Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน

ตัดเกรดหนังเด็จพ่อ ! 11 อันดับหนัง Christopher Nolan จากคะแนน IMDB

หากกล่าวถึงผู้กำกับระดับเทพแห่งยุคนี้เชื่อว่าหนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของคริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) แน่นอนเพราะนอกจากผลงานที่ส่วนใหญ่เป็นบรรดาหนังฟอร์มยักษ์ระดับบล็อกบัสเตอร์แล้วยังขึ้นชื่อเรื่องความคิดสร้างสรรค์เรื่องราวในระดับที่มีแต่คนอุทานว่า คิดได้ไง ? Beartai Buzz ขอเสนอ 11 อันดับหนังของคริสโตเฟอร์ โนแลนจากคะแนนบนเว็บไซต์ไอเอ็มดีบีดอตคอม (IMDB.com)

11. INSOMNIA (2002) – 7.2 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
ภาพจากหนัง Insomnia

แม้จะรั้งท้ายแต่คะแนนก็ไม่ขี้เหร่เพราะได้ไปถึง 7.2 คะแนนซึ่งต้องไม่ลืมว่านี่เป็นเพียงหนังยาวเรื่องที่ 3 ที่โนแลนได้กำกับต่อจาก Following (1998) และเป็นหนังเรื่องที่ 2 ในระบบสตูดิโอต่อจาก Memento (2000) และที่สำคัญยังเป็นหนังรีเมกเพียงเรื่องเดียวที่เด็จพ่อโนแลนกำกับอีกด้วย.

โดยต้นฉบับเป็นหนังนอร์เวย์ปี 1997 แต่ก็ถือว่าเป็นงานรีเมกที่มีดาราไม่ขี้เหร่เลยทั้ง อัล พาชิโน (Al Pacino) ในบทตำรวจวัยเก๋าที่มีปมผิดบาปในอดีตต้องมาจับคู่กับตำรวจสาวไฟแรงที่รับบทโดย ฮิลารี สแวงค์ (Hilary Swank) ตามสืบคดีฆาตกรรมวัยรุ่นสาวที่อาจพัวพันกับนักเขียนนิยายฆาตกรรมทีี่ตกเป็นเป็นผู้ต้องสงสัยซึ่งหนังได้โรบิน วิลเลียมส์ (Robin Williams) ผู้ล่วงลับมารับบทสุดอำมหิตได้อย่างน่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว

สำหรับสาเหตุที่คะแนนได้น้อยจนรั้งท้ายเรื่องอื่นก็คงหนีไม่พ้นความ “ถึกทือ” ของมัน ซึ่งด้วยความที่โนแลนต้องการคงอารมณ์หนังต้นฉบับที่เล่าสไตล์เนิบช้าแบบหนังยุโรปเลยอาจทำให้นี่เป็นงานของโนแลนที่อาจไม่ค่อยถูกจริตคนดูส่วนใหญ่สักเท่าไหร่แต่ถึงอย่างนั้น ‘Insomnia’ ก็ยังเป็นงานคุณภาพที่ไม่ควรมองข้าม

10. TENET (2020) – 7.4 คะแนน

Tenet

มาที่อันดับ 10 กับ ‘TENET’. หนังที่ยากตั้งแต่ชื่อเรื่องยันทำความเข้าใจกับพล็อตสุดซับซ้อนกับเรื่องราวของตัวเอกไร้ชื่อ (รับบทโดย จอห์น เดวิด วอชิงตัน – John David Washington) ผู้อยู่ท่ามกลางสงครามระหว่างอดีตกับอนาคตโดย เทเน็ต กลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีมาเฟียรัสเซียอย่าง อังเดร เซเทอร์ (รับบทโดย เคนเนธ บรานาห์ – Kenneth Branagh) เป็นผู้ชักใยก่อเหตุวินาศกรรมล้างโลก

แต่นอกจากเรื่องราวสุดซับซ้อนระดับคิดกันหัวแตกแล้วสิ่งที่สร้างความขุ่นเคืองทางอารมณ์ให้คนดูเห็นจะเป็นเรื่องการมิกซ์เสียงที่แย่จนระคายหู ทั้งเสียงที่ดังเกินเหตุและเสียงพูดที่เหมือนไปอัดกันตอนเกาะประตูรถวิ่งบนทางด่วนแต่กระนั้นก็ต้องบอกว่า ‘TENET’ ถือเป็นงานที่ “ไม่รักก็เกลียดเลย” ของโนแลนอย่างแท้จริงเพราะคนที่ชอบก็จะยกย่องในความทะเยอะทะยานของหนังจนส่งผลให้คะแนนของหนังอยู่ที่ 7.4 คะแนน

9. Following (1998) – 7.5 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
ภาพจากหนัง Following

น่าแปลกใจไม่น้อยเลยที่หนังยาวเรื่องแรกอย่าง ‘Following’ จะได้คะแนนถึง 7.5 คะแนนนำหนังใหม่ ๆ ของโนแลนและที่สำคัญคือตรงข้ามกับความเป็นหนังเด็จพ่อในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงทั้งงบจำกัดจำเขี่ยจนต้องใช้ฟิล์ม 16 มม.ถ่ายและตัดต่อฟิล์มบนโต๊ะตัดต่อสตีนเบก (Steenbeck) แล้วหอบหิ้วฟิล์มไปขายนายทุนถึงเทศกาลหนังฮ่องกง แต่กระนั้นคุณูปการสำคัญของ ‘Following’ คงหนีไม่พ้นการสถาปนาสไตล์การทำหนังแบบโนแลนที่หาตัวจับได้ยาก

หนังจะติดตามนักเขียนหนุ่มที่ชื่อบิล เขามีงานอดิเรกคือการแอบย่องตามคนแปลกหน้าเพื่อหาแรงบันดาลใจ โดยเขาเลือกติดตามคอบบ์โจรย่องเบาจนได้สมรู้ร่วมคิดก่ออาชญากรรมร่วมกัน โดยมีตัวแปรเป็นสาวผมบลอนด์ที่จะทำให้ชะตาชีวิตของพวกเขายากเกินคาดเดา โดยหนังเป็นการทดลองเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลา (Non-Linear Storytelling) และการหักมุมในตอนจบอันเป็นเอกลักษณ์ในผลงานถัดมาโดยเฉพาะ ‘Memento’ หนังแจ้งเกิดให้โนแลนในฮอลลีวูด

8. Dunkirk (2017) – 7.8 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
ภาพจากหนัง Dunkirk

ขาดแค่ 0.2 คะแนนเท่านั้นจะได้ 8 คะแนนแล้วสำหรับ ‘Dunkirk’ เดิมพันสไตล์การเล่าเรื่องแบบโนแลนมาปรับใช้กับหนังสงครามซึ่งถือเป็นแนวหนังเปิดซิงผู้กำกับที่มีแต่งานไซไฟมาตลอดอย่างโนแลน โดยเนื้อหาของหนังกล่าวถึงภารกิจฝ่าวงล้อมเยอรมันของกองทัพอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ดันเคิร์ก

โดยหนังแบ่งการเล่าออกเป็น 3 ส่วนคือภาคพื้นดินที่ทหารอังกฤษต้องหาทางหลบหนีเอาตัวรอดจากศัตรูโดยส่วนนี้หนังได้แฮรี สไตลส์ (Harry Styles) นักร้องนำวงวันไดเรกชัน (One Direction) มาเป็นตัวเรียกแขก สมทบด้วยทอม ฮาร์ดี (Tom Hardy) ดาราคู่บุญของโนแลนที่รับบทนักบินรบที่ต้องเอาตัวรอดจากศัตรูกลางอากาศเพื่อจะได้ไปช่วยเหลือเพื่อนร่วมรบ และสุดท้ายคือการเล่าเรื่องในส่วนของเรือชาวบ้านที่อาสาออกทะเลไปช่วยพาทหารของพวกเขากลับบ้าน

หนังใช้ทุนสร้างไปถึง 150 ล้านเหรียญและเก็บรายได้จากการฉายถึง 530 ล้านเหรียญและหนังยังได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 8 สาขารวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ผู้กำกับยอดเยี่ยม และถ่ายภาพยอดเยี่ยม แต่ได้มา 3 สาขาได้แก่ตัดต่อยอดเยี่ยม มิกซ์เสียงยอดเยี่ยม และตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม โดยไฮไลต์สำคัญของหนังอยู่ที่การถ่ายทำเพื่อฉายในโรงไอแมกซ์ (IMAX) โดยผู้กำกับภาพ ฮอยเต ฟาน ฮอยเตมา (Hoyte Van Hoytema) ตากล้องคู่บุญคนใหม่ของโนแลนที่ถ่ายทอดภาพออกมาได้น่าตื่นตาตื่นใจจริง ๆ

7. Batman Begins (2005) – 8.2 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
ภาพจากหนัง Batman Begins

หากย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อนหากใครคิดทำหนังซูเปอร์ฮีโรที่เน้นเรื่องความเป็นมนุษย์และใช้ดราม่านำการเล่าเรื่องมากกว่าฉากแอ็กชันเชื่อว่าคงไม่มีนายทุนคนไหนกล้าเสี่ยง แต่แล้วในปี 2005 หนังปฐมบทไตรภาคเดอะดาร์กไนต์ (The Dark Knight Trilogy) อย่าง ‘Batman Begins’ ที่เอาเรื่องราวของบรูซ เวย์นมาปัดฝุ่นเล่าใหม่ในแบบของโนแลนเพิ่มมุมมองด้านจิตวิทยาเข้าไปแบบเข้ม ๆ

ผ่านการแสดงสายเมธอด (Method) ของคริสเตียน เบล (Christian Bale) ที่มาสวมวิญญาณวีรบุรุษแห่งรัตติกาลผู้ยังสลัดความกลัวจากภาพที่พ่อแม่ถูกฆาตกรรมไม่ได้ เสริมทัพด้วยเลียม นีสัน (Liam Neeson) ในบท ราซอัลกูล (Ra’as Al Gul) คิลเลียน เมอร์ฟี (Cillian Murphy) ในบทสแกร์โครว์ (Scarecrow) และแกรี โอลด์แมน (Gary Oldman) ในบทสารวัตรจิม กอร์ดอนผู้อยู่ตรงกลางระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมที่เขาไม่อาจเห็นด้วย

ตัวหนังได้คะแนนไป 8.2 คะแนน ซึ่งก็ถือว่าสมศักด์ศรีกับการเป็นงานที่ทำให้คนดูรู้จักคริสโตเฟอร์ โนแลนในวงกว้างและยังเป็นจุดเริ่มต้นของการทำหนังซูเปอร์ฮีโรยุคใหม่ที่ ‘Batman Begins’ แผ้วถางทางไว้ให้อย่างงดงาม

6. The Dark Knight Rises (2012) – 8.4 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
ภาพจาก The Dark Knight Rises

8.4 คะแนนของ ‘The Dark Knight Rises’ มาพร้อมกับเสียงคนดูที่แตกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจนโดยเฉพาะครึ่งหลังของหนังที่บางส่วนก็อวยถึงขั้นยกให้เป็นมาสเตอร์พีซแต่ในทางตรงกันข้ามก็มีกลุ่มคนดูที่มองว่ามันเละตุ้มเป๊ะ ยิ่งก่อนหน้านี้มีข่าวลือออกมาว่าแผนเดิมของหนังคือการขยายบทโจ๊กเกอร์ของฮีธ เลดเจอร์ให้ยิ่งใหญ่กว่า ‘The Dark Knight’

แต่พอเลดเจอร์มาเสียชีวิตไปเสียก่อนหวยเลยออกที่ทอม ฮาร์ดี (Tom Hardy) นักแสดงออสเตรเลียที่เพิ่งร่วมงานกับโนแลนใน ‘Inception’ มารับบท เบน ตัวร้ายในภาคนี้ก็เลยถูกวิจารณ์และคนดูอดเปรียบเทียบกับเลดเจอร์ไม่ได้ กระนั้นหากมองที่การเป็นหนังปิดไตรภาค ‘The Dark Knight Rises’ ก็ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมศักดิ์ศรีและหนังยังได้นักแสดงชั้นนำอย่างแม่แอน หัตถเวช เอ้ย แอนน์ แฮทธาเวย์ (Anne Hathaway) มารับบทแคตวูเมนและได้มาริยง โกติยา (Marion Cotillard) มารับบทสำคัญในหนัง

5. Memento (2000) – 8.4 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
Memento

‘Memento’ ผลงานหนังยาวเรื่องที่ 2 ของโนแลนได้คะแนนเท่า ‘The Dark Knight Rises’ ที่ 8.4 คะแนน แต่ตัวหนังของ ‘Memento’ กลับเป็นหนังทุนต่ำที่มีความสดใหม่ของไอเดียและยังเป็นการใช้สไตล์การเล่าเรื่องไม่ลำดับเวลาเป็นกุญแจสำคัญของหนังในการเล่นกับการรับรู้ของคนดูและยังนำไปสู่การหักมุมที่ช็อกคนดูจนมันถูกนำไปเป็นกรณีศึกษาสำหรับนักเรียนภาพยนตร์ทั่วโลกมาแล้ว

หนังเล่าเรื่องการสืบหาตัวคนฆ่าภรรยาของ เลียวนาร์ด (รับบทโดย กาย เพียรซ์ – Guy Pierce) นักสืบผู้เป็นโรคแอมนีเซีย (Amnesia) หรือโรคสูญเสียความทรงจำระยะสั้นเขาจึงต้องใช้กล้องโพลารอยด์ถ่ายคนที่เพิ่งรู้จักหรือเหตุการณ์ตรงหน้าเพราะความจำของเขาแต่ละครั้งจะมีเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้นและเมื่อได้พบกับชายวัยกลางคนนามเท็ดดีเขาก็ปักใจชื่อว่าเท็ดดีคือผู้ร้ายตัวจริง

ซึ่งหนังก็ใช้ประโยชน์จากการที่ตัวละครหลักมีปัญหาความทรงจำด้วยการค่อย ๆ เล่าแต่ละซีนแบบย้อนหลังและในขณะที่หนังกำลังเดินหน้าการสอบสวนไปเรื่อย ๆ หนังก็แทรกเฟรมภาพขาวดำที่เล่าเรื่องเดินไปข้างหน้าคู่ขนานไปกับเหตุการณ์หลักจนเกิดจุดหักมุมที่นอกจากจะช็อคคนดูแล้วยังสมเหตุสมผลกับเงื่อนไขการเล่าเรื่องของมันได้อย่างชาญฉลาดอีกด้วย.

4. The Prestige (2006) – 8.5 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
The Prestige

มาถึงอันดับ 4 ด้วย ‘The Prestige’ หนังสงครามมายากลพีเรียดสุดเข้มข้นที่เล่าถึงศึกมายากลระหว่าง 2 นักมายากลผู้ยิ่งใหญ่อย่าง โรเบิร์ต แอนเจียร์ กับ อัลเฟรด บอร์เดน ที่ถูกเล่าคู่ขนานไปกับศึกไฟฟ้าระหว่างไฟฟ้ากระแสตรงของโธมัส อัลวา เอดิสันกับไฟฟ้ากระแสสลับของนิโคลาส เทสลา โดยหนังสามารถบอกเล่าเรื่องราวการห้ำหั่นโดยใช้ภาพมายาคู่ขนานไปกับดราม่าสุดเข้มข้นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจและชวนให้ลุ้นระทึกตลอดเรื่อง

และแน่นอนว่าด้วยคะแนน 8.5 คะแนนนอกจากความสนุกที่หนังมีให้อย่างเต็มเปี่ยมแล้วหนังยังขนดาราดังมาคับจอทั้งคริสเตียน เบลที่ถอดหน้ากากแบทแมนมารับบทอัลเฟรด บอร์เดนเฉือนบทบาทกับฮิว แจ็กแมน (Hugh Jackman) ที่ถอดกรงเล็บวูล์ฟเวอรีนมารับบทโรเบิร์ต แอนเจียร์ซึ่งถือเป็นบทที่ทำให้เขาได้แสดงฝีมือการแสดงมากที่สุดบทหนึ่งร่วมด้วยสการ์เล็ต โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson)และขาประจำหนังโนแลนอย่าง ไมเคิล เคน (Michael Caine) ร่วมประชันบทบาทกันอย่างถึงพริกถึงขิง

3. Interstellar (2014) – 8.6 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
Interstellar

8.6 คะแนนของ ‘Interstellar’ นอกจากจะทำให้หนังมาอยู่ใน 3 อันดับแรกได้อย่างไร้ข้อกังขาแล้วยังต้องยอมรับว่าตัวหนังมีความเป็นไซไฟปรัชญาที่เล่าควบคู่ไปกับเรื่องราวดรามาในครอบครัวได้อย่างลึกซึ้งงดงาม โดยเรื่องราวของมันเล่าถึงอนาคตอันใกล้ที่มนุษย์บนโลกเผชิญวิกฤติการณ์ขาดแคลนอาหาร นักวิทยาศาสตร์จึงคิดแผนอพยพมนุษย์ไปยังดาวดวงอื่นโดยอนาคตของมนุษยชาติฝากไว้ในมือของอดีตนักบินอย่างคูเปอร์ที่จำต้องทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลังเพื่ออนาคตของมนุษย์ทุกคน

หนังได้แมตธิว แมคคอนาเฮย์ (Matthew McConaughey) มารับบทคูเปอร์คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่จำใจจากลูกสาวสุดที่รักเดินทางออกนอกโลก ซึ่งแมคคอนาเฮย์สามารถเรียกน้ำตาคนดูได้แทบทุกฉากที่หนังกล่าวถึงประเด็นพ่อลูก ทำให้ ‘Interstellar’ กลายเป็นหนังไซไฟในดวงใจใครหลายคน นอกจากนี้หนังยังเป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างโนแลนกับฮอยเตผู้กำกับภาพคู่บุญที่ร่วมรังสรรค์ภาพสำหรับฉายโรงไอแมกซ์ (IMAX) ให้ออกมาน่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง

2. Inception (2010) – 8.8 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
Inception

มาถึงอันดับ 2 กับ ‘Inception’ ที่ได้ 8.8 คะแนนและแม้หนังจะผ่านมา 10 ปีแล้วหนังเรื่องนี้ก็ยังได้รับการหยิบยกมาพูดถึงเสมอทั้งความแปลกใหม่ของเรื่องราวที่เอาไซไฟมาผสมผสานกับหนังแอ็กชันจารกรรมได้อย่างลงตัว รวมไปถึงฉากจบอันชวนฉงนที่คนยังถกเถียงกันถึงทุกวันนี้ โดยหนังจะเล่าถึงทีมจารกรรมที่ได้รับภารกิจให้ปลูกฝังความคิด (Inception) ให้คู่แข่งการค้าล้มเลิกแผนการรับมรดกทางธุรกิจระดับพันล้านเพื่อเขี่ยให้พ้นทางนายจ้างของพวกเขา และมันจะสำเร็จได้พวกเขาจำต้องจารกรรมความฝันของเป้าหมายเสียก่อน

แน่นอนล่ะว่า ‘ความล้ำ’ ของเรื่องราวและงานภาพคือจุดเด่นอย่างไร้ข้อกังขาแต่สิ่งที่ทำให้หนังยิ่งใหญ่ได้คงหนีไม่พ้นงานรวมดาราระดับเอลิสต์นานาชาติทั้ง ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ (Leonardo Dicarprio) เคน วาตานาเบ (Ken Watanabe) มาริยง โกติยา (Marion Cotillard) เป็นต้น รวมถึงการสร้างเทรนด์ใหม่ ๆ ในการทำภาพยนตร์ทั้งดนตรีประกอบของหนังที่เป็นเอกลักษณ์และงานกำกับภาพที่ทำให้ วอลลี ฟิสเตอร์ (Wally Pfister) คว้าออสการ์สาขากำกับภาพยอดเยี่ยมมาครอง

1.The Dark Knight (2008) – 9 คะแนน

Beartai Buzz ตัดเกรดหนังเด็จพ่อโนแลน
The Dark Knight

อันดับหนึ่งคงเป็นหนังเรื่องไหนไปไม่ได้นอกจาก ‘The Dark Knight’ หนังภาคต่อที่่ช่วยยกระดับให้มาตรฐานหนังซูเปอร์ฮีโรไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ด้วยความถึงพร้อมของหนังที่อัดแน่นทั้งความบันเทิง ดราม่าสุดเข้มข้นไปจนถึงบทสนทนาที่แทบจะกลายเป็นปรัชญาแสนคมคาย โนแลนและทีมงานสามารถผสมผสานระหว่างแฟนตาซีแบบซูเปอร์ฮีโรในคอมิกกับความสมจริงสมจังของโลกอาชญากรรมและการเมืองได้อย่างลงตัวในทุกองค์ประกอบ

รวมถึงดนตรีประกอบของหนังโดย ฮานส์ ซิมเมอร์ (Hans Zimmer) ที่สดใหม่และกลายเป็นงานมาสเตอร์พีซในทันที ไปจนถึงการแสดงของฮีธ เลดเจอร์ (Heath Ledger) ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลออสการ์ในวันที่เจ้าตัวเหลือแต่ชื่อและผลงานเท่านั้น

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส