[รีวิว] Your Name Engraved Herein ชื่อที่สลักไว้ใต้หัวใจ : ความรักเหนือกาลเวลาของ LGBTQ ที่สร้างจากความทรงจำ

กำกับ
Patrick Kuang-Hui Liu
เขียนบท
Yu Ning Chu
ประเภท
โรแมนติก ดราม่า LGBTQ
ความยาว
1 ชั่วโมง 54 นาที
ช่องทางรับชม
NETFLIX
Our Score
7.8

เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากความทรงจำในช่วงมัธยมปลายของผู้กำกับ Patrick Kuang-Hui Liu (แพทริค หลิว) ซึ่งเขาได้นำความทรงจำบางส่วนที่เป็นชีวิตจริงของเขาเอง มาเป็นพล็อตของเรื่องที่บอกเล่าความแทนความรู้สึกของเกย์ที่ต้องต่อสู้กับทัศนคติทางสังคม เรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของเขา และสามารถกวาดรายได้ไปมากกว่า 100 ล้านเหรียญไต้หวัน จนคว้ารางวัลใหญ่อย่าง The Golden Horse Award 2020 (ม้าทองคำ) มาครอง

Your Name Engraved Herein

เรื่องราวของ ชางเจียฮั่น/อาฮั่น (เอ็ดเวิร์ด เฉิน) และ หวังป๋อเต๋อ/เบอร์ดี้ (เจิง ชินฮัว) นักเรียนชาย ม. ปลาย 2 คนในโรงเรียนประจำชายล้วน ที่ได้พบกับมิตรภาพและรักแท้ที่มีต่อกัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของไต้หวันจากสังคมอนุรักษ์นิยม สู่ประเทศที่เป็นมิตรกับกลุ่ม LGBTQ มากที่สุดในเอเชีย ภาพยนตร์เล่าย้อนไปในบรรยากาศของยุค 1980s ที่ไต้หวันเพิ่งยกเลิกกฎอัยการศึก และโรงเรียนประจำชายล้วนเริ่มเปิดรับนักเรียนหญิงเข้าเรียนเป็นครั้งแรก ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ต้องเผชิญกับภาวะของการตัดสินใจหลายด้าน ทั้งสังคมที่ความเท่าเทียมและการยอมรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศยังไม่เปิดกว้างเท่าปัจจุบัน ทั้งความขัดแย้งในตัวเอง เรียกว่าเป็นศึกหนักของกลุ่มเพศทางเลือกในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้

เมื่อความรักเกิดการตั้งคำถาม

ภาพยนตร์สร้างตัวละครหลักขึ้นมาคือ อาฮั่น เด็กหนุ่มตั้งคำถามต่อเพศสภาวะของตัวเอง เมื่อเขาเริ่มรู้สึกดีกับ เบอร์ดี้ เพื่อนชายที่ร่วมวงโยธวาทิตด้วยกัน จนกลายเป็นเพื่อนซี้และมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกันในที่สุด แต่ทว่า บรรยากาศของโรงเรียนคาทอลิกการรักเพศเดียวกันถือเป็นสิ่งต้องห้าม และหนักไปในทางผิดบาป บรรยากาศของหอนักเรียนชายที่เคร่งครัดไปด้วยกฎระเบียบ ความคาดหวังของครอบครัวชาวจีนที่ลูกชายเป็นความหวังสูงสุดของบ้าน สภาพสังคมที่ถูกควบคุมด้วยการเมืองช่วงผลิบาน และการไม่ยอมรับของสังคมทำให้เบอร์ดี้พยายามตีตัวออกห่าง และเริ่มคบหากับ ปันปัน (มิมิ เฉียว) เพื่อนนักเรียนหญิงด้วยกันเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวตน

Your Name Engraved Herein

คำถามแรกเกิดขึ้นทันทีเลยว่าทำไมความรักของเพศเดียวกันจึงเป็นเรื่องผิดบาป ในหลักการศาสนา เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คนดูเท่านั้นที่ตั้งคำถามแต่อาฮั่น ซึ่งเป็นตัวแทนของวัยรุ่นในสมัยนั้นก็ตั้งคำถามด้วยความเจ็บปวด คุณชอบผู้หญิงได้ผมชอบผู้ชายไม่ได้สินะ ความรักของคุณยิ่งใหญ่กว่าผมเหรอ ความรักของคุณกับผมมันต่างกันตรงไหน อาฮั่นใส่อารมณ์ด้วยประโยคนี้กับ คุณพ่อโอลิเวอร์ (Fabio Grangeon) ที่เป็นทั้งบาทหลวงและครูผู้ควบคุมวงดนตรี เมื่อเขามาสารภาพความในใจ

Your Name Engraved Herein

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดฉากด้วยข้อพระคัมภีร์ song of solomon 8:7 (เพลงโซโลมอน บทที่ 8 ข้อที่ 7 ) “น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ หรืออุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลักตายเสียได้ แม้ว่าคนใดจะเอาทรัพย์สมบัติในเหย้าเรือนของตนทั้งสิ้นมาแลกกับความรักนั้น คนนั้นจะได้รับความหมิ่นประมาทจากคนทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง” พระเจ้าไม่ได้กีดกันความรักค่ะ แต่พระองค์บอกว่า ไม่มีอะไรจะงดงามเท่ากับการแสดงความรัก แต่ความพยายามที่จะซื้อหาความรักด้วยเงินทอง เป็นสิ่งที่น่าดูหมิ่น ความรักซื้อไม่ได้และบังคับไม่ได้ค่ะ มันไม่ยั่งยืน

Your Name Engraved Herein

ซึ่งบทพยายามจะสื่อให้เราเข้าใจในพระคัมภีร์ข้อนี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นความรัก เพราะฉะนั้นความเข้าใจในข้อพระคัมภีร์ มักจะถูกตีความโดยมนุษย์ไปตามความเข้าใจของแต่ละคนได้หลายทาง ซึ่งความเข้าใจของผู้กำกับเขาก็ตีความไปทางนี้นะคะ จากการสื่อสารตลอดทั้งเรื่องไปจนถึงตอนจบ ด้วยอารมณ์ของภาพ ด้วยดนตรีประกอบที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศเพลงแจ๊สเบา ๆ สร้างความรู้สึกให้อุ่นลึกเข้าไปอีก หนังพยายามสื่อให้เห็นอีกว่าเรื่องนี้มันเป็นไปได้ยากซะเหลือเกินในยุคสมัยนั้น ก็แปลว่าเป็นไปไม่ได้นั่นแหละ เพราะถึงแม้สังคมจะบอกว่าบ้านเมืองได้เปลี่ยนไปแล้ว แต่ความจริงแล้วมันไม่เคยเปลี่ยน

เมื่อความรักอยู่บนความไม่ยอมรับของสังคม

ใครที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศย่อมตกเป็นเป้าของสังคม ต้องเผชิญกับการถูกกลั่นแกล้ง ดูถูกเหยียดหยาม นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมสมัยนั้น ทำให้อาฮั่นและเบอร์ดี้ต้องปิดกั้นความรู้สึกของตัวเองเอาไว้จากสังคมโดยรอบ เพราะในยุคนั้นการเรียกร้องสิทธิเพื่อคนรักเพศเดียวกัน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยในสังคมไต้หวัน ซึ่งว่ากันตามจริงแล้ว ก็เป็นแบบนี้กันทั่วเอเชียตะวันออกนั่นแหละนะ

Your Name Engraved Herein

แต่ความรู้สึกที่ถูกกดทับความต้องการ ได้ถูกเทไปที่อาฮั่นให้ต้องรับบทหนัก เพราะต้องแบกความรู้สึกของตัวเองที่เปิดเผยไมได้ ทั้งที่อยากเปิดเผยใจจะขาดเอาไว้เพียงลำพัง เบอร์ดี้เลือกที่จะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองด้วยการปิดบังตัวตนไปในทางที่ตรงกันข้ามกับหัวใจ ซึ่งผลของมันก็จะออกมาในรูปแบบที่คุ้นเคยกันดีในสังคมปัจจุบัน

Your Name Engraved Herein

สื่อสารชัดเจนที่ภาพยนตร์ทำให้เราเห็นอีกด้านหนึ่งก็คือ สองคนนี้เขารักกันเหลือเกิน ด้วยความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง โหยหาขึ้นเรื่อย ๆ แต่การจะใช้ชีวิตอยู่ในสังคมสมัยนั้นต่อไปได้อย่างปกติสุข การทำตามหัวใจตัวเองยังไม่ใช่คำตอบ ทำให้คนหนึ่งต้องเลือกทางเดินชีวิตที่สังคมยอมรับถึงแม้ว่าจะมีคนหนึ่งต้องใจสลาย และทำได้เพียงเก็บความรู้สึกนั้นไว้ส่วนลึกของหัวใจ ณ จุดนี้ใครที่เป็น LGBTQ และผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาไม่ต่างกับตัวละคร รับรองว่ามีน้ำตาแตกกันหลายไห

กับจุดจบที่ยืนยันว่า ความรักไม่มีวันจบ

ภาพยนตร์พาเราเดินทางมาถึงตอนจบซึ่งเป็นยุคปัจจุบันที่ อาฮั่นและเบอร์ดี้อยู่ในวัยกลางคน โดยทิ้งรายละเอียดที่ผ่านมา หลังจากที่สองคนตัดสินใจกับชีวิตของตัวเองไปทั้งหมด คือไม่เล่าแล้ว ปล่อยให้เราน้ำตาแตกแล้วแก่เลย เรียกว่ามาขมวดจบในตอนท้ายจึ๋งเดียว เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม และทำให้ประโยคที่ว่า “รักแรกของทุกคน ยิ่งใหญ่พอ ๆ กับหนังเรื่องดังนั่นแหละ” มีความหมายมากขึ้นไปอีก ในจุดนี้เข้าใจผู้กำกับเลยค่ะ ว่าเขาต้องผ่านช่วงเวลาที่อัดอั้นมานานขนาดไหน กว่าจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วและเป็นไปในแบบที่พวกเขาในยุคก่อนไม่เคยจะนึกถึง

Your Name Engraved Herein

การเล่าเรื่องทั้งหมดของภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องบอกเลยว่าเป็นไปอย่างกระชับแต่ก็ไม่ยอมทิ้งรายละเอียดด้านความรู้สึกใด ๆ เลย โดยเฉพาะความรู้สึกในวัยเด็กที่พยายามเน้นหนักและสื่ออย่างตั้งใจเลยว่า ฉันอึดอัดนะ ฉันโดนกดความรู้สึกเอาไว้ด้วยสภาพสังคมนะ ฉันต่างก็ต่อสู้กับมันด้วยวิธีของฉัน มองความรักที่ผ่านมาของฉันสิว่ามันสวยงามและทุกข์ทรมานขนาดไหน ฉันผ่านมันมาด้วยความยากลำบาก แล้วเห็นไหมว่าสุดท้ายความรักของฉันยังคงอยู่ แต่ฉันกลับไม่เคยได้ดื่มด่ำกับมันในช่วงเวลานั้น และฉันก็ยังไม่เคยลืม

Your Name Engraved Herein

ฉากแต่ละฉากที่ภาพยนตร์สื่อสารออกมา สามารถเรียกน้ำตาและความรู้สึกร่วมออกมาได้ง่าย ๆ ในส่วนนี้นักแสดงและบทมีส่วนทำให้เกิดความรู้สึกนั้นเป็นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเนื้อหาจะเน้นหนักไปที่ช่วงชีวิตวัยเด็ก โดยปล่อยให้อีกช่วงวัยหนึ่งกลายเป็นบทสรุป ก็ถือเป็นคำถามที่เรารู้คำตอบดีอยู่แล้ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องล่วงรู้ชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขา นักแสดงวัยผู้ใหญ่ออกมาปิดจ็อบในช่วงไม่กี่นาทีได้ดีเลยทีเดียวค่ะ กับประโยคที่ว่า

ใครมันจะไปรู้ล่ะว่าอีก 30 ปีข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนไปขนาดนี้”

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ความสมบูรณ์ของบท
7.5
คุณภาพงานสร้าง
8
คุณภาพนักแสดง
8
คุณภาพการเล่าเรื่อง
7.5
ความคุ้มค่าในการรับชม
8
คะแนนจากผู้อ่าน22 Votes
7.8
จุดเด่น
นักแสดงนำ เอ็ดเวิร์ด เฉิน และ เจิง ชินฮัว งานดีไม่มีที่ติจ้ะ
เป็นหนังที่ชาว LGBTQ ที่ผ่านช่วงเวลาในยุค 90s มาแล้ว อาจน้ำตาร่วง เพราะน่าจะจี้ใจและตรงกับชีวิตของใครหลาย ๆ คน เตรียมผ้าเช็ดหน้าไว้เลยนะ
เพลงประกอบดีมาก จนดึงให้เราเคลิ้มเข้าไปในบรรยากาศยุคคลาสสิค ชอบค่ะ
จุดสังเกต
หนังมีการอ้างอิงข้อพระคัมภีร์ และได้อธิบายเอาไว้เป็นสัญลักษณ์ในเนื้อหา แต่...เป็นความเข้าใจเฉพาะที่ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนไปได้
บทและการเล่าเรื่องเน้นหนักในช่วงวัยรุ่น และเทรายละเอียดความรู้สึกมากไปนิด จนดูออกเลยว่านี่คือความอัดอั้นตันใจที่อยากระบายมากจริง ๆ
7.8