15 เรื่องราวสุดประหลาดที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับ Spider-Man

11.เคยร่วมทีมกับ Superman, Batman,Transformers และประธานาธิบดีบารัก โอบามา

The Amazing Spider-Man #583

อย่างที่เล่าไปในข้อก่อนหน้านี้ว่า Spider-Man ถนัดในการทำงานร่วมทีมกับซูเปอร์ฮีโรรายอื่น ๆ ถ้าไล่รายชื่อมาก็แทบจะครบทั้งมาร์เวลแล้ว แต่ไม่แค่นั้นเขายังข้ามไปร่วมทีมกับซูเปอร์ฮีโรฝังดีซีและฮาสโบรอีกด้วย ในหนังสือการ์ตูน Transformers #3 โจนาห์ เจมีสัน (Jonah Jameson) บรรณาธิการใหญ่ของหนังสือพิมพ์เดลีบูเกิลได้ส่ง ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ไปโอเรกอน เพื่อเก็บภาพการทำสงครามระหว่างเหล่า ดีเซปติคอน และ ออโตบอต แต่เมื่อไปถึงสัญชาตญาณของฮีโรเลยอดทนดูเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องเข้าไปร่วมวงในฐานะ Spider-Man เขาเข้าช่วยเหล่าออโตบอตจัดการกับเมกาทรอน

ในหนังสือการ์ตูน Superman vs. the Amazing Spider-Man เป็นการร่วมงานเฉพาะกิจระหว่างดีซีและมาร์เวล ในตอนนี้ Doctor Octopus สมรู้ร่วมคิดกับ เล็กซ์ ลูเธอร์ วางแผนการร้าย ร้อนถึง Superman และ Spider-Man ต้องร่วมมือกันเพื่อทำลายล้างแผนการร้าย พอเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ก็เลยสานต่อไปยังปฏิบัติการต่อไป แต่รอบนี้ Spider-Man ต้องร่วมมือกับ Batman เมือ 2 วายร้าย Carnage มาร่วมแผนการร้ายกับ Joker

หนึ่งในรายการทีวีที่ฮิตที่สุดของสหรัฐฯ ก็คือรายการ Saturday Night Live ที่ได้รับความนิยมยืนยาวมากว่า 40 ปี แพร่ภาพมาแล้ว 46 ซีซัน มากกว่า 900 ตอน ในปี 1978 รายการได้รับความนิยมอย่างมาก จนกลายมาเป็นตัวละครในหนังสือการ์ตูน Marvel Team-Up #74 ในตอนนี้ Spider-Man ต้องร่วมมือกับเหล่าพิธีกรรายการ ซึ่งรวมไปถึง บิล เมอร์เรย์ ด้วย มาร่วมกันจัดการวายร้ายที่มีนามว่า Silver Samurai

ในหนังสือการ์ตูน The Amazing Spider-Man #583 วางแผงเมื่อปี 2009 เป็นตอนที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา (Barak Obama) มาเป็นแขกรับเชิญในหนังสือการ์ตูน เล่าเหตุการณ์ในวันที่โอบามากำลังทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่อยู่ดี ๆ ก็มีบารัก โอบามา โผล่มาพร้อมกัน 2 คน แน่ละว่าคนหนึ่งต้องเป็นตัวปลอม ผู้ที่มาเปิดเผยตัวปลอมก็คือ Spider-Man นี่แหละ ด้วยการถามคำถามทั้งสองโอบามาว่า โรงเรียนมัธยมปลายที่บารัก โอบามาเรียนจบมาชื่อว่าโรงเรียนอะไร ทำให้โอบามาตัวปลอมที่ทำการบ้านมาไม่ดี ตอบไม่ได้ และเปิดเผยตัวตนในที่สุดว่าแท้จริงแล้วมันคือ วายร้ายนามว่า Chameleon ซึ่งก็โดน Spider-Man จัดการได้ในที่สุด และทำให้พิธีสาบานตนดำเนินได้อย่างเรียบร้อยต่อไป หนังสือการ์ตูนเล่มนี้ขึ้นแท่นเป็นการ์ตูนมาร์เวลที่ขายดีที่สุดเป็นอันดับ 4 หลังปี 2000

12.เคยเป็นการ์ตูนทีวีมาแล้ว 8 ครั้ง, หนังฉายทางทีวี 2 ครั้ง และเคยเป็นละครเวทีมาแล้วด้วย

Spider-Man: Turn Off the Dark

หลังประสบความสำเร็จในตลาดหนังสือการ์ตูนSpider-Man ก็ยกระดับมาเป็นการ์ตูนฉายทางทีวี แพร่ภาพในช่วงปี 1967 – 1970 ได้รับความนิยมเป็นอย่างดี และเพลงไตเติลก็ติดหูเด็ก ๆ อย่างมาก เว้นช่วงมาไม่กี่ปี การ์ตูน Spider-Man ก็กลับมาแพร่ภาพอีกครั้งในปี 1981 รอบนี้มาเป็นซีรีส์สั้น ๆ 2 ซีรีส์ต่อเนื่องกันในปีเดียว ปี 1994 กลับมาอีกครั้งในชื่อ Spider-Man: The Animated Series รอบนี้ได้รับความนิยมยาวนาน แพร่ภาพต่อเนื่อง 5 ซีซัน รวมแล้ว 65 ตอน ในปีเดียวกันนี้มาร์เวลร่วมงานกับ MTV ทำการ์ตูนทีวีในชื่อ Spider-Man: The New Animated Series ให้ ฌอน แพททริค แฮร์ริส และ ลิซา โลบ มาพากย์เสียง แพร่ภาพไปซีซันเดียว ความยาว 13 ตอน, ปี 2008 มีการ์ตูนทีวีในชื่อ Spectacular Spider-Man รอบนี้มาสั้น ๆ แค่ 2 ซีซัน รวมแล้ว 26 ตอน กลับมาครั้งที่ 8 ในชื่อ Ultimate Spider-Man แพร่ภาพเมื่อปี 2012 ลากยาวไป 4 ซีซัน รวมแล้ว 104 ตอน

มาดูภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงทางทีวีกันบ้าง ปี 1977 CBS ดำเนินการสร้างในชื่อ Amazing Spider-Man แพร่ภาพไปได้ 2 ซีซัน ก็ยกเลิก ด้วยเหตุผลที่ว่า กลัวจะได้รับฉายว่าเป็น “สถานีโทรทัศน์ซูเปอร์ฮีโร” แต่คนดูบอกว่า เพราะชุด Spider-Man ดูน่าเกลียดมากกว่า ถัดมาในปี 1978 ทางญี่ปุ่นขอลิขสิทธิ์ Spider-Man ไปสร้างดูบ้างแข่งกับเหล่าไอ้มดแดง และอุลตร้าแมน ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนั้น

ปี 1974 The Electric Company บริษัทผู้ผลิตรายการทีวีสำหรับเด็ก ได้สร้าง Spidey Super Stories เป็นภาพยนตร์คนแสดงตอนสั้น ๆ แค่ 5 นาที แพร่ภาพไปจนถึงปี 1977 รวมแล้ว 29 ตอน มีตอนที่น่าจดจำชื่อว่า “A Night at the Movies” เพราะได้ มอร์แกน ฟรีแมน มารับบทเป็นท่านเคานต์แดรกคูล่า

ยังไม่หมดแค่นั้น Spider-Man เคยถูกสร้างเป็นละครเพลงบนเวทีมาแล้วด้วยในชื่อ Spider-Man: Turn Off the Dark จัดแสดงที่โรงละครบรอดเวย์ใน นิวยอร์ก เปิดแสดงเมื่อปี 2011 ได้ศิลปินระดับโลกอย่าง Bono และ The Edge จากวง U2 มารับผิดชอบด้านเพลง สร้างสถิติละครเวทีที่ใช้ทุนสร้างสูงที่สุดในโลกที่ตัวเลข 75 ล้านเหรียญ สร้างสถิติอีกครั้งด้วยการทำยอดขายตั๋วล่วงหน้าสูงที่สุดในสัปดาห์แรก แต่ก็ปิดตัวไปในปี 2014 ด้วยสาเหตุขาดทุนย่อยยับ

13.เจมส์ คาเมรอน เคยสนใจจะกำกับแล้วให้ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ รับบทนำ

หลังประสบความสำเร็จอย่างมากในฐานะหนังสือการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร และสานต่อด้วยการเป็นภาพยนตร์การ์ตูนทางทีวี และภาพยนตร์คนแสดงทางทีวี ก้าวต่อไปของ Spider-Man ก็คือภาพยนตร์เรื่องยาวที่จะฉายทางโรงภาพยนตร์ โปรเจกต์ได้รับการพูดถึงมาตั้งแต่ยุค 80s ผ่านมือผู้กำกับหลายคนที่ให้ความสนใจอย่างมาก

คนแรกก็คือ โรเจอร์ คอร์แมน (Roger Corman) ผู้กำกับผู้ได้รับฉายาว่า” ราชาหนังเกรดบี” เขามีผลงานกำกับภาพยนตร์มากว่า 50 เรื่องในยุค 50s – 60s คอร์แมนอยากสร้างหนัง Spider-Man ถึงขั้นเขียนพล็อตเรื่องไปนำเสนอ สแตน ลี แล้วเป็นเรื่องราวของ Spider-Man ทำภารกิจยับยั้งอาวุธนิวเคลียร์ที่ยิงมาจากรัสเซีย แต่ไม่ทราบด้วยเหตุผลประการใด โปรเจกต์นี้จึงไม่ได้รับไฟเขียว

ยังคงอยู่ในยุค 80s ในยุคนี้ถ้าพูดถึงค่ายหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างมากก็เห็นจะเป็นค่าย Canon Films เป็นค่ายหนังเกรด B ที่เน้นสร้างหนังเพื่อหวังผลทางด้านการตลาดล้วน ๆ แต่ก็มีหนังที่ประสบความสำเร็จอย่างมากเช่น Missing in Action และ Delta Force สร้างชื่อให้กับพระเอกนักบู๊ ชัค นอร์ริส (Chuck Norris) Spider-Man ในมือ Canon แม้ว่าจะยังไม่วางตัวผู้กำกับ แต่ดูรายชื่อนักแสดงแล้วก็น่าจะฮิตเป็นแน่ เพราะมี ทอม ครูซ (Tom Cruise) ในบท ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ส่วน บ็อบ ฮอสกินส์ (Bob Hoskins) จะมารับเป็น Doc Ock, สแตน ลี เองก็โดดมาเล่นกับเขาด้วยในบท เจ.โจนาห์ เจมีสัน ส่วนนางเอกรุ่นใหญ่ในยุคนั้นอย่าง ลอเรน เบคอลล์ (Lauren Bacall) หรือไม่ก็เป็น แคเธอรีน เฮปเบิร์น (Katherine Hepburn) จะมารับบทเป็น ป้าเมย์ ส่วนวายร้ายรายสำคัญในเรื่องนี้ ถูกเขียนขึ้นมาใหม่ ไม่อ้างอิงจากหนังสือการ์ตูน ให้เห็นนักวิทยาศาสตร์ที่กลายร่างเป็นแวมไพร์ ก็ไม่รู้เหตุผลอีกเช่นกันว่าทำไมโปรเจกต์ถึงไม่ได้เดินหน้าเป็นรูปเป็นร่าง

ผ่านมาถึงยุค 90s เป็นช่วงที่ เจมส์ คาเมรอน ประสบความสำเร็จอย่างมากจาก Terminator 2: Judgment Day (1991) คาเมรอนกำลังมองหาโปรเจกต์ต่อไป ก็พอดีที่บทภาพยนตร์ Spider-Man จาก Canon มาจบที่โต๊ะทำงานของคาเมรอน ซึ่งเขาก็ให้ความสนใจ ถึงขั้นลงมือแก้ไขบทด้วยตัวเองแล้ว ผลออกมากลายเป็น Spider-Man เรต R เพราะคาเมรอนบรรจงใส่ฉาก Spider-Man บรรเลงเพลงรักกับ แมรี่ เจน วัตสัน บนสะพานบรูคลิน แล้วให้ฉากจบของเรื่องไปพะบู๊กันบนยอดตึกเวิลด์เทรดเซนเตอร์ ฟังดูพล็อตก็น่าสนใจอีกแล้ว

คาเมรอน ถึงขั้นวางตัวให้ เอ็ดเวิร์ด เฟอร์ลอง (Edward Furlong) หนุ่มน้อยจาก Judgment Day มาเป็น Spider-Man แล้วชักชวนให้ ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ (Leonardo DiCaprio) มาเป็น แฮร์รี่ ออสบอร์น ส่วนบทนางเอกนั้นมอบให้ ดรูว์ แบร์รี่มอร์ (Drew Barrymore) มาเป็น เกว็น สเตซี ส่วนตัวร้ายนั้น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ ในบท Doc Ock นับว่าเป็น Spider-Man อีกเวอร์ชันที่น่าสนใจมาก ๆ แต่ว่าด้วยขั้นตอนพิจารณากินเวลาช้านานเกินไป นักแสดงตัวท็อปแต่ละคน รวมถึงผู้กำกับก็ต้องเดินหน้ารับงานอื่นกันต่อไป โปรเจกต์ก็เลยไม่ได้เกิด แต่สุดท้ายบางส่วนบางตอนในบทภาพยนตร์ฝีมือของ เจมส์ คาเมรอน ก็ยังคงอยู่ใน Spider-Man (2002) เวอร์ชันของ แซม เรมี (Sam Raimi)

14.ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ, เจก จิลเล็นฮาล และ จูด ลอว์ ล้วนเกือบได้เป็น Spider-Man

Spider-Man เรียกได้ว่าเป็นซูเปอร์ฮีโรระดับต้น ๆ ในวงการ เป็นบทที่นักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูดล้วนยินดีต้อนรับถ้าโอกาสมาถึง จึงไม่แปลกที่นักแสดงหลายคนล้วนเคยเฉียดใกล้โอกาสที่จะได้สวมชุด Spider-Man กันมาแล้วทั้งนั้น ย้อนไปในวันที่ เจมส์ คาเมรอน บอกลาโปรเจกต์ Spider-Man แต่บทของเขาก็ยังอยู่ในมือของค่ายโซนี่ ที่สนใจจะสานต่อโปรเจกต์ ด้วยการทาบทาม ลีโอนาร์โด ดิคาพริโอ ให้มาเป็น Spider-Man แต่ดิคาพริโอก็บอกปัด แต่ก็ยังใจดี ส่งต่อโอกาสนี้ให้กับ โทบีย์ แม็กไกวร์ (Tobey Maguire) เพื่อนสนิทของเขาแทน ซึ่งตัวเลือกอื่น ๆ ของโซนี่ในขณะนั้นก็ยังมี เฟรดดี้ พรินซ์ จูเนียร์ (Freddie Prinze Jr.) และ จูด ลอว์ (Jude Law) ระหว่างช่วงที่กำลังจะเปิดกล้อง Spider-Man 2 (2004) อยู่นั้น โทบีย์ แม็กไกวร์เกิดบาดเจ็บที่หลังอย่างรุนแรง แต่งานสร้างรุดหน้าไปมากแล้ว ทางโซนี่จำเป็นต้องเดินหน้าเปิดกล้องตามกำหนด เขาจึงได้ติดต่อให้ เจค จิลเล็นฮาล ให้มารับบทแทน ซึงจิลเล็นฮาลก็ยินดีตอบรับ และเข้ารับการฝึกฝนร่างกายไปแล้วด้วย แต่ในที่สุดแม็กไกวร์ก็ฟื้นสภาพร่างกายได้ทันเปิดกล้อง

หลังจบไตรภาคในยุคโทบีย์ แม็กไกวร์ไปแล้ว โซนี่ก็รีบรีบูตทันที ด้วยการมองหานักแสดงคนต่อไปที่จะมาสวมชุด Spider-Man ตัวเลือกในวันนั้นก็มี จอช ฮัตเชอร์สัน (Josh Hutcherson) จาก The Hunger Games, ไมเคิล ซีรา (Michael Cera) จาก Juno และ Superbad และ โรเบิร์ต แพตทินสัน (Robert Pattinson) จาก Twilight แต่ในที่สุด บทก็ตกเป็นของ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (Andrew Garfield)

มาจนถึง Spider-Man คนที่ 3 ซึ่งก็คือหนุ่มน้อย ทอม ฮอลแลนด์ นั้น ในรอบออดิชันนี้ก็มีนักแสดงวัยรุ่นเข้ารอบมากมาย อย่างเช่น เอชา บัตเทอร์ฟิลด์ (Asa Butterfield) จาก Sex Education, แนต วูล์ฟ (Nat Wolff) จาก Paper Towns และ แชนด์เลอร์ ริกก์ (Chandler Riggs) หนูน้อยจากซีรีส์ดัง The Walking Dead

15.ไมเคิล แจ็กสัน ขอซื้อมาร์เวล เพื่อเขาจะได้เล่นเป็น Spider-Man เอง

ในยุค 90s นั้น ไมเคิล แจ็กสัน (Michael Jackson) ในฐานะราชันเพลงป๊อปผู้นี้อยู่ในฐานะอู้ฟู่ทางฐานะการเงินอย่างมาก แล้วเขาก็เป็นนักเก็งกำไรตัวยงผู้หนึ่ง ดูได้จากการกว้านซื้อลิขสิทธิ์เพลงของ The Beatles มาไว้ในครอบครอง ส่วนไมเคิล แจ็กสันนั้นก็มีความชื่นชอบ Spider-Man มาตั้งแต่เด็ก เขาถึงกับเคยติดต่อสแตน ลี มาแล้วหลายครั้งเพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์ตัวละคร Spider-man แต่ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด พอมาร์เวลตกอยู่ในสถานะย่ำแย่ทางด้านการเงิน แจ็กสันเลยถือโอกาสนี้ เสนอขอซื้อมาร์เวลทั้งบริษัท เพื่อเขาจะได้ครอบครองลิขสิทธิ์ Spider-Man อย่างที่ใฝ่ฝันไว้ด้วย แต่ราคาที่มาร์เวลยื่นข้อเสนอมาคือตัวเลขสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญ ก็เลยทำให้ไมเคิล แจ็กสัน ชะงักกลับไป ไม่เช่นนั้นเราคงได้เห็น Spider-Man ลูบเป้า แล้วร้อง “ฮี้ ฮี” กันแล้ว

อ้างอิง อ้างอิง อ้างอิง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก