[รีวิว] Murder on the Orient Express: ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวในแบบฉบับของปัวโรต์

ถือเป็นหนึ่งในหนังที่หลายคนให้ความสนใจกันมากเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อมันเป็นการนำนิยายสืบสวนชื่อก้องของ อกาธา คริสตี้ ถูกนำมาปัดฝุ่นแปลงร่างมาเป็นภาพยนตร์จอเงินอีกครั้งในรอบ 43 ปี ที่คราวนี้พรั่งพรูไปด้วยนักแสดงระดับยอดฝีมือมารวมกันไม่ว่าจะเป็น จูดี้ เดนช์, มิเชล ไฟเฟอร์, ไมเคิล พีนา, เดซี่ ริดลี่ย์  (Star Wars: The Force Awakens), ลูซี่ บอยน์ตัน (Sing Street), ทอม เบตแมน, เลสลี่ โอดอม จูเนียร์, จอช แกด, เพเนโลปี ครูซ, โอลิเวีย โคลแมน, เดเร็ก จาโคบี, วิลเลม เดโฟ รวมถึง จอห์นนี เด็ปป์ ด้วย

ชื่อของ Murder on the Orient Express ก็บอกอยู่แล้วว่ามันเป็นเรื่องราวคดีฆาตกรรมบนรถไฟสายด่วนพิเศษเส้นทางจากอิสตันบูลไปยังท่ากาเลส์ ของฝรั่งเศส ซึ่งเกิดเหตุฆาตกรรมปริศนาขึ้นในรถไฟขบวนหรูดังกล่าว โดยมียอดนักสืบ แอร์กูล ปัวโรต์ (เคนเนต บรานาห์) ที่บังเอิญร่วมเดินทางมาด้วยพอดี และพบว่าการคือฆาตกรรมครั้งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีสะเทือนขวัญที่มีเด็กถูกลักพาตัวและฆาตกรรมอำพรางก่อนหน้านี้ พร้อมกันนั้น โจทย์สำคัญคือ ปัวโรต์ จะต้องพยายามสืบหาตัวคนร้ายที่อยู่ท่ามกลางผู้โดยสารร่วมขบวนทั้ง 13 รายนี้ให้ได้ก่อนที่รถด่วนขบวนนี้จะเดินทางถึงฝรั่งเศส

หากไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้มาก่อน ก็ต้องบอกว่าเนื้อเรื่องถ่ายทอดมาได้ดีระดับหนึ่งเลย แม้ว่าจะรู้ทางกันอยู่แล้วว่าหนังสืบสวนอย่างนี้จะมีทางให้ไปอยู่ไม่กี่ทาง แต่จุดหนึ่งที่ชอบคือ เคนเนต บรานาห์ ตัวผู้กำกับถ่ายทอดบทบาทของยอดนักสืบอันปราดเปรื่องออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม อาจจะเป็นเพราะตัวเขาเล่นเองกำกับเองด้วย ต้องบอกว่าเป็นตัวละครที่มีมิติและมีเสน่ห์ไม่แพ้ เชอร์ล็อก โฮมส์ เลย และก็ทั้งเรื่องนั้นก็เด่นอยู่คนเดียวไม่แบ่งเพื่อนเลยเหมือนกัน (ฮา)

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้ยินบทพูดคม ๆ แบบคลาสิกของตัวละครในยุคนั้นอยู่เรื่อย ๆ การเดินเรื่องที่เรียบง่ายแต่ไม่ฉาบฉวย จวบจนช่วงที่มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นนั้นก็ถือว่าทำได้ดูน่าตื่นเต้นและท้าทายคนดูในการอยากไขปริศนาไปด้วยดี เพียงแต่อย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้น้ำหนักการกระจายบทของตัวละครนั้นกลายเป็นจุดบอดสำคัญที่แอบเสียดายดาราที่มาร่วมแจมกันคับคั่ง เพราะแต่ละคนก็มีส่วนร่วมหรือบทบาทที่น้อยกว่าที่ควรจะเป็น รายละเอียดบางอย่างก็ไม่พบเห็นความเชื่อมโยงใด ๆ กับเนื้อหาเลยแม้แต่น้อย แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องยอมรับว่าพาร์ทการสืบสวนหาตัวฆาตกรในรถไฟขบวนนี้ก็ดำเนินไปแบบมีลูกล่อลูกชน แม้ว่าหนังจะไม่ได้เน้นทำความเข้าใจกับปูมหลังของตัวละครผู้ต้องสงสัยมากนัก เพราะไปเน้นที่การอวยความเก่งกาจของปัวโรต์มากกว่า แต่ก็ถือว่าเดาทางไม่ง่าย เพียงแต่น่าเสียดายตรงที่ไม่มีจุดพีคที่รู้สึกสะพรึงหรือขนลุกเท่าไหร่

เวอร์ชันแรกในปี 1974

อย่างไรก็ตาม แม้จะเดินเรื่องเนือยจนน่าเบื่อไปบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่า Murder on the Orient Express นั้นซ่อนทีเด็ดในช่วงท้ายเอาไว้อย่างคาดไม่ถึงเหมือนกัน รวมทั้งการสรุปใจความของเมสเซจในเรื่องของตราชั่งแห่งความยุติธรรมที่แท้จริงแล้วมันไม่ได้ทำงานเที่ยงตรงไปเสียทุกครั้ง เปรียบเปรยเหมือนกับมนุษย์เรา ที่แม้จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าเหตุและผลมาทำความเข้าใจกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายคนเราก็ตัดสินใจและเลือกทำด้วยสัญชาตญาณและหัวใจของตัวเองมากกว่า โลกนี้มันถึงมีคำถามว่าคนดีทำดีทำไมไม่ได้ดี? หนังนิยายเรื่องนี้มีคำตอบให้แล้วว่า ดีเลวเป็นเพียง ‘สิ่งสมมติ’ เท่านั้น การจะมองหาใจคนที่ซื่อสัตย์และรอคอยอาจยากกว่าการงมเข็มในแม่น้ำไนล์อีก

..จริงไหม คุณนักสืบ ปัวโรต์..