The Huntsman: Winter’s War : หนังสโนไวท์ที่ไม่มีสโนไวท์

The Huntsman: Winter’s War : หนังสโนไวท์ที่ไม่มีสโนไวท์

เหตุเพราะภาคแรกทำรายได้ไปงดงามมาก 396 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 170 ล้านเหรียญ ทำให้ยูนิเวอร์แซลอยากสานเรื่องราวภาคต่อ แต่ก็เกิดปัญหาข่าวฉาวเหตุเพราะ คริสเต็น สจ๊วต ซึ่งคบหาอยู่กับ โรเบิร์ต แพตติสัน แล้วดันมากิ๊กกับ รูเปิร์ต แซนเดอร์ ผู้กำกับภาคแรก จนเป็นข่าวฉาวในวงการ ทำให้ทั้งคู่ต่างก็ไม่กลับมาในภาคต่อ ร้อนถึงทีมงานต้องระดมสมองกันว่าจะเล่าเรื่องราวภาคต่อกันไปทิศทางไหนดีที่ไม่ต้องมีบทสโนไวท์ ก็ถือว่าเป็นทางออกที่สวยงามครับ หนังเลือกสร้างตัวละครใหม่อย่าง “เฟรย่า” ราชินีน้ำแข็งขึ้นมา ให้เธอและ “อีริค” พระเอกนายพรานของเรื่องต่างมีอดีตที่ไม่ดีต่อกันต้องมาสะสางกันในภาคนี้ แล้วก็เลื่อนขั้น เซดริค นิโคลาส โทรยาน จากหัวหน้าฝ่ายซีจีมาเป็นผู้กำกับแทน

The_Huntsman_Winter_War_14519459415558

เรื่องราวภาคนี้ดำเนินต่อจากตอนจบของภาคแรก แต่ออกห่างจากนิทานสโนไวท์ไปไกลลิบ บทสโนไวท์ เหลือแค่ชื่อที่ถูกพูดถึงเท่านั้น เฟรยา ตัวละครใหม่เป็นราชินีน้ำแข็งทำให้เนื้อหาดูไปละม้ายกับ Frozen เสียมากกว่า เฟรย่า เป็นน้องสาวของ ราเวนน่า ราชินีโฉด  เธอเคยอยู่กับราเวนน่า แต่ผิดหวังจากความรักเลยปลีกตัวไปสร้างอาณาจักรน้ำแข็งทางตอนเหนือ เมื่อทราบข่าวว่าพี่สาวเธอถูกสโนไวท์กำจัดแล้ว เธอจึงส่งกองทหารให้ไปเอากระจกวิเศษมาให้เธอเก็บรักษาไว้ ส่วนเจ้าชายของสโนไวท์ก็มอบหมายให้อีริคตามไปทำลายกระจกวิเศษนั้นเสียก่อนจะถึงมือเฟรย่า

การออกจากเส้นเรื่องนิทานสโนไวท์ ทำให้ผู้เขียนมีอิสระในการเติมแต่งจินตนาการลงไปได้เต็มที่ ด้วยเหตุนี้ทำให้หนังสนุกกว่าภาคแรก โดยเฉพาะอิทธฤทธิ์ของเฟรย่า ที่บังคับน้ำแข็งได้ตามใจนึก เอมิลี่ บลันต์ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี นัยน์ตาเศร้า ๆ ดูเข้ากับบทราชินีอมทุกข์ที่สาปส่งความรัก ชุดของเฟรย่า สวยทุกชุดเริศหรูตามสไตล์หนังเทพนิยายแต่ไม่เวอร์วังเกินไป ผิดกับชุดของ ราเวนน่า ที่มาในสไตล์ฉูดฉาดจัดเต็ม เอมิลี่ ในฉากเดี่ยว ๆ ของเธอก็ดูสวยสง่าดีอยู่หรอก แต่พอ ราเวนน่า ออกมาประกบ ด้วยพลังออร่าของชาลิซ บวกกับร่างสูง 177 ซม.ของเธอในชุดฟู่ฟ่ารวมแล้วทำให้ข่มรัศมีของเอมิลี่ไปพอสมควร ฉากไคลแมกซ์ใหญ่ท้ายเรื่องขายซีจีกันเต็ม ๆ สองแม่มดปล่อยพลังใส่กัน แต่น่าเสียดายที่ได้เห็นกันมาก่อนแล้วในเทรลเลอร์หนัง พอมาดูในหนังก็เลยไม่น่าตื่นตาเสียแล้ว ดีที่ว่าตลอดทางของเรื่องปูเรื่องราวการผจญภัยมาได้น่าติดตาม ฉากสู้กับแก๊งก็อบลินก็สนุก การเพิ่มตัวละครคนแคระทั้ง 4 ก็ถือว่าเป็นสีสันของหนังอย่างมาก หลาย ๆ มุกก็มาจากแก๊งคนแคระนี่ละ ที่ดูขัดมากคือการเลือกเจสซิก้า แชสเทน ในวัย 39 มารับบท ซาร่า คนรักของ อีริค  บทของคริส เฮล์มเวิร์ธวัย 33 ฉากที่หน้าแนบกันนี่เห็นความแตกต่างของวัยได้ชัดเจนนะ แล้วในเรื่องยังเขียนให้ ซาร่า อ่อนกว่า อีริค เสียด้วยซ้ำ ผมชอบการเอาใจใส่กับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหนัง ภาพมุมกว้างในป่าก็ใส่สัตว์แปลก ๆ น่ารักเข้ามาในภาพมีเม่นน่ารัก มีงูสวย ๆ ช่วยทำให้บรรยากาศป่าดูอบอุ่นน่าอยู่ไปได้

huntsman-clip

โดยรวมหนังทำได้สนุก ดูได้เพลิน ๆ ไม่ง่วง เสียอยู่หน่อยที่บทดูจะกังวลว่าจะหนักทางไหนดี เพราะจะเอาทั้งกลุ่มเด็กและกลุ่มผู้ใหญ่ ฉากแอ็คชั่นก็เลยยังดูยั้ง ๆ ปลอดภัยใสสะอาดไม่มีเลือดสักหยดเดียว แต่กลับกันดันมีฉากนัวกันระหว่างอีริค และ ซาร่า ถีงสองรอบ แล้วก็ไม่ใช่ฉากจูจุ๊บน่ารักแบบในหนังเทพนิยายเรื่องอื่น ๆ แต่นี่ถึงขั้นกอดรัดถอดเสื้อผ้าอารมณ์ฟืดฟาดมาเต็ม หนังก็เลยได้เรท PG-13 ไปเสียงั้น กลายเป็นหนังสโนไวท์ที่เด็กอายุต่ำกว่า 13 ห้ามดู แต่ก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการหนีร้อนเข้าโรงหนังในสัปดาห์นี้ครับ