[รีวิว] Texas Chainsaw Massacre : ดูฉากฆ่าสนองตัณหาคอหนังเชือดแค่นั้นพอ
Our score
5.5

Rate : R

1 Hr. 23 Min.

Director David Blue Garcia

Writers : Chris Thomas Devlin, Fede Alvarez, Rodo Sayagues

Stars : Sarah Yarkin, Elsie Fisher, Mark Burnham

[รีวิว] Texas Chainsaw Massacre : ดูฉากฆ่าสนองตัณหาคอหนังเชือดแค่นั้นพอ
Our score
5.5

[รีวิว] Texas Chainsaw Massacre : ดูฉากฆ่าสนองตัณหาคอหนังเชือดแค่นั้นพอ

จุดเด่น

  1. ภาพสวย ผู้กำกับดูเอาใจใส่งานภาพดี
  2. ฉากไล่ล่าทำได้ลุ้นระทึกดี ฉากฆ่าสุดโหด สะใจคอหนังเชือด

จุดสังเกต

  1. เดินตามสูตรสำเร็จเป๊ะ ๆ เดาได้ตั้งแต่เริ่มว่าใครจะรอด ใครจะตาย
  2. ลอกแบบ Halloween อย่างเห็นได้ชัด
  • ตรรกะ ความสมเหตุผลของบท

    2.0

  • คุณภาพงานสร้าง

    6.6

  • คุณภาพนักแสดง

    5.0

  • ความสนุกตามแนวหนัง

    7.0

  • คุ้มค่าเวลาในการรับชม

    7.0

นี่คือผลงานเรื่องที่ 9 ในแฟรนไชส์ The Texas Chain Saw Massacre หรือ ‘สิงหาสับ’ แฟรนไชส์หนังเชือดอมตะของฮอลลีวูดที่มีอายุมากที่สุดในกลุ่ม นับจากปีที่ภาคแรกออกมาก็ 48 ปีเข้าไปแล้ว

ผู้กำกับ เดวิด บลู การ์เซีย

หลังจากมีความพยายามรีบูตมาแล้วครั้ง สองครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ มารอบนี้ ลิขสิทธิ์หลุดจาก Lionsgate มาอยู่ในมือของ Legendary Picture ที่มอบหมายให้ เฟเด อัลวาเรซ (Feda Alvarez) ผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จมาจาก Evil Dead และ Don’t Breathe มาควบคุมการผลิต ซึ่งอัลวาเรซก็เลือกผู้กำกับสองพี่น้อง แอนดี้ และ ไรอัน โทฮิล (Andy Tohill, Ryan Tohill) ที่สร้างชื่อมาจาก The Dig (2018) แต่แล้วหนังก็ส่อเค้าลางไม่ดี เมื่อสองพี่น้องเดินออกจากกองถ่ายหลังหนังเปิดกล้องไปได้สัปดาห์เดียว ด้วยเหตุผลสุดฮิตของฮอลลีวูดคือ “แนวทางการสร้างสรรค์ไม่ตรงกัน” ร้อนถึงอัลวาเรซต้องคว้าตัว เดวิด บลู การ์เซีย (David Blue Garcia) อดีตตากล้องภาพยนตร์ที่เพิ่งมีผลงานกำกับมาแค่เรื่องเดียว ให้มารับหน้าที่แบบกะทันหัน

เหยื่อกลุ่มใหม่ของไอ้หน้าหนัง

การกลับมาของ Texas Chainsaw Massacre ในครั้งนี้ ทางผู้สร้างเลือกทิศทางใหม่ ไม่ขอรีเมกหรือรีบูต แต่เลือกจะเล่าเรื่องราวในฐานะภาคต่อจาก The Texas Chain Saw Massacre ภาคต้นกำเนิดเมื่อปี 1974 โดยไม่สนภาคต่อต่าง ๆ นานาในแฟรนไชส์ และใช้ชื่อตามภาคแรก เพียงแค่ตัด The ออกไปแค่นั้น หนังกำหนดเหตุการณ์ในเรื่องตามระยะเวลาจริง ว่าเหตุการณ์ในภาคนี้เกิดขึ้นในช่วง 50 ปีต่อมาจากภาคแรก เปิดเรื่องด้วยการย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ฆ่าหมู่วัยรุ่นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีผู้รอดชีวิตมาเพียงคนเดียวคือ แซลลี ฮาร์เดสตี ก่อนที่จะเดินหน้าเข้าสูตรสำเร็จหนังเชือดที่ยึดถือกันมาตลอด 50 ปีเช่นกัน ด้วยการแนะนำเหล่าตัวละครกลุ่มใหม่ที่เป็นนักแสดงโนเนมล้วน ๆ ประกอบไปด้วย ‘ดันเต้’ เชฟชื่อดัง กับ ‘รูธ’ คนรักของเขา ‘เมโลดี้’ เพื่อนสนิทของดันเต้ และ ‘ไลล่า’ น้องสาวของเมโลดี้ ทั้งหมดเดินทางมาที่เมืองฮาร์โลว์ ในเท็กซัส เพื่อดำเนินโครงการรีโนเวตย่านการค้าเก่า และเชิญนักลงทุนทั้งหลายให้มาประมูลอาคารต่าง ๆ ในย่านนี้

เอลซี ฟิชเชอร์ นักแสดงนำของภาคนี้

ทั้ง 4 ก็บังเอิญพบกับ ‘จินนี่’ คุณยายที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งในย่านศูนย์การค้ารกร้างแห่งนี้ เธอเล่าว่าบ้านที่เธออยู่นี่เคยเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และมีชายร่างยักษ์คอยดูแลเธอ ย้ายบอกว่าเขาคนนี้เป็นอดีตเด็กกำพร้าในความดูแลของเธอที่ตกค้างอยู่เพียงคนเดียว ดันเต้เรียกตำรวจมาลากตัวคุณยายออกไป โดยมีชายลึกลับผู้นี้ตามขึ้นรถตำรวจไปกับคุณยายด้วย แล้วยังมีรูธคนรักของดันเต้ก็ขึ้นรถไปด้วย ซึ่งก็สร้างความฉงนให้กับคนดู ว่าเธอจะไปด้วยทำไม ระหว่างทางคุณยายหัวใจวายตาย ทำเอาชายลึกลับโกรธ หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่เดากันได้ ชายลึกลับก็ประกาศตนเป็น ‘ไอ้หน้าหนัง’ หรือ Leatherface เขากลับมาที่บ้านเดิมและเริ่มภารกิจสังหารคนแปลกหน้าทุกคนที่เข้ามาในละแวกนั้นด้วยเลื่อยโซ่คู่ใจ

มาร์ก เบิร์นแฮม ในบท Leatherface

แม้ว่า เฟเด อัลวาเรซ จะเคยสร้างเครดิตดีมาโดยตลอดในฐานะมือเขียนบทในผลงานทุกเรื่องที่เขากำกับ แต่กับเรื่องนี้อัลวาเรซก็ไมได้พาเนื้อหาของหนังให้ออกจากสูตรสำเร็จหนังเชือดได้แต่อย่างใด ซ้ำยังเต็มไปด้วยตัวละครที่ชวนหงุดหงิด ไร้ความคิด ตัดสินใจโง่ ๆ แบบที่มนุษย์สติดี ๆ เขาไม่กระทำกัน การได้เห็นชะตากรรมของตัวละครบางตัวจึงชวนให้สมน้ำหน้ามากกว่าจะคอยเอาใจช่วยให้รอด จึงต้องเน้นย้ำกันตรงนี้ว่า ถ้าใครตัดสินใจดูเพราะชอบดูหนังเชือดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ให้เปิดโหมดสภาพจิตในการรับชมหนังเชือดสไตล์ฮอลลีวูด คือเน้นดูฉากระทึกอย่างเดียวพอ อย่าพยายามหาเหตุผลใด ๆ ทั้งสิ้น แค่เริ่มมาได้ 5 นาที ก็เดาได้แล้วว่าตัวละครตัวไหนจะตายจะรอดบ้าง จากนั้นเราก็ตามดูว่าเหยื่อแต่ละรายจะโดนไอ้หน้าหนังฆ่าด้วยวิธีใด อย่าได้คิดแทนบรรดาตัวละคร อย่าคำนึงถึงตรรกะเหตุผลตามความเป็นจริงในทุก ๆ ด้าน ไม่งั้นจะหงุดหงิดอย่างมาก เอาง่าย ๆ แค่อายุของไอ้หน้าหนังก็ประหลาดแล้ว ในภาคแรกนั้นไอ้หน้าหนังอายุ 26 ปี แล้วหนังระบุว่าไอ้หน้าหนังในภาคนี้คือตัวเดียวกันกับภาคแรก นั่นแปลว่าไอ้หน้าหนังในภาคนี้จะมีอายุ 76 ปี แต่ก็ยังแข็งแรงผิดมนุษย์มนาวิ่งได้คล่องแคล่ว

แซลลี ฮาร์เดสตี ตัวละครที่ดูออกว่า ได้แรงบันดาลใจมาจาก ลอรี สโตรด

ดูวี่แววแล้วทีมเขียนบทน่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก Halloween (2018) มาพอควร ด้วยการดึงตัวละคร แซลลี ฮาร์เดสตี สาวที่รอดชีวิตจากภาคแรก ให้มารับหน้าที่เป็นคู่ปรับรายสำคัญของไอ้หน้าหนังในภาคนี้ ดูแล้วนี่มัน ลอรี สโตรด จาก Halloween ชัด ๆ แต่ที่ต่างกันอย่างมากก็คือ ไม่มีใครจดจำ แซลลี ฮาร์เดสตี เพราะเธอไม่ได้ขึ้นชั้นตัวละครที่น่าจดจำ ไม่สามารถเรียกคนดูหรือใช้เป็นจุดขายได้ แต่อย่างน้อยการปรากฏตัวของเธอก็เพิ่มความระทึกขึ้นได้บ้าง ชวนให้ติดตามว่าเธอจะเอาชนะคู่แค้นเก่าได้หรือไม่ ที่น่าเสียดายก็คือ แมริลีน เบิร์น ผู้รับบทแซลลี ฮาร์เดสตี ดั้งเดิมนั้น เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2014 แล้ว หนังก็เลยเลือก โอลเว็น ฟูเอเร มาสวมบทนี้แทน

ฉากหนีใต้ถุนบ้านที่สุดระทึก

พิจารณาในด้านหนังเชือดแล้ว ต้องจัดให้ว่าตอบสนองคอหนังแนวนี้ได้อย่างสาสม มีทั้งฉากฆ่าหมู่และฆ่าเดี่ยว เลือดท่วมจอ ทุกฉากฆ่านั้นชวนแหวะ รุนแรง ไม่มีที่จะให้เห็นแวบ ๆ แต่แช่กล้องให้เห็นกันจะ ๆ ไปเลย ฉากไล่ล่าก็ทำได้ชวนลุ้น ฉากที่ตื่นเต้นสุดก็ต้องยกให้ฉากหนีใต้ถุนบ้าน ที่ทำได้หวาดเสียว แม้รู้ว่าจะต้องตกใจ แต่ก็ยังอดสะดุ้งตามไม่ได้ อีกจุดที่น่าชื่นชม คืองานถ่ายภาพ หลาย ๆ ฉากถ่ายออกมาได้สวย พอคาดเดาได้ว่าผู้กำกับการ์เซีย ด้วยความที่มาจากตากล้องภาพยนตร์จึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ภาคนี้มีฉาก

หนังมีแววลงเหวตั้งแต่สร้างเสร็จแล้ว จากการฉายรอบทดลองตั้งแต่มีนาคมปีที่แล้ว ผู้ชมต่างก็พากันส่ายหน้าว่าไม่ไหว ไม่ไหว ทางผู้สร้างก็พอคิดทบทวนได้แล้วล่ะ ว่าคุณภาพหนังเป็นอย่างไร เลยเปลี่ยนแผนจากที่จะฉายโรง มาขายให้ NETFLIX แทนน่าจะปลอดภัยกว่า อย่างน้อยก็พอได้ทุนคืน

ก็แนะนำว่าถ้าใครชอบหนังเชือด ลุ้นระทึกแล้วล่ะก็ Texas Chainsaw Massacre ตอบโจทย์ได้ดีเลยล่ะครับ แต่ต้องทิ้งตรรกะเหตุผลหลักความเป็นจริงทั้งหมดก่อนรับชม ถึงจะได้รับความบันเทิงเต็ม ๆ แบบไม่หงุดหงิด