The Boys Season 2

[รีวิวซีรีส์] The Boys Season 2: ต่อมแฟนบอยคันยิบ ๆ โหดขิง ๆ จนอยากให้รีบมีตอนต่อ

The Boys Season 2
ความยาว
2 Season / Season ละ 8 Episodes (ยังไม่จบ)
บริการสตรีมมิง
Amazon Prime Video
Our Score
8.9
The Boys Season 2
The Boys
บท
9
โพรดักชัน
8.5
การแสดง
8
ความสนุกตามแนวหนัง
9
ความคุ้มค่าการรับชม
10
คะแนนจากผู้อ่าน0 Votes
0
จุดเด่น
ความเดายาก และการนำเสนอความรุนแรงผ่านการเสียดสีซูเปอร์ฮีโรแบบที่มีเซอร์ไพรส์ทุกตอน
จุดสังเกต
มีช่วงที่เล่าเรื่องย้วย ๆ นิดหน่อย และความรุนแรงของภาพอย่างหัวคนระเบิด หรือการสำเร็จความใคร่ตนเอง ก็อาจไม่เหมาะกับเด็กนัก
8.9

The Boys คือซีรีส์แนวซูเปอร์ฮีโร (หรืออย่างน้อยก็เกี่ยวกับยอดมนุษย์) ที่อาจพูดได้ว่าเป็นคอนเทนต์ระดับเรือธงของบริการสตรีมมิงอย่าง Prime Video และผมเองก็ยอมรับโดยดุษฎีว่ายอมจ่ายรายเดือนเพียงเพื่อดูซีรีส์นี้สัปดาห์ละตอน แบบไม่อยากรอให้มันลงครบทั้งซีซันก่อน เพราะแต่ละตอนที่มันปล่อยออกมา มันเต็มไปด้วยเรื่องหรือฉากที่เกินคาดเดา หรือเกินจินตนาการของเราได้อยู่เสมอ ประโยคแบบ Surprise Me! แทบไม่จำเป็นต้องท้าทายสำหรับซีรีส์นี้ เพราะมันมีให้แน่ ๆ อย่างเพียบ!

อ่านรีวิวซีซันแรกได้ที่นี่ https://www.beartai.com/lifestyle/347216

เนื้อหาสำหรับคนที่ไม่เคยดูซีซันแรกมาก่อนเลย พอเล่าคร่าว ๆ ได้ว่ามันเป็นเรื่องราวของ กลุ่มคนธรรมดากลุ่มหนึ่งชื่อ The Boys ที่ต่างคนต่างก็มีประสบการณ์ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงอันมาจากการกระทำของกลุ่มฮีโรที่ชื่อ เดอะเซเว่น อันมีผู้นำคือ โฮมแลนเดอร์ (แอนโทนี่ สตาร์) ที่มีภาพลักษณ์แบบซูเปอร์แมนก็ไม่ปาน

พระเอกของเราคือ ฮิวอี้ (แจ็ก เควด) พนักงานร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แฟนสาวถูกหนึ่งในฮีโรที่ชื่อ เอ-เทรน (ที่เปรียบไปก็คือเดอะแฟลชที่เราคุ้นเคย) วิ่งชนด้วยความเร็วสูงจนร่างระเบิดเลือดสาดกระจาย และเอ-เทรนก็ได้แต่ขอโทษเพราะเขากำลัง เมาอยู่! จากนั้นฮิวอี้ก็ถูก วอจธ์ บริษัทด้านยาที่บริหารงานเดอะเซเว่นเข้ามาจัดการปิดปากให้ยอมรับการชดเชยที่ไม่เป็นธรรม และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่เขาถูก บิลลี่ บุตเชอร์ (คาร์ล เออร์แบน) หัวหน้ากลุ่มเดอะบอยเข้ามาตีสนิทและหลอกใช้เพื่อให้ช่วยในการไล่ฆ่าฮีโรกลุ่มเดอะเซเว่น ซึ่งเป็นการตอบโต้ด้วยความเลือดเย็น โหดเหี้ยม ราวกับปีศาจสู้กับพระเจ้าจอมปลอมก็ไม่ปาน

เรื่องราวในซีซันแรกจบลงที่บิลลี่ระเบิดตึกของวอจธ์ ส่งผลให้เขาถูกโฮมแลนเดอร์โยนความผิดในการตายของ เมเดลีน ผู้บริหารของวอจธ์ไปทั้งที่จริงเป็นโฮมแลนเดอร์ใช้ตาเลเซอร์เผาเจาะใบหน้าเมเดลีนอย่างเลือดเย็นต่างหาก จริง ๆ บิลลี่ควรตายในการระเบิดนั้นแต่เขากลับได้รับการช่วยเหลือจากโฮมแลนด์เดอร์และพามาเจอภรรยาที่บิลลี่เชื่อว่าฆ่าตัวตายเพราะถูกโฮมแลนเดอร์ข่มขืนไปในอดีต แถมซ้ำมีลูกกับโฮมแลนเดอร์เสียอีก

ส่วนฮิวอี้ก็มีความรักกับหนึ่งในฮีโรกลุ่มเซเว่นอย่าง สตาร์ไลต์ (อีริน มอริอาร์ตี้) สาวซื่อใสจากบ้านนอกที่ได้รับเลือกให้เป็นฮีโรกลุ่มเซเว่น จนมาเจอความจริงอันโหดร้ายว่าพวกฮีโรไม่ได้ดีอย่างที่เธอคิด ตั้งแต่เจอเดอะดีป (อารมณ์อะควาแมน) รับน้องด้วยการให้ทำโบลว์จ็อบ ก่อนจะเริ่มแปรพักตร์มาเป็นหนอนบ่อนไส้อยู่ในวอจธ์

ถ้าว่ากันตามตรงคนที่จะบันเทิงกับซีรีส์เต็มเหนี่ยวคงไม่พ้นแฟนบอยหนังซูเปอร์ฮีโร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ารู้จักค่ายดีซีเป็นทุนยิ่งสนุกมาก เพราะตัวซีรีส์จากคอมิกชื่อเดียวกันนี้เรียกว่ายกดีซีเอามาเสียดสีเลยทีเดียว และไม่เพียงเท่านั้นความโหดด้านภาพ (ตลอดจนเนื้อหา) ที่มาแบบจังหวะนรกนั่นกลายเป็นเสน่ห์ที่สะใจสายฮาร์ดคอร์อย่างยิ่ง โลกของซูเปอร์ฮีโรที่แฟนตาซีและมักอยู่ในบริบทขาวดำ ธรรมะชนะอธรรม ได้ผสานโลกความเป็นจริงที่ว่าไม่มีใครขาวสมบูรณ์ได้เข้าไป ทำให้มันสัมผัสจิตใจผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่ (ตลอดจนเด็กโต) ที่เริ่มมีประสบการณ์เทา ๆ ในโลกจริงมาได้อย่างดี

ดิบ เสียดสี 18+ ภาพซูเปอร์แมนยืนแบบนี้คงเห็นได้แค่จากซีรีส์นี้เท่านั้นล่ะ

ในซีซันที่ 2 นี้ ตัวซีรีส์ได้ทำตัวเป็นหนังภาคต่อที่ดี ด้วยการเป็นสะพานที่เชื่อมเนื้อหาการต่อสู้ในระดับคนชนช้าง เริ่มเห็นความเป็นไอเดียชนไอเดียมากขึ้น ทั้งกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ที่มีนิสัยความเป็นคนให้เข้าใจมากขึ้นทั้ง วอจธ์ที่เราได้เห็นความลึกของมันผ่านความนิ่งและคาดเดายากของ สแตน เอสการ์ (จิอันคาร์โล เอสโปซิโต) ซีอีโอของวอจธ์ที่ขนาดว่าเขายืนท้าทายเครื่องจักรสังหารโรคจิตอย่างโฮมแลนด์เดอร์ได้อย่างไม่เกรงกลัว กลุ่มลัทธิประหลาดที่เข้ามามีส่วนพัวพันกับฮีโรตกอับก็เพิ่มความไม่ชอบมาพากลให้เนื้อเรื่อง ขณะเดียวกันฝั่งองคืกรใหญ่อย่างซีไอเอ หรือแม้แต่รัฐสภาของสหรัฐก็เริ่มเพิ่มบทบาทในเรื่องมากขึ้น

สแตน เอสการ์ (จิอันคาร์โล เอสโปซิโต) ตัวละครที่มนุษย์ธรรมดาที่ดูมีพลังน่าเกรงขามขนาดไม่กริ่งเกรงซูเปอร์ฮีโร
ส.ส. สาว ที่เข้ามาเป็นตัวแปรจากฝั่งรัฐสภาในการตรวจสอบเหล่าฮีโร

ต้องยอมรับว่าในช่วง 3 ตอนแรก ซีรีส์ยังคงไม่ได้มอบดอกผลอันพึงใจให้รู้สึกความแตกต่างจากซีซันแรกนัก นอกไปจากความรุนแรงที่ยังคงคาดเดาไม่ได้ที่ยังทำงานได้ดี แต่ตัวเรื่องนั้นกลับเดินไปอย่างเชื่องช้ามีความน่าหงุดหงิดในตัวละครนำอยู่ไม่น้อย เพราะบางตัวละครเหมือนกับวนกลับไปเจอปัญหาใจเดิม ๆ ไม่รู้จบ ราวกับไม่ค่อยเรียนรู้ใด ๆ มา เช่น การสติแตกของฮิวอี้เมื่อต้องนั่งเรือชนปลาวาฬของเดอะดีปจนตัวเองไปนั่งแช่อยู่ในตับไตไส้พุงปลายักษ์แบบน่าสะอิดสะเอียด แกก็กลับไปเป็นบ้าไม่เอาอะไรอีกครั้งทั้งที่เหล่าเดอะเซเว่นไล่ติดตูดมาติด ๆ ก็ตาม เป็นต้น

เจอเหตุการณ์ช็อกต่อหน้ามาหลายรอบ ฮิวอี้ก็ยังขวัญผวาอยู่เสมอ

จนกระทั่งเนื้อหาของการโต้กลับวอจธ์นับตั้งแต่ตอนที่ 4 ไปเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นเรื่อย ๆ การผสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มก้อนต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดพันธมิตรที่คาดเดาการกระทำได้ยากขึ้น ทั้งอดีตศัตรูที่หันมาร่วมมือ เช่นฮีโรบางคน หรือคนที่เกลียดบิลลี่เป็นทุนเดิม และอดีตมิตรที่เกิดช่องว่างให้เคลือบแคลงใจกัน

การปรากฏตัวมาร่วมทีมโฮมแลนด์เดอร์อีกครั้งของเมเดลีนที่ชวนช็อกแล้ว เหตุการณ์หลังจากนั้นยิ่งชวนช็อกยิ่งกว่า

และที่สำคัญการปรากฏตัวของตัวละครใหม่ ๆ อย่าง สตรอมฟร้อนต์ (เอยา แคช) ที่เข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวละครขวัญใจมหาชน ก่อนจะเริ่มเผยลายความแสบสันขึ้นเป็นลำดับ จนกลายเป็นตัวแปรสำคัญในเรื่องราวช่วงหลังทีเดียว

ฉากร่วมรักของซูเปอร์ฮีโรที่จัดว่าซาดิสม์ไม่เบา

โดยสรุปซีรีส์ซีซันต่อนี้ ทำงานในการเชื่อมคนดูให้ไปชมภาพที่กว้างขึ้นของการต่อสู้ต่อต้านพระเจ้าจอมปลอมที่มีพลังระดับทำลายล้างโลกแต่ป่วยทางจิตเข้าขั้นฆาตกรต่อเนื่อง ให้น่าสนใจขึ้นไปอีก ยิ่งฉากท้ายของตอนสุดท้ายที่เปิดตัววายร้ายตัวใหม่ที่มีพลังสุดน่ากลัวอย่างการระเบิดหัวคนเพียงจ้องมอง ก็เรียกน้ำย่อยผู้ชมให้อยากชมจานหลักในซีซันถัดไปจนทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส