หนทางแห่งการ ‘ชำแหละตัวเอง’ ของ ‘BANK CLASH’

หากให้ไล่เรียงชื่อของนักร้องชายแนวหน้าของเมืองไทย เชื่อได้เลยว่าหนึ่งในนั้นจะต้องมี ‘แบงค์ ปรีติ บารมีอนันต์’ หรือ ‘แบงค์ วง Clash’ หรือ ‘Bank Cash’ อย่างแน่นอน

จากเด็กหนุ่มวัยมัธยมผู้ไล่ล่าตามความฝันขึ้นมาสู่เวทีประกวดใหญ่ของเมืองไทยจนได้รับรางวัลนักร้องยอดเยี่ยมไปครอง จากนั้นได้กลายเป็นศิลปินเบอร์ต้น ๆ ของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ผ่านช่วงเวลาอิ่มตัว ‘พักวง’ ทบทวนและข้ามผ่านปัญหาภายในจิตใจ จนได้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเชื่อว่ามีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในชีวิตของ แบงค์ Clash ซึ่งที่ผ่านมาเรารู้เรื่องราวของเขาน้อยมากเหลือเกิน แต่ตอนนี้เขาได้พร้อมที่จะมา ‘ชำแหละตัวเอง’ ผ่านบทสัมภาษณ์ในรายการ ‘ป๋าเต็ดทอล์ก’ แล้วครับ

คุณเป็นคนประเภทไหน เป็นคนที่พร้อมเผชิญความตายหรือเป็นคนที่กลัวตายกลัวที่จะไปถึงวันนั้น

ถ้าตอบแบบไม่ประดิษฐ์คำพูดเยอะก็คือถ้าบอกว่าไม่กลัวตายเลยก็จะเท่เกินไป ถ้าไม่มีอะไรต้องห่วงแล้วก็พร้อมตายได้เลย แต่มันก็ยังมีความห่วง ผมห่วงคุณย่าผม มันชะงักติดหลังไปหมด ถ้าสักวันมีแฟนมีเมียก็ต้องห่วงคนข้าง ๆ ผมว่าคนที่มันยังไม่พร้อมตายก็เพราะความเป็นห่วงมากกว่า

มีเรื่องที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำบ้างไหม…

Day 1 ณ วันแรกที่เริ่มต้น

ตอนนี้กับตอนที่อยู่บนเวที hot wave มันต่างกันมากเลย ตอนนั้นมันท่าเยอะมากเลย

ตอนนั้น ม. 4

อายุเท่าไหร่

16 ครับ

แต่พอมองไปบนเวทีมันรู้สึกเลยว่าไอ้หมอนี่มันดูนิ่งมาก ดูคุมอยู่

ไม่นิ่งนะป๋า มือผมสั่นเลยนะ มันนิ่งไม่ได้ แล้วเราไม่เคยรู้จักความตื่นเต้นแบบนี้มาก่อน แต่พออินโทรจบ ฮุคแรกจบ ผมรู้สึกเลยว่านี่มันคือห้องรับแขกของผม มันกลายเป็นแบบนั้นไปด้วยเวทมนตiNอะไรไม่รู้

มันเป็นเพราะอะไร

มันอาจจะเป็นด้วยความที่เราอยากอยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว พอเราขึ้นไปเรารู้สึกเลยว่า นี่แหละมันคือที่ของเรา ที่ที่เราอยากจะอยู่ มันคล้ายว่าเราเคยอยู่รึเปล่าทั้งที่เราไม่เคยอยู่ แต่มันทำให้เรามีความสุข มันก็เลย flow ของมันไป มีแต่คนด่าว่าผมดัดจริตมากเลยตอนนั้น ตอนนี้ก็อาจจะเริ่มชิน พี่นิค genie ยังบอกว่ามันมีนักร้องนำคนไหนบ้างป่าววะที่พิมพ์นามบัตรไปแจกหน้าเวที

ในนามบัตรนั้นเขียนอะไร

ก็เขียนว่า แบงค์ ปรีติ อยู่วงอะไร โรงเรียนอะไร นักร้องนำ

คิดอะไรอยู่

คือตอนนั้นเรารู้สึกว่าเราอยากให้คนรู้จักเราว่าเราเป็นนักร้อง ก็มีค่ายเพลงติดต่อมา

มีค่ายอะไรบ้างครับตอนนั้น

เยอะมากครับ ช่วงนั้นเป็นยุคอินดี้เฟื่องฟู เยอะมากครับ กลับไปย้อนดูคอนเสิร์ตที่เราได้เล่นที่โลกดนตรี คลิปนี้ถูกแชร์เยอะมาก ผมก็ไปย้อนดู คิดว่าไอ้วงนี้ไม่น่ามาถึงวันนี้ได้เลย มันไม่รู้ตัวเองหรอกครับ เราแค่คิดว่าเราสนุก

การได้รางวัลครั้งนั้นมันเปลี่ยนชีวิตหรือเปลี่ยนทัศนคติคุณมั้ย

ก็กลายเป็นคนที่สำคัญขึ้นมา สำคัญขึ้นมามากเหลือเกิน กลายเป็นว่าเค้าไม่รู้ว่าเราอยู่โรงเรียนนี้มาตั้งแต่ม. 1 ก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน

ตอนนั้น manage ยังไงแต่ละค่ายที่ติดต่อมา

ตั้งแต่วันนั้นที่รับรางวัลลงมาเสร็จ มันมีความประทับใจเต็มไปหมดผมยืนรอรับรางวัล นักร้องนำยอดเยี่ยม แล้วก็มีพี่ ๆ ที่เอไทม์ ถามว่าพี่โจ้ตามหาอยู่ ผมก็ว่าดีเจโจ้แน่ ๆ ปรากฏว่าไม่ใช่พี่โจ้ดีเจ แต่เป็นพี่โจ้วงพอส เค้ามายืนอยู่ข้างหน้าผมเค้าขอจับมือผม ผมก็แบบคิดว่าพี่จะมาจับมือผมทำไม ผมนี่สิต้องขอจับมือพี่ เค้าก็จับมือผมแน่นมาก แบบอีกนิดก็ร้อง โอ้ย! แล้ว กำแน่นแล้วบอกว่า ‘กูชอบมึงว่ะ มึงฟังคำกูไว้นะ สักวันมึงแม่งต้องดัง’ ผมนี่ขนลุกแบบ ขนลุกเป็นซุปเปอร์ไซย่าเลย แล้วก็มาเดี๋ยวพี่เซ็นให้หลังบัตร ‘สู้ ๆ นะครับเอ็งดังแน่’

หลังจากนั้นเราได้เจอพี่โจ้อีกมั้ย

เจอบ้างครับ พี่โจ้ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เค้าเป็นคนนุ่ม ๆ น่ารักๆ อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้เจอกันบ่อยนะครับ หลังจากเจอพี่โจ้ก็ไปเจอบุคคลอีกท่านหนึ่ง ตอนที่ผมเดินถือประกาศนียบัตรนักร้องนำยอดเยี่ยมนี่ล่ะ ผมกำลังเดินไปขึ้นแท็กซี่ ก็เจอรถตู้หรูมาจอดข้าง ๆ มีคนคนนึงลงมาบอกมีคนจะคุยด้วยชื่อคุณสุกี้ เราก็ไม่รู้ว่าสุกี้ไหน พี่สุกี้ก็ลงมา ตอนนั้นในใจเราก็คิดว่ามีผู้ชายคนนึงใส่แว่นท้วม ๆ ดูน่ารักดี เค้าเป็นเจ้าของค่ายหรอ ไม่รู้ แล้วก็พูด ยู ๆ ไอ ๆ กับผมด้วย เราก็แบบ ยู ๆ ไอ ๆ กับผมเพื่ออะไร แล้วก็ให้นามบัตรผมมา เรามารู้ว่าเป็นเจ้าของเบเกอรี่มิวสิคเพราะเห็นนามสกุล สุโกศล แคลปป์ เพราะเราจะจำชื่อจริง เราคิดในใจว่า เยดเข้ ในใจนี่ผมดีดดิ้นแล้ว เพราะเบเกอรี่มิวสิควันนั้นนี่หัวก้าวหน้าที่สุด มีความสากลมากสุด แล้วใส่ความพอปได้อย่างไม่ลำบากใจ ในใจผมโอเคไปแล้ว แต่ตอนเห็นนามบัตรผมยังไม่ได้ตอบเค้า  จากนั้นก็มีอีกเกือบ 20 ค่ายแกรมมี่ อาร์เอสก็มี มีรถตู้มารอหน้าโรงเรียน มาแล้วก็แบบผมก็เป็นวงที่เลวนะ ค่ายนี้มาวิ่งหนี หลบ ๆ สุดท้ายมันก็เหลือแค่แกรมมี่กับเบเกอรี่ สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือเราไปนั่งคุยกับพี่สุกี้ก่อน

ทำไมเหลือแค่แกรมมี่กับเบเกอรี่

จะเอาอุดมการณ์ก็ไปเบเกอรี่ ที่อยากจะทำ 100 เปอร์เซ็นต์จะไม่โดดหักอะไรทิ้งเลย แต่อาจไม่สำเร็จก็ได้ ไปแกรมมี่ได้ชื่อเสียงด้วย บ้านเราแต่ละคนก็ไม่ได้ร่ำรวยเลย แกรมมี่ก็ช่วยเรา วันนั้นก็ไปประชุมกับพี่สุกี้พี่สมเกียรติ คุยเรื่องคอนเทนต์เพลงว่าเราชอบอะไร เราก็อัดเพลงที่เราชอบทั้งหมดไปให้ฟัง เค้าก็โอเค ๆ น่าสนใจ จากนั้นก็นัดประชุมที่วงกันว่าเราจะไปไหนดี จำภาพพี่สุกี้ พี่สมเกียรติ โชว์เครื่องเสียงเทพได้เลย ก็คุยกันว่าเอาไงดีวะ ผมกับพี่พลเลือกเบเกอรี่ ส่วนยักษ์ สุ่ม แฮ็คส์ เค้าเลือกแกรมมี่

ให้เหตุผลกันว่ายังไง

ก็คงจะตอบคล้าย ๆ กันว่า สิ่งแรกที่เราจะทำคือเป็นเรา 100 ก่อน แต่พี่แฮ็คส์ พี่สุ่ม พี่ยักษ์ บอกว่าตัวตนแรกอยู่แกรมมี่น่าจะขยายวงกว้างได้มากกว่านี้ เราก็ประชาธิปไตย อยู่แกรมมี่ก็ได้อยู่แล้ว

The Test 4 ปีแห่งการทดสอบ

จากนั้นก็เลยมาหาแกรมมี่แล้วเราก็เจอไอ้หนุ่ม เมื่อก่อนเห็นหน้าหนุ่มแล้วก็แบบทำไมเราไม่ได้ออกเทปแบบมึงวะ เพราะหนุ่มได้ออกก่อนแล้ว โด่งดังมาก ล้านตลับเป็นว่าเล่น ชีวิตผมก็ขึ้นลง Aratist (โรงเรียนฝึกหัดศิลปินของแกรมมี่) เลิกเรียนก็ต้องมาทุกวัน

4 ปี ที่โดนดองตอนนั้นทำอะไรบ้างครับ

ผมก็เรียนวาดรูปของผมไปอยู่ศิลปกรรม ม.กรุงเทพ ระหว่างทางก็ทำเดโมส่งค่าย ก็ตีกลับไม่ผ่าน ตีกลับไม่ผ่าน ตอนนั้นก็มีคลาสเสริมสร้างบุคลิกภาพของ Aratist ขึ้นมา ก็มาเรียนเต้นด้วย สอนเดิน 1-2-3-4-5 ถามว่ามีประโยชน์มั้ย ก็มีครับแต่สำหรับคนอื่นไม่ใช่ผม (หัวเราะ) เหมาะกับน้อง ๆ ที่เป็นศิลปินเดี่ยว ที่ต้องหน้าตาดี เต้นเป็น เสียงต้องดี ซึ่งผมไม่ได้อยู่ในโหมดนั้น

เคยถามมั้ยครับว่าพี่ครับทำไมผมต้องเรียนเต้นด้วย

ก็มีคำถามแต่เรารู้ว่าเราไม่สำคัญ เราต้องมาให้เค้าเห็นหน้า พอเอาเข้าจริง ๆ  ปุ๊บผมก็โดด แต่ผมจะเข้ามาตอนเรียนร้องเพลง

มองย้อนไปตอนนั้น มีความรู้สึกว่าตัดสินใจผิดมั้ย

ก็มี มีความรู้สึกที่ว่าถ้าอยู่เบเกอรี่ป่านนี้ได้ออกเทปไปแล้ว ถ้าไม่ดังก็แยกย้าย แต่ถ้าดังก็ย้ายมาอยู่แกรมมี่ได้เหมือนกัน แต่ว่าผมก็มีความรู้สึกไม่ยอมแพ้ ผมต้องเป็นนักร้องให้ได้ มันมาถึงขั้นนี้แล้ว เพื่อน ๆ ก็เริ่มท้อแล้ว

ช่วงนั้นรึเปล่าที่คุณให้สัมภาษณ์ว่า คุณไปมองตึกแกรมมี่แล้วบอกว่าวันนึงกูจะดังคับตึกให้ได้

ช่วงนั้นครับ ช่วงนั้น (หัวเราะ) ช่วงนั้นคือ วันนั้นผมเจอวลีนึงที่เจ็บปวดมาก ๆ จนถึงวันนี้ มีศิลปินอยู่ท่านหนึ่งผมก็ถามว่าพี่เดโมใหม่ผมเป็นยังไงบ้างครับ เค้าบอกว่า ‘พี่ว่าเรายังไม่พอ เสียงร้องเรายังไม่เด่นพอ ไม่ได้ไม่ผ่าน อย่างนี่ไม่มีวันสำเร็จหรอก’ ผมก็เด็ก ม.5-6 ตอนนั้นโดนแบบนี้ก็แรงนะ เราก็แบบ ‘ฮึ’ เดินลงมาข้างล่างด้วยความอารมณ์ไม่ดี ก็เดินอยู่บนตึก ‘สักวันจะดังคับตึกนี้ให้ได้’  อารมณ์เหมือนฉากในหนังเลย จากนั้นเราก็กลับไปบ่มเพาะตัวเองให้มันดีขึ้นมา ในช่วงที่ผมบ่มเพาะ ยักษ์กับพี่แฮ็คส์เค้าก็เริ่มปล่อยจอยแล้ว พี่พลก็ขอถอยไปช่วยอาขายของ ‘เราจะเรียนไปด้วยและทำไปด้วยเวิ้งว้างแบบนี้ไม่เวิร์กว่ะ’ แต่ผมก็บอกกับตัวเองว่าเราต้องทำได้สิ ก็ไปทำเดโมเพลง ‘กอด’ขึ้นมาจนมันผ่าน ก็มีซีนหนังอีกละ ผมก็เดินมาข้างล่างตึก มีตู้โทรศัพท์ พี่แฮ็คส์ก็บอก ‘เฮ้ยพลเพลงผ่านแล้ว เรากลับมาทำกันต่อเถอะ เราจะได้ออกเทปกันแล้ว’ แต่พี่พลตอนนั้นก็ยังนะ ลูกผู้ชายพูดไปแล้วไม่ก็คือไม่ ทีนี้ก็ตาคนอื่นมาพูดบ้างสุดท้ายก็มากันจนถึงทุกวันนี้

The Success รับมือกับความสำเร็จ

ชุดแรกออกมาก็ถือว่าประสบความสำเร็จเลยทันที

เกินไปกว่าที่คิดเยอะมากเลยครับ คนขอถ่ายรูป ขอลายเซ็นเป็นเรื่องปกติ แต่มันเลยไปจนถึงขนาดที่เริ่มจะเดินไปไหนไม่ได้ รายการเกมฮอตเพลงฮิตถ่ายไม่ได้ แฟนมารอเพียบ พูดไม่รู้เรื่อง พี่ไก่โมโหเลย สัมภาษณ์อะไรก็ไม่รู้เรื่องเพราะกรี๊ดกันตลอดเวลา อันนี้เรารู้สึกว่าโหเป็นแบบนี้เลยหรอ วิธีคิดแรกคือ แบบว่านี่เป็นอาชีพได้เลยนะ แต่จะยาวนานรึเปล่าขึ้นอยู่กับว่าเราจะรักษายังไง ตอนนั้นเราสดอยู่ 19-20 ก็ยังสนุกสนานมาก เราคงจะมีตังค์ไปใช้หนี้ให้ครอบครัวได้แล้ว

เพื่อน ๆ เป็นยังไงบ้างครับ

ผมจำไม่ได้แต่รู้ว่าทุกคนรู้สึกว่าเราสำเร็จแล้วเรามีความสุขกับการเล่นดนตรีมาก งานแรกไปเล่นที่ อ.ละงู จังหวัดสตูล แล้วก็เป็นงานที่นั่งรถนานที่สุดในชีวิตจนถึงทุกวันนี้ นั่งรถตู้ไปคันเดียวใส่เครื่องทุกอย่างไป หนักมาก รถตู้ขับไปช้า ๆ น่าจะ 20 ชั่วโมง ไปถึงตรงนั้นเนี่ยคนดู 50 คน แต่ที่เล่นใหญ่นะงานกาชาด แต่วันนั้นก็เล่นจนแบบ เหมือนเราได้ปล่อยของ มันเป็นครั้งแรกที่นี่เวทีของเรา เค้าจ้างเรามาเล่น และนี่แหละเพลงของเรา

ทีนี้มันเริ่มมีแบบไว้ผมทรงพี่แบงค์ ใส่เสื้อกล้ามแบบพี่แบงค์ รอยสักแบบพี่แบงค์ ยากันยุงแบบพี่แบงค์ ตอนนั้นชีวิตมันเป็นยังไงบ้างครับ มันทำให้เราเปลี่ยนไปบ้างมั้ย

มันค่อย ๆ ซึมเข้ามาครับ เช่น สิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้เราทำได้ สิ่งที่คนอื่นไม่ถูกเอาใจ เราถูกเอาใจ สิ่งที่คนอื่นไม่กล้าพูด เราดันพูดได้ ไม่ว่าจะบนเวทีหรือหลังเวที แล้วก็ทีมงาน มันก็เลยดาบสองคม ความเหลิงมันเริ่มเข้ามา ฉันเหมือนจะเป็นจุดศูนย์กลางของโลกใบนี้รึเปล่า แล้วอะไรก็ต้องได้รึเปล่า มันมาเป็นห้วง ๆ ครับ และสุดท้ายเราจะตบซ้ายตบขวากันเองช่วยกันเตือน  แต่ก็มีหลุดเหมือนกัน

ที่นึกได้เช่นเรื่องอะไร

รู้สึกว่าตัวเองเป็นสไตล์มากเกินไป แล้วก็โทษคนอื่นมากกว่าตัวเองเสมอ อย่างผมเนี่ยสมัยก่อน วงร็อกมันต้องสนุก วันไหนที่ไปเจอคนดูไม่สนุก ผมจะโมโหทันที เราจะเบลมคนอื่นทันที ต่อเนื่องมาจนถึงเมื่อซาวด์มอนิเตอร์ที่อยู่ข้างหน้าไม่ดี มีผลต่อการร้อง ก็เขวี้ยงไมค์เลย ที่วงก็เป็นกันบ้าง ไม่พอใจก็โยนกีตาร์อะไรกันไป ก็ดู MTV เยอะ (หัวเราะ) ก็เหลืออย่างเดียวคือโยนทีวีออกมานอกหน้าต่างอันนี้ไม่ได้ทำ (หัวเราะ) มันเริ่มไม่ค่อยมีความสุขกับการเล่นคอนเสิร์ต เพราะเราตั้งปณิธานไว้ว่า ทุกโชว์มันต้องเหมือนกับในวิดีโอที่เราเคยดู ว่าถ้าถึงเพลงนี้จังหวะนี้คนดูจะต้องกระโดด มันต้องสนุกทั้งโชว์แบบ woodstock แน่ ๆ พอมันไม่ได้เราก็แบบ เฮ้ยทำไมเค้าไม่ได้ เราลืมไปว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเนี่ยคนดูไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย เราต่างหากที่อาจจะเผลอไปแสดงอาการที่มีกำแพงกับคนดูรึเปล่า ถ้าเราหน้ามีความสุข คนดูก็จะมีความสุขกับเรา

สมัยก่อนเราลืมไป เราเขวี้ยงไมค์ เขวี้ยงข้าวของเครื่องดนตรี แล้วเราบอกเป็นนักร้องคุณภาพ แค่นี้โมโหแล้ว แล้วไอ้วงที่เล่นผับก่อนหน้านี้ ไม่มีซาวด์เอนจิเนียร์ ไม่มีเครื่องแบบเรา เค้าไม่เห็นบ่นเลย เค้าร้องได้ดีกริ๊บ เนียน เยี่ยม ยิ้มแย้มแจ่มใส สรุปเราเป็นนักร้องที่ดีแน่หรอ มันเริ่มมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง สุดท้ายมันก็ไม่ดีกว่าคนอื่นหรอก

คนที่เป็นร็อกสตาร์ซินโดรมปัญหาคือมันไม่รู้ตัวเอง จนคนไม่อยากทำงานด้วย Clash ผ่านจุดนั้นมาได้ยังไง

ผมว่าการใส่หัวโขนแล้วเรารู้สึกว่าหน้าโขนมันสวยใส่ไว้ตลอดเลยดีกว่า แต่เราลืมไปว่ามันหนัก แล้วถอดไม่เป็น แต่พอเราเริ่มถอดมันเป็น เราเริ่มเข้าใจทีมงานทุกขั้นตอน ทุกฟันเฟืองว่า อ๋อ มันมีเหตุผล ว่าทำไมไม่ได้ ทำไมถึงบ่นว่านัดตี 5 มาถ่าย 10 โมงเมื่อก่อนไม่เข้าใจ จัดแสงอยู่นั่นยังไม่ได้ถ่ายเลย อ๋อเรารู้แล้ว หน้างานมันมีอะไรไม่รู้เต็มไปหมด พอเข้าใจแล้วเราก็ค่อย ๆ ถอดสิ่งสงสัย เรารู้มากขึ้น ตกผลึกมากขึ้นนั่นเอง ก็เข้าใจ เริ่มสบายตัวมากชึ้นเหมือนถอดเกราะออก เฮ้ยมันสบายได้รับลม เริ่มรู้ว่าใครร้อน เริ่มมีความเห็นใจ

The Band ความเป็นแคลช

เพลงของแคลชเป็นวงที่มีความหลากหลายมาก ช้านี่ก็เหมือนเอามีดมากรีดเลย ส่วนเพลงหนักก็เดือดมาก เป็นเมทัล มีแรป ฮิปฮอป เข้ามาแจม หลากหลายมากเลยแล้วแก่นของแคลชจริง ๆ มันคืออะไรกันแน่

แก่นของแคลชจริง ๆ มันก็มาจากสิ่งที่ป๋าเต็ดพูด หนึ่งอัลบั้มมันแทบจะไม่มีอะไรคล้ายกันเลยในแต่ละเพลง วงแคลชมันโรคจิตชอบหนีตัวเอง เฮ้ยเพลงนี้มันคล้ายเพลงนี้ หลีกมันไป ยิ่งอัลบั้มสองอัลบั้มสามฟังเพลงกันเยอะ แข่งกันฟัง ใครฟังมากชนะ ข้อดีก็คือว่า เริ่มชอบไม่เหมือนกัน ผมเริ่มไปทาง R&B แรปร็อก ก็เลยเอามาจูนกันมันเลยทำให้เพลงของแคลชมันมีความหลากหลายวาไรตี้พอสมควร

แต่พอฟังโดยรวมมันก็พอจะบอกได้

มันจะมีเพลงที่ผมเขียนขึ้นมา มันจะมาจากเรื่องจริงหมด มาจากความเจ็บจริง no sling no stunt เล่นจริงเจ็บจริงหมด

คุณต้องเปลืองชีวิตขนาดนั้นเลยหรอครับ

ผมไม่แปลกใจเลยที่ผมเคยตั้งคำถามว่า ทำไมศิลปินที่เขียนเพลงดี ๆ ชีวิตต้องไม่ปกติ ทำไม เคิร์ต โคเบน ถึงเล่าเรื่องราวและเล่นออกมาได้จริงขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะว่าความเจ็บปวดเหล่านั้นเนี่ยมันดันมีความโรแมนติกซ่อนอยู่เสมอ ถ้าเราไม่เจ็บจริง เราก็ไม่สามารถเขียนเมโลดี้ที่มีความจริงเหล่านั้นได้ ถึงแม้ว่าชีวิตผมอาจจะมีแฟนไม่ได้เยอะเลย แต่ระหว่างทางนั้นมันก็สอน มันเป็นหัวเชื้อดีในการเขียนเพลง

อย่างนึงที่ผมรู้สึกได้และแฟน ๆ ก็น่าจะรู้สึกเหมือนกัน คือเพลงรักของแคลชมันหม่น ๆ มันไม่ค่อยสมหวัง มันดูเป็นผู้เสียสละ ส่วนใหญ่นะ มันจะมีฟิลลิ่งอย่างนี้ ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ครับ

มันคงเป็นเพราะเพลงกอดเพลงแรก ลีลาท่าทางมันโรแมนติก แล้วก็มาต่อด้วยเพลงช้าอย่าง ‘รับได้ทุกอย่าง’ แล้วก็มา ‘ขอเช็ดน้ำตา’ ทีนี้ต้องเป็นพระเอกแล้วสิ พอพี่ต่อ แสนคม สมคิด  ตั้งคำนึงขึ้นมาว่า วงนี้เป็น ‘วงโรแมนติกร็อก’ นะ ผมก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน แกตั้งคำนี้ขึ้นมา ถ้า way นี้มันเหมาะกับแคลชก็ way นี้ล่ะ และในยุคนั้นเพลงอกหักส่วนใหญ่จะคับแค้นใจ แต่วงแคลชจะไม่คับแค้นใจ ทนได้ เป็นแค่พระเอกโง่ ๆ คนนึง

คุณสนใจแนวดนตรีแบบที่ไม่ใช่แคลชเมื่อไหร่

ผมขอใช้คำว่าแนวดนตรีที่ไม่ใช่ร็อกเมื่อไหร่ดีกว่า เพราะว่าเราโตมาด้วยวิถีร็อกตั้งแต่เริ่มต้น จนกระทั่งผมเริ่มมาฟังฮิปฮอป จุดเปลี่ยนมันอยู่ที่อัลบั้มสาม อัลบั้ม ‘Brainstorm’ ผมโกนหัวอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย เพราะผมรู้สึกว่าในเมื่อผมเข้าไปสู่วัฒนธรรมนั้นแล้ว ผมไว้ผมตั้งแบบนั้นแล้วไม่สามารถเคลมตัวเองได้ว่าเป็นผู้ฟัง R&B ฮิปฮอป และแรปร็อกได้ และสุดท้ายเนี่ยเวลามันทำให้เราจัด categorie ในการฟังเพลงโดยไม่รู้ตัว เมื่อก่อนฟังเพลงสิบแนว ลูกทุ่ง หมอลำ ยันแจ๊ส โซล นีโอ อะไรต่าง ๆ นานา แล้วผมก็มาสังเกตว่านี่มันมีแต่เพลง R&B ทั้งหมดเลยนี่หว่าที่เราฟังในลิสต์ในโทรศัพท์แล้วเราก็มานั่งส่องกระจกดูตัวเองว่า กูไม่มีกางเกงขาเดฟเลยหรอวะ เริ่มชัดจนรู้สึกว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสียกันแน่ ในฐานะนักร้องนำวงแคลช มันเริ่มต้นตอนที่เราทัวร์กันเยอะ  ๆ บวกกับความอิ่มตัว ทัวร์เยอะซะจน กลับบ้านมาหมาโตกว่าเดิมเยอะ แล้วมันก็เริ่มรู้สึกจำเจกับชีวิตแบบนี้

หลายคนอาจจะไม่เข้าใจความรู้สึกตอนที่ไปถึงตรงจุดนั้น อยากให้อธิบายตรงนี้ให้ชัดไอ้คำว่าเบื่อมันคืออะไร มันไม่ดีตรงไหน

มันอาจจะคงเป็นเพราะว่า เราไม่มีเวลาชาร์จพลังเลย เราเล่นไปจนแบตเราหมด บางทีขึ้นขีดแดงแล้วก็ฝืน บางทีได้นอนเยอะหน่อย ได้พักเยอะหน่อย เป็นขีดเหลืองแต่มันไม่เคยเขียวเต็มเลย เป็นปี ๆ จนเรามานั่งคิดว่านี่ถึงขนาดเราเล่นเพลงที่เราเขียนเองแล้วไม่มีความสุขขนาดนี้เลยหรอ แล้วตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกว่าเพลงร็อกมันเริ่มออกห่างจากตัวผม มันเริ่มคูณ 2 เลยทีนี้ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ผมอีกต่อไป

ตอนนั้นได้คุยกันมั้ยว่าจะหยุดหรือไปต่อ หรือยังไง

คือ ๆ ผมเริ่มคุยกับสุ่มก่อน เพราะว่าสุ่มนอนกับผม เรานอนกันเป็นคู่ ๆ ผมบอกว่าสุ่มกูว่ากูเริ่มรู้สึกไม่ใช่ละ กูว่ากูเริ่มเบื่อกับการที่ร้องเพลงร็อกแล้วว่ะ สุ่มมันก็งง ๆ แล้ว ‘มึงจะไปร้องเพลงอะไรวะ’ ‘กูก็ไม่รู้ว่ะ แต่กูเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่’ ซึ่งตัดภาพไปสุ่มก็คงจะรู้มานานแล้วว่า ในขณะที่สุ่มอ่าน Rolling Stone ผมอ่านอีกแบบ ในขณะที่สุ่มฟังเมทัลคอร์ ผมฟัง R&B อยู่ ผมกับสุ่มอยู่ในห้องจะเงียบ ไม่ได้คุยกันเลย เหมือนเราให้เกียรติกัน ไม่จำเป็นไม่พูดแล้วกัน แต่สิ่งที่ได้ยินคือเสียงเพลงที่ออกจากหูฟัง จากนั้นจึงเริ่มคุยกับวงว่ามันเริ่มไม่มีความสุขจริง ๆ วงก็เข้าใจ แล้วก็ก่อนคอนเสิร์ต Clash Rebirth The Final Concert ผมบอกเรื่องนี้กับเพื่อนก่อนคอนเสิร์ตนั้นมาสามปีแล้ว ระหว่างนั้นก็วางแผนกันใครจะทำอะไร เก็บตังก์ ตอนที่แยกวงไปให้อยู่กันได้ยาว ๆ โดยที่ไม่มีอะไรทำก็ได้ ในมุมผมผมก็มองไม่เห็นความสำเร็จเหมือนกันหากแยกไปทำคนเดียว ผมแค่รู้สึกอยากไปวิ่งเล่นเท่านั้นเอง เพราะไม่มีพลังงานใดที่สู้พลังงานของวงได้

ตอนนั้นปักธงว่าอะไรครับ เราจะแยกวงกันหรือว่าแค่พักวง

คือขอพักวงไว้ก่อน อยากอยู่นิ่ง ๆ ก่อน แล้วก็ไปทำในสิ่งที่อยากทำได้มั้ย ถ้าผู้ฟังและค่ายเพลงมีทัศนคติแบบวันนี้ วงแคลชวันนั้นอาจจะไม่แยกวงก็ได้ ผมก็คงจะมี side project เป็น R&B ก็จบละ

แล้ววันนั้นมันมีอะไรครับ ทำไมคุณถึงทำ side project ไม่ได้

ผมรู้สึกว่าวันนั้นมันควรจะชัดไปเลย ถ้าเกิดผมจู่ ๆ ไปทำ side project ของตัวเอง ผมถือว่าอาจจะทำให้วงแคลชสั่นคลอนบางอย่าง ผมเลยขอพักจากแคลชไปก่อนละกัน

แล้ววางแผนกันมั้ยครับว่าพักนานแค่ไหน

ไม่ได้วางแผนว่า 5 ปี 7 ปี ไม่ได้คิด แต่ว่าก็พักไปก่อน พี่แฮ็คส์เค้าก็ทำ SDF ยักษ์ก็ทำ Shade ไป ก็วิ่งเล่นกันไป

แล้วมันเศร้ามั้ยครับ

มันไม่ได้เศร้าขนาดนั้นครับ เพราะว่ามันผ่านการพูดคุยเหมือนประชุมงานเรื่องนี้มาเป็นเวลาสามปี แล้วจริงๆ  อัลบั้มสุดท้ายก่อนแยกวง จริง ๆ อัลบั้มนั้นจะไม่มี คิดว่าเราจะค่อย ๆ หายกันไปแล้วเจอผลงานใหม่ของแต่ละคนไปเลยเป็นไง พี่เล็ก บุษบา เค้าบอกว่า ‘ไม่ได้ ถ้าเธอมีแฟน แล้วไม่บอกเลิกแฟน เธอไม่ใช่สุภาพบุรุษนะ’ อัลบั้มสุดท้ายก็เลยออกมา

The Gap 7 ปีที่ไม่มีแคลช

ในวันนั้นคุณเคยพูดเอาไว้ว่า คุณถึงเขาเอเวอร์เรสต์แล้ว อยากไปปีนเขาอีกลูกนึง แล้วมันเป็นจริงอย่างที่พูดมั้ยครับ ได้ไปปีนเขาอีกลูกนึงมั้ย แล้วขึ้นไปถึงไหนยังไงบ้าง พอได้มาทำงานเดี่ยว

ก็สนุกสนาน แล้วก็แรงกระแทกก็เยอะพอสมควร มันเจอแรงกดดันเสียดทานตั้งแต่แคลชประกาศแยกวงแล้ว ทุกคนก็บอกว่ามึงบ้ารึเปล่า มันคงไม่มีความสำเร็จนะ มันเป็นไปไม่ได้ แต่ผมก็รู้อยู่แล้วว่าจะเจอแบบนั้นแบบนี้  เพราะปณิธานมันตั้งไว้แล้ว มันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ซิงเกิลแรกมาก็โดนต่าง ๆ นานา ก็ยังเป็นแฟนเพลงกลุ่มเดิมที่รู้สึกโกรธแค้นตรงที่ว่า ‘เป็นแคลชดี ๆ ก็ดีอยู่แล้ว แบบนี้มันไม่เวิร์คหรอกพี่’ ผมก็รับมันได้หมดก็รู้ว่าต้องเจอ ผมก็สนุกสนาน ผมคิดแค่นั้นเพราะผมสนุก

พอแฟนที่เค้าเคยชอบวงเรามาเค้าบอกกับเราแบบนี้รู้สึกแบบนี้ แล้วเราบอกกับตัวเองว่ายังไงครับ

ผมก็คิดอยู่แล้วว่าเค้ารับไม่ได้อยู่แล้ว คือมันมีสองประเภทที่รักวงกับรักตัวนักร้อง คนที่รักวงก็บอกว่าผมทำสิ่งที่ไม่ควร คนที่รักนักร้องก็จะบอกว่าไม่เป็นไรพี่ พี่ทำอะไรหนูก็ฟังหมด คนที่มีภูมิอันแข็งกล้าและมีวิจารณญาณเยอะก็เข้าใจว่ามันอิ่มตัวแล้วก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน

คุณเป็น Bank Cash อยู่กี่ปีนะครับ

6 ปีครับ

แล้วมันไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คุณเดาไว้มั้ย

มันสำเร็จมากกว่าที่ผมคิดไว้เยอะ เพราะว่าแฟนเพลงเข้าใจเยอะ เข้าใจในเจตนารมณ์ แล้วก็ตัววงเองก็ชัดเจนในเจตนารมณ์ของแต่ละคนเหมือนกัน มันก็เห็นประจักษ์แล้วว่าทุกคนมี way เป็นของตัวเอง

มีช่วงนึงที่คุณบอกว่าติดแอลกอฮอล์อย่างหนัก มันคือช่วงไหนครับตอนนั้น

ตามไทม์ไลน์เลยนะครับ ยุคแคลชเนี่ยจะมีคนที่ไม่ดื่มเหล้าเลยคือพี่แฮ็คส์กับสุ่ม ส่วนแบงค์ พล ยักษ์ นี่คือลั้ลลามาก ในยุค 20 ต้น ๆ เวลาผ่านไปก็เริ่มกินหนักขึ้นเรื่อย ๆ จะมาเริ่มหนักตอนที่เป็นศิลปินเดี่ยว เพราะไม่มีใครคอยตบซ้ายตบขวา ก็เริ่มไม่มีใครว่า ไม่มีใครเตือน ไม่กล้าเตือน มาหนักในช่วงที่ผมเริ่มกับแฟนที่คบกันนาน ๆ ผมเนี่ยสมัยก่อนในฐานะเขียนเพลงด้วย ก็จะเจ้าบทเจ้ากลอนตั้งแต่เด็ก และเป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องความรักกับทุกคน แต่พอมาเจอจริงๆ  กับ 13 ปีที่พังทลายลงไป มันเหมือนกับแกนที่มันล้ม เหมือนกับระเบิดที่เลบานอนที่จู่ ๆ ระเบิดลูกใหญ่ขนาดนั้น แล้วในหัวใจของผมก็พังพินาศลงไป จากที่กินเหล้าเพราะสนุก ดื่มเพราะสนุก ทีนี้มันเริ่มดื่มเพราะความไม่สนุก นี่มันอันตรายมาก

แล้วมันกระทบกับชีวิตและการทำงานมั้ย

กระทบหมดเลย เสียงาน ไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควรจะทำ เสียงแหบ ขึ้นเสียงสูงไม่ถึง จนถึงขั้นที่ผมมองไปดูขวดเหล้าที่ตั้งอยู่ในห้องอัดที่บ้านของตัวเอง มึงกินเยอะขนาดนี้เลยหรอ แล้วผมก็เริ่มตั้งสติแล้วนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว พอน้ำตาไหลหยดแรก ผมก็รู้สึกว่า ‘มึงป่วยเว้ยแบงค์’ ผมก็เลยเรียกคุณพ่อกับน้องชายมานั่งอยู่ข้างๆ  กันสามคนแล้วบอกว่า ‘แบงค์ป่วยว่ะช่วยแบงค์ด้วย’ แล้วก็ร้องให้ไปพูดไป แล้วก็ขอว่าต่อจากนี้เป็นต้นไปในบ้านเราจะไม่มีเหล้านะ จากนั้นก็ไม่มีเหล้าอยู่ปีนึงเลย จนเดินไปหาหมอด้วยตัวเองเพื่อบำบัดสุรา ผมก็บอกคุณหมอว่า ‘ผมว่าผมเป็น alcoholic’ คุณหมอก็สัมภาษณ์ผมไป เริ่มกินเมื่อไหร่ กินยังไง เยอะมั้ย ถ้าถึงขั้นคุณแบงค์ตื่นขึ้นมากินอีก แล้วคุณแบงค์มือสั่น แล้วถ้าไม่ได้กินแล้วจะหงุดหงิด แล้วจะลนลานเนี่ย อันนั้นคือเป็น alcoholic ผมถือว่าผมเป็นละ เราก็คุยตามขั้นตอน คุณหมอก็บอกว่าน้อยคนมากเลยนะคะที่จะเดินเข้ามาแล้วบอกว่าเป็น alcoholic คุณหมอบอกว่าโอเคจากนี้เป็นต้นไปอยากให้คุณแบงค์กินยา ผมก็ถามว่ากินแล้วช่วยได้หรอครับ คุณหมอก็บอกว่าหมอจะไม่สำเร็จในการรักษาเลยถ้าคุณแบงค์ไม่ช่วยหมอด้วย จริง ๆ แล้วตัวคุณแบงค์เองรักษาตัวเองได้ดีกว่าหมอด้วยซ้ำ ตอนนั้นก็ถามหมอว่ายานี้จะช่วยอะไรได้บ้างครับ คุณแบงค์ชอบออกจากบ้านกี่โมง ก็สองทุ่ม สามทุ่ม คุณแบงค์กินยานี้แล้วจะสบายผ่อนคลายและจะไม่อยากออกไปไหน มันจะทำให้คุณแบงค์อยากจะนอนมากกว่าอยากอออกไปข้างนอก เราก็เลยสงสัยกลับมาเสิร์ช เอ้ยปรากฏว่ามันคือยาแก้ไมเกรน มันจะทำให้ร่างกายผ่อนคลายสบายและหลับง่ายขึ้น ไม่คิดเยอะ

ผมเลยย้อนกลับไปที่คำพูดหมอ ‘คุณแบงค์ต้องช่วยหมอนะคะ’ เราก็แบบ ‘กูช่วยตัวเองได้นี่หว่า’ ผมทิ้งยาตรงนั้นเลย และลองไม่กินดู ชนะมาหลายอย่างแล้วนี่ ชนะมันบ้างสักทีจะเป็นไร ก็ลองดูอาทิตย์แรกไม่มีความสุข นอนก็ไม่หลับเพราะระบบการเต้นของหัวใจก็ไม่เหมือนคนที่ไม่ติดเหล้า สองอาทิตย์แรกผ่านไปเริ่มดีขึ้น จนอาทิตย์ที่ 4 มันเหมือนกับพระอาทิตย์เริ่มสว่างขึ้น นี่คือความสดชื่นที่แท้จริง เรารู้แล้วว่าคนที่ไม่กินเหล้า แล้วมันมีความสุขกับการที่ไม่ต้องกินเหล้ามันคืออะไร เพราะชีวิตผมมันผ่านรูทีนแบบนี้มาจนไม่รู้แล้วว่าการไม่กินเหล้า 3 วันนี่มันไม่เห็นจะสนุกเลย เริ่มทำความรู้กับกับไอ้แบงค์คนเดิมคนที่มันไม่ได้กินเหล้าเยอะขนาดนี้ จนหยุดกินเหล้าไป 6 เดือน เข้ายิม ลดน้ำหนัก รู้สึกดีกับตัวเอง เริ่มมีสติที่จะรักตัวเองเป็นจริง ๆ จนได้ปณิธานว่าแอลกอฮอล์หรือเหล้าเนี่ย มันจะมีประโยชน์ต่อเมื่อมันมีความสุขเท่านั้น เครียดแล้วกินเหล้าไม่ได้ช่วยอะไร มันเป็นเครื่องขยายความสุขเท่านั้นเอง มันไม่ใช่เครื่องปลอบประโลมเวลาคุณมีความทุกข์แล้วคุณกินแอลกอฮอล์ลงไปแล้วคุณหายทุกข์ ไม่มันทำให้คุณดิ่ง ดิ่งลงไป มีอยู่สองอย่างไม่เฮฮาแล้วลืมความทุกข์ไป กับทุกข์จนเกือบจะเป็นซึมเศร้าแล้ว แล้วตื่นมาก็สภาพแฮงค์ แล้วก็เริ่มเศร้าต่อ เป็นวงจรอุบาทว์มาก ๆ จนมาถึงวันที่เรามีสติ เราจะเห็นอะไรมากกว่า เมื่อก่อนตาเราเหมือนหนัง 24 เฟรม ตอนนี้เรามันแบบ 200 เฟรมเห็นชัดหมดเลย แล้วเราก็จะเห็นความรักของคุณรอบข้างชัดมากขึ้น เห็นแววตาของหมาที่มันรักเจ้านาย เห็นแมวเราน่ารักมากขึ้น เห็นคุณย่า เห็นใจคุณย่ามากขึ้นว่าเค้าเหนื่อย มันมีความสุขง่าย ผมรู้สึกว่าผมมีความสุขง่ายจังเลย กลายเป็นแบงค์ที่สดใสไปแล้ว

ความยากมันอยู่ตรงนี้รึเปล่า คุณอยู่คนเดียวมันอาจจะผ่านไปได้ง่าย แต่พอนั่งโต๊ะสังสรรค์กับเพื่อน แล้วทุกคนดื่ม อยากได้วิธีการของผู้มีประสบการณ์ครับว่ารอดประสบการณ์แบบนั้นมาได้ยังไง

ต้องใช้เวลาครับ เมื่อดื่มเหล้าเป็นประจำมันจะมีพวกที่แบบไอ้พวกเพื่อนเลว สามแก้วไม่ตายหรอก จะเป็นอะไรไปวะ พอเจอพวกนี้จิตอ่อนก็จะตามไป แต่แบบนี้สักพักเค้าจะหยุดพูดไปเอง ส่วนใหญ่พวกจะหยุดเหล้ามันลดไม่จริง พอได้สักพักก็กลับมากินอีกละ เป็นห้วง ๆ ทีนี้เค้าก็ไม่เชื่อเราว่าเราจะลดได้จริง ก็เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แล้วเค้าก็จะไม่ทักอีกแล้ว วันไหนที่ผมไปเจอเพื่อนพอผมจะกลับบ้านผมก็จะกลับไปเลย ไม่อยู่ไม่กินแล้วเด็ดขาด

เมื่อกี๊ลืมถามไปข้อนึง คุณเดินเข้าไปหาหมอในฐานะแบงค์วงแคลชไม่กลัวนักข่าวเห็นไม่กลัวเสียฟอร์มหรอครับ

ไม่ได้อยู่ในจิตใต้สำนึกผม เราอยากจะแก้ตัวเองมากกว่า พอมันมาถึงจุดที่เราเริ่มพังพินาศ สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เราคิดผิดมาตลอดก็คือ ทำไมวะกินเหล้าแล้วมันเดือดร้อนยังไงวะ เดือดร้อนเว่ย มึงทำให้ย่ามึงเป็นห่วง แววตาคุณย่าที่มองชำเลืองมา มันทำให้เค้าเดือนร้อนแล้วนะแบงค์ พ่อก็ห่วงน้องชายก็ห่วง วงแคลชก็ห่วง กินให้สนุกสนานไม่ว่า แต่กินแล้วเลยเข้าขั้นแบบนี้ เดือนร้อนฮะ ผมว่าเดือดร้อน เราไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อนอีกต่อไปแล้ว

คุณจะมีอะไรบอกกับคนที่มันยังไม่พ้นตรงนี้มั้ยครับ

คือผมว่ามันเป็นเรื่องยากมากเลยที่จะบอกว่าทริคอะไร ทำอย่างไร เพราะจิตใจของคนเราไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่สุดคุณต้อง respect หรือเคารพตัวเองได้เสียที คุณบอกว่าคุณมีค่า คุณบอกว่าคุณเป็นเพชรแต่คุณยังทำตัวเป็นหิน ก็ต้องบอกตัวเองว่าขัดตัวเองหน่อย พังมาเยอะแล้ว อันนี้น่าจะเป็น ‘ความรักตัวเอง’ มากกว่าที่สำคัญที่สุด มันมีความคิดเข้ามาในหัวเลยว่า หากผมยังไม่ทำตัวเองให้สง่างามแล้วเนี่ย มันก็จะไม่มีผู้หญิงที่สง่างามเข้ามาคบผมด้วยเหมือนกัน เราต้องแสตนบายด์ความเป็นคนดีทุกด้านไว้ก่อน เพื่อที่คนดี ๆ เหล่านั้นจะได้มาเจอเรา ถ้าคิดแบบไทยคือ ‘ถ้าศีลเรายังต่ำก็จะเจอคนต่ำ ถ้าศีลเราสูงเราก็จะเจอคนสูงแค่นั้นเอง’

ทุกวันนี้ยังดื่มเหล้าอยู่มั้ย

สามารถไปได้ในกรณีที่พิเศษเท่านั้น อย่างเช่น วันเกิดเพื่อนนาน ๆ เจอที พอได้อยู่ ตอนนี้มันไม่อยากไปเองแล้ว

แล้วมุมมองต่อความรักมันคลี่คลาย มันเปลี่ยนไปมั้ย ซึ่งมันอาจจะส่งผลต่อการเขียนเพลงรักเพลงต่อไปของแคลชด้วย

มุมมองในความรักก็เปลี่ยนไปพอสมควร จากที่เคยคิดว่าเราคงรักใครต่อไปไม่ได้แล้ว ผมว่ามันรักได้ แล้วมันน่าจะมีมันสมองที่ดีขึ้นด้วยเพราะเราเริ่มรักตัวเองเป็นมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะรักคนอื่นได้ดีกว่าเดิม ขอโทษแฟนคนเก่าด้วยที่ผมยังรักตัวเองได้ไม่เป็น ผมเลยดันรักคุณได้ไม่เต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น และผมยังไม่รู้ด้วยว่าตอนนั้นผมผิดพลาดอะไรไปบ้าง สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือว่า เขียนเพลงได้ไม่ดีเลยครับ พอมันเริ่มเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้ว และผมไม่ใช่นักเขียนเพลงมืออาชีพ ผมเป็นแค่ศิลปินที่เขียนเพลงได้ พอผมไม่เจ็บพอผมเข้าใจ พอผมไม่ทุกข์เนี่ย มันก็ไม่มีวลีต่าง ๆ พรั่งพรูออกมาแบบที่เขียน ‘เพลงผีเสื้อ’ หรือเพลง ‘หนาว’ หนาวใจจะขาด อะไรแบบนี้ หนาว หนาวก็ห่มผ้า (หัวเราะ)

เราพอจะสรุปได้ว่า ‘เพลงรักที่ดีเกิดจากผู้โง่เขลาในความรักเท่านั้น’

จะว่าอย่างนั้นก็ถูก สำหรับผมนะ ผมว่าคนที่บวก ๆ เขียนเพลงอกหักไม่ค่อยดี เพราะชีวิตเค้าดีเหลือเกิน เค้าไม่เข้าใจหรอกว่าความรักอันมืดบอดมันคืออะไร

Awake การกลับมาของแคลช

7 ปีที่แยกย้ายกันไป มันสอนอะไรแบงค์บ้าง

เยอะไปหมดเลย อย่างเรื่องร็อกสตาร์ซินโดรม หรือ เบื่อการร้องเพลงตัวเอง มันก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะผมลืมไปอย่างนึง ตอนร้องน่ะ มึงน่ะลืมฟังเนื้อเพลงตัวเอง การแสดงต้องเกิดและดับ ผ่านละครเวทีมาแล้ว เราต้องไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เราจะต้องเล่นบทเดิม การแสดงมันต้องเกิดใหม่ทุกครั้ง ฉะนั้นทุกครั้งที่ผมร้องเพลงต้องเชื่อให้ได้ว่าผมร้องเพลงนั้นครั้งแรก เพราะเราฟังเนื้อ เพราะเราฟังว่าโอบกอดหัวใจ มันจะออกมาหมดเลยทั้งหน้าตาและเสียง มันเลยพัฒนาว่าเรามีความสุขกับการร้องทุกครั้ง หน้ามันจะเฉลย คนดูพอเห็นเรามีความสุข เค้าก็จะมีความสุขตาม

อะไรที่จุดประกายให้กลับมารวมกันเป็นแคลชอีกครั้งนึง

ผมอาจสรุปตรรกะ หนึ่ง สอง สามไม่ได้ แต่ผมแค่รู้สึกว่าต้องกลับมา ผมรู้สึกว่าถึงเวลาแล้วว่ะ เหมือนในหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่ถึงเวลาแล้วที่ตัวนั้นมันต้องกลับมา

ตอนแคลชตกลงกันว่าจะพักวงคุณยังคุยกันตั้งสามปี ไอ้ตอนวันที่จะกลับมาเนี่ย มันเริ่มมีการแตะ ๆ มือกันมั้ย หรือว่าแบบมาเอาเลย

ไม่คือพี่พลเค้าจะไม่กลับมาเล่น เพราะชีวิตเค้าทุ่มเทให้กับค่ายเพลงของเค้าแล้ว คือเค้าคิดเลยว่าถ้าแคลชกลับมาเนี่ยชีวิตเค้าพังแน่ ค่ายเพลงที่สร้างมากับมือพังแน่ ก็คุยกับพี่แฮ็กก่อนว่าเอางัยดีวะ มันสามารถมั้ย ก็ยื้อกันไปกันมา จนกลับมา มันก็เรื่องเดียวกับตู้โทรศัพท์อ่ะ

อะไรคือเหตุผลสำคัญที่พลยอมกลับมา

ส่วนใหญ่คนที่บิลท์จะเป็นเพื่อนซี้เค้านะครับพี่แฮ็คส์ คือเค้าจะมีความกลัวว่าถ้านานกว่านี้ใครจะรอมึงวะ อย่างผมผมก็รู้สึกเหมือนกันว่า ถ้าเรากลับมารวมตัวกันเร็วกว่านี้ ถึงแม้ว่าโพรเจกต์ของแต่ละคนจะสำเร็จ แต่สุดท้ายก็จะมีหลายบุคคลพิมพ์หรือพูดว่าไปไม่รอดไงเลยกลับมา มันบวกหลาย ๆ  อย่างด้วยครับ ด้วยระยะเวลามันเหมาะสม เราอยากดีดเหมือนเดิม ถ้ามีเหตุผลจะไม่รวมตัวกันไปอีก 3 ปีต้องดูด้วยว่าอายุเท่าไหร่แล้ว ต้องดูด้วยว่าตอนนั้นพละกำลังมันไหวมั้ย หงอย ๆ ไม่เอานะ เราต้องเป็นวัยรุ่นตลอดไป

มีความหวั่นไหวมั้ยครับ ว่ามันจะเข้ากันเหมือนเดิมมั้ย

ถามว่ามีมั้ยมันก็ต้องมีบ้าง ผมไม่ได้ห่วงเรื่องการเล่นสดเลย ผมห่วงเรื่องการทำเพลงมากกว่า มันเหมือนขบวนการห้าสีกลับมารวมตัวกัน มันรู้ว่าท่าไม้ตายนี้ของใคร แต่ในกระบวนการผลิตเราไม่รู้ว่าวันนี้ใครฟังเพลงอะไร รสนิยมไปถึงไหน ยังเหมือนเดิมหรือเปล่าวะ เพลงมันจะเป็นยังไง

มันตกลงกันยังไง สุดท้ายมันมาสรุปที่อะไรครับ

มันเริ่มจากการที่เราลองทำดูเลย ลองมาเขียนเพลงร่วมกัน ก็เป๋ ๆ ทิ้งไปเป็นสิบ ๆ เพลงเหมือนกัน ทำอันนี้พี่พลก็จะเขินกูเล่นแบบเดิมไม่ได้แล้วว่ะ ไม่ใช่ เล่นแบบขอเช็ดน้ำตาก็ไม่ได้ วันนี้เค้าทำเพลงแบบนี้กันแล้ว จะ R&B ไปเลยก็ไม่ถูก อันนี้คือแคลช ก็เริ่มหาตบซ้าบตบขวา หาความกลมที่สุดของวงแคลชวันนี้ก็ต้องใช้เวลาเป็นปีนะ

อะไรคือความยากที่สุดในการทำแคลชวันนี้

ผมว่าความยากที่สุดก็คือเรื่องระหว่างแฟนเพลงสองชนิด ชนิดที่อยากฟังสิ่งเดิมเด๊ะ ๆ อีกฝั่งนึงก็จะเป็นพวกหัวก้าวหน้า นี่แหละไอ้ตรงกลางนี่ล่ะค่อนข้างยาก

วันที่คุณขึ้นไปยืนบนเวทีคอนเสิร์ต Awake ตอนนั้นแคลชก็มีเพลงใหม่มาแล้ว คนเยอะมาก ความรู้สึกวั้นนั้นเป็นยังไงบ้างบนเวที

ผมกลับไม่ตื่นเต้นเลย ผมยังงงตัวเอง มันเหมือนกับแบบมันคือความปลื้มปิติแบบได้กลับมาเจอครอบครัวอีกครั้ง มันมีความสุขมากกว่าตื่นเต้น เพราะเราไม่ได้คาดหวังอะไร และเราซ้อมมาอย่างหนัก 2,000 คนวันนั้นคือคนของเรา ถ้าผิดไม่มีใครด่าเลยนะ เราไว้ใจทุกคนที่อยู่รอบ ๆ เรา

The Present ปัจจุบันของแบงค์

เมื่อก่อนผมเป็นแบงค์แคลชตลอดเวลาแล้วผมลืมคำว่า ‘ปรีติ’ ไป ปรีติมันเป็นชื่อจริงผม เพราะรู้สึกว่ามันการเป็นแบงค์แคลชตลอดเวลาทุกย่างก้าวมันเหนื่อยเหลือเกิน  มันควรจะถอดหัวโขนออก คงเพราะการไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อยด้วย เรารู้ว่านักแสดงที่ไปแสดงหนังผีแล้วกลับบ้านไปกลัวผีด้วยคงไม่ดี ถ้าคัตแล้วมันต้องจบ ถ้าคัทแล้วยังร้องให้อยู่อันนี้ใช้ไม่ได้ หม่อมน้อยบอกว่าเปิดแล้วมันต้องปิดได้ ผมเลยรู้สึกว่าระบบนี้มันมีเว้ย เลยลองผิด shut down ดูบ้าง เราแบบโอ้โหเรารู้แล้วความสุขมันเป็นแบบนี้นี่เอง

มีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกมั้ย

ผมไปถึงจุดที่ไม่อยากได้อะไรเลย จนความอยากนั้นกลายเป็นอยากให้อย่างเดียว อย่างเช่น วันนี้เรามองคนที่สำเร็จไปถึงจุดที่แบบ billionaire ต่าง ๆ แล้วเราไปตามอ่านหนังสือเค้า ผมเริ่มเข้าใจว่าการบริจาคตังค์ต่าง ๆ ของเศรษฐีเนี่ยไม่ได้ทำมาเพื่อเอาหน้า เพราะเค้าไม่มีความสุขอื่นแล้ว คนที่สำเร็จแล้วมีเงินแล้วตกผลึกแล้วส่วนใหญ่จะทำ ผมพยายามเป็นผู้ให้ในฝั่งครอบครัวผมอันนี้ผมทำ แต่ว่าให้กับผู้อื่น อันนี้คงจะเป็นเป้าหมายต่อไป ถ้าถามผมอยากเป็นอะไร ผมอยากเป็นผู้ให้กับผู้อื่นต่อไปเรื่อย ๆ อย่างมีความสุขครับ วันนี้หลังจากเริ่มชำแหละตัวเองเรื่อย ๆ  รู้สึกว่าแค่ให้เราไปโผล่ที่ไหนแล้วมีมุมลบน้อยที่สุด ความก้าวร้าวของเราสมัยก่อน อาจทำให้คนอื่นไม่สบายใจ ตอนนี้แค่ทำให้คนอื่นรู้สึกสบายใจ เห็นเราแล้วมีความสุขแค่นี้ก็พอ

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา บทเรียนอะไรสำคัญที่สุด สลักไว้ที่ป้ายหลุมศพว่านี่คือนาย แบงค์ ผู้ซึ่งได้ค้นพบว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ…

ผมจะเขียนไว้ว่า ‘อย่ารังเกียจหรือดูถูกชีวิตตัวเองให้มันมากนัก’ หมายความว่า ผมขอบคุณครอบครัวของผม ขอบคุณต้มยำกุ้ง crisis ในปี 40 ที่ทำให้ครอบครัวผมล้มละลาย ถ้าผมไปดูถูกครอบครัวของตัวเอง ผมคงไม่มีทัศนคติแบบที่ผมมีในวันนี้ ผมอาจจะไปดูถูกว่าทำไมพ่อผมถึงต้องล้ม ทำไมถึงไม่สำเร็จเหมือนพ่อคนอื่นที่ร่ำรวย การที่เราดูถูกตัวเอง ดูถูกอดีตของตัวเอง มันอาจจะทำให้อนาคตข้างหน้าของเรามันไม่ไปไหน ที่ทำให้ผมมีวันนี้ได้ เพราะผมรู้สึกว่าผมไม่ได้อายอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตทั้งที่คนรู้และคนไม่ได้รู้ ผมรู้สึกว่ามันหล่อหลอมทำให้ผมสามารถคุยกับคนรากหญ้าจนไปถึงคนที่สง่างามมาก ๆ ได้ ไม่มีช่องว่างเลย เพราะชีวิตเรามันกลิ้งมาจนแบบ จากเหลี่ยมบ็อกซ์ รวย พลิกมาจน จน รวย จน รวย กลายเป็น กลม ๆ  บางคนไม่ชอบอดีตตัวเอง แต่อยากให้ทุกคนอย่าดูถูกและปรามาศชีวิตตัวเองมากนัก ไม่งั้นจะไม่มีสติในการเดินไปในอนาคต ไม่งั้นผมคงเดินไปหาหมอไม่ได้แล้วบอกว่า ‘คุณหมอครับ ผมเป็น alcoholic’

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส