Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]WIND RIVER ล่าเดือดเลือดเย็น – หนังล่าโหดที่ทรงพลังและลุ่มลึกที่สุดแห่งปี 

Published

on

เหมือนอดีตกลับมาหลอกหลอนอีกครั้งเมื่อ คอรี่ (เจเรมี เรนเนอร์) เจ้าหน้าที่ป่าไม้ประจำเขตวินด์ริเวอร์ได้พบศพของนาตาลี (เคลซี อัสบิล) ลูกสาวของเพื่อนรักชาวอินเดียนแดง จนได้ร่วมมือกับ เจน (อลิซาเบธ โอลเซ่น) เอฟบีไอสาวที่ต้องมาทำคดีในดินแดนที่เธอไม่คุ้นเคย และยิ่งทั้งคู่เข้าใกล้ความจริงเท่าไหร่ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความอำมหิตของจิตใจมนุษย์ที่เหมือนกับดักรอคร่าชีวิตทั้งคู่ได้ทุกเมื่อ



ปัจฉิมบทของไตรภาคเลาะขอบอเมริกา

ผลงานของผู้กำกับ เทย์เลอร์ เชอริแดน ส่วนใหญ่คือการเขียนบทซึ่งมีผลงานโดดเด่นระดับเข้าชิงออสการ์อยู่ 2 เรื่องได้แก่ Sicario (2015) ที่กล่าวถึงการตามล่าหัวหน้าค้ายาในชายแดนเม็กซิโก และ Hell or High Water (2016) ที่กล่าวถึงคู่พี่น้องที่ยอมเป็นโจรเพื่อพิทักษ์ที่ดินมรดกสุดท้ายของพวกเขาในเท็กซัสตะวันตก และพอถึงผลงานกำกับจากบทตัวเองอย่าง WIND RIVER ก็สังเกตได้ไม่ยากว่า เชอริแดน ยังคงให้ความสนใจกับประเด็นการเมืองของคนชายขอบที่คราวนี้การเลือกเล่าเรื่องใน วินด์ริเวอร์ แหล่งอาศัยของชาวอินเดียนแดงที่ต้องทนกับสภาพความหนาวเหน็บระดับที่ตัวละครต่างเรียกที่นี่ว่า “นรกแช่แข็ง” โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่การตายของเด็กสาวชาวพื้นเมือง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ WIND RIVER โดดเด่นจากหนังสืบสวนสอบสวนที่สร้างกันมาจนเกร่อคงหนีไม่พ้นการพูดถึงระบบราชการที่มีความซับซ้อนและบ่อยครั้งที่ความยุติธรรมก็อาจละเลยหรือหลงลืมชาวพื้นเมือง ตามที่หนังให้ข้อมูลในเครดิตท้ายเรื่องว่ามีชาวอินเดียนแดงที่หายสาบสูญไปเป็นจำนวนมากโดยมีฉากหลังเป็นเมืองที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนและมีสภาพอากาศหนาวเหน็บก็ยิ่งทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความคลุมเครือทั้งจิตใจมนุษย์และเส้นแบ่งระหว่างความยุติธรรมกับจรรยาบรรณที่ดูจะพร่าเลือนยิ่งนัก



วิพากษ์ระบบยุติธรรมผ่านสัญญะอย่างแยบคาย    

      โดยสิ่งที่ต้องชื่นชม เทย์เลอร์ เชอริแดนในฐานะผู้กำกับที่แม้จะมีผลงานกำกับไม่มากแต่ WIND RIVER กลับถูกถ่ายทอดออกมาอย่างกลมกล่อมมีจังหวะจะโคนและไม่น่าเบื่อ แม้สาระสำคัญของมันถือว่าหนักหน่วงและมุ่งวิพากษ์ระบบยุติธรรมในเชิงปฏิบัติ ทั้งการที่ต้องรอ FBI มาถึงที่เกิดเหตุเพื่อให้สามารถเคลื่อนย้ายศพและส่งนิติเวชเพื่อชันสูตรศพ ซ้ำร้ายเมื่อถึงขั้นตอนนิติเวชแล้วเจ้าหน้าที่ FBI อย่าง เจน ยังต้องเถียงกับเจ้าหน้าที่นิติเวชเรื่องสาเหตุการตายที่มีผลต่อการขอกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมที่แสดงให้เห็นความพร่าเลือนของ ‘เส้นแบ่ง’ อันเป็นปัญหาของภาครัฐที่บกพร่องในการมอบความยุติธรรมให้กับชนกลุ่มน้อย ทำให้หลายครั้งตัวละครเองก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างถูกต้องตามจรรยาบรรณกับความยุติธรรมที่อาจต้องลัดขั้นตอนบ้างเมื่อเข้าใกล้ความจริงอันฟอนเฟะ และทีละน้อยผู้ชมก็ค่อยๆเปลี่ยนจากผู้สังเกตการณ์กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปโดยปริยาย นอกจากนี้ตัวหนังยังแอบซ่อนสัญลักษณ์กับการเล่นกับ “ประตู” สัญลักษณ์ของการเปิดเผยเปิดโปงและปิดกั้นได้อย่างแยบคายตั้งแต่ประตูแรกคือบ้านที่ เจน เข้าไปสวมชุดกันหนาวของลูกสาวคอรี่ที่ล่วงลับ หรือแม้แต่ประตูของเหล่าผู้ร้ายที่ไม่มีวันรู้เลยว่าพวกเขาจะได้ไปเจอมัจจุราชตอนไหน ซึ่งถูกถ่ายทอดอย่างโน้มน้าวชักจูงและลุ้นระทึกแบบแทบลืมหายใจ



งานเสียงสุดประณีต

     ท่ามกลางหนังฟอร์มยักษ์ในปีนี้ ไม่น่าเชื่อว่างานประพันธ์เพลงสกอร์ของ WIND RIVER ของ นิค เคฟ กับ วาร์เรน เอลลิส กลับลอยตัวโดดเด่นด้วยการไล่อารมณ์แต่ละฉากได้อย่างมีจังหวะจะโคน สร้างทั้งความหลอกหลอนและหม่นเศร้าที่อบอวลห่อหุ้มเรื่องราวได้อย่างมีมิติ นอกจากนี้งานออกแบบเสียงของหนังยังโดดเด่นจนอดพูดถึงไม่ได้ มีฉากหนึ่งที่อยากกล่าวถึงเป็นพิเศษคือฉากที่คอรี่พาเจนไปตามสืบเรื่องของเอมิลี่จากพ่อค้ายา ซึ่งหนังมีงานออกแบบเสียงที่น่าสนใจโดยเป็นผสมผสานระหว่างเสียงเพลงฮิพฮอพกับลมหนาวที่พัดแรงเป็นห้วงจนสร้างอารมณ์หลอกหลอนที่เฉพาะตัว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่จะต้องชม WIND RIVER ในโรงภาพยนตร์เพื่อสัมผัสองค์ประกอบทางภาพยนตร์อย่างเรื่องเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ



ดราม่าจากทีมนักแสดงชั้นยอด 

       ไม่เพียงการวิพากษ์การเมืองอย่างคมคายเท่านั้น จุดเด่นอีกอย่างของ WIND RIVER คือการใช้ดราม่ามาขับเคลื่อนการตัดสินใจของตัวละคร โดยมีเรื่องราวอดีตอันขมขื่นของ คอรี่ ที่เคยสูญเสียลูกสาวไปกับกองหิมะจนเป็นตราบาป ซึ่งแม้หนังจะไม่ได้นำเสนอภาพการตายของลูกสาวคอรี่อย่างชัดเจน แต่การแสดงความรู้สึกของคอรี่ในการพบศพนาตาลีครั้งแรกก็ทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความแหลกสลายของจิตใจผู้เป็นพ่อของคอรี่โดยไม่ต้องอาศัยคำพูดใดๆ ซึ่งคงต้องยกความดีความชอบให้กับ เจเรมี เรนเนอร์ ที่ถ่ายทอดบทบาทนี้ออกมาได้อย่างเข้าอกเข้าใจ เป็นความเจ็บปวดที่ไม่ฟูมฟายแต่อัดแน่นเต็มอกรอวันระเบิด ซึ่งส่งผลให้ตอนไคลแมกซ์ของหนังออกมาทรงพลังด้วยการใช้ดราม่าของตัวละครเพื่อส่งเสริมกับเรื่องราวสืบสวนที่ทั้งดำมืดและเขย่าจิตใจผู้ชมในทุกช่วงตอนของหนัง และคงไม่กล่าวเกินจริงหากจะกล่าวว่านี่คือบทที่จะเป็นใบเบิกทางสู่เวทีออสการ์เป็นครั้งที่สามแน่นอน ด้าน อลิซาเบธ โอลเซ่น เองก็ทำหน้าที่ตัวเองได้เป็นอย่างดีในบทเอฟบีไอที่อยู่ผิดที่ผิดทางและไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจทั้งต่อสภาพอากาศและจิตใจอันดำมืดของมนุษย์ แต่น่าเสียดายว่าบทของเธอมีความใกล้เคียงกับบทของ เอมิลี บลันต์ จาก Sicario (2015) หนังที่เทย์เลอร์ เชอริแดน เคยเขียนบทมากเกินไป และในเมื่อ เอมิลี บลันต์ ยังถูกออสการ์เมินมาแล้ว บทเจน เจ้าหน้าที่เอฟบีไอของเธอก็ไม่แคล้วเป็นเพียงดอกไม้ริมทางในสายตาคณะกรรมการไปโดยปริยาย

ด้วยบทภาพยนตร์สุดเข้มข้นบวกกับการแสดงของ เจเรมี เรนเนอร์ ทำให้ WIND RIVER เป็นอีกหนึ่งหนังทริลเลอร์ที่ไม่อยากให้พลาดด้วยประการทั้งปวงทั้งในแง่ความระทึกและดราม่าลึกซึ้งที่ถูกถ่ายทอดผ่านองค์ประกอบทางภาพยนตร์ที่สมบูรณ์พร้อมทำให้นี่คือภาพยนตร์ทริลเลอร์ชั้นดีที่คุณไม่ควรพลาด

WIND RIVER ล่าเดือดเลือดเย็น ฉาย 30 พฤศจิกายนนี้

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] First Man: ว่าที่หนังออสการ์ยอดเยี่ยม

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เดเมี่ยน ชาเซลล์ ผู้กำกับที่สามารถคว้าออสการ์ 6 รางวัลมาครอง จากภาพยนตร์ La La Land และ ไรอัน กอสลิง กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ใน First Man ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวภารกิจของนาซ่าในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ โดยเน้นเล่าเรื่อง นีล อาร์มสตรอง ในช่วงระหว่างปี 1961-1969 เรื่องราวของมนุษย์คนแรกที่เดินทางไปถึงดวงจันทร์สร้างจากหนังสือของ เจมส์ อาร์. แฮนเซน โดยภาพยนตร์จะเผยเรื่องราวการเสียสละและความสำคัญที่มีต่ออาร์มสตรองและต่อชาติ

เชื่อว่านี่คือการกลับมาล้างแค้นของ ดาเมี่ยน ชาเซลล์ เพราะเขาคือผู้กำกับตัวเก็งออสการ์หนังยอดเยี่ยมเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยหนังอย่าง La La Land ซึ่งเป็นขวัญใจมหาชนและฮอลลีวู้ดอย่างไรคำติติง แต่ก็ต้องกลับแพ้ให้หนังอย่าง Moonlight ที่งดงามราวกวีและได้เปรียบในเรื่องประเด็นการยอมรับความต่างทั้งเรื่องชาติพันธุ์ ผิวสี และรสนิยมทางเพศ ซึ่งด้วยกระแสสังคมที่เรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องนี้กำลังคุกรุ่น หนังนอกสายตาเรื่องนี้จึงชนะหนังของชาเซลล์ไปแบบเหนือความคาดหมายนิด ๆ

ดาเมี่ยน ชาเซลล์ ผู้กำกับรางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

นี่บอกว่าเป็นการมาทวงรางวัลที่ควรได้คืน เพราะนอกจากหนัง First Man นั้นจะลงมาฉายในเดือนตุลาคม ต่างจาก La La Land ที่ไปฉายสิ้นปี แล้วแพ้ให้หนัง Moonlight ที่ฉายในเดือนตุลาคมแล้ว หนังยังสะท้อนแนวคิดสังคมปัจจุบันหลายอย่างมาก แม้จะว่าด้วยเรื่องชีวประวัติของ นีล อาร์มสตรอง ฮีโร่ชาวอเมริกัน และมนุษย์คนแรกที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ และมีพื้นหลังอยู่ในช่วงปีทศวรรษที่ 1960 – 1970 ซึ่งเป็นช่วงกระแสงครามเย็นสุกงอมระหว่างโซเวียตกับอเมริกัน ซึ่งหนังส่วนใหญ่คงจะเล่นประเด็นเชิดชูความเป็นฮีโร่อเมริกันไปเลย ซึ่งค่ายหนังก็เคยมองว่าอยากให้ คลิ้นท์ อีสวู้ด ที่ถนัดหนังแนวนี้มากำกับเหมือนกัน แต่ในฉบับของ ดาเมี่ยน ชาเซลล์ นี้ เขากลับหยอดมุมเล็กมุมน้อยที่สื่อเรื่องที่ใหญ่กว่าได้อย่างน่าสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเป็นภรรยาผู้เข้มแข็งอย่าง เจเน็ต ที่แสดงโดย แคลร์ ฟอย (คิดว่ามีลุ้นออสการ์นะ) หญิงแกร่งที่สื่อถึงผู้หญิงในยุคปัจจุบันอย่างเฉียบคม พวกเธอต้องเป็นทั้งภรรยา ทั้งแม่ และคนแบกรับความทุกข์ส่วนที่เหลือของทั้งตนเองและคนในครอบครัว ซึ่งก็เป็นหน้าที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าพวกผู้ชายที่กำลังขึ้นไปอวกาศเลยสักนิด แม้ฟอยจะไม่ได้พื้นที่ในการแสดงมากนักในหนัง แต่ในทุกฉากที่เป็นของเธอ เธอคือราชินีของฉากนั้น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นฉากที่ดูไม่มีอะไรเลยก็ตามครับ สุดยอดมาก

ฉากโต๊ะอาหารก่อนบิน คือฉากดราม่าที่น่าจดจำที่สุดของหนัง และฟอยก็ส่งพลังให้ฉากนี้คุกรุ่นมาก

ในด้านของสีผิว และชาติพันธุ์ หนังเลยจุดนั้นอย่างสวยงาม แม้ในหนังจะมีฉากในประวัติศาสตร์ที่คนผิวสีออกมาประท้วงว่าคนขาวผลาญเงินไปอวกาศก็ตาม แต่ที่สุดแล้วหนังพาเราไปถึงจุดที่ว่ามันไม่มีสีผิว หรือไม่มีคำว่าชาติอยู่ตั้งแต่ต้นแล้วในมุมของ นีล และของหนัง หนังไม่มีแม้กระทั่งฉากประจำของหนังอวกาศอย่างการปักธงชาติสหรัฐบนดวงจันทร์แบบเน้น ๆ ด้วยซ้ำ จนกลายเป็นดราม่าตอนที่ไปฉายครั้งแรกในเทศกาลเวนิส และ ไรอันน กอสลิง ก็ทำให้ประเด็นนี้จบชัดมากด้วยการสัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของชาติ แต่มันคือเรื่องของคน คนที่ชื่อนีล อาร์มสตรองเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าประเด็นทางสังคมที่ชาเซลล์พลาดท่าในตอนชิงออสการ์รอบก่อน มารอบนี้จัดครบจัดหนักเลยทีเดียว

และสำคัญที่สุดที่เอาหนังอยู่ทั้งเรื่องคือ ภาวะความเป็นมนุษย์ธรรมดาของ นีล อาร์มสตรอง ที่เราก็เพิ่งรู้จักจริง ๆ นี่ล่ะ ว่าเขาไม่ใช่คนที่ยิ้มหล่อ ๆ ในรูปตามตำราเรียน หากแต่เป็นมนุษย์ที่มีทุกข์สุขความกดดัน อัตตาการยึดติดความผิดบาปเสียใจ เหมือนเรา ๆ มีภาระความเป็นทหารอาชีพที่ต้องเสียสละเพื่อชาติ มีภาระความเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบลูกเมีย ในขณะที่อีกด้านเขาก็ต้องรับมือกับการเป็นความหวังของชาติในการนำพาอเมริกาสู่ยุคแห่งความหวัง ซึ่งก็ไม่ได้ราบเรียบสะดวกสบาย ทั้งการทดลองไปดวงจันทร์ล้วนแต่มีความเสี่ยง เทคโนโลยีที่เป็นเหล็กโบราณไม่เหมือนสมัยใหม่ ดวงจันทร์ที่ไม่เคยมีใครลงไปจริง ๆ คือทุกอย่างไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะรอดกลับมาได้เลย แล้วนอกจากความรู้สึกต่อต้านที่เขาก็ไม่อยากเสียคนที่รักจากคนที่รักไปอีกดั่งในอดีต ไม่อยากทำให้เมียเป็นหม้าย ไม่อยากให้ลูกเป็นกำพร้า กระแสสังคมก็ไม่ได้ส่งเสริมเขาเลยทั้งคำถามของนักวิชาการว่าองค์การอวกาศแห่งชาติถลุงเงินเป็นหมื่นล้านนี่มันคุ้มค่ากับความอดอยากของประชาชีแล้วหรือ? ทั้งหมดทำให้เราเห็นว่าภาพฝันสวยงามของ อะพอลโล 11 ในตำราหนังสือหรือเรื่องเล่านั้น แท้จริงโหดร้ายแก่ตัวตนมนุษย์คนหนึ่งอย่างมากทีเดียว

นีล อาร์มสตรอง, บั๊ซ เอ็ดวิน อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์

คำถามสำคัญที่หนังต้องเอาชนะให้ได้คือ หนังจะตรึงคนดูให้อยู่กับหนังที่รู้บทสรุปอยู่แล้วนี่อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์ที่หนังสะท้อนประวัติศาสตร์ทั้งหลายต้องตีให้แตก และหากทำสำเร็จนั่นคือการยกระดับหนังจากหนังที่แม่นยำน่าเชื่อถือสำหรับนักวิชาการประวัติศาสตร์ สู่หนังที่สนุกและได้คุณภาพความบันเทิงและศิลปะในระดับสูงสำหรับคนดูหนังอย่างแท้จริง

เทียบตัวจริงจากซ้ายไปขวา นีล อาร์มสตรอง, ไมเคิล คอลลินส์ และเอ็ดวิน อัลดริน

ซึ่งบอกเลยว่า ดาเมี่ยน ชาเซลล์ ทำสำเร็จอย่างงดงามเลยล่ะครับ หนังได้รับการดัดแปลงบทจากหนังสือที่มีคุณภาพสูงอย่าง First Man: The Life of Neil A. Armstrong ของ เจมส์ อาร์. แฮนเซ็น นักเขียนที่ได้รับการเชิญเสนอชื่อชิงพูลิตเซอร์ถึง 2 ครั้ง แถมยังได้ จอช ซิงเกอร์ เจ้าของรางวัลบทภาพยนตร์ออสการ์ยอดเยี่ยมจาก Spotlight ที่ดูจะถนัดงานดัดแปลงดราม่าจากเรื่องจริงมาทำบทให้อีก ทำให้หนังมีความสมจริงสูงมากในการเล่า และยังตัดตอนการเล่ามาได้อย่างไม่น่าเบื่อเลย หนังแทบไม่เกริ่นปูพื้นตัวละครที่น่าเบื่อเลย แต่กลับเข้าเรื่องรวดเร็วในภารกิจเจมิไนที่เป็นช่วงทดสอบก่อนโครงการอะพอลโลเกิด แล้วปล่อยให้เราค่อย ๆ เรียนรู้จักตัวละครผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ แทน หนังยังมีบทพูดที่น่าจดจำเยอะมากด้วยครับ อย่างฉากหนึ่งที่ว่า เราต้องพลาดตรงนี้เพื่อไม่ให้พลาดบนนั้น และในซีนเดียวกันที่นีลตอบคำถามผู้ใหญ่ว่าต้องเสียสละชีวิตคนอีกเท่าไหร่เพื่อภารกิจนี้ (อยากให้หยุด) แล้วนีลตอบว่า เราเลยจุดที่ต้องถามคำถามนั้นมาไกลแล้ว คือบทมันไม่ต้องมากเลยครับ แค่คำพูดสั้น ๆ ก็สะเทือนและตอบทุกสิ่งจบในประโยคนั้นเลย

และหนังสมจริงในการถ่ายทอดความเป็นนีล อาร์มสตรอง ถึงขนาดว่า เราลืมไปเลยว่านั่นคือ ไรอัน กอสลิง การแสดงของเขานิ่งและคมขึ้นมาก ซึ่งดูเหมือนการแสดงเป็นคนนิ่ง ๆ แต่ต้องชิงสายตาคนดูบนซีนน่าจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่กอสลิงก็ทำสำเร็จเราเห็นสายตาแห่งความหวาดหวั่นไม่มั่นคงในตัวนีล ซึ่งในอีกมุมหนึ่งเขาต้องแอบซ่อนมันให้ลึกสุดใจจากคนรอบตัวด้วยอย่างชัดเจน คือกอสลิงเก่งมาก ๆ ตรงจุดนี้ และเขาเองก็น่าจะได้ชิงออสการ์อีกครั้งเช่นกัน

ด้านเทคนิคภาพยนตร์ ต้องบอกว่าหนังสมจริงมากเพราะเล่นใช้โคลสอัปหน้าตัวละคร หรือบางฉากก็แทนสายตาตัวละครอย่างนีลเลยด้วย ซึ่งมันเป็นธีมการนำเสนอหลักเลย ทั้งเรื่องเราแทบไม่เห็นภาพจากสายตาบุคคลที่สาม อย่างที่หนังอวกาศเป็น ไม่มีฉากที่เห็นอะพอลโลลอยกว้าง ๆ มีดวงจันทร์หรือโลกเป็นฉากหลัง มีแต่ภาพมองผ่านหน้าต่างกระจกเล็ก ๆ ในห้องนักบินเท่านั้น แบบเราเป็นนักบินในยานอะพอลโล 11 ด้วยเลย หรือแม้แต่การก้าวบันไดลงจากยานเราก็เห็นมือนีลสั่นกลัวอย่างชัดเจน ฉากที่มองยานที่ต้องนั่งไปครั้งแรกกล้องก็แทนสายตาไล่มองจากบนลงล่างอย่างหวาดหวั่น ใช่มันไม่ได้เป็นกล้องที่บอกสถานการณ์ แต่เป็นสายตาที่บอกอารมณ์ของตัวละคร ซึ่งมันส่งมาถึงเราอย่างตรง ๆ ทุกครั้งที่ยานออกตัวสั่นสะเทือน เราแทบจะคลื่นไส้ตามตัวละคร หรือเวลาเกิดปัญหาต่าง ๆ เราก็ลุ้นไปด้วยหมด ไม่มีความรู้สึกสักนิดว่าตูหรือนีลมันจะรอด

นี่ไงหนังโคตรทำสำเร็จ เราลืมไปแล้วว่าเรื่องนี้มันจบแบบทุกคนปลอดภัย หนังมันทำได้จริง ๆ แถมช่วงสุดท้ายหนังก็บรรลุการนำเสนอด้วยฉากความคิดของนีลที่เริ่มถอยห่างออกจากความทรงจำตัวเองเป็นภาพบุคคลที่สามได้อย่างฉลาดมากอยากให้ลองสังเกตดู จะเห็นว่าหนังใช้รายละเอียดเล็กน้อยสื่อความหมายได้ละเมียดมากจริง ๆ

และที่หลายคนน่าจะกล่าวถึงคือมันถ่ายด้วยกล้องไอแม็กซ์ครั้งแรกของค่ายยูนิเวอร์แซลด้วย และเมื่อถึงฉาก ๆ หนึ่ง ภาพบนจอจะขยายออกจากปกติจนเต็มพื้นที่ อย่างเจ๋ง และมันก็ทรงพลังมาก ฉลาดมากด้วย ต้องลองไอแม็กซ์เลยล่ะครับถ้ามีโอกาส

สุดท้ายไม่มีคำพูดอะไรดีไปกว่า เทศกาลชิงชัยออสการ์ปีนี้มีหนังเรื่องนี้เป็นตัวเต็งเบอร์ 1 เรียบร้อยแล้ว

อยากเป็นนักบินอวกาศไม่ต้องจ่ายเป็นร้อยล้าน แค่หลักร้อยก็เป็นได้ กดที่รูปเลยจ้า

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Blindspotting : เพราะผมเป็นคนผิวสีน่ะเหรอ

หนังทางเลือกครับ แจ้งเกิดมาจากเทศกาลซันแดนซ์ หนังตระเวณฉายประกวดในอีกหลายเทศกาลแล้วก็ได้รางวัลมาอีก 4 ตัว เป็นผลงานประเดิมของ 2 เพื่อนซี้ ดาวีด ดิกส์ และ ราฟาเอล คาซาล ที่แสดงนำร่วมกัน จากบทที่ทั้งคู่ร่วมกันเขียนเองที่นำเรื่องราวมาจากประสบการณ์ส่วนตัว และหลาย ๆ สารที่พวกเขาอยากจะสื่อออกมาอยู่ตลอด ดาวีด รับบทเป็น คอลลินส์ หนุ่มผิวสีที่เพิ่งออกจากเรือนจำและต้องอยู่ในช่วงทัณฑ์บนอีก 2 ปี หนังเล่าเหตุการณ์ใน 3 วันสุดท้ายของเขาก่อนพ้นทัณฑ์บน ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ล่อแหลมมากมาย ที่อาจจะพาให้เขาต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำ โดยเฉพาะบรรดาปัญหาจาก ไมลส์ เพื่อนซี้ตั้งแต่วัยเด็กของเขา แม้ไมลส์จะเป็นคนผิวขาว แต่แทบจะมีนิสัยทุกอย่างตรงกันข้ามกับคอลลินส์ ทั้งวนเวียนอยู่กับเรื่องยาและปืน ซ้ำยังเป็นคนเลือดร้อนมุทะลุ จอมหาเรื่องสุด ๆ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนผิวสี จึงมักถูกสังคมพิพากษาว่าเป็นคนผิดอยู่ก่อนเสมอ ทั้งที่ตัวร้ายจริง ๆ ก็คือไมลส์เพื่อนซี้เขาเองนั่นแหละ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

หนังทางเลือกครับ แจ้งเกิดมาจากเทศกาลซันแดนซ์ หนังตระเวณฉายประกวดในอีกหลายเทศกาลแล้วก็ได้รางวัลมาอีก 4 ตัว เป็นผลงานประเดิมของ 2 เพื่อนซี้ ดาวีด ดิกส์ และ ราฟาเอล คาซาล ที่แสดงนำร่วมกัน จากบทที่ทั้งคู่ร่วมกันเขียนเองที่นำเรื่องราวมาจากประสบการณ์ส่วนตัว และหลาย ๆ สารที่พวกเขาอยากจะสื่อออกมาอยู่ตลอด ดาวีด รับบทเป็น คอลลินส์ หนุ่มผิวสีที่เพิ่งออกจากเรือนจำและต้องอยู่ในช่วงทัณฑ์บนอีก 2 ปี หนังเล่าเหตุการณ์ใน 3 วันสุดท้ายของเขาก่อนพ้นทัณฑ์บน ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ล่อแหลมมากมาย ที่อาจจะพาให้เขาต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำ โดยเฉพาะบรรดาปัญหาจาก ไมลส์ เพื่อนซี้ตั้งแต่วัยเด็กของเขา แม้ไมลส์จะเป็นคนผิวขาว แต่แทบจะมีนิสัยทุกอย่างตรงกันข้ามกับคอลลินส์ ทั้งวนเวียนอยู่กับเรื่องยาและปืน ซ้ำยังเป็นคนเลือดร้อนมุทะลุ จอมหาเรื่องสุด ๆ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนผิวสี จึงมักถูกสังคมพิพากษาว่าเป็นคนผิดอยู่ก่อนเสมอ ทั้งที่ตัวร้ายจริง ๆ ก็คือไมลส์เพื่อนซี้เขาเองนั่นแหละ

เรื่องราวของหนังเอื้อให้เป็นดราม่าทริลเลอร์ได้อย่างหนักหน่วงแต่ทุกครั้งที่หนังมุ่งหน้าไปในทิศทางตึงเครียด ก็จะเบาคันเร่งแล้วโทนของหนังก็จะผ่อนคลายลงมาอยู่ทุกครั้ง แล้วเลือกเดินหน้าด้วยการเล่าเรื่องแบบอารมณ์ดี เจือมุกให้ได้มีเสียงหัวเราะไปได้ตลอดทาง กับมุกตลกในสถานการณ์กระอักกระอ่วน ที่ทั้งคู่ต้องเจอในแต่ละวันในระหว่างทำงานเป็นพนักงานบริษัทรับขนย้าย แล้วต้องเจอกับลูกค้าแปลก ๆ หลาย ๆ ครั้งที่หนังดูเหมือนจะพาเราไปในโทนตื่นเต้นระทึกขวัญแต่หนังก็ดึงอารมณ์ให้ผ่อนลงมาอยู่ทุกครั้ง แต่ในทุก ๆ เหตุการณ์ที่คอลลินส์ประสบในช่วง 3 วันนี้ ทั้งการเป็นประจักษ์พยานเห็น ตำรวจยิงคนผิวสีต่อหน้าต่อตา หรือการที่ไมลส์สติแตกในงานปาร์ตี้ ฉากลูกสาวไมลส์เล่นปืนทำได้ลุ้นโคตร ๆ รวมไปถึงสาเหตุที่ทำให้คอลลินส์ ต้องไปติดคุกที่ถูกเล่าในสไตล์เดียวกับ “หลุยส์” ใน Ant-Man แม้เหตุการณ์จะรุนแรงแต่ก็ถูกเล่าแบบอารมณ์ดี ซึ่งเมื่อเรารับรู้ก็ชวนให้รู้สึกเห็นใจและเข้าใจกับชะตากรรมที่คอลลินส์ต้องเผชิญ ด้วยภายนอกดูเหมือนว่าคอลลินส์จะปล่อยวางกับทุก ๆ เรื่อง แต่แท้จริงแล้วเขาเก็บงำมันไว้ในใจแล้วไประเบิดออกในไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง

ดาวีด ดิกส์ เป็นหนุ่มผิวสี ที่หน้าตาดูเป็นมิตร และมีสายตาที่ดูน่าสงสาร ซึ่งกล้องก็โคลสอัปสีหน้าเขาอยู่บ่อยครั้ง บวกกับบทที่เขาเขียนเองจากประสบการณ์จริง เขาจึงถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ บวกกับการเป็นเพื่อนซี้กันจริง ๆ กับราฟาเอล คาซาล จึงทำให้ทั้งคู่เข้าขากันอย่างรู้สึกได้จริง และด้วยตัวจริงที่ทั้งคู่เป็นศิลปินเพลงแร็ป บทสนทนาหลาย ๆ ตอนในเรื่องทั้งคู่จึงแร็ปใส่กันแทนการพูดคุย ซึ่งจุดนี้กลายเป็นการบ้านของคนดูที่ต้องตามให้ทันว่าช่วงไหนคือภาษาพูด ช่วงไหนคือภาษาแร็ป แล้วก็ต้องชื่นชมไปถึงคนแปลซับไตเติ้ลที่น่าจะทำงานหนักกว่าเรื่องอื่นกับบางฉากที่ดาวีด แร็ปแบบยาว ๆ รัว ๆ

แม้ว่าดาวีด ดิกส์ และ ราฟาเอล คาซาล จะรับเหมาทั้งการแสดงนำ เขียนบท และอำนวยการสร้าง แต่หน้าที่กำกับกลับส่งต่อให้ คาร์ลอส โลเปซ เอสตราดา ผู้กำกับหน้าใหม่ ที่เคยผ่านมาแต่งานหนังสั้นและทีวีซีรีส์ และนี่ก็คือผลงานกำกับหนังยาวเรื่องแรก แต่คาร์ลอสก็ควบคุมโทนหนังได้อยู่มือ รู้จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบาได้ตลอดเรื่อง และยังสื่อ”สาร”ที่คู่หูดาวีด – ราฟาเอล ต้องการนำเสนอได้น่าจะครบถ้วน ทั้งสถานะของคนผิวสีในโอคแลนด์ แง่มุมวิถีชีวิตของชาวโอคแลนด์ที่ดาวีดอยากจะแฝงไว้ในหนังด้วยสำนึกรักบ้านเกิดในฐานะเขาเป็นคนโอคแลนด์จริง ๆ รวมไปถึงความรักความผูกพันของ 2 เพื่อนซี้ต่างสีผิว ที่ต่างก็มีหวังดีต่อกัน คอยทักท้วงให้สติกันอยู่บ่อย ๆ ครั้ง แม้ว่าคนใกล้ชิดอย่าง วาล อดีตคนรักจะรู้ถึงความเกเรของไมลส์ แล้วก็คอยเตือนให้คอลลินส์อยู่ห่าง ๆ แล้วชีวิตจะดีขึ้น ซึ่งคอลลินส์ก็รู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งเพื่อนเลย

ราฟาเอล คาซาล ในบท “ไมลส์” ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเพื่อนรัก และตัวโชคร้ายของคอลลินส์ ด้วยเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสัก และชอบใส่ฟันทอง ภาพลักษณ์ของไมลส์จึงดูเป็นแบดบอยอย่างชัดเจน บทไมลส์เป็นสีสันทั้ง 2 ขั้วของเรื่อง เขาเป็นทั้งตัวหายนะที่พาคอลลินส์ไปพัวพันสถานการณ์เลวร้ายอยู่บ่อยครั้ง แต่ในทางตรงกันข้ามไมลส์ก็เป็นตัวชงมุกทำหน้าที่สร้างเสียงหัวเราะให้หนังไม่หม่นจนเกินไปนัก

เบื้องหน้าของ Blindspotting ที่ถูกฉาบไว้ด้วยความเป็นหนังอารมณ์ดี แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วย”สาร”ที่คู่หูหน้าใหม่ไฟแรงอยากจะเล่าออกมาอย่างพรั่งพรู การตีแผ่สภานะคนผิวสีที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายอยู่เสมอ ความรักของเพื่อนต่างสีผิว ความสัมพันธ์ระหว่างคอลลินส์-วาล ที่เว้นระยะห่างแบบห่วง ๆ ทั้งหมดถูกเล่าออกมาในหนังความยาว 95 นาทีนี้ จัดได้ว่าเป็นหนังฟอร์มเล็กที่มากับเนื้อหาหนัก ๆ แต่ก็มีลีลาในการเล่าเรื่องให้ผ่อนคลายเสพง่าย เป็นหนังที่มีดีในตัวพอควร สมแล้วที่กวาดหลายรางวัลมาจากเทศกาลหนัง และ 93% จาก rottentomatoes ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] A Str Is Born : รีเมคที่หรูเริ่ดเกินหน้าเวอร์ชั่นก่อน

นี่คือหนังอมตะอีกเรื่องหนึ่งที่ฮอลลีวู้ดรักมาก เพราะนี่คือการรีเมคครั้งที่ 4 แล้ว ก่อนหน้านี้มีสร้างมาแล้ว 3 ครั้งในปี 1937 , 1954 , 1976 และครั้งนี้เป็นครั้งที่เว้นช่วงจากเวอร์ชั่นก่อนนานที่สุดล่ะ เวอร์ชั่นที่ถูกพูดถึงมากสุดเห็นจะเป็นเวอร์ชั่น 1976 เพราะได้ดิว่าที่โด่งดังในยุคนั้น บาร์บรา สตรัยแซนด์ มารับบทนำ และคริส คริสทอฟเฟอร์สัน ศิลปินเพลงชื่อดังที่เพิ่งหันมาเข้าวงการแสดงมารับบทนำเช่นกัน หนังไม่ถูกใจนักวิจารณ์นัก แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากทุนสร้างเพียงแค่ 6 ล้าน หนังจบด้วยรายได้ 80 ล้านเหรียญ ถ้าตีเป็นค่าเงินวันนี้ก็ 362 ล้านเหรียญ นี่คือรายได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น Evergreen เพลงรักจากหนังก็ยังคว้าออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยมมาครองด้วย เป็นการประกาศศักดาของบาร์บรา สตรัยแซนด์ อีกครั้งเพราะเธอเป็นผู้ประพันธ์ทำนองด้วยตัวเอง

Published

on

นี่คือหนังอมตะอีกเรื่องหนึ่งที่ฮอลลีวู้ดรักมาก เพราะนี่คือการรีเมคครั้งที่ 4 แล้ว ก่อนหน้านี้มีสร้างมาแล้ว 3 ครั้งในปี 1937 , 1954 , 1976 และครั้งนี้เป็นครั้งที่เว้นช่วงจากเวอร์ชั่นก่อนนานที่สุดล่ะ เวอร์ชั่นที่ถูกพูดถึงมากสุดเห็นจะเป็นเวอร์ชั่น 1976 เพราะได้ดิว่าที่โด่งดังในยุคนั้น บาร์บรา สตรัยแซนด์ มารับบทนำ และคริส คริสทอฟเฟอร์สัน ศิลปินเพลงชื่อดังที่เพิ่งหันมาเข้าวงการแสดงมารับบทนำเช่นกัน หนังไม่ถูกใจนักวิจารณ์นัก แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากทุนสร้างเพียงแค่ 6 ล้าน หนังจบด้วยรายได้ 80 ล้านเหรียญ ถ้าตีเป็นค่าเงินวันนี้ก็ 362 ล้านเหรียญ นี่คือรายได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น Evergreen เพลงรักจากหนังก็ยังคว้าออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยมมาครองด้วย เป็นการประกาศศักดาของบาร์บรา สตรัยแซนด์ อีกครั้งเพราะเธอเป็นผู้ประพันธ์ทำนองด้วยตัวเอง

แบรดลีย์ คูเปอร์ ในหน้าที่ผู้กำกับครั้งแรก

A Star Is Born ในเวอร์ชั่นใหม่นี้อยู่ในความรับผิดชอบของแบรดลีย์ คูเปอร์ ที่เหมารวมหน้าที่ทั้งแสดงนำ , เขียนบทร่วม และประเดิมงานกำกับเป็นครั้งแรก ที่เจ้าตัวบอกว่าอยากเป็นผู้กำกับมาตลอดไม่ใช่นักแสดง ได้ชมแล้วก็ต้องบอกว่า A Star Is Born เป็นการรีเมคหนังคลาสสิกที่ทำได้ดีกว่าเวอร์ชั่น1976 แทบจะในทุก ๆ ด้าน ผมจะไม่ขออ้างถึงเวอร์ชั่น 1937 และ 1954 นะครับ เพราะไม่ได้ดูและก็เรื่องราวจะเป็นวงการแสดง แล้วมาเปลี่ยนเป็นวงการเพลงในเวอร์ชั่น 1976 และเวอร์ชั่นล่าสุดก็ยังคงเรื่องราวให้เกิดขึ้นในวงการเพลง ซึ่งบทหนังอิงจากเวอร์ชั่นก่อนมาเพียงแค่พลอตคร่าว ๆ เท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ แทบไม่มีอะไรเหมือนในเวอร์ชั่น 1976 เลย และเป็นการปรับเปลี่ยนที่ออกมาดีกว่าเวอร์ชั่นมาก คงไว้แค่เรื่องราวของศิลปินเพลงชื่อดัง ที่มาพบกับนักร้องสาวในร้านเหล้า แล้วประทับใจตัวเธอ เลยใช้ชื่อเสียงของตัวเองผลักดันเธอจนประสบความสำเร็จ ในขณะที่ตัวเองอยู่ในช่วงขาลงเหตุจากติดเหล้าและติดยาอย่างหนัก

สิ่งแรกที่ประทับใจกับเวอร์ชั่นนี้คือบทหนังที่เติมแต่งช่องว่างจากเวอร์ชั่นก่อนได้หมดสิ้น แต่เมื่อเห็นชื่ออีริค ร็อธ ในทีมเขียนก็ร้องอ๋อล่ะว่าทำไมออกมาดี เพราะชื่อนี้มี 1 ออสการ์จาก Forrest Gump (1994)เป็นตัวการันตีความสามารถ หนังลงลึกตัวตนของ 2 ตัวละครหลักอย่าง แจ๊ค และ แอลลี่ ให้เราได้รู้จักตัวตนของทั้งคู่มากขึ้น และค่อย ๆ ให้เห็นพัฒนาการของแอลลี่จากสาวโนเนมไปเป็นซูเปอร์สตาร์จากการสนับสนุนของแจ๊คได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ได้ฟังหลาย ๆ เพลงของเธอ ได้ดูโชว์ของเธอ ได้เห็นปกอัลบั้มของเธอ และชอบสุดคือการเพิ่มการแจกรางวัลแกรมมี่เข้ามาเป็นฉากสำคัญมากของเรื่อง เราได้เห็นความสามารถของแอลลี่หลาย ๆ ด้าน เล่นเปียโน เสียงร้องที่จับใจ และที่สำคัญสุดคือการเขียนเพลงที่หยิบเอาเรื่องราวรอบตัวมาเขียนทำให้คนดูได้รับรู้ที่มาของเพลงสำคัญ ๆ ในเรื่องไปด้วย ในขณะที่เล่าเรื่องราวของ เอสเธอร์(บทของ บาร์บรา สรัยแซนด์)แบบฉาบฉวยมาก ได้ขึ้นไปร้องบนเวทีแค่ 2 เพลง แล้วก็กลายเป็นศิลปินดังไปเลย

ยังมีอีกหลาย ๆ จุดที่อยากพูดถึงส่วนดีในเวอร์ชั่นนี้อีกมาก ความทุ่มเทของแบรดลีย์ คูเปอร์ ที่ต้องพลิกบทบาทมาเล่นเป็นนักร้อง นักกีตาร์ ได้อย่างสมจริง แบรดลีย์ เข้าคอร์สเรียนร้องเพลงอย่างหนัก และไปเรียนกีตาร์กับลูกชายของวิลลี่ เนลสัน หนังมีหลาย ๆ ฉากที่แบรดลีย์ในบทแจ๊คได้โชว์กีตาร์แบบจริงจังจนทำให้เราเชื่อได้ว่านี่คือศิลปินตัวจริง และเสียงร้องที่สามารถออกผลงานได้สบาย ๆ รู้สึกดีที่ได้ฟังหลาย ๆ เพลงของแจ๊คในหนังเพื่อตอกย้ำความเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ เพราะในเวอร์ชั่นก่อนหน้า ได้เห็นจอห์น นอร์แมน (ชื่อของบทนำฝ่ายชาย) ร้องแค่แพร้บ ๆ ไม่จบสักเพลง ส่วนเลดี้ กาก้า ในบทนำครั้งแรกถือว่าผ่านบททดสอบที่ยาก ๆ ได้สำเร็จ กับบทที่ดราม่ายาก ๆ ในหลาย ๆ ฉาก แม้เธอจะไม่ใช่สาวสวยจัดแต่หนังก็ถ่ายทอดเสน่ห์ของเธอออกมาได้อย่างเด่นชัด ประทับใจสุดคือเพลงสุดท้ายในหนัง I’ll Never Love Again ที่เนื้อหาของเพลงเล่าบทสรุปของหนังได้สวยงาม แล้วเธอก็สื่อความรู้สึกจากหน้าตาและน้ำเสียงให้เราสัมผัสได้จริง ๆ

บทหนังเพิ่มตัวละครเข้ามามาก แซม เอลเลียตในบทบ๊อบบี้ พี่ชายต่างแม่ของแจ๊ค ที่มาขยายตัวตนและเพิ่มเรื่องราวดราม่าของแจ๊คได้อีกมาก ดูแล้วรู้สึกได้ว่าแบรดลีย์ ถ่ายทอดการพูดการจาของแจ๊คแบบงึม ๆ งำ ๆ ได้เหมือนแซม เอลเลียตอยู่มากทางด้านแอลลี่ หนังก็เพิ่มบทพ่อและแก๊งเพื่อนพ่อเข้ามา เป็นทีมที่ช่วยเพิ่มสีสันได้อย่างมาก กับพ่อที่อยากเป็นนักร้องมาตลอดชีวิตแต่ต้องลงเอยด้วยการเป็นโซเฟอร์ แต่ลูกสาวก็มาเติมเต็มความฝันให้พ่อ นอกจากมาเพิ่มน้ำหนักให้กับฉากหลังของแอลลี่แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวชงมุกให้หนังได้เสียงหัวเราะอีกบ่อยครั้ง และบทสำคัญสุดแทบจะรองจากคู่พระนางเลยคือ เรซ แกฟรอน ผู้จัดการศิลปินชื่อดัง ผู้เป็นคนปลุกปั้นให้แอลลี่กลายเป็นศิลปินดัง และเป็นตัวแปรสำคัญให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจของเรื่อง ซึ่งหนังปรับเปลี่ยนเหตุการณ์นี้ให้หนักอึ้งจุกกว่าเวอร์ชั่นก่อนอย่างมาก

คริส คริสทอฟเฟอร์สัน และ บาร์บรา สตรัยแซนด์ คู่ขวัญใน A Star Is Born (1976)

เป็นหนังรีเมคที่ทำได้น่าประทับใจครับ ได้เห็นก้าว ๆ ใหม่ที่ประสบความสำเร็จทั้งการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้กำกับของแบรดลีย์ คูเปอร์ การเปลี่ยนบทบาทมาเป็นศิลปินเพลงได้อย่างน่าเชื่อถือ การโดดเข้าสู่วงการแสดงของเลดี้ กาก้า ที่เธอทำให้เห็นได้ว่าเธอเป็นนักแสดงได้สบาย ๆ และได้เห็นเสน่ห์ในด้านสาวใสของเธอ หักล้างกับลุคบ้า ๆ บอ ๆ ที่คุ้นตากันมา ด้วยความเป็นหนังเพลง หนังจึงมีเพลงให้ฟังกันเป็นสิบตลอดเรื่อง และยืนยันว่าเพราะทุกเพลง โดยเฉพาะเพลงหลัก ๆ ของหนังที่เราได้รับรู้เรื่องราวที่มาของเพลง บวกกับได้อ่านซับไตเติ้ลแปลเนื้อร้องยิ่งทำให้อินกับเพลงได้มากขึ้น เสียอย่างเดียวกับความยาว 2 ชั่วโมง 15 นาที ที่ยาวไปหน่อย ครึ่งหลังของหนังน่าจะกระชับกว่านี้ได้อีกมากครับ หนังเหมาะกับแฟน ๆ เลดี้ กาก้า และคนที่รักเสียงเพลง ชอบฟังเพลงเพราะ ๆ ในโรงหนังครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!