Connect with us

ภาพยนตร์

หมอนรถไฟ Railway Sleepers : 8 ปีเพื่อสารคดีสำรวจชีวิตคนไทยบนรถไฟที่หัวถึงหมอนจริงๆ

พูดชื่อ สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ขึ้นมาคนดูหนังทั่วไปก็คงมีงง ๆ ครับ แต่ถ้าใครสายหนังทางเลือกหน่อยบอกว่าเขาคือ ผู้ช่วยให้เจ้าพ่อหนังอินดี้ไทยอย่าง เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ก็อาจจะเริ่มมีจุดอ้างอิงให้อ๋อมากขึ้น แต่ถ้าเอาให้ใกล้ชิดคนทั่วไปที่สุดเลยก็ต้องแนะนำว่าเขาคือ สุดยอดแฟนพันธุ์แท้วอลท์ ดิสนีย์ ประจำปี 2001 นั่นเอง

Published

on

รถไฟเป็นภาพจำลองของชีวิต เป็นที่ที่คนแปลกหน้ามาพบกัน เส้นทางของเรามาซ้อนทับกันเมื่อเรามุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันแต่ต่างจุดหมาย สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ (แฟนพันธุ์แท้ วอลท์ ดิสนีย์ และผู้กำกับสารคดีหมอนรถไฟ)
  • นี่คือหนังไทยเรื่องแรกที่ได้รับการจัดจำหน่ายจาก Documentary Club ที่คัดสรรหนังสารคดีดี ๆ จากทั่วโลกมาให้เราชมเสมอ แฟนหนังค่ายนี้จึงไม่ควรพลาด
  • นี่คือหนังที่ผู้กำกับใช้เวลากว่า 8 ปี จากอายุ 27 ปีจน 36 ปีเพื่อเฝ้าถ่ายชีวิตคนบนรถไฟล่องเหนือลงใต้ เรียกว่าส่วนหนึ่งของชีวิตวัยที่มีพลังมากที่สุด เขาใช้ทุ่มให้กับหนังเรื่องนี้ทีเดียว
  • คือหนังที่ได้รับคัดเลือกให้ไปฉายในเทศกาลหนังนานาชาติทั้ง เทศกาลหนังนานาชาติปูซาน เทศกาลหนังนานาชาติเบอร์ลิน เทศกาลหนังนานาชาติบางกอก และเทศกาลหนังสารคดีนานาชาติศาลายา ด้วย

สมพจน์? ใคร? หมอนรถไฟ? หนังอะไร?

พูดชื่อ สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์ ขึ้นมาคนดูหนังทั่วไปก็คงมีงง ๆ ครับ แต่ถ้าใครสายหนังทางเลือกหน่อยบอกว่าเขาคือ ผู้ช่วยให้เจ้าพ่อหนังอินดี้ไทยอย่าง เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ก็อาจจะเริ่มมีจุดอ้างอิงให้อ๋อมากขึ้น แต่ถ้าเอาให้ใกล้ชิดคนทั่วไปที่สุดเลยก็ต้องแนะนำว่าเขาคือ สุดยอดแฟนพันธุ์แท้วอลท์ ดิสนีย์ ประจำปี 2001 นั่นเอง

หลังจากเป็นผู้ช่วยให้เจ้ยมาสักพักเขาก็เริ่มออกเดินทางในสายนักทำหนังของตนเอง โดยการไปเรียนต่อที่แคลิฟอร์เนีย และที่นี่เองหนังทีสิสที่เขาเลือกทำเพื่อจบ ความยาว 1 ชั่วโมง ชื่อเรื่อง Are We There Yet? “จะถึงหรือยัง” ที่ติดตามเล่าเรื่องชีวิตผู้คนบนรถไฟไทย ก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้หลังจากนั้นเขาได้มาสานต่อให้กลายเป็นหนังสารคดีเรื่อง หมอนรถไฟ Railway Sleepers โดยเฝ้าถ่ายชีวิตผู้คนบนรถไฟตั้งแต่เหนือจรดใต้ต่อไปจนรวมเวลาทั้งสิ้นกว่า 8 ปีทีเดียว

ตรงนี้ก็ด้วยเพราะการเป็นแฟนพันธุ์แท้นี่เองที่ทำให้เขาพบ วราพงษ์ ทองจันทร์ แฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย ที่เป็นพนักงานของการรถไฟด้วย ช่วยเหลือประสานงานจนสามารถ่ายหนังลุล่วงสำเร็จได้

หนังเรื่องนี้คือความธรรมดาที่แสนพิเศษ

แม้สมพจน์จะตั้งใจให้หนังเรื่องนี้สะท้อนภาพเบื้องลึกของสังคมไทย อย่างเช่น ชนชั้นของสังคมที่ผ่านการแบ่งชั้นของรถไฟที่สะดวกสบายจนถึงตามยถากรรมสุด ๆ หรือความแตกต่างของผู้คนที่ขึ้น ๆ ลง ๆ มีกิจกรรมบนรถไฟแตกต่างกันตามภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมในแต่ละภาคก็ตาม แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว หนังสารคดีเรื่องนี้ค่อนข้างปล่อยผู้ชมในการ คิดหรือเก็บเกี่ยว ความเข้าใจต่าง ๆ ด้วยตนเองเป็นส่วนมาก  เพราะหนังไม่มีบทบรรยายหรือโครงเรื่องใด ๆ ในการชี้นำเรานัก นอกจากภาพจากกล้องที่ถ่ายไปเรื่อย ๆ บนรถไฟ ตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ จากเช้าจนค่ำจนเช้าอีกวัน จากตื่นจนหลับจนตื่นอีกครั้ง ผู้คนหลากหลายอาชีพ หลายวัย หลายเพศ หลายวัฒนธรรมต่างหมุนเวียนขึ้นมาเป็นตัวเอกให้กล้องหนังจ้องมองอย่างไม่ขวยเขินเอียงอาย ซึ่งก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่สามารถบันทึกภาพที่เป็นธรรมชาติมาก ๆ มาได้ ทั้งที่คนไทยค่อนข้างระแวงกล้องพอสมควร (ผู้กำกับบอกว่ามีเพียงครั้งเดียวที่เกือบมีเรื่อง เพราะเขาไปถ่ายเด็กหนุ่มที่กำลังจีบสาวอยู่)

ด้วยเหตุการเล่าเรื่องแบบนี้เองที่ทำให้หนังเรียกร้องสมาธิจากผู้ชมพอสมควร ใครอ่อนแอก็แพ้ไปครับ มีสิทธิ์หัวถึงหมอนหลับคาโรงได้ง่าย ๆ เลยทีเดียว ตรงนี้คิดว่าผู้ชมต่างชาติน่าจะดูได้นานกว่าเพราะภาพต่าง ๆ บนรถไฟไทยนั้นมันแปลกประหลาดสุด ๆ เหมือนกันสำหรับคนที่ไม่เคยเห็น มันมีความหลากหลายแบบไม่น่าเชื่อว่าจะอยู่ในพื้นที่เดียวกันได้ มันเป็นทั้งที่นอน ที่กิน ที่ปาร์ตี้ หรือเวทีคอนเสิร์ตก็ยังได้ แต่สำหรับคนไทยอาจจะคุ้นชินอยู่แล้วทำให้ผลอยไปได้แบบไม่รู้ตัว ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดอะไรนะครับ

แต่ที่ไม่อยากให้พลาดก็คือฉากสุดท้ายในหนัง ที่เป็นการเล่าเรื่องแบบหนังทั่วไปครั้งแรกเลย ถึงจะบอกแบบนั้นแต่มันก็ไม่ได้ธรรมดาเลยนะครับ เพราะนักแสดงฝรั่งที่มาเล่นในช่วงท้ายนี้ พูดไทยชัดปร๋อ ที่สำคัญพูดราวกับเป็นบุคคลในสมัยรัชกาลที่ 5 มาคุยกับตัวผู้กำกับด้วย โดยสมพจน์ได้เล่าว่าเขาอิงตัวละครนี้มาจากบันทึกของบุคคลที่มีชีวิตอยู่จริงเป็นวิศวกรฝรั่งในสมัยนั้น เขาจงใจใส่มาเพื่อทำการตกผลึกสารบางอย่าง ตรงนี้ไม่ขอเล่าบทสนทนาในฉากนี้แล้วกันครับ อยากให้ไปค้นหาความหมายกันเอง แต่อยากบอกแค่ว่ามันพิเศษจริง ๆ ครับ

สรุป

นี่อาจไม่ใช่หนังที่ถูกโฉลกกับทุกคนนะครับ ต้องมีใจรักสนใจในเรื่องราว และเคยชินกับหนังที่เรียกร้องความคิดและสมาธิของผู้ชมพอสมควรเลย แต่ถ้าใครถนัดอะไรแบบนี้ก็บอกเลยว่าหนังเรื่องนี้มีความพิเศษหลายอย่างที่ไม่ได้จะเจอกันง่าย ๆ ทั้งในหนังสารคดีไทย หรือแม้แต่หนังสารคดีจากประเทศไหนก็ตาม

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี : Black Panther ในระบบ IMAX 3D

Published

on

ห่างหายกันไปนานเลยนะครับสำหรับหนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี กลับมาคราวนี้ขอประเดิมปี 2018 ด้วยหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปีของค่ายมาร์เวลอย่าง Black Panther ซูเปอร์ฮีโร่เชื้อสายกษัตริย์แห่ง วาคานดา ที่มาในระบบ IMAX 3D แต่จะคุ้มค่าตั๋วอันแสนแพงหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้แล้ว


เหมาะมั้ยกับระบบ IMAX 3D  

เริ่มต้นจากข้อมูลด้านเทคนิค ( Technical Specifications) จากเว็บไซต์ IMDB ที่ระบุอัตราส่วนภาพไว้ 2 ขนาดคือ 2.39:1 และ 1.90:1 สำหรับฉายโรง IMAX  ซึ่งตามโฆษณาของทางโรงบอกว่ามีถึง 26 % ของเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งจากการสังเกตดูส่วนใหญ่จะเป็นฉากที่วาคานดา ซึ่งอัตราส่วนขยายก็ช่วยให้ภาพของวาคานดา ดูสวยงาม กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจริงๆ และไม่เพียงงานภาพเท่านั้นแต่หนังยังมีการมิกซ์ระบบเสียงเป็น IMAX 12 Tracks ทำให้เสียงซาวด์เอฟเฟกต์ในฉากต่างๆมีความกระหึ่มเหมาะกับระบบ IMAX มากเลยทีเดียว


มิติภาพลึกแค่ไหน 

และสำหรับการชม Black Panther ในระบบ 3D นั้น ต้องยอมรับว่าการแปลงภาพทำได้ดีมาก แม้กระทั่งฉากคุยธรรมดาฉากหลังก็ยังมีการทำให้เกิดเป็นมิติ แต่อาจต้องถูกตัดคะแนนนิดนึงตรงฉากที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน ที่ทำให้สังเกตความลึกของภาพได้ยากเหลือเกิน โดยเฉพาะเหตุการณ์ช่วยเหลือ นาเคีย ตอนต้นเรื่องที่สีภาพกลืนกันหมดทั้งสีผิวนักแสดงและฉากหลังที่เป็นตอนกลางคืน แถมการสวมแว่นสามมิติยังทำให้ภาพมืดลงไปอีก


แอ็คชั่นของฝ่าบาทเด้งแค่ไหน  

แน่นอนละ คนดูหนังสามมิติก็อยากเห็นอะไรเด้งๆพุ่งๆ ซึ่งต้องชื่นชม ‘บร๊ะลานุภาพ’ ของฝ่าบาทที่แทบทุกซีนจะมีภาพเด้ง ภาพพุ่งเสมอ แม้กระทั่งฉากคุยกัน หนังก็ยังเคลื่อนกล้องผ่านไหล่ตัวละครเห็นเป็นภาพเหลื่อมซ้อนชัดเจน หรือจะฉากแอ็คชั่นก็มันส์สะใจด้วยอาวุธที่ขยันขว้าง ขยันเขวี้ยง หรือแม้กระทั่งตัวฝ่าบาทเองที่ใช้วิชาตัวเบาโดดสูงพุ่งออกมานอกจอ สวยงามมากเลยทีเดียว ทำให้ Black Panther น่าจะสะใจคอหนังสามมิติแน่ๆ


ถอดแว่นแล้วภาพเบลอแค่ไหน

การที่เราจะตัดสินได้ว่างานภาพของหนังเป็นสามมิติแท้หรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการถอดแว่นมองภาพซ้อนบนจอ ผลปรากฏว่าภาพส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นภาพซ้อน มีเพียงบางเฟรมเท่านั้นที่หนังแอบแทรกภาพ 2 มิติเข้ามาแต่ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นในแง่ของความเป็นภาพสามมิติ Black Panther จึงผ่านได้อย่างสบายๆ


 

ฝ่าบาทโดดไปโดดมาแล้วจะปวดหัวไหม

แม้หนังสามมิติจะสร้างความน่าตื่นตื่นใจขนาดไหน แต่หากหนังมีภาพที่ทำให้คนดูเกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าก็คงทรมานไม่น้อย แต่โชคดีที่แม้ Black Panther จะมีฉากแอ็คชั่นโลดโผนแค่ไหน แต่ตัวหนังผ่านการตัดต่อที่คิดมาแล้วว่าปลอดภัยสำหรับผู้ชมส่วนใหญ่ โดยฉากที่มีการเหวี่ยงกล้องก็จะเกิดในช่วงสั้นๆเท่านั้น ดังนั้นมั่นใจได้ว่าดู Black Panther บน IMAX 3D แล้วไม่ปวดหัวปวดตาเพราะฝ่าบาทแน่นอน

สรุปแล้ว Black Panther ถือว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปี 2018 บนจอ IMAX ได้อย่างงดงาม ทั้งฉากขยาย ระบบเสียงกระหึ่มสะใจแบบ 12 แทร็คของ IMAX ตลอดจนงานภาพ 3 มิติที่หนังแปลงภาพได้อย่างน่าพึงพอใจ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

ลาก่อนหนัง Transformers ภาค 6 ถูกยกเลิกสร้างและจะ Reset เรื่องราวใหม่หมด

หนัง Transformers จะถูก reset ใหม่หมด

Published

on

เรียกว่าแทนที่จะเป็นจุดกำเนิดของจักรวาล กลับกลายเป็นจุดจบแทน สำหรับ Transformers: The Last Knight ที่ฉายในปี 2017 แต่ทำรายได้ไม่เข้าเป้า ทำให้ในงานพรีวิวงาน Toy Fair ใน นิวยอร์ก ไม่มีรายชื่อภาพยนตร์ Transformers ภาคต่อจาก The Last Knight มีเพียง หนัง bumblebee ที่จะฉายในปีนี้ แปลว่าซีรีส์ Transformers ของ Michael Bay ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

โดยหลังจากนั้นภาพยนตร์ Transformers จะถูก Reset ใหม่หมด และอาจไม่มีชื่อของ Michael Bay มีส่วนร่วมอีก ซึ่งแต่เดิมภาคต่อจาก The Last Knight จะมีกำหนดฉายในปี 2019 แต่จากการประกาศเริ่มต้นใหม่ของซีรีส์ ทำให้เราจะไม่มีหนัง Transformers ภาคใหม่ฉายจนถึงปี 2021 ทำให้ค่าย Paramount มีโอกาสในการคิดหาแนวทางในการสร้างหนังชุดใหม่ให้แตกต่างจากเดิม

ส่วนใครยังชอบจักรวาลเก่า ยังมีภาพยนตร์ภาคแยกอย่าง bumblebee ที่จะฉายในเดือน ธันวาคม ปี 2018

อ้างอิง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Molly’s Game : เข้มทั้งเนื้อหาและการแสดง

Published

on

เป็นหนังที่ไม่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง เหตุจากไม่ใช่หนังทีทำออกมาเอาใจตลาด แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นหนังที่มีองค์ประกอบที่น่าสนใจมากมายเต็มไปหมด

  1. หนังสร้างจากหนังสือที่อื้อฉาวตอนที่วางจำหน่ายเพราะเป็นเรื่องเล่าชีวิตของเจ้าแม่บ่อนโป๊คเกอร์ที่ขาไพ่ประจำบ่อนล้วนเป็นดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง ผู้กำกับและคนในวงการมากมาย
  2. เป็นผลงานประเดิมงานกำกับของอารอน ซอร์กิน มือเขียนบทรางวัลออสการ์จาก The Social Network (2010) และลงมือดัดแปลงหนังสือ Molly’s Game ออกมาเป็นบทภาพยนตร์เอง
  3. หนังใช้ดาราระดับยอดฝีมือของฮอลลีวู้ดล้วนในบทนำ เจสซิก้า แชสเทน ในบท มอลลี่ บลูม และ ไอดริส เอลบ้า ที่พลิกบทบาทจากภาพที่คุ้นเคยว่าจะต้องเป็นนักรบที่มีปืนในมือตลอดเวลา มาสวมสูทแพงผูกไทเป็นทนายมากประสบการณ์
  4. ความสนุกกับการคาดเดาตัวละครสมมติของบรรดาดาราที่มาเล่นในบ่อนของมอลลี่ ว่าตัวจริงของเขาเหล่านี้คือใครนะ

มอลลี่ บลูม ตัวจริง

อารอน ซอร์กิน เลือกงานกำกับครั้งแรกก็เป็นงานยากเลย เพราะเนื้อหาของ Molly’s Game เต็มไปด้วยรายละเอียดยิบย่อยมากมาย เพราะหนังเล่าปูมหลังของมอลลี่ย้อนไปไกลตั้งแต่ยังเป็นเด็กและเป็นนักกีฬาสกีที่อนาคตไกล พลิกผันมาเข้าวงการโป๊คเกอร์ได้อย่างไร ความสัมพันธ์กับพ่อที่ไม่สู้ดีนักและมีผลต่อทิศทางชีวิตของเธอโดยตรง และเรื่องราวส่วนใหญ่ของหนังที่ดำเนินไปในบ่อนโป๊คเกอร์จากพนักงานต้อนรับ และก้าวขึ้นมาดำเนินกิจการเอง ความสัมพันธ์กับบรรดาขาไพ่ที่มากหน้าหลายตา และจุดวิกฤตที่โดนจับและต้องหาทนายมือดีมาแก้ต่างให้ตัวเธอเอง หนังเล่าเรื่องได้เก่ง ตัดต่อได้ดีไม่สับสนแม้จะตัดเรื่องราวกระโดดไปมา 3 เหตุการณ์ เหตุการณ์ปัจจุบันที่เธอและชาร์ลีย์ แจฟฟรีย์ ทนายของเธอต้องช่วยกันสู้คดีกับทางรัฐ แม้หนังจะเป็นเรื่องราวของทนายกับลูกความแต่ว่าเนื้อหาบนศาลก็มีเพียงไม่กี่นาทีในหนังเท่านั้น หนังช่วงนี้ตัดย้อนไปเล่าเหตุการณ์ในวัยเด็กที่อยู่กับพ่อและแม่ และเวลาส่วนใหญ่ของหนังก็คือการเล่าเรื่องตั้งแต่เธอเริ่มเข้าสู่วงการบ่อนโป๊คเกอร์ จนถึงวันที่ถูกจับ เป็นส่วนที่เข้มข้นน่าติดตามสุด เพราะเธอพาเราไปเจอโลกที่เคยเห็นมาก่อนในสังคมมหาเศรษฐีของฮอลลีวู้ด ที่ได้เห็นเงินจำนวนมากสะพัดในบ่อนแต่ละคืน ได้เห็นทั้งดารา เซเลบ ผู้กำกับ และแม้กระทั่งมาเฟีย ที่พามอลลี่ไปเฉียดเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายมาแล้ว เรายังได้สนุกกับวิธีจัดการรับมือกับบรรดาลูกค้าที่มาในหลายรูปแบบ ทั้งขี้เมา ขี้คุย และขี้หลี

แม้หนังจะมีประเด็นมากมายให้พูดถึง แต่โดยรวมหนังก็เดินหน้าไปด้วยบทสนทนาเป็นหลัก ซึ่งแน่ล่ะที่ออกมาแนวนี้เพราะมันเป็นหนังที่เขียนบทและกำกับโดยนักเขียนบทภาพยนตร์ ก่อนไปดูแนะนำเลยว่าทำสมาธิให้ว่างและพักผ่อนสายตาให้เพียงพอเพราะสายตาต้องทำงานหนักกับการอ่านซับไตเติ้ลที่ขึ้นมาแทบทุกวินาทีของหนังและเลื่อนเร็วมาก เพราะตัวละครคุยกันจริงจัง ยิ่งตอนเถียงกันนี่อ่านแทบไม่ทันเลย อีกเรื่องที่ต้องเตือนกันก่อนว่านี่คือหนังชีวประวัติช่วงหนึ่งของเจ้าแม่บ่อนโป๊คเกอร์ชื่อดัง เรื่องราวของหนังจึงอยู่กับเกมโป๊คเกอร์เสียมาก โดยเฉพาะช่วงกลางเรื่องนี้ลงลึกในแต่ละเกมเลย การบลัฟกัน การชิงไหวชิงพริบ ซึ่งมอลลี่ก็เล่าแต่ละเกมโดยละเอียดว่าใครได้ไพ่อะไร ตรงนี้คนที่เล่นโป๊คเกอร์เป็นจะดู Molly’s Game สนุกและตามลูกเล่นของแต่ละคนได้ทัน แน่นอนว่าดูสนุกกว่าคนที่เล่นไม่เป็นแน่นอน และแต่ละเกมเล่าผ่านไปเร็วมาก อย่าคิดว่าจะทำความเข้าใจได้ทัน

นอกจากเนื้อหาที่เดินหน้าไปอย่างน่าติดตามกับการตามติดชีวิตอันโลดโผนของมอลลี่ บลูมแล้ว จุดที่ดีมากคือการแสดงของ 2 ดารานำ เจสซิก้า แชสเทน ซึ่งผมเชื่อว่าความสามารถระดับนี้ อนาคตเธอได้เทียบชั้นเจ้าแม่เมอรีล สตรีพเป็นแน่ เจสซิก้า เป็นดาราที่เล่นได้ทุกบทบาทและไม่ติดภาพเดิม ๆ มาเลย เรื่องนี้เจสซิก้า ขึ้นจอด้วยภาพลักษณ์ที่สวยทีสุดที่เคยเห็นเธอมาล่ะ ส่วนไอดริส เอลบา ก็พลิกบทบาทได้น่าชื่่นชม วางมาดให้ดูเชื่อได้ว่านี่คือทนายที่มีฝีมือ ไว้ตัวและลีลามากมายกว่าจะรับว่าความให้มอลลี่ แต่พอรับงานแล้วก็ทำให้เรื่องราวของหนังสนุกขึ้นมาก กับการทุ่มสุดตัวที่จะพามอลลี่ให้หลุดคดี ฉากที่ชอบที่สุดและเท่ที่สุด คือฉากที่แจฟฟรีย์ โชว์วาทศิลป์ยาวหลายนาทีใส่ 2 เอฟบีไอในห้องไต่สวน เก่งมากกับการจำบทยาว ๆ ขนาดนี้ได้ ยิ่งอ่านเบื้องหลังยิ่งน่าทึ่ง เพราะดาราคู่นี้คิวแน่นทั้้งคู่ กองถ่ายต้องหาช่วงที่ 2 คนนี้ว่างตรงกัน และก็ได้มาเพียงแค่ 10 วัน ฉะนั้นในหนังที่เราเห็นทั้งคู่เข้าฉากด้วยกันทั้งหมดนั้น ถ่ายทำภายในระยะเวลาแค่ 10 วันเท่านั้น ทั้งคู่ต้องแสดงไป และใช้ช่วงว่างระหว่างพักกองซ้อมบทในฉากต่อไปทันที ชื่นชมการทำงานแบบมืออาชีพของทั้งคู่จริง ๆ

ผู้กำกับ-เขียนบท อารอน ซอร์กิน และ เจสซิก้า แชสเทน

ก็ถือว่าเป็นงานกำกับเรื่องแรกของอารอน ซอร์กินที่ทำออกมาได้ดี แม้จะมีตัวละครมากมาย หลากหลายอารมณ์ หลากหลายช่วงเวลา แต่ก็คุมเนื้อหาและอารมณ์หนังได้อยู่ ซึ่งกว่าจะผ่านมาได้สำเร็จ ตัวอารอนเองก็เคร่งเครียดอยู่เหมือนกัน ซึ่งเขาก็ใช้วิธีโทรหา เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับที่เคยร่วมงานกันจาก The Social Network (2010) ซึ่งก็ไม่แปลกเลยที่บรรยากาศของหนังดูเผิน ๆ ก็เหมือนหนังเดวิด ฟินเชอร์ อยู่เหมือนกัน และอารอนก็ยังมีที่ปรึกษาชั้นเยี่ยมอยู่ในฐานะนักแสดงร่วมอีกคน ที่เป็นถึงผู้กำกับรางวัลออสการ์นั่นก็คือ เควิน คอสต์เนอร์ ผู้รับบทแลร์รี่ บลูม พ่อของมอลลี่ ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของมอลลี่อย่างมาก

Molly’s Bloom จัดเป็นหนังน้ำดี ที่เพียบพร้อมทั้งเนื้อหาน่าติดตาม ดาราเยี่ยมที่โชว์การแสดงบนจออย่างน่าจดจำ และลงเอยได้ฟีลกู๊ด หนังค่อนข้างยาวนะครับ 2 ชั่วโมง 20 นาที แต่ก็ไม่มีช่วงไหนน่าเบื่อชวนง่วงเลย เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าหนังบางเรื่อง เราไม่ควรตัดสินจากรายได้หนังที่ผ่านมา อาจจะทำให้พลาดหนังดี ๆ ไปอย่างน่าเสียดาย หนังมีกำหนดเข้าฉาย พฤหัสที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้ และได้โรงฉายไม่กี่โรงแน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!