยองขวัญที่น่าจับตามองที่สุดในห้วงเวลานี้

เนื้อเรื่องของซีรีส์ว่าด้วยพระเอกที่ชื่อ แอตทิคัส ‘ทิก’ ฟรีแมน (โจนาธาน เมเจอร์ส) ทหารผ่านศึกที่กลับมาบ้านเกิดเพราะการหายตัวไปของพ่อที่ไม่ถูกกันของเขา เขาพบจดหมายของพ่อให้ไปตามหาที่เมืองอาดาม เมืองปริศนาที่ไม่มีในแผนที่ เขาจึงขอความช่วยเหลือจากลุงแท้ ๆ อย่าง ลุงจอร์จ ฟรีแมน (คอร์ทนีย์ บี. แวนซ์) ผู้มีอาชีพเขียนหนังสือไกด์การเดินทางสำหรับคนผิวดำ (ใครเคยดูหนังออสการ์ Green Book ก็เล่มเดียวกันนี่ล่ะ)

และได้เพื่อนร่วมทางอีกคนเป็นสาวข้างบ้านที่ขอติดรถไปหาพี่ชายอย่าง เลตทิเทีย ‘เลตี้’ ลูอิส (เจอร์เน สโมลเล็ต ที่เคยรับบท แบล็กคานารี จากหนัง Birds of Prey) การเดินทางสู่ดินแดนแห่งความน่ากลัวของสหายต่างวัยต่างที่มาจึงเริ่มต้นขึ้น

ตอนที่ 1 Sundown อาจเรียกได้ว่าเป็นตอนที่ชอบที่สุดในขณะนี้ แม้ว่าเวลาเกินกว่าครึ่งจะหมดไปกับการปูพื้นเรื่อง และเล่าสภาพสังคมวัฒนธรรมอเมริกันยุค 1950 ที่การเหยียดสีผิวยังคงรุนแรง จนทำให้การเดินทางไปยังเมืองปริศนาที่ไม่มีในแผนที่กลับเป็นเรื่องไม่น่ากังวลเท่า การผ่านเมืองธรรมดา ๆ ที่ต้องไปเสี่ยงดวงว่าจะเป็นที่ต้อนรับหรือไม่ เพราะแค่เข้าร้านอาหารผิด ชีวิตชาวผิวดำก็อาจจะเปลี่ยนได้ทันที เหล่าเจ้าบ้านอาจต้อนรับอาคันตุกะต่างสีผิวด้วยปืนลูกซองอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายเลยทีเดียว

อันที่จริงบรรยากาศความไม่ปกติของเรื่องสามัญ ๆ ต่าง ๆ ในตอนนี้ มาจากผู้ถือกฎหมายในมือเองเสียด้วยซ้ำ ซึ่งซีรีส์ก็ฉลาดในการนำความประหลาดในยุคที่สิทธิ์คนต่างสีผิวไม่เท่ากันมาเล่นให้คนดูรู้สึก กลัว

ภาพจากตอนที่ 3 เมื่อเพื่อนบ้านผิวขาวคุกคามบ้านเช่าคนผิวดำ แต่ตำรวจก็เหมือนมาซ้ำเติมากกกว่าช่วยเหลือ

ยิ่งในช่วง 10 นาทีท้ายของตอนนี้ ซีรีส์ก็ได้ยกระดับจากหนังดราม่าผิวสีธรรมดา ขึ้นเป็นหนังระทึกขวัญสไตล์จอร์แดน พีล ด้วยเหตุการณ์พลิกผันเมื่อเหล่าตัวเอก ดันมาเจอนายอำเภอผิวขาวที่วางท่าน่ากลัวว่าเมืองนี้อยู่ใต้กฎข้อบังคับว่าคนผิวดำห้ามเดินทางไปไหนมาไหนในช่วงหลังพระอาทิตย์ตก (อันเป็นที่มาของชื่อตอน) ในความหมายว่าหากเหล่าตัวเอกยังอยู่ในพื้นที่เมืองที่เขาดูแลจนเลยเวลาดวงอาทิตย์ลับฟ้าเมื่อใด เขากับเหล่าตำรวจก็พร้อมจะล่าและฆ่าให้หมดนั่นเอง และในช่วง 5 นาทีสุดท้ายซีรีส์ก็สะบัดท่าไปเป็นสไตล์สัตว์ประหลาดทางถนัดของ เจ.เจ. แอบรัมส์ เข้าอีก คือมาสนุกมากเอา 10 นาทีหลังนี่เลยล่ะ

และไอ้ความที่เปลี่ยนแนวไปทุกตอนของซีรีส์ ก็ทำเอาจับทางไม่ถูกเหมือนกันว่า นี่มันหนังแนวไหนกันแน่หว่า แล้วเนื้อหาของช่วงตอนแรก ๆ ที่ยังไม่เข้าที่เหมือนตัวต่อที่เรายังมองไม่ออกว่าอยู่ตรงไหนของรูป ก็ชวนให้รู้สึกไม่ยากว่า มันไม่มีทิศทางหรือเอกลักษณ์อะไรสักอย่างเลย ดูคล้าย ๆ ซีรีส์จบในตอนที่ใช้ตัวละครร่วมกันแค่นั้นเสียด้วยสำหรับตอนที่ 1-3

ในตอนแรกเป็นแนวดราม่าผิวสี ตอนที่ 2 Whitey’s on the Moon เป็นแนวหมู่บ้านลึกลับกับลัทธิโบราณที่เกี่ยวข้องกับพวกพ่อมดแม่มด (แบบที่เปลี่ยนมู้ดจากตอนแรกไปคนละเรื่องเลย และเป็นตอนที่ดรอปสุดทั้งแง่คุณภาพและความสนุก) ตอนที่ 3 Holy Ghost กลายเป็นแนวบ้านเฮี้ยนวิญญาณหลอน (ดูแบบจบในตอนก็อิ่มดีได้เหมือนกัน)

ทุกอย่างเริ่มมาเคลียร์ในตอนที่ 4 A History of Violence นี่ล่ะ ที่ถึงแม้จะเป็นสไตล์ผจญภัยหาสมบัติอัศจรรย์แบบ อินเดียน่า โจนส์ คือแปลกไปอีกแนวอีกแล้ว แต่สำหรับตัวเนื้อหาเริ่มเชื่อมโยงได้ภาพเดียวกันแล้ว และน่าจะชัดเจนขึ้นว่าตัวละครกำลังมุ่งไปในทิศทางไหนกันแน่ รวมถึงคำใบ้ที่เปิดมาแล้วทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ตั้งแต่ตอนที่ 1 ก็น่าจะได้รับการวกกลับไปเล่าใหม่อีกครั้งด้วย น่าสนใจทีเดียว

ใครชอบอะไรที่เดาทางไม่ค่อยถูกทั้งสไตล์ทั้งเนื้อหา ก็น่าจะสนุกพอควร ใครไม่ชอบก็น่าจะรู้สึกว่าไอ้ความฟรีสไตล์นี่มันเลอะเทอะจับต้องยากเสียเหลือเกิน

เอาจริงคือรู้สึกมั่ว ๆ งง ๆ กับภาพรวมซีรีส์มาตลอดตอนที่ 1-3 จนจะเขียนรีวิวก็ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี แต่หลังจากนี้น่าจะดูได้ลื่นขึ้นสนุกขึ้นแล้ว และจึงกล้ามาแนะนำว่า นี่เป็นซีรีส์เรือธงของ HBO GO ที่น่าสนใจมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่งจริง ๆ ล่ะ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส