[รีวิว] Wrath of Man: เท่บวกมัน ลูกเล่นแพรวพราวสไตล์ Guy Ritchie

Wrath of Man
Release Date
01/10/2021
ความยาว
119 นาที
Our Score
9
สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ: เก็บความคลั่งแค้นมาแสนนาน ในที่สุดก็พร้อมสาดกระสุนล้างแค้น! เอช. ชายผู้เงียบขรึมและเต็มไปด้วยปริศนา เขาเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยคุ้มกันบริษัทขนเงิน แต่แท้จริงแล้วเขามีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าไปแฝงตัวล้างแค้นบางอย่าง โดยฉายาของเขาเปรียบเหมือนยมทูตที่เหยื่อคนไหนพบเจอต้องไม่มีทางรอด

ปี 2008 มี ไบรอัน มิลส์ (Taken)
ปี 2014 มี จอห์น วิก (John Wick)
ปี 2021 มี เอช แพทริก ฮิลส์ 

ถึงหนังจะรู้สึกอิ่มในความระห่ำคลั่งแค้นได้ไม่ต่างจากหนังรุ่นพี่ และแม้จะเป็นการรีเมกหนังฝรั่งเศสอย่าง ‘Le convoyeur’ (2004) ของ นิโคลัส บูครีฟ (Nicolas Boukhrief) ก็ตามที แต่ก็ต้องบอกว่ามาอยู่ในมือผู้กำกับสไตล์ชัดอย่าง กาย ริตชี (Guy Ritchie) ก็ทำให้หนังเท่ มีรสนิยมตามแบบริตชี เหมือนกับที่เราเคยคุ้นจากหนังก่อน ๆ หน้าอย่าง ‘Snatch’ (2000) หรือล่าสุดกับ ‘The Gentlemen’ (2019) ที่ดูแตกต่างเป็นเอกลักษณ์ในแบบที่เราต้องจำได้ไม่น้อยเลย

อย่างน้อยที่สุดการตีีความใหม่ให้ตัวเอกเก่งเวอร์และดูมีลับลมคมใน ก็ดูน่าสนใจกว่าต้นฉบับฝรั่งเศสที่พระเอกเป็นคนธรรมดามีความหวาดกลัวในการเผชิญหน้ากับโจร เรียกว่าหงอเลยทีเดียว จนกระทั่งค่อย ๆ กล้าขึ้น และในหนังต้นฉบับก็ไม่ซ่อนปริศนาอะไรมาก เรียกว่าคนดูรู้ภูมิหลังรู้ไส้พุงตัวละครได้ตั้งแต่เริ่มเลย เป็นแนวดราม่าที่ผสมแอ็กชันแบบมีกลิ่นหนังสืบสวน แต่ใน ‘Wrath of Man’ นี่คือถูกโฉลกกว่ามาก ถึงจะไม่ฉูดฉาดเท่าหนังฮอลลีวูด แต่ก็เท่และดูสนุกอยู่ เป็นแนวแอ็กชันยอดคนผสมแนวปริศนาธริลเลอร์อีกที

Wrath of Man

หนังขาย เจสัน สเตแธม (Jason Statham) ตั้งแต่โปสเตอร์ที่ยืนหนึ่ง แถมในหนังยังฉายแสงให้เขาเด่นตลอดเรื่อง ในบทตัวนำเดี่ยวอย่างชัดเจน ต้องบอกว่าในแวดวงนักแสดงสายแอ็กชันยุคนี้ถ้าดูสมดุลระหว่างฉากบู๊กับฉากการถ่ายทอดอารมณ์ สเตแธมจัดเป็นนักแสดงคนโปรดคนหนึ่งเลยทีเดียว โดยเฉพาะบทนิ่งขรึมที่ใช้สายตาสื่อเรื่องราวภายในนี่เขาเป็นชื่อแรก ๆ ที่จะนึกถึง ยิ่งต้องเป็นสายตาที่แฝงทั้งความเหี้ยมและความเศร้าลึก ๆ เช่นนี้ด้วยแล้ว เหมาะเหม็งจริง ๆ

เริ่มต้นเรื่องเราจะรู้จักกับเขาว่าเป็นเพียงชายคนหนึ่งที่มาสมัครงานพนักงานรักษาความปลอดภัยขับรถขนเงินที่โลกส่วนตัวสูง เขามีชื่อจริงแต่ถูกเพื่อนร่วมงานเรียกสั้น ๆ เพียง เอช (H) ซึ่งนอกจากนี้ก็ไม่มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับเขามากนัก นอกจากเรื่องที่ว่าเขาฝีมือโคตรฉกาจในการจัดการพวกโจรอย่างเด็ดขาด จนเริ่มสงสัยว่ามันเป็นใครฟระ ซึ่งก็เช่นเดียวกับตัวละครอื่น ๆ ในเรื่องเช่นกัน ก่อนที่หนังจะค่อย ๆ เผยให้รู้มากขึ้นว่าเขาเป็นใคร และทำไมต้องเจาะจงมาทำงานนี้

Wrath of Man

พอหนังมีความลับให้คนดูติดตามเป็นรสเสริม ทำให้ไม่รู้สึกเอียนกับรสชาติหลักที่เป็นหนังแอ็กชันเลย ความเท่อีกอย่างคือหนังจะแบ่งการนำเสนอเป็นองก์ต่าง ๆ โดยใช้ชื่อองก์ที่ดูน่างุนงงในตอนแรก มักเป็นประโยคที่ไม่คิดว่าจะได้ยินในชีวิตประจำวัน แต่สุดท้ายกลับไปปรากฏอยู่ในบทสนทนาของตัวละครในองก์นั้น ๆ ได้อย่างน่าทึ่ง แล้วแบบมาจังหวะจะโคนที่ดีมาก จนพอเรา อ๋อ แล้วขนลุกเลยว่าคนคิดเก่งจริง ๆ คือองก์หลัง ๆ เลยเหมือนเราก็สนุกกับการเฝ้ารอว่าชื่อองก์มันจะโผล่มาตอนไหนและโผล่มาอย่างไรด้วย

นอกจากนี้ด้านตัวแสดงหนังก็ยังมีการเล่นสนุกจากการเอาทั้งขวัญใจเด็กแนว โพสต์ มาโลน (Post Malone) รวมถึงรุ่นใหญ่อย่าง แอนดี การ์เซีย (Andy Garcia) มาแสดงรับเชิญ และตัวละครหลักอย่าง จอช ฮาร์ตเนตต์ (Josh Hartnett) เองก็จับมาเปลี่ยนบุคลิกเขาให้แนวกวน ๆ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อจนเราสนุกไปด้วยได้ ต้องยอมรับในการหาเครื่องปรุงรสในหนังของริตชี่จริง ๆ เพราะแต่ละอย่างมันใส่มาแล้วบันเทิงมากทั้งในจอและนอกจอ

Wrath of Man

โดยสรุปนี่คือหนัง ‘Taken’ หนัง ‘John Wick’ ในแบบที่ถูกเอามาปรุงด้วยเชฟเปิบพิสดารในภัตตาคารหรูที่ต้องใส่สูทเข้ารับประทาน ที่ชื่อ กาย ริตชี นั่นเอง ชอบเลย และแน่นอนอยากชมเสียงลูกปืนแน่น ๆ มัน ๆ แนะนำต้องชมในโรงภาพยนตร์เลย ที่สำคัญถ้าชอบอยากให้มีภาคต่อก็ต้องไปเชียร์ในโรงเท่านั้นล่ะนะ

Wrath of Man

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

Wrath of Man
บท
9
โปรดักชัน
8.5
การแสดง
8.5
ความสนุกตามแนวหนัง
8.5
ความคุ้มค่าการรับชม
8.5
คะแนนจากผู้อ่าน0 Votes
0
จุดเด่น
เจสัน สเตแธม รับบทตัวละครปริศนาที่เงียบขรึมแต่โคตรเก่ง ถ่ายทอดทั้งความเศร้าและความแค้นได้อยู่หมัด ยิ่งดูยิ่งอินยิ่งเชียร์ แถมผู้กำกับกาย ริตชีเองก็ลูกเล่นการนำเสนอแพรวพราว เชียร์อยากให้มีภาคต่อของนาย เอช เลย
จุดสังเกต
มีบางตัวละครที่ใช้เหมือนไม่ค่อยคุ้มอยู่บ้าง วิธีการเล่าแบบมีสไตล์สูงก็อาจไม่ถูกจริตบางคนเหมือนกัน
9