[รีวิว] พิภพหิมพานต์ : ร้องว้าวได้ซะทีกับแฟนตาซีละครไทย

จุดเด่น
เรียกว่าละครแฟนตาซีได้เต็มปาก ถึงจะมีบางจุดที่ CG ยังโดดลอยจนสังเกตได้ แต่ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการรับชมแต่อย่างใด และอยู่ในขั้นที่ปรบมือให้กับละไทยได้ด้วยความเต็มใจ
คอสตูมสวยงามใส่ใจทุกรายละเอียด ไม่มีการทิ้งตัวละครตัวไหนให้ดูด้อยหรือเด่นไปกว่ากันเลย ดีงาม
โลเคชัน ฉาก แสง สวยงามคมชัดเนียนกริบ ทำให้การดูละครแนวนี้อยู่ในขั้นที่มีความสุขได้ไม่ยาก
จุดสังเกต
เนื้อเรื่องการะจายความสัมพันธ์ทุกตัวละครอย่างทั่วถึง มีอารมณ์ขันหน้าตายอย่างเหลือเฟือ จนน้ำหนักความเป็นแอดเวนเจอร์เบาบางลงไปมาก
8.8

เรตติ้งเพิ่มขึ้นทุกวีคเลยค่ะกับ พิภพหิมพานต์ ละครใหม่ช่อง 3 ที่ออกอากาศไปแล้ว 6 ตอน กับผลงาน CG ที่ต้องบอกว่าร้องว้าวได้แล้วซะที ล่าสุดทำเรตติ้งดูสดทั่วประเทศไปที่ 3.0 และเรตติ้งออนไลน์ย้อนหลังของ 3 พลัสและ Wetv 84.4k เชื่อว่าผู้จัดและทีมสร้างทุกคนคงยิ้มออก เรื่องนี้จั่วหัวว่าเป็นดราม่าแฟนตาซีนะคะ แต่ภาพและเนื้อหาที่ออกมาผู้เขียนขอเพิ่มเติมส่วนที่มีลงไปด้วยก็คือ ดราม่า-คอมเมดี้-แฟนตาซี ผสม แอดเวนเจอร์ ไปด้วยเอ้า เรียกว่าครบจบในเรื่องเดียวกันไปเลย

พิภพหิมพานต์

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ พิมพ์ (แยม มทิรา) จะต้องเดินทางเข้าไปในป่าหิมพานต์ ดินแดนที่เป็นโลกคู่ขนานระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์เพื่อตามหา อุลกมณี ของวิเศษที่จะสามารถนำมาช่วย ทรงยศ (หมู สมภพ) พ่อบุญธรรมของเธอที่นอนป่วยอยู่ โดยมี สุนทร (ต้น จักรกฤษณ์) และ พัสสน (ต๊ะ วริษฐ์) สองพ่อลูกคอยช่วยเหลือแบบหวังผลอยู่

แต่การที่จะเดินทางไปที่ป่าหิมพานต์ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถที่จะไปได้ ถึงแม้ว่าความรวยแบบอภิมหาจะรวยจะทำให้เธอสามารถสั่งสร้างเครื่องบินไทเทเนียม ที่ทนต่อสนามแม่เหล็ก (Magnetic field) เพื่อใช้ในการเดินทางครั้งนี้แล้วก็ตาม นางเอกของเราก็ยังจะต้องตามหาผู้นำทางที่จะสามารถช่วยเธอให้ถึงจุดหมายได้ และคนคนนั้นก็คือ กริช (หลุยส์ สก๊อตต์) พรานหนุ่ม ลูกชายของ พรานนิล (สต๊อป สหัสชัย) ผู้ที่เคยเข้าไปในป่าหิมพานต์ แล้วเป็นคนเดียวที่สามารถกลับออกมาได้

หลุยส์-แยม พิภพหิมพานต์

กริชไม่เชื่อเรื่องป่าหิมพานต์ และแน่นอนเขาปฏิเสธภารกิจนี้เพราะคิดว่า มันเป็นเรื่องเพ้อเจ้อของพ่อ และเป็นเหตุทำให้ ทวน (เกี๊ยก วัทธิกร) น้องชายของเขาต้องหายตัวไป แต่สุดท้ายเขาก็ตกลงร่วมเดินทางครั้งนี้พร้อมกับพา ส่างหม่อง (ตี๋ ดอกสะเดา) ลูกน้องคู่ใจไปด้วย ทั้งหมดร่วมเดินทางไปกับทีมหน่วยรบพิเศษที่นำโดย พรานเดช (เก่ง ชาติชาย) และลูกน้องอีกนับสิบ เรียกว่าเป็นคณะเดินทางชุดใหญ่ที่มีทั้ง หมอจักร (กระทิง ขุนณรงค์) มัศยา (นิ้ง ศรัณยา) นักพฤกษศาสตร์ อนันต์ (เกริก ชิลเลอร์) ช่างภาพและแม่ครัว ลาล่า (ท็อป ดารณีนุช)

ก่อนถึงป่าหิมพานต์

เปิดตัวฉากแรกสำหรับเรื่องนี้ ไฮไลต์อยู่ที่การเปิดตัว อรหัน สัตว์ในป่าหิมพานต์ที่มีรูปร่างตัวและปีกเป็นนก แต่มีศีรษะคล้ายมนุษย์ CG ส่วนนี้เนียนและน่ากลัวเชียวละ ต่างกับภาพวาดสวยงามชินตาที่เราเห็นตามจิตรกรรมฝาผนังเป็นไหน ๆ เป็นจินตนาการของผู้สร้างที่ต้องเอ่ยปากชมว่า เขย่าจินตนาการที่เคยมีมาซะกระเจิงกันเลยเชียว เจ้าอรหันตัวนี้มันหลุดออกมาที่ชายป่าดงพญาไฟ ซึ่งในละครอุปโลกให้ดินแดนหิมพานต์มีจุดเชื่อมต่ออยู่ที่ดงพญาไฟนั่นเองค่ะ

อรหัน

ดงพญาไฟก็คือดงพญาเย็นในปัจจุบันนะคะ สมัยก่อนมีเรื่องราวเล่าขานถึงป่าที่น่ากลัวที่สุดในประเทศไทยจนชาวบ้านเรียกขานกันว่า ดงพญาไฟ เนื่องจากเป็นป่าที่เดินทางยากลำบาก ใครที่เข้าไปก็มักจะไม่เหลือชีวิตรอดออกมาได้ เพราะมีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นเป็นดงทึบ เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์และไข้ป่า (มาเลเรีย) ชาวบ้านเชื่อกันว่ามีผีมาคร่าชีวิตผู้คนเรียกว่า “ผีตีนเดียว” ตีนเดียวจริง ๆ ค่ะ เดินดึ๋ง ๆ แล้วทำให้คนตายได้ถ้าสัมผัสตัวผี ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครไปเห็นเจ้าผีตัวนี้เข้าจนลือกันให้แซด

ซึ่งจริง ๆ แล้วเขาเป็นไข้ป่ากันจ้ะ  จนเมื่อในสมัยรัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้สร้างทางรถไฟจากสระบุรี ผ่านดงพญาไฟไปนครราชสีมา ชาวบ้านก็ไม่ต้องเดินผ่านป่าแห่งนี้กันอีกแล้ว ผีหายไปทันทีเพราะมีรถไฟมาช่วย ดงพญาไฟจึงกลายเป็นดงพญาเย็นตั้งแต่นั้นมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเรื่องราวของดงพญาไฟมีกล่าวถึงไว้ในบทพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง เที่ยวตามทางรถไฟ และพี่แอ๊ดก็ได้ร้องเพลงเกี่ยวกับดงพญาไฟเอาไว้นะคะในเพลง ดงพญาใจเย็น

พิภพหิมพานต์

เมื่ออรหันปรากฎนางเอกของเราก็มีความเชื่อมั่น ที่จะพยายามจูงใจพระเอกให้นำทางไปสู่ป่าหิมพานต์ เพราะรู้ดีในความสามารถที่ล้นเหลือของฮี ซึ่งละครก็ได้เปิดเผยความสามารถนั้นที่ประดุจอินเดียน่า โจนส์ ให้เราได้ชมกัน CG ส่วนนี้ร้องว้าวได้อีกถึงแม้ว่าจะเห็นจุดที่ลอยโดดออกมาจากฉากหลัง แต่ก็ถือว่าคุณภาพอยู่ในระดับที่ปรบมือได้ แสง เงาสวยคม สมกับความเป็นละครแฟนตาซี

เข้าป่าหิมพานต์

เมื่อ CG ต้นเรื่องเปิดออกมาได้น่าดูชม การรอคอยที่จะดูฉากงาม ๆ จาก CG ที่จะเกิดขึ้นในป่าหิมพานต์ก็คือความหวังที่ตั้งตารอดูว่า จะว้าวได้อีกไหม หรือจะร่วงเอากลางคัน ซึ่งในส่วนนี้ทีมงานทำออกมาได้แบบโล่งอก หายใจทั่วท้องไปได้อีกเปราะหนึ่งเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงตอนที่ 6 แล้ว เอฟเฟกต์ต่าง ๆ ยังงดงามอยู่ ถึงแม้ว่าหลายจุดยังเห็นได้ชัดว่าลอยและโดด แต่ก็เป็นส่วนน้อยจริง ๆ จนยอมให้อภัยได้ กับทุนสร้างฉบับละครที่ไม่ได้มากมายอะไรนักจนคิดไปว่า ถ้าทุนหนากว่านี้อีกสักหน่อย ทีมนี้ต้องมีงานว้าว ๆ ออกมาให้ชมกันแน่นอน

กุญชรวารี

ไม่ว่าจะเป็น วารีกุญชร (ในเรื่องเรียกว่ากุญชีวารี) สัตว์ในป่าหิมพานต์ที่ทีมสร้างเนรมิตขึ้นมาตรงกับคำบรรยายในวรรณคดี ว่าเป็นช้างที่มีเพียงสองขาหน้า ลำตัวและหางเป็นปลาอาศัยอยู่ในทะเลสีทันดร ส่วนเหรา (เห-รา) นั้นจะมีลักษณะผสมผสานกันระหว่างจระเข้กับพญานาค ถึงจินตนาการของผู้สร้างจะผิดเพี้ยนไปจากประติมากรรมตามเชิงบันไดวัด หรือจิตรกรรมฝาผนังที่เคยพบเห็น ออกไปในทางกิ้งก่ามากไปหน่อย แถมอ้วนพีเพราะกินอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ แต่งานละเอียดเนียนตาก็ให้อภัยไปแล้วอยู่หลายส่วน

เหรา

เรียกได้ว่าการเปิดเผยจินตนาการในครี้งนี้ เปรียบเสมือนเป็นการเปิดโลกหิมพานต์อีกมุมมองหนึ่งก็ว่าได้ ซึ่งไม่มีอะไรผิดค่ะ เพราะป่าหิมพานต์ เป็นป่าในวรรณคดี ที่บรรยายไว้ว่าเป็นป่าใหญ่ตั้งอยู่บนเชิงเขาพระสุเมรุ  มีพืชพรรณที่ไม่มีอยู่บนโลก หรือมีก็จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าและรสชาติหอมหวานกว่าโลกมนุษย์ลิบลับ และเต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด ที่ผสมข้ามโครโมโซมจนแปลกประหลาด ซึ่งจิตรกรไทยโบราณก็ได้จินตนาการหน้าตาของเจ้าสัตว์และพืชเหล่านี้เอาจาก ไตรภูมิพระร่วง วรรณคดีทางพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของไทย

ดอกบัวมรณะ

จนสรรค์สร้างให้หิมพานต์มีชีวิตโลดแล่นอยู่ตามผนังพระอุโบสถ มากมายเต็มไปหมด ไม่เว้นแม้แต่งานจิตรกรรมไทยต่าง ๆ จนมาถึงละครเรื่องนี้ก็ถือเป็นจินตนาการเชิงศิลปะอีกรูปแบบหนึ่งที่ร่วมสมัย ทำให้ตัวละครในวรรณคดีได้เผยโฉมงดงามตระการตา ผสมผสานกับโลเคชัน ที่สาดงานแสงไว้คมกริบ แสงสวยมาก ก็ทำให้ละครน่าติดตามไปได้อีกเยอะทีเดียวค่ะ

จากจินตนาการสู่ละครที่ครบรส

เพิ่งผ่านสายตาไปเพียง 6 ตอน ละครก็ชูให้เห็นแล้วว่าสิ่งที่จะได้พบเจอในเรื่องนี้ก็คือปมดราม่าข้ามภพ ซึ่งเป็นภพต่างมิติ ที่อมนุษย์หิมพานต์สองตนมาเกิดเป็นคนในโลกมนุษย์ และมีอุลกมณีที่ไม่ใช่เพียงนางเอกเท่านั้นที่ต้องการมัน แต่ทั้ง ท่านสุนทร และ สิงหล (เดี่ยว-สุริยนต์ ) อมนุษย์ชาวหิมพานต์ผู้มีดราม่าในอดีตทั้งกับพระเอกและนางเอก ก็ต้องการอุลกมณีเช่นกัน แน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้นำความตายมาสู่บรรดาลูกกระจ๊อกไปแล้วหลายนาย เพื่ออุลกมณีเพียงอันเดียว ก็ต้องติดตามกันต่อไปค่ะว่าสุดท้ายแล้ว จะเหลือรอดสักกี่คน

สิงหล (เดี่ยว-สุริยนต์ )

บวกกับการหายตัวไปของ ทวน น้องชายพระเอกก็ยังเป็นที่สงสัยว่า ทวนเข้ามาในป่าหิมพานต์ได้สำเร็จแล้วจริง ๆ หรือไม่ ถ้าเข้ามาแล้วทวนอยู่ที่ไหน เกิดเรื่องราวอะไรขึ้นที่เมืองหิมพานต์ก่อนที่พระเอกและนางเอกจะไปเกิดบนโลกมนุษย์ ดราม่าลึกลับเหล่านี้ก็เสิร์ฟมาพร้อม ๆ กับอารมณ์ขันที่พร่างพราวตลอดทั้งเรื่อง จากนักแสดงทุกคนในเรื่องก็ว่าได้ เป็นการลุยป่าแบบพกอารมณ์ขันหน้าตายเอาไว้ด้วย เป็นคอมเมดี้แฟนตาซีเต็มรูปแบบ ขำเบา ๆ ไม่ถึงกับท้องแข็ง แต่มาบ่อยมาตลอดเพราะถึงแม้ว่าจะเผชิญเรื่องราวคับขัน เฉียดตาย หรือเข้าซีนหวานแหววชวนซึ้ง ก็ยังขายขำกันได้ไม่หยุดหย่อน เป็นอาหารจานรวมที่ใส่ทุกอย่างมาบนจานไว้หมดแล้ว ทั้งของหวาน ของคาวและเครื่องเคียงแก้เลี่ยน ที่ประเคนไว้มากกว่าอาหารจานหลักซะอีกด้วย

มุกขำที่มีทุกซีนแบบขำเบา ๆ

ประทับใจกับคอสตูมที่ไม่มีราคาคุย

ไม่มีใครกล่าวถึงงานคอสตูมในเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะเทใจให้ CG ไปหมดแล้ว แต่เราก็อดไม่ได้ที่จะขอพูดถึงสักเล็กน้อย กับคอสตูมสวยงามของ นารีผล ที่แบ่งแยกชัดเจนกับนารีผลที่สุกใหม่กับนารีผลที่ร่วงจากต้นมานานแล้ว วงจรชีวิตของนารีผลก็เทียบเท่ากับวงจรของผลไม้ที่หลุดจากต้นและต้องเน่าสลายไปตามเวลาซึ่ง น้ำทิพย์ (ติ๊ต๊ะ-ชญานิศ) เป็นนารีผลที่เพิ่งร่วงลงมาจากต้นได้เขียวสดน่ากินซะจริง ๆ  ดีไซเนอร์ประจำกองก็ช่างออกแบบชุดของนารีผลมาได้น่าดูชม

นารีผล

มีเมือกลื่นที่เหมือนมะม่วงสุก และชุดสีเขียวที่แสดงถึงเส้นใยนารีผลอ่อนช้อยสวยงาม ทำให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของทุกตัวละคร บทในช่วงนี้แฝงข้อคิดถึงความไว้ใจในมนุษย์ การข่มเหงทางร่างกายและจิตใจ ที่มองนารีผลเป็นเพียงผลไม้ขัดตาทัพไร้หัวใจ เป็นตัวแทนของเพศหญิงที่มีค่าเพียงบำบัดอารมณ์ของเหล่าวิทยาธร คนธรรพ์ อมนุษย์ที่ต่ำกว่าเทวดาและคิดว่าตนสูงส่งกว่าทุกชีวิตในหิมพานต์ จนถึงการให้อภัยซึ่งกันและกันไว้อย่างดี ถือเป็นละครน้ำดีที่น่าติดตามของบ้านเรา อีกเรื่องหนึ่ง จริง ๆ ค่ะ

พิภพหิมพานต์

  • วันเวลาออกอากาศ : ทุกวันศุกร์-อาทิตย์ เวลา 20.20 น. ทางช่อง 3 กด 33
  • รับชมย้อนหลังได้ทาง : 3++ และ Wetv
  • บทละครโดย : สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์
  • กำกับการแสดงโดย : ทวีวัฒน์ วันทา
  • กราฟิกโดย : FAT CAT 
  • ผลิตโดย : บริษัท มายน์แอทเวิร์คส์ จำกัด
  • ควบคุมการผลิตโดย : แป๊ป-ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส