[รีวิว] Impetigore บ้านเกิดปีศาจ – หนังต้อนรับฮาโลวีนบ้าน ๆ ที่โหดโคตร ๆ!

Release Date
29/10/2020
แนว
สยองขวัญ / ทริลเลอร์
ความยาว
1 ชม. 46 นาที (106 นาที)
เรต
18+
ผู้กำกับ
โจโก อันวาร์ (Joko Anwar)
สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ เมื่อ มายา (Tara Basro) และ ดีนี่ (Marissa Anita) สองสาวเพื่อนรัก เดินทางกลับมายังบ้านเกิดในหมู่บ้านกลางป่าลึก เพื่อรับมรดกจากครอบครัวที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่กลับต้องพบสายตาที่น่ากลัวของชาวบ้าน พฤติกรรมที่ชวนสงสัย หลุมฝังศพเด็กที่เรียงรายทั่วหมู่บ้าน และดูเหมือนว่าทั้งสองจะต้องเอาตัวรอดจากพิธีกรรมสุดหลอน และความลับที่จะทำให้ผู้ชมทุกคนต้องช็อคเกินคาดเดา

เรียกว่ามีมาให้เราได้ดูกันไม่บ่อยนะครับ สำหรับหนังจากประเทศเพื่อนบ้านเราในละแวกอาเซียน แล้วยิ่งช่วงฮาโลวีนแบบนี้ ก็มีหนังสยองขวัญอาเซียนมาให้เราได้ชมกัน อย่าง Impetigore บ้านเกิดปีศาจ หรือชื่อ Perempuan Tanah Jahanam ในภาษาอินโดนีเซีย ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ โจโก อันวาร์ (Joko Anwar) ผู้กำกับหนังสยองขวัญชาวอินโดนีเซียที่เคยมีผลงานการกำกับหนังสยองขวัญมาก่อนหน้านี้แล้วอย่าง Satan’s Slaves (2017) ที่สร้างความหลอนสุดขั้วจนกลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลบน Box Office ของประเทศอินโดนีเซีย และตัวเขาเองก็ถูกขนานนามว่าเป็น เจมส์ วาน แห่งเอเชีย

และในปีนี้ เขากลับมาอีกครั้งกับผลงานที่เขาเองมีไอเดียและเตรียมตัวมานานกว่าสิบปี โดยได้แรงบันดาลใจจากฝันร้ายของเขา ผนวกกับเรื่องราววัฒนธรรมพื้นบ้านของอินโดนีเซีย โดยเน้นหนักไปที่การแสดงพื้นบ้านอย่าง “Wayang” (วายัง) หรือ หนังตะลุง แท็กทีมกับผู้สร้างหนังสุดหลอนอย่างเกาหลีอย่าง The Wailing (2016) ซึ่งพอเข้าโรงฉาย หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นอีกผลงานของเขาที่ทำรายได้สูงสุดใน Box Office และได้มีโอกาสไปฉายและได้รับคำชื่นชมจากเทศกาลหนังต่าง ๆ เช่น Sundance Film Festival, Rotterdam Film Festival และ Bucheon Fantastic Film Festival แถมยังทำคะแนนมะเขือสดจากเว็บไซต์ Rotten Tomatoes ไปได้ถึง 95% แน่ะครับ

ความเจ๋งแรกของหนังเรื่องนี้ที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือเรื่องของบรรยากาศครับ โดยเฉพาะบรรยากาศความเป็นหมู่บ้านที่อยู่ในป่าอันห่างไกล บ้านแต่ละหลังยังเป็นบ้านไม้ คลอดลูกด้วยหมอตำแย เวลาที่มีการแสดงหนังตะลุงวายัง ก็ยังต้องจุดตะเกียงอยู่เลย เป็นบรรยากาศบ้านป่าอินโดฯ ที่ยังคงมีความ “บ้าน ๆ” และมีกลิ่นอาย “ย้อนยุค” ซึ่งแน่นอนว่าบรรยากาศแบบนี้มันก็มีความน่ากลัว และผู้กำกับเองก็สามารถหยิบเอาตรงนี้มาถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี (ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในยุคนี้ และนางเอกก็ใช้สมาร์ตโฟนนะ 555)

ส่วนเนื้อเรื่องและตัวพล็อตเองมีความน่าสนใจอยู่นะครับ เป็นเรื่องราวของ 2 สาว มายา และ ดีนี่ ที่ทำงานหาเงินอยู่ในเมือง ทั้งคู่เกิดอยากจะกลับไปยังหมู่บ้านที่เธอเกิด โดยที่มายาเองมีเพียงเบาะแสเดียวที่มีอยู่ก็คือ รูปถ่ายของพ่อแม่ ที่เธอเองก็ไม่เคยเห็นหน้ากับบ้านหลังใหญ่ เธอและดีนี่จึงอยากจะกลับไปเพื่อหวังจะไปรับมรดก แต่เธอเองกลับต้องไปค้นพบและล่วงรู้ “คำสาป” บางอย่างในหมู่บ้านแห่งนี้

ทั้งชาวบ้านที่ดูน่ากลัว พฤติกรรมต่าง ๆ ที่ดูลึกลับแปลกประหลาด หมู่บ้านที่ไม่มีเด็กเลยสักคน กี เซ็ปตาดี (Ario Bayu) ผู้ใหญ่บ้านและนักเชิดหนังตะลุงผู้เลื่องชื่อ กับหญิงชราผู้เป็นแม่ที่ดูไม่น่าไว้วางใจ ตอนแรกมายาและดีนี่หวังเพียงเพื่อจะมาครอบครองบ้านหลังใหญ่ที่ตอนนี้รกร้างอยู่ กลับกลายเป็นว่าพวกเธอต้องเจอกับปริศนาแห่งคำสาป และเรื่องราวในอดีตของเธอและครอบครัวที่พร้อมที่จะไล่ล่าและเอาคืนพวกเธออย่างโหดร้าย

แน่นอนว่าอย่างที่ผมเกริ่นไว้ว่า จริง ๆ พล็อตของหนังเรื่องนี้น่าสนใจ แต่สิ่งที่ทำให้พล็อตของหนังเรื่องนี้น่าสนใจมาก ๆ ก็คือการผูกปมปริศนาต่าง ๆ นี่แหละครับ ในตอนต้นที่พวกเธอทั้งคู่ยังอยู่ในเมือง ก็ต้องเจอกับเรื่องประหลาดลี้ลับที่หาคำตอบไม่ได้ กับคำสาปที่คอยคุกคามคนในหมู่บ้านอยู่ร่ำไป พอยิ่งพวกเธอเดินทางไปยังบ้านเกิด และไปนอนพักในบ้านร้าง เธอก็ต้องพบพานกับความโหดร้ายต่าง ๆ นานาที่ค่อย ๆ คืบคลานมาหา ดูเหมือนว่ายิ่งเธอจะรู้เรื่องราวความลับของคำสาปและที่มาที่ไปของเรื่องราวมากขึ้นเท่าไหร่ พวกเธอก็ต้องเผชิญกับความโหดร้ายมากขึ้นเท่านั้น

อีกความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ก็คือ แม้ว่าจะเป็นหนังอินโดนีเซีย พูดภาษาอินโดฯ กันแบบเต็มร้อย แต่ก็แอบไม่แน่ใจว่า เพราะเป็นการร่วมงานกับทีมงานหนังเกาหลี The Wailing หรือเปล่านะ ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่า ภาพโดยรวมทั้งการออกแบบตัวละคร การตัดต่อ มุมกล้อง จังหวะต่าง ๆ เรียกได้ว่ามีกลิ่นอายของหนังเกาหลีอยู่พอสมควรเลย และรวมถึงการออกแบบตัวละครที่มีมิติจริง ๆ ยกตัวอย่างเช่นนางเอกอย่าง “มายา” ที่แม้ว่าเธอจะไม่ได้เป็นคนร้ายกาจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวเธอเองก็มีความ “หน้าเงิน” รวมทั้งตัวละครอื่น ๆ ที่จะค่อย ๆ เผยความ “เทา” ออกมาอยู่เรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ

และแม้ว่านี่จะเป็นหนังผีสยองขวัญ แต่เอาจริง ๆ ผีน่ะจิ๊บ ๆ ไปเลยครับ เพราะพาร์ตของความเป็นทริลเลอร์ (และสืบสวนสอบสวนนิด ๆ) นี่แหละครับที่น่ากลัวกว่ามาก ๆ เป็นทริลเลอร์ที่โหดโคตร ๆ แบบสุดเบอร์ แถมยังมีบรรยากาศลึกลับน่ากลัวพ่วงไปด้วย หนังเรื่องนี้ก็เลยเต็มไปด้วยภาพความรุนแรงโจ๋งครึ่ม เชือดกันแบบจะจะ รวมถึงความลุ้นระทึกของตัวหนังที่บิลต์กันตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นหนังที่คนขวัญอ่อนไม่ควรไปดูรอบดึกคนเดียว และ “หนู ๆ น้อง ๆ เด็กดีเด็กดี” ควรหลีกให้ไกลห่างเลยครับ

และถ้าจะถามถึงข้อสังเกต ก็คงเป็นการเล่าเรื่องหรือให้ข้อมูลเพื่อคลายปมปริศนาในบางจุดยังมีอาการ “ยัดเยียด” อยู่บ้าง แม้ว่าตัวปริศนาเอง สำหรับผมถือว่าไม่มีปัญหา เป็นการเฉลยปมที่ลึกลับและคาดเดาไม่ได้ แต่สิ่งที่ค่อนข้างหลุดในหนังเรื่องนี้คื การยัดข้อมูลแบบที่เรียกว่า นึกจะใส่ก็ใส่เข้ามาเลย แถมยังเป็นการใส่กันมาแบบเป็นก้อน ๆ เล่ายาว ๆ ด้วยวิธีการบางอย่าง แถมมาแล้วก็ไม่ยอมไปซักที ซึ่งมันทำให้จังหวะของหนังในซีนที่ควรจะกระชับ เดินเรื่องเร็ว ถูกลากยาวออกไปเกินความจำเป็น และทำให้ความมีชั้นเชิงในการเล่าเรื่องเพื่อคลายปมปริศนาดูซับซ้อนน้อยไปหน่อย

แม้ว่าเทศกาลฮาโลวีนจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประเทศอินโดนีเซีย หรือแม้แต่ประเทศไทยบ้านเราเองก็เถอะ แต่ถ้ายังอยากจะฉลอง อยากอินไปกับเทศกาลนี้ นี่คือหนังสยองขวัญทริลเลอร์แบบบ้าน ๆ ที่สยองขวัญและโหดเต็มเบอร์มาก ๆ ในแบบที่จะประมาทหนังเพื่อนบ้านอาเซียนของเราไม่ได้เลย เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่น่าจะโหดที่สุดประจำเทศกาลฮาโลวีนปีนี้แล้วล่ะครับ !

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

Impetigore บ้านเกิดปีศาจ
ความสมบูรณ์ของเนื้อหา
7.3
คุณภาพงานสร้าง
8.9
คุณภาพของบท / เนื้อเรื่อง
6.7
การตัดต่อ / การลำดับ และการดำเนินเรื่อง
8.1
ความคุ้มค่าเวลาในการรับชม
8.5
จุดเด่น
หนังโหดแบบสุดเบอร์ คนขวัญอ่อนไม่ควรไปดูคนเดียว
บรรยากาศ แสง และความลึกลับแบบอินโดนีเซียนี่ชวนให้หลอนดีพิลึก
แม้จะเป็นหนังอินโดฯ แต่การตัดต่อมีความเป็นสากลมาก
พล็อตโดยรวมและการวางปริศนาน่าสนใจมาก
ตัวละครแต่ละตัวมีมิติที่น่าสนใจ
จุดสังเกต
พล็อตโดยรวมโอเค แต่ก็แอบมีบางจุดที่ยังหลุด ๆ อยู่บ้าง
แต่การดำเนินเรื่องมีความยัดเยียดไปหน่อย
ภาพความรุนแรงโหดร้ายโจ๋งครึ่มเยอะมาก หนีได้ก็หนีไปลูก...
7.9