World Events 2021
World Events 2021

ย้อน 10 เหตุการณ์สำคัญของโลก ปี 2020: ปีร้าย ๆ ที่จะผ่านไปได้ด้วยกัน

สงคราม (โลก) ครั้งที่ 3 สหรัฐฯ-อิหร่านยังไม่เกิด

ภาพพิธีศพของพลตรี Qassem Soleimani ที่ถูกลอบสังหารโดยสหรัฐฯ (ภาพจาก Iran Front Page)

เปิดปีใหม่มาแค่ 3 วัน เมื่อวันที่ 3 มกราคม ก็เกิดเหตุการณ์ระดับโลกขึ้น เมื่อพลตรี Qassem Soleimani นายทหารระดับสูงของอิหร่านและผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษของประเทศอิหร่าน ถูกกองกำลังสหรัฐฯ ลอบสังหารด้วยโดรนติดอาวุธที่สนามบินนานาชาติแบกแดดในประเทศอิรัก สร้างความโกรธแค้นให้กับชาวอิหร่านเป็นอย่างมากถึงขนาดประกาศพร้อมรบล้างแค้นในทันที ในตอนนั้นทั่วโลกต่างก็วิตกกังวลว่าการต่อสู้ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3

และไม่กี่วันหลังจากนั้น เมื่อวันที่ 8 มกราคม ก็เกิดเหตุเครื่องบินโบอิง 737-800 ของสายการบินยูเครน อินเตอร์เนชันแนล แอร์ไลน์ ตกใกล้กับสนามบินนานาชาติเตหะราน ในอิหร่าน จนเป็นเหตุให้มีผู้โดยสารเสียชีวิตยกลำ 176 คนโดยมีคลิปวิดีโอชัดเจนว่าเครื่องบินดังกล่าวถูกยิงตกอย่างชัดเจน ต่อมาทางการอิหร่านก็ออกมาแถลงยอมรับว่า เป็นความผิดพลาดของกองทัพอิหร่านเอง เพราะเครื่องบินดันบินเข้าไปท่ามกลางการยิงถล่มฐานทัพของทหารอเมริกัน 2 แห่งในประเทศอิรักพอดี และเข้าใจไปว่าเครื่องบินดังกล่าว เป็นเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ จึงตัดสินใจยิงเครื่องบินดังกล่าวให้ตก


เมื่อเกิดเหตุเครื่องบินตกจนมีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตมากมาย กลายเป็นว่าสถานการณ์นี้กลับพลิกมาทำร้ายฝั่งอิหร่านเสียงเอง เพราะประชาชนชาวอิหร่านหลายพันคนได้ออกมาเดินขบวนประท้วงกลางกรุงเตหะราน เรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบเหตุการณ์เครื่องบินยูเครนตก และเลิกเรียกร้องให้มีก่อสงครามแก้แค้นเพื่อนายพล Qasem Soleimani ไปเสียอย่างนั้น และเมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้นทั่วโลกรวมถึงในอิหร่าน สถานการณ์ที่กลัวกันว่าจะเกิดสงครามก็ถูกเบนความสนใจไปจนหมด

การลอบสังหารบุคคลสำคัญของอิหร่านไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวในปีนี้ เพราะเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พลจัตวา Mohsen Fakhrizadeh เจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของอิหร่าน ผู้ได้รับการขนานนามว่า “บิดาแห่งนิวเคลียร์อิหร่าน” ถูกลอบสังหารด้วยฝีมือของสายลับ เหตุเกิดนอกกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่าน และรัฐบาลอิหร่านเชื่อว่าเป็นฝีมือของอิสราเอลที่มีสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลัง สำนักข่าว Fars News Agency สื่อของอิหร่านเปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า Fakhrizadeh ถูกลอบสังหารด้วยปืนอัตโนมัติที่ควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรลจากระยะไกล โดยกลุ่มคนร้ายที่อยู่ในรถยนต์อีกคัน ซึ่งก็ต้องรอดูว่าท่าทีระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ จะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อ Biden ก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ปธน.สหรัฐฯ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ออกแรงขัดขวางอิหร่านอย่างเต็มที่ตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีต่อประเทศคู่สงครามการค้าเพื่อไม่ให้อิหร่านสามารถซื้อวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด -19 ให้กับประชาชนในประเทศผ่านโครงการ COVAX  โครงการระดับโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ โดยหัวหน้าธนาคารกลางของอิหร่านได้เปิดเผยกับสื่อว่า จนถึงขณะนี้วิธีการในการชำระเงินและการโอนสกุลเงินต่าง ๆ เพื่อที่จะซื้อวัคซีนโควิดของอิหร่านต้องเผชิญกับอุปสรรคเนื่องจากการคว่ำบาตรที่ไร้มนุษยธรรมของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยเขายกตัวอย่างว่า อิหร่านพยายามซื้อวัคซีนด้วยการจ่ายเงินในสกุลของประเทศเกาหลีใต้แต่ก็ถูกบริษัทสหรัฐฯ ปฏิเสธ

อิหร่านได้ประกาศเมื่อหลายเดือนก่อนว่า พวกเขาได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ COVAX เพื่อให้ได้ใช้วัคซีนที่มีความปลอดภัยและในราคาที่ประเทศสามารถจ่ายไว้ โดยองค์การอนามัยโลกยกย่องให้ COVAX เป็นความหวังของประเทศด้อยโอกาส เพราะโครงการนี้จะสามารถบริหารจัดการเพื่อรับประกันการเข้าถึงวัคซีนสำหรับประชาชนในทุกประเทศได้อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และเท่าเทียมกัน ระหว่างนี้ อิหร่านกำลังหาทุกวิถีทางเพื่อจ่ายค่าวัคซีน และอยู่ระหว่างการหาทางเจรจากับประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐฯ รวมถึงความอิหร่านยังอาจตัดสินใจผลิตวัคซีนเองในประเทศ

ประธานาธิบดีรัสเซีย (อาจ) วางยาพิษลอบสังหารฝ่ายค้าน

Alexei Navalny และ Yulia ภรรยาของเขา

Alexei Navalny วัย 44 ปี นักการเมืองดาวเด่นจากพรรคฝ่ายค้านของรัสเซีย เป็นตัวตั้งตัวตีในการโจมตีนโยบาย Vladimir Putin ประธานาธิบดีรัสเซียในสภาโดยเฉพาะเรื่องปัญหาคอรัปชันมาแล้วหลายครั้ง ถูกลอบวางยาพิษขณะที่เขากำลังโดยสารเครื่องบินออกจากไซบีเรียมุ่งหน้าไปมอสโคว เขาถูกพบว่า เกิดอาการช็อกจนหมดสติบนเครื่องจนนักบินต้องตัดสินใจบินกลับฉุกเฉิน เพื่อส่งเขาเข้าโรงพยาบาลในเมืองไซบีเรีย ตั้งแต่ช่วงวันที่ 20 สิงหาคม แพทย์โรงพยาบาลไซบีเรียได้ยืนยันถึงการพบสารเคมีบางอย่างที่ยังไม่มีการเปิดเผยที่บริเวณนิ้วมือและเสื้อผ้าของเขา

อาการของ Nalvany ยังอยู่ในขั้นโคม่าและยังไม่พ้นขีดอันตรายจนจนเช้าวันที่ 21 สิงหาคม Yulia Navalnaya ภรรยาของ Nalvany จึงขอให้แพทย์จากไซบีเรียส่งตัวเขาไปรักษาต่อที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในทีแรกโรงพยาบาลในไซบีเรียยินยอมมีการส่งตัวเกิดขึ้น แต่ต่อมาก็เกิดกลับกลับลำกะทันหัน อ้างว่าอาการของเขาไม่พร้อมจะเคลื่อนย้ายและอาจเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต นอกจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลมาขัดขวางไม่ให้ภรรยาได้พบกับทีมหมอที่เดินทางรับตัวจากเยอรมนีอีกด้วย เธอจึงตัดสินใจส่งจดหมายตรงถึง Putin ร้องขอให้ปล่อยตัวสามีของเธอไปรักษาเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม

จนกระทั่งวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ทางการรัสเซียได้อนุญาตให้ส่งตัว Nalvany ไปรักษาที่โรงพยาบาลในเยอรมัน ต่อมาในเดือนกันยายน Angela Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ระบุว่า Nalvany นั้นถูกลอบสังหารด้วยวิธีการวางยาพิษจากสารพิษทำลายระบบประสาท ชื่อ “โนวีช็อก” ที่คิดค้นโดยสหภาพโซเวียต ในปี 1971 ภายใต้โครงการลับที่มีชื่อรหัสว่า FOLIANT สารพิษโนวีช็อกมีลักษณะเป็นผง สามารถเข้าสู่ร่างกายได้เพียงแค่สูดดม หรือสัมผัส โดยถ้าสูดดมเข้าไปตรง ๆ จะแสดงอาการผิดปกติเร็วมากเพียงแค่ไม่ถึง 3 นาที สารพิษโนวีช็อกจะทำลายระบบประสาทสั่งการในร่างกาย ทำให้เกิดอาการ ชักกระตุก เกร็ง หัวใจเต้นแรง หายใจลำบาก หมดสติทันทีเป็นเวลาหลายวันจนถึงขั้นเสียชีวิต

ภาพแรกของ Nalvany ที่โรงพยาบาลในเยอรมนี หลังได้รับการเปิดเผยว่าพ้นขีดอันตรายแล้ว

ต่อมา Nalvany ได้รับการรักษาจนหายเกือบเป็นปกติราวปาฏิหาริย์ และในเดือนธันวาคมนี้เอง เขาออกมาประกาศว่า ข้อสรุปที่ได้จากคณะสืบสวนของเขาร่วมกับของสื่อมวลชนระบุว่า ทีมสายลับลอบสังหารเป็นคนจากหน่วยความมั่นคงกลาง FSB ของรัฐบาลรัสเซีย โดยคนร้ายได้นำสารพิษใส่ไว้ในกางเกงในของเขา Nalvany ได้โพสต์คลิปวิดีโอลงบนเว็บไซต์ส่วนตัวของเขาเมื่อวัน 21 ธันวาคม โดยเป็นคลิปบันทึกเหตุการณ์ขณะที่เขากำลังพูดคุยหลอกล่อเอาข้อมูลทางโทรศัพท์กับทีมสังหาร โดยหลอกว่าตนเองเป็นผู้ช่วยเลขานุการสภาความมั่นคงแห่งชาติรัสเซีย เจ้าหน้าที่คนนั้นได้พูดคุยกับเขานานถึง 49 นาที และ Nalvany ได้นำทั้งเทปบันทึกเสียงมาเผยแพร่

รัฐบาลเครมลินตอบโต้ว่าคลิปเสียงที่ไม่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ FSB จริง ๆ และบอกให้สังเกตดี ๆ จะเห็นว่า Nalvany ถามนำและชักจูงคำตอบของผู้พูดให้เป็นไปตามการชี้นำของเขา ขณะเดียวกัน Putin ก็ได้ปฏิเสธรายงานของสื่อเกี่ยวกับแผนลอบวางยาพิษ Nalvany โดยระบุว่าแผนการทั้งหมดนี้ เป็นแผนของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ที่เจตนาใส่ร้ายป้ายสีตน และทำให้ Nalvany ดูมีความสำคัญเกินจริง ปัจจุบันนี้ Nalvany ยังอยู่ระหว่างพักฟื้นในเยอรมนี และยืนยันว่าจะเดินทางกลับรัสเซียแน่นอนในอนาคตแต่ยังไม่ระบุวันเวลา

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Navalny ถูกลอบสังหาร เพราะปี 2017 เขาเคยถูกมือดีสาดสารพิษใส่หน้า เข้าเบ้าตาขวาจนเกือบบอด แต่โชคดีที่เข้ารับการรักษาได้ทันเวลา ส่วนช่วงปีที่แล้ว 2019 ขณะที่ถูกจำคุกในข้อหาก่อความไม่สงบอยู่นั้น เขาเคยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพราะสงสัยว่าจะถูกวางยาพิษ แต่หลังจากพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 วันก็ถูกส่งตัวกลับเรือนจำเหมือนเดิม

ระเบิดครั้งใหญ่ในเลบานอน

4 สิงหาคมได้เกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงบริเวณท่าเรือที่กรุงเบรุต เมืองหลวงของประเทศเลบานอน โดยผลจากแรงระเบิดครั้งมโหฬาร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 220 รายและบาดเจ็บมากกว่า 6,000 คน ประชาชนราว 300,000 คนต้องไร้ที่อยู่อาศัยเพราะบ้านเรือนเสียหายจากแรงระเบิด คลิปภาพเคลื่อนไหวในช่วงที่เกิดระเบิดของผู้อยู่ในเหตุการณ์จำนวนมากถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ เผยให้เห็นแรงระเบิดพวยพุ่งอย่างน่าหวาดกลัว แรงสั่นสะเทือนกระจายเป็นวงกว้าง รวมทั้งโรงพยาบาลเซนต์จอร์จซึ่งเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเบรุตก็เสียหายหนักเช่นกัน ส่วนโรงพยาบาลหลายแห่งในกรุงเบรุตก็มีผู้เข้ารับการรักษาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนแทบรับไม่ไหวแต่เดิมอยู่แล้ว

ทางการเลบานอนระบุออกมายอมรับว่า เหตุเกิดจากการเก็บแอมโมเนียมไนเตรตจำนวน 2,750 ตัน อย่างไม่ได้มาตรฐานด้านความปลอดภัย ซึ่งสารแอมโมเนียมไนเตรตทั้งหมดเป็นของกลางที่ทางการยึดไว้ และถูกเก็บไว้ในคลังบริเวณท่าเรือมานานถึง 6 ปีแล้ว ต่อมาประชาชนได้ออกมาประท้วงรัฐบาลด้วยความโกรธแค้นส่งผลให้นายกรัฐมนตรี Hassan Diab ในเวลานั้น ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งพร้อมกับคณะรัฐมนตรีเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

CNN ก็ได้สืบเสาะหาแหล่งที่มาของสารแอมโมเนียมไนเตรตจำนวน 2,750 ตัน แล้วก็พบว่า โฆษกบริษัท Fábrica de Explosivos Moçambique (FEM) ผู้ผลิตวัตถุระเบิดของประเทศโมซัมบิก เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้สั่งซื้อสารแอมโมเนียมไนเตรต 2,750 ตัน ที่เก็บไว้ที่คลังสินค้าของท่าเรือกรุงเบรุตนานเกือบ 7 ปีแล้วตั้งใจนำสารเคมีเหล่านี้ไปใช้ผลิตวัตถุระเบิดสำหรับขายให้แก่บริษัทเหมืองแร่ เดิมสารนี้ถูกบรรทุกมากับเรือสินค้า MV Rhosus สัญชาติมอลโดวา โดยออกเดินทางจากประเทศจอร์เจียซึ่งเป็นแหล่งผลิตเมื่อเดือนกันยายน ปี 2013 และมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศโมซัมบิก

แต่ระหว่างเดินทางเรือเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องจนต้องจอดเทียบท่าที่กรุงเบรุต และทางการเลบานอนตรวจสอบแล้วพบว่า เรือไม่พร้อมออกทะเลจึงสั่งห้ามเดินเรือ ทางการเลบานอนพยายามติดต่อชาวรัสเซียเจ้าของเรือแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้ต้องรับภาระเก็บสารแอมโมเนียมไนเตรตทั้งหมดไว้ในคลังสินค้าท่าเรือหมายเลข 12 กระทั่งเกิดเหตุระเบิดดังกล่าว

ความเสียหายจากระเบิดครั้งนี้สูงกว่า 15,000 ล้านเหรียญฯ และส่งผลกระทบซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่โดนมาหนักแล้วจากสถานการณ์โควิด โดยนานาชาติได้ระดมทุนให้ความช่วยเหลือไปแล้วราว 300 ล้านเหรียญฯ ขณะที่หน่วยงานรัฐทั้งฝ่ายรัฐบาลและตุลาการที่มีอำนาจตัดสินใจและเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ต่างไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ สื่อของรัฐบาลเลบานอนยังเปิดเผยในภายหลังว่า มีเจ้าหน้าที่ 16 คนถูกควบคุมตัวไปแล้วเพื่อทำการสอบสวน

รัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการของเลบานอนออกมาบอก ว่ากระทรวงโยธาธิการนั้นทำหนังสืออย่างน้อย 18 ฉบับส่งถึงผู้พิพากษากรุงเบรุตที่ดูแลกรณีเรื่องเร่งด่วนตั้งแต่ปี 2014 ขอให้ดำเนินการจัดการสารเคมีดังกล่าว แต่ไม่มีการตัดสินใจหรือการดำเนินการใดๆ เกิดขึ้นจากฝ่ายผู้พิพากษา ส่วนผู้อำนวยการกรมศุลกากรเลบานอนก็อ้างว่า ได้ทำหนังสืออย่างน้อย 6 ฉบับส่งถึงผู้พิพากษากรุงเบรุต ตั้งแต่ปี 2014-2017 ให้มีคำสั่งจัดการสารแอมโมเนียมไนเตรตทั้งหมดออกจากท่าเรือ โดยเสนอทางเลือกให้ส่งออก มอบให้กองทัพ หรือขายให้บริษัทเอกชนที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับวัตถุระเบิด แต่ปรากฏว่าหนังสือก็ก็ไม่ได้รับความสนใจเช่นกัน

การประท้วงของคนผิวดำ #BlackLivesMatter

(ภาพจาก Britannica)

จุดเริ่มต้นของการชุมนุมประท้วงของกลุ่มคนแอฟริกัน-อเมริกันและผู้สนับสนุนที่เป็นคนเชื้อชาติอื่นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นจากการเสียชีวิตของ George Floyd วัย 46 ปีโดยการกระทำของ Derek Chauvin เจ้าหน้าที่ตำรวจและเพื่อนเจ้าหน้าที่ตำรวจของเขาอีก 3 คนที่เข้าจับกุม Floyd โดยใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และทำให้ Floyd ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดถูกปลดออกจากตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคมหรือ 1 วัน หลังจากที่ Floyd เสียชีวิตแล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ได้มีตั้งข้อหาเพิ่มกับอดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 3 นาย คือ J. Alexander Kueng , Tou Nmn Thao ตำรวจอเมริกันเชื้อสายม้ง และ Thomas Lane ในข้อหาสนับสนุนการฆาตกรรม George Floyd การเสียชีวิตของ Floyd ได้จุดชนวนการประท้วงทั่วสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและการปฏิบัติหน้าที่โดยใช้กำลังรุนแรงเกินสมควรของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภายใต้ #Blacklivematter และ #JusticeforGeorgefloyd ผู้ประท้วงบางกลุ่มได้ก่อความรุนแรงตลอดจนก่อการจลาจลและปล้มสะดมสินค้าในบางพื้นที่ นอกจากนี้ก็ยังมีนักแสดงและบุคคลผู้มีชื่อเสียงหลายคนออกมาให้การสนับสนุนการประท้วงครั้งนี้ด้วย เช่น Michael B. Jordan และ John Boyega

จากการประท้วงครั้งนี้ ทำให้มีการหันมาสนใจปัญหาการเหยียดคนผิวดำมากขึ้น จากสถิติพบว่าในจำนวนผู้ต้องหา 1,000 คน คนผิวดำคุณมีแนวโน้มว่าจะถูกวิสามัญหรือจับตาย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่าคนผิวขาวถึง 2.5 เท่า และหมายความรวมถึงแม้ผู้ต้องสงสัยจะไม่มีอาวุธอยู่ในมือเลยก็ตาม การประท้วงได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งพ่นสีสเปรย์ใส่กำแพงสถานีและรถตำรวจ หลายพื้นที่ตำรวจต้องสลายการชุมนุมโดยใช้น้ำผสมกับสารเคมีฉีดเข้าใส่ผู้ชุมนุม จนผู้ว่าการรัฐมินิโซตาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และร้องขอกองกำลังแห่งชาติ (National Guard) 600 คน เข้าควบคุมสถานการณ์

ต่อมาการชุมนุมประท้วงเริ่มขยายวงไปในหลายเมืองใหญ่ทั่วประเทศสหรัฐฯ ทั้งเดนเวอร์, เมมฟิส, โคลัมบัส, ฟีนิกซ์, พอร์ตแลนด์ และแอลบูเคอร์กี รวมถึงเมืองใหญ่ลอสแอนเจลิสและนิวยอร์ก ที่ถึงแม้ว่าจะไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นมาก แต่ก็มีผู้คนบางส่วนที่ก่อความรุนแรงสร้างความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนอีกด้วย อย่างไรก็ตามการออกมาชุมนุมประท้วงก็ค่อย ๆ เงียบและซาไป หลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นและตำรวจผู้กระทำผิดก็เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ปัญหาเหยียดผิวจะยังไม่จบลงง่าย ๆ อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีรายต่อไป

(อ่านต่อหน้าถัดไป)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก