Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]Safe Neighborhood โดดเดี่ยวเดี๋ยวก็ตาย – หนังเด็กเปรตที่หักมุมได้บันเทิงยิ่ง

Published

on

ในคืนคริสต์มาสก่อนย้ายบ้าน แอชลีย์ (โอลิเวีย เดอจอนจ์) พี่เลี้ยงเด็กสาวสวยต้องมารับงานดูแล ลูค (เลวี่ มิลเลอร์) เด็กหนุ่มที่หลงรักเธอหัวปักหัวปำ แต่คืนเทศกาลต้องกลายเป็นมหกรรมไล่เชือดเมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในบ้านและนั่นทำให้แอชลีย์ได้พบด้านมืดของ ลูค และชะตากรรมของทั้งคู่ก็อยู่ในจุดที่เกินคาดเดา



เด็ก-คริสต์มาส-โฮมอโลน ฉบับเลือดสาด 

        เราอาจจัดประเภทของ Safe Neighborhood หรือ Better Watch Out  ให้อยู่ในกลุ่มหนังสยองขวัญประเภทบุกรุกบ้าน (Home Invasion) ได้หากพิจารณาจากหน้าหนังและตัวหนังเองในครึ่งแรก แต่สิ่งที่ คริส เพ็คโอเวอร์ ผู้กำกับและเขียนบทได้มาเติมความสดใหม่จริงๆคงเป็นลูกล่อลูกชนการหักมุมที่เล่นกับความคาดหวังของคนดูตั้งแต่ครึ่งเรื่อง ซึ่งหากพิจารณาบทหนังดูดีๆจะเห็นถึงความรัดกุมในการสร้างตัวละครโดยเฉพาะ ลูค เด็กวัย 12 ย่างก้าว 13 ปีที่แสดงให้เห็นถึงจุดหักเหระหว่างความเป็นเด็กกับการย่างก้าวสู่วัยรุ่น ซึ่งสื่อต่างๆมีผลต่อพฤติกรรมของเขา ยิ่งไปกว่านั้นหนังยังให้ข้อมูลจากแม่ของลูคถึงพฤติกรรมแปลกๆในเวลากลางคืนเพื่อเพิ่มความไม่น่าไว้วางใจให้กับตัวละครเพื่อช่วยเสริมให้จุดหักมุมมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กระนั้นหนังก็ไม่ได้ใช้ข้อมูลดังกล่าวมาสร้างหนังกระตุกขวัญแบบผิวเผินแต่ยังสามารถสื่อให้เห็นถึงมุมมองจิตวิทยาเด็กที่น่าสนใจมากทีเดียว



เด็กกว่าแล้วไง-มุมมองรักแรกและด้านมืดของเด็กวัยทวีน

       สิ่งที่น่าสนใจของหนังนอกจากฉากไล่ฆ่าเลือดสาดก็คือการสร้างตัวละครที่น่าจดจำโดยเฉพาะลูคที่หนังกำหนดให้เขาอยู่ในวัยทวีนหรือวัยรุ่นตอนต้นที่ยังคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นเด็กและการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งตรงนี้หนังใช้ความชอบส่วนตัวสองสิ่งของลูคมาเป็นกลไกในการดำเนินเรื่อง (mechanic) คือความรักที่มีต่อ แอชลีย์ พี่เลี้ยงเด็กสาวผมบลอนด์สุดเซ็กซี่และหนังสยองขวัญที่พ่อแม่ห้ามดูเพื่อถ่ายทอดด้านมืดของตัวละครและยังทำให้เห็นสภาวะเปราะบางทางจิตใจของเด็กในวัยทวีนอย่างน่าเชื่อถือ โดยแอชลีย์ก็คือพี่เลี้ยงเด็กที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่ 8 ขวบความผูกพันธ์จากพี่สาวที่ตนเองขาดเพราะเป็นลูกคนเดียวค่อยเปลี่ยนไปตามฮอร์โมนจนกลายเป็นความชอบพอแบบคนรัก ยิ่งไปกว่านั้นความชอบหนังสยองขวัญของเขาเองแท้จริงก็มาจากแอชลีย์ที่มีรูปลักษณ์ไม่ต่างจากนางเอกหนังสยองขวัญที่คนดูคุ้นเคยทั้งใบหน้าอ่อนหวานและผมสีบลอนด์ที่เป็นพิมพ์นิยมของนางเอกหนังสยองขวัญมาตั้งแต่หนังยุค อัลเฟรด ฮิตช์ค็อกซ์ ปรมาจารย์หนังสยองขวัญโลก ดังนั้นความรักความชอบทั้งตัวแอชลีย์และหนังสยองขวัญเลยเป็นเชื้อไฟชั้นดีในการจุดประกายให้คนดูได้เห็นถึงความอำมหิตของลูค และยิ่งไปกว่านั้นหนังยังขุดลึกถึงจิตวิทยาเด็กในวัยทวีนโดยเฉพาะประเด็นการไม่ชอบให้ใครตอกย้ำความเป็นเด็กของตน  โดยคำพูดหนึ่งที่ลูคดูจะเป็นเดือดเป็นร้อนที่สุดคือการบอกว่าเขาเป็นแค่เด็กน้อยหรือkiddoทำให้ลูคต้องพิสูจน์ตนเองให้พ้นจากเด็กน้อยด้วยการแปรสภาพกลายเป็นนักฆ่าหรือkillerแทนเพราะเชื่อว่าการฆ่าเป็นกิจกรรมของผู้ใหญ่และเมื่อหนังดำเนินไปสู่จุดหักเหของเรื่อง ลูค ก็ค่อยๆกลายเป็นสภาพเป็นผู้ลงทัณฑ์ (Punisher) ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของเหล่าฆาตกรในหนังสยองขวัญอีกทีโดยมีประเด็นรักแรกของลูคเป็นเชื้อไฟสำคัญ



 โหด มันส์ ฮา กับเหล่านักแสดงเปี่ยมเสน่ห์

      คนที่โดดเด่นที่สุดใน Safe Neighborhood คงหนีไม่พ้น เลวี่ มิลเลอร์ นักแสดงหนุ่มน้อยจาก PAN (2015) ที่มารับบทลูคได้อย่างมีเสน่ห์ นอกจากหน้าตาหล่อเหลาชวนกรี๊ดแล้วเลวี่ยังถ่ายทอดบทบาทของเด็กวัยทวีนที่เลือกใช้ด้านมืดเรียนรู้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างน่าเชื่อถือ ถ่ายทอดบทบาทความอำมหิตไร้เดียงสาจนคนดูเดาทางตัวละครไม่ถูก ด้าน โอลิเวีย เดอจอนจ์ จาก The Visit (2015) ก็ใช้ความสวยและเสน่ห์ของสาวผมบลอนด์มาเป็นอาหารตาของหนุ่มๆได้เป็นอย่างดี รวมถึง เวอร์จิเนีย แมดเซน ที่มารับบทแม่ได้อย่างมีสีสันและสร้างอารมณ์ขันในฉากเปิดเรื่องได้เป็นอย่างดี

จากทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ Safe Neighborhood กลายเป็นความบันเทิงแบบโหดมันส์ฮาที่จัดเต็มความสยองสะดุ้งโหยงอย่างสดใหม่และสมควรดูในโรงหนังเป็นอย่างยิ่ง


Safe Neighborhood โดดเดี่ยวเดี๋ยวก็ตาย ฉายแล้ววันนี้

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] First Man: ว่าที่หนังออสการ์ยอดเยี่ยม

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เดเมี่ยน ชาเซลล์ ผู้กำกับที่สามารถคว้าออสการ์ 6 รางวัลมาครอง จากภาพยนตร์ La La Land และ ไรอัน กอสลิง กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ใน First Man ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวภารกิจของนาซ่าในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ โดยเน้นเล่าเรื่อง นีล อาร์มสตรอง ในช่วงระหว่างปี 1961-1969 เรื่องราวของมนุษย์คนแรกที่เดินทางไปถึงดวงจันทร์สร้างจากหนังสือของ เจมส์ อาร์. แฮนเซน โดยภาพยนตร์จะเผยเรื่องราวการเสียสละและความสำคัญที่มีต่ออาร์มสตรองและต่อชาติ

เชื่อว่านี่คือการกลับมาล้างแค้นของ ดาเมี่ยน ชาเซลล์ เพราะเขาคือผู้กำกับตัวเก็งออสการ์หนังยอดเยี่ยมเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยหนังอย่าง La La Land ซึ่งเป็นขวัญใจมหาชนและฮอลลีวู้ดอย่างไรคำติติง แต่ก็ต้องกลับแพ้ให้หนังอย่าง Moonlight ที่งดงามราวกวีและได้เปรียบในเรื่องประเด็นการยอมรับความต่างทั้งเรื่องชาติพันธุ์ ผิวสี และรสนิยมทางเพศ ซึ่งด้วยกระแสสังคมที่เรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องนี้กำลังคุกรุ่น หนังนอกสายตาเรื่องนี้จึงชนะหนังของชาเซลล์ไปแบบเหนือความคาดหมายนิด ๆ

ดาเมี่ยน ชาเซลล์ ผู้กำกับรางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

นี่บอกว่าเป็นการมาทวงรางวัลที่ควรได้คืน เพราะนอกจากหนัง First Man นั้นจะลงมาฉายในเดือนตุลาคม ต่างจาก La La Land ที่ไปฉายสิ้นปี แล้วแพ้ให้หนัง Moonlight ที่ฉายในเดือนตุลาคมแล้ว หนังยังสะท้อนแนวคิดสังคมปัจจุบันหลายอย่างมาก แม้จะว่าด้วยเรื่องชีวประวัติของ นีล อาร์มสตรอง ฮีโร่ชาวอเมริกัน และมนุษย์คนแรกที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ และมีพื้นหลังอยู่ในช่วงปีทศวรรษที่ 1960 – 1970 ซึ่งเป็นช่วงกระแสงครามเย็นสุกงอมระหว่างโซเวียตกับอเมริกัน ซึ่งหนังส่วนใหญ่คงจะเล่นประเด็นเชิดชูความเป็นฮีโร่อเมริกันไปเลย ซึ่งค่ายหนังก็เคยมองว่าอยากให้ คลิ้นท์ อีสวู้ด ที่ถนัดหนังแนวนี้มากำกับเหมือนกัน แต่ในฉบับของ ดาเมี่ยน ชาเซลล์ นี้ เขากลับหยอดมุมเล็กมุมน้อยที่สื่อเรื่องที่ใหญ่กว่าได้อย่างน่าสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเป็นภรรยาผู้เข้มแข็งอย่าง เจเน็ต ที่แสดงโดย แคลร์ ฟอย (คิดว่ามีลุ้นออสการ์นะ) หญิงแกร่งที่สื่อถึงผู้หญิงในยุคปัจจุบันอย่างเฉียบคม พวกเธอต้องเป็นทั้งภรรยา ทั้งแม่ และคนแบกรับความทุกข์ส่วนที่เหลือของทั้งตนเองและคนในครอบครัว ซึ่งก็เป็นหน้าที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าพวกผู้ชายที่กำลังขึ้นไปอวกาศเลยสักนิด แม้ฟอยจะไม่ได้พื้นที่ในการแสดงมากนักในหนัง แต่ในทุกฉากที่เป็นของเธอ เธอคือราชินีของฉากนั้น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นฉากที่ดูไม่มีอะไรเลยก็ตามครับ สุดยอดมาก

ฉากโต๊ะอาหารก่อนบิน คือฉากดราม่าที่น่าจดจำที่สุดของหนัง และฟอยก็ส่งพลังให้ฉากนี้คุกรุ่นมาก

ในด้านของสีผิว และชาติพันธุ์ หนังเลยจุดนั้นอย่างสวยงาม แม้ในหนังจะมีฉากในประวัติศาสตร์ที่คนผิวสีออกมาประท้วงว่าคนขาวผลาญเงินไปอวกาศก็ตาม แต่ที่สุดแล้วหนังพาเราไปถึงจุดที่ว่ามันไม่มีสีผิว หรือไม่มีคำว่าชาติอยู่ตั้งแต่ต้นแล้วในมุมของ นีล และของหนัง หนังไม่มีแม้กระทั่งฉากประจำของหนังอวกาศอย่างการปักธงชาติสหรัฐบนดวงจันทร์แบบเน้น ๆ ด้วยซ้ำ จนกลายเป็นดราม่าตอนที่ไปฉายครั้งแรกในเทศกาลเวนิส และ ไรอันน กอสลิง ก็ทำให้ประเด็นนี้จบชัดมากด้วยการสัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของชาติ แต่มันคือเรื่องของคน คนที่ชื่อนีล อาร์มสตรองเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าประเด็นทางสังคมที่ชาเซลล์พลาดท่าในตอนชิงออสการ์รอบก่อน มารอบนี้จัดครบจัดหนักเลยทีเดียว

และสำคัญที่สุดที่เอาหนังอยู่ทั้งเรื่องคือ ภาวะความเป็นมนุษย์ธรรมดาของ นีล อาร์มสตรอง ที่เราก็เพิ่งรู้จักจริง ๆ นี่ล่ะ ว่าเขาไม่ใช่คนที่ยิ้มหล่อ ๆ ในรูปตามตำราเรียน หากแต่เป็นมนุษย์ที่มีทุกข์สุขความกดดัน อัตตาการยึดติดความผิดบาปเสียใจ เหมือนเรา ๆ มีภาระความเป็นทหารอาชีพที่ต้องเสียสละเพื่อชาติ มีภาระความเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบลูกเมีย ในขณะที่อีกด้านเขาก็ต้องรับมือกับการเป็นความหวังของชาติในการนำพาอเมริกาสู่ยุคแห่งความหวัง ซึ่งก็ไม่ได้ราบเรียบสะดวกสบาย ทั้งการทดลองไปดวงจันทร์ล้วนแต่มีความเสี่ยง เทคโนโลยีที่เป็นเหล็กโบราณไม่เหมือนสมัยใหม่ ดวงจันทร์ที่ไม่เคยมีใครลงไปจริง ๆ คือทุกอย่างไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะรอดกลับมาได้เลย แล้วนอกจากความรู้สึกต่อต้านที่เขาก็ไม่อยากเสียคนที่รักจากคนที่รักไปอีกดั่งในอดีต ไม่อยากทำให้เมียเป็นหม้าย ไม่อยากให้ลูกเป็นกำพร้า กระแสสังคมก็ไม่ได้ส่งเสริมเขาเลยทั้งคำถามของนักวิชาการว่าองค์การอวกาศแห่งชาติถลุงเงินเป็นหมื่นล้านนี่มันคุ้มค่ากับความอดอยากของประชาชีแล้วหรือ? ทั้งหมดทำให้เราเห็นว่าภาพฝันสวยงามของ อะพอลโล 11 ในตำราหนังสือหรือเรื่องเล่านั้น แท้จริงโหดร้ายแก่ตัวตนมนุษย์คนหนึ่งอย่างมากทีเดียว

นีล อาร์มสตรอง, บั๊ซ เอ็ดวิน อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์

คำถามสำคัญที่หนังต้องเอาชนะให้ได้คือ หนังจะตรึงคนดูให้อยู่กับหนังที่รู้บทสรุปอยู่แล้วนี่อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์ที่หนังสะท้อนประวัติศาสตร์ทั้งหลายต้องตีให้แตก และหากทำสำเร็จนั่นคือการยกระดับหนังจากหนังที่แม่นยำน่าเชื่อถือสำหรับนักวิชาการประวัติศาสตร์ สู่หนังที่สนุกและได้คุณภาพความบันเทิงและศิลปะในระดับสูงสำหรับคนดูหนังอย่างแท้จริง

เทียบตัวจริงจากซ้ายไปขวา นีล อาร์มสตรอง, ไมเคิล คอลลินส์ และเอ็ดวิน อัลดริน

ซึ่งบอกเลยว่า ดาเมี่ยน ชาเซลล์ ทำสำเร็จอย่างงดงามเลยล่ะครับ หนังได้รับการดัดแปลงบทจากหนังสือที่มีคุณภาพสูงอย่าง First Man: The Life of Neil A. Armstrong ของ เจมส์ อาร์. แฮนเซ็น นักเขียนที่ได้รับการเชิญเสนอชื่อชิงพูลิตเซอร์ถึง 2 ครั้ง แถมยังได้ จอช ซิงเกอร์ เจ้าของรางวัลบทภาพยนตร์ออสการ์ยอดเยี่ยมจาก Spotlight ที่ดูจะถนัดงานดัดแปลงดราม่าจากเรื่องจริงมาทำบทให้อีก ทำให้หนังมีความสมจริงสูงมากในการเล่า และยังตัดตอนการเล่ามาได้อย่างไม่น่าเบื่อเลย หนังแทบไม่เกริ่นปูพื้นตัวละครที่น่าเบื่อเลย แต่กลับเข้าเรื่องรวดเร็วในภารกิจเจมิไนที่เป็นช่วงทดสอบก่อนโครงการอะพอลโลเกิด แล้วปล่อยให้เราค่อย ๆ เรียนรู้จักตัวละครผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ แทน หนังยังมีบทพูดที่น่าจดจำเยอะมากด้วยครับ อย่างฉากหนึ่งที่ว่า เราต้องพลาดตรงนี้เพื่อไม่ให้พลาดบนนั้น และในซีนเดียวกันที่นีลตอบคำถามผู้ใหญ่ว่าต้องเสียสละชีวิตคนอีกเท่าไหร่เพื่อภารกิจนี้ (อยากให้หยุด) แล้วนีลตอบว่า เราเลยจุดที่ต้องถามคำถามนั้นมาไกลแล้ว คือบทมันไม่ต้องมากเลยครับ แค่คำพูดสั้น ๆ ก็สะเทือนและตอบทุกสิ่งจบในประโยคนั้นเลย

และหนังสมจริงในการถ่ายทอดความเป็นนีล อาร์มสตรอง ถึงขนาดว่า เราลืมไปเลยว่านั่นคือ ไรอัน กอสลิง การแสดงของเขานิ่งและคมขึ้นมาก ซึ่งดูเหมือนการแสดงเป็นคนนิ่ง ๆ แต่ต้องชิงสายตาคนดูบนซีนน่าจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่กอสลิงก็ทำสำเร็จเราเห็นสายตาแห่งความหวาดหวั่นไม่มั่นคงในตัวนีล ซึ่งในอีกมุมหนึ่งเขาต้องแอบซ่อนมันให้ลึกสุดใจจากคนรอบตัวด้วยอย่างชัดเจน คือกอสลิงเก่งมาก ๆ ตรงจุดนี้ และเขาเองก็น่าจะได้ชิงออสการ์อีกครั้งเช่นกัน

ด้านเทคนิคภาพยนตร์ ต้องบอกว่าหนังสมจริงมากเพราะเล่นใช้โคลสอัปหน้าตัวละคร หรือบางฉากก็แทนสายตาตัวละครอย่างนีลเลยด้วย ซึ่งมันเป็นธีมการนำเสนอหลักเลย ทั้งเรื่องเราแทบไม่เห็นภาพจากสายตาบุคคลที่สาม อย่างที่หนังอวกาศเป็น ไม่มีฉากที่เห็นอะพอลโลลอยกว้าง ๆ มีดวงจันทร์หรือโลกเป็นฉากหลัง มีแต่ภาพมองผ่านหน้าต่างกระจกเล็ก ๆ ในห้องนักบินเท่านั้น แบบเราเป็นนักบินในยานอะพอลโล 11 ด้วยเลย หรือแม้แต่การก้าวบันไดลงจากยานเราก็เห็นมือนีลสั่นกลัวอย่างชัดเจน ฉากที่มองยานที่ต้องนั่งไปครั้งแรกกล้องก็แทนสายตาไล่มองจากบนลงล่างอย่างหวาดหวั่น ใช่มันไม่ได้เป็นกล้องที่บอกสถานการณ์ แต่เป็นสายตาที่บอกอารมณ์ของตัวละคร ซึ่งมันส่งมาถึงเราอย่างตรง ๆ ทุกครั้งที่ยานออกตัวสั่นสะเทือน เราแทบจะคลื่นไส้ตามตัวละคร หรือเวลาเกิดปัญหาต่าง ๆ เราก็ลุ้นไปด้วยหมด ไม่มีความรู้สึกสักนิดว่าตูหรือนีลมันจะรอด

นี่ไงหนังโคตรทำสำเร็จ เราลืมไปแล้วว่าเรื่องนี้มันจบแบบทุกคนปลอดภัย หนังมันทำได้จริง ๆ แถมช่วงสุดท้ายหนังก็บรรลุการนำเสนอด้วยฉากความคิดของนีลที่เริ่มถอยห่างออกจากความทรงจำตัวเองเป็นภาพบุคคลที่สามได้อย่างฉลาดมากอยากให้ลองสังเกตดู จะเห็นว่าหนังใช้รายละเอียดเล็กน้อยสื่อความหมายได้ละเมียดมากจริง ๆ

และที่หลายคนน่าจะกล่าวถึงคือมันถ่ายด้วยกล้องไอแม็กซ์ครั้งแรกของค่ายยูนิเวอร์แซลด้วย และเมื่อถึงฉาก ๆ หนึ่ง ภาพบนจอจะขยายออกจากปกติจนเต็มพื้นที่ อย่างเจ๋ง และมันก็ทรงพลังมาก ฉลาดมากด้วย ต้องลองไอแม็กซ์เลยล่ะครับถ้ามีโอกาส

สุดท้ายไม่มีคำพูดอะไรดีไปกว่า เทศกาลชิงชัยออสการ์ปีนี้มีหนังเรื่องนี้เป็นตัวเต็งเบอร์ 1 เรียบร้อยแล้ว

อยากเป็นนักบินอวกาศไม่ต้องจ่ายเป็นร้อยล้าน แค่หลักร้อยก็เป็นได้ กดที่รูปเลยจ้า

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Blindspotting : เพราะผมเป็นคนผิวสีน่ะเหรอ

หนังทางเลือกครับ แจ้งเกิดมาจากเทศกาลซันแดนซ์ หนังตระเวณฉายประกวดในอีกหลายเทศกาลแล้วก็ได้รางวัลมาอีก 4 ตัว เป็นผลงานประเดิมของ 2 เพื่อนซี้ ดาวีด ดิกส์ และ ราฟาเอล คาซาล ที่แสดงนำร่วมกัน จากบทที่ทั้งคู่ร่วมกันเขียนเองที่นำเรื่องราวมาจากประสบการณ์ส่วนตัว และหลาย ๆ สารที่พวกเขาอยากจะสื่อออกมาอยู่ตลอด ดาวีด รับบทเป็น คอลลินส์ หนุ่มผิวสีที่เพิ่งออกจากเรือนจำและต้องอยู่ในช่วงทัณฑ์บนอีก 2 ปี หนังเล่าเหตุการณ์ใน 3 วันสุดท้ายของเขาก่อนพ้นทัณฑ์บน ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ล่อแหลมมากมาย ที่อาจจะพาให้เขาต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำ โดยเฉพาะบรรดาปัญหาจาก ไมลส์ เพื่อนซี้ตั้งแต่วัยเด็กของเขา แม้ไมลส์จะเป็นคนผิวขาว แต่แทบจะมีนิสัยทุกอย่างตรงกันข้ามกับคอลลินส์ ทั้งวนเวียนอยู่กับเรื่องยาและปืน ซ้ำยังเป็นคนเลือดร้อนมุทะลุ จอมหาเรื่องสุด ๆ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนผิวสี จึงมักถูกสังคมพิพากษาว่าเป็นคนผิดอยู่ก่อนเสมอ ทั้งที่ตัวร้ายจริง ๆ ก็คือไมลส์เพื่อนซี้เขาเองนั่นแหละ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

หนังทางเลือกครับ แจ้งเกิดมาจากเทศกาลซันแดนซ์ หนังตระเวณฉายประกวดในอีกหลายเทศกาลแล้วก็ได้รางวัลมาอีก 4 ตัว เป็นผลงานประเดิมของ 2 เพื่อนซี้ ดาวีด ดิกส์ และ ราฟาเอล คาซาล ที่แสดงนำร่วมกัน จากบทที่ทั้งคู่ร่วมกันเขียนเองที่นำเรื่องราวมาจากประสบการณ์ส่วนตัว และหลาย ๆ สารที่พวกเขาอยากจะสื่อออกมาอยู่ตลอด ดาวีด รับบทเป็น คอลลินส์ หนุ่มผิวสีที่เพิ่งออกจากเรือนจำและต้องอยู่ในช่วงทัณฑ์บนอีก 2 ปี หนังเล่าเหตุการณ์ใน 3 วันสุดท้ายของเขาก่อนพ้นทัณฑ์บน ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ล่อแหลมมากมาย ที่อาจจะพาให้เขาต้องกลับไปอยู่ในเรือนจำ โดยเฉพาะบรรดาปัญหาจาก ไมลส์ เพื่อนซี้ตั้งแต่วัยเด็กของเขา แม้ไมลส์จะเป็นคนผิวขาว แต่แทบจะมีนิสัยทุกอย่างตรงกันข้ามกับคอลลินส์ ทั้งวนเวียนอยู่กับเรื่องยาและปืน ซ้ำยังเป็นคนเลือดร้อนมุทะลุ จอมหาเรื่องสุด ๆ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนผิวสี จึงมักถูกสังคมพิพากษาว่าเป็นคนผิดอยู่ก่อนเสมอ ทั้งที่ตัวร้ายจริง ๆ ก็คือไมลส์เพื่อนซี้เขาเองนั่นแหละ

เรื่องราวของหนังเอื้อให้เป็นดราม่าทริลเลอร์ได้อย่างหนักหน่วงแต่ทุกครั้งที่หนังมุ่งหน้าไปในทิศทางตึงเครียด ก็จะเบาคันเร่งแล้วโทนของหนังก็จะผ่อนคลายลงมาอยู่ทุกครั้ง แล้วเลือกเดินหน้าด้วยการเล่าเรื่องแบบอารมณ์ดี เจือมุกให้ได้มีเสียงหัวเราะไปได้ตลอดทาง กับมุกตลกในสถานการณ์กระอักกระอ่วน ที่ทั้งคู่ต้องเจอในแต่ละวันในระหว่างทำงานเป็นพนักงานบริษัทรับขนย้าย แล้วต้องเจอกับลูกค้าแปลก ๆ หลาย ๆ ครั้งที่หนังดูเหมือนจะพาเราไปในโทนตื่นเต้นระทึกขวัญแต่หนังก็ดึงอารมณ์ให้ผ่อนลงมาอยู่ทุกครั้ง แต่ในทุก ๆ เหตุการณ์ที่คอลลินส์ประสบในช่วง 3 วันนี้ ทั้งการเป็นประจักษ์พยานเห็น ตำรวจยิงคนผิวสีต่อหน้าต่อตา หรือการที่ไมลส์สติแตกในงานปาร์ตี้ ฉากลูกสาวไมลส์เล่นปืนทำได้ลุ้นโคตร ๆ รวมไปถึงสาเหตุที่ทำให้คอลลินส์ ต้องไปติดคุกที่ถูกเล่าในสไตล์เดียวกับ “หลุยส์” ใน Ant-Man แม้เหตุการณ์จะรุนแรงแต่ก็ถูกเล่าแบบอารมณ์ดี ซึ่งเมื่อเรารับรู้ก็ชวนให้รู้สึกเห็นใจและเข้าใจกับชะตากรรมที่คอลลินส์ต้องเผชิญ ด้วยภายนอกดูเหมือนว่าคอลลินส์จะปล่อยวางกับทุก ๆ เรื่อง แต่แท้จริงแล้วเขาเก็บงำมันไว้ในใจแล้วไประเบิดออกในไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง

ดาวีด ดิกส์ เป็นหนุ่มผิวสี ที่หน้าตาดูเป็นมิตร และมีสายตาที่ดูน่าสงสาร ซึ่งกล้องก็โคลสอัปสีหน้าเขาอยู่บ่อยครั้ง บวกกับบทที่เขาเขียนเองจากประสบการณ์จริง เขาจึงถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ บวกกับการเป็นเพื่อนซี้กันจริง ๆ กับราฟาเอล คาซาล จึงทำให้ทั้งคู่เข้าขากันอย่างรู้สึกได้จริง และด้วยตัวจริงที่ทั้งคู่เป็นศิลปินเพลงแร็ป บทสนทนาหลาย ๆ ตอนในเรื่องทั้งคู่จึงแร็ปใส่กันแทนการพูดคุย ซึ่งจุดนี้กลายเป็นการบ้านของคนดูที่ต้องตามให้ทันว่าช่วงไหนคือภาษาพูด ช่วงไหนคือภาษาแร็ป แล้วก็ต้องชื่นชมไปถึงคนแปลซับไตเติ้ลที่น่าจะทำงานหนักกว่าเรื่องอื่นกับบางฉากที่ดาวีด แร็ปแบบยาว ๆ รัว ๆ

แม้ว่าดาวีด ดิกส์ และ ราฟาเอล คาซาล จะรับเหมาทั้งการแสดงนำ เขียนบท และอำนวยการสร้าง แต่หน้าที่กำกับกลับส่งต่อให้ คาร์ลอส โลเปซ เอสตราดา ผู้กำกับหน้าใหม่ ที่เคยผ่านมาแต่งานหนังสั้นและทีวีซีรีส์ และนี่ก็คือผลงานกำกับหนังยาวเรื่องแรก แต่คาร์ลอสก็ควบคุมโทนหนังได้อยู่มือ รู้จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบาได้ตลอดเรื่อง และยังสื่อ”สาร”ที่คู่หูดาวีด – ราฟาเอล ต้องการนำเสนอได้น่าจะครบถ้วน ทั้งสถานะของคนผิวสีในโอคแลนด์ แง่มุมวิถีชีวิตของชาวโอคแลนด์ที่ดาวีดอยากจะแฝงไว้ในหนังด้วยสำนึกรักบ้านเกิดในฐานะเขาเป็นคนโอคแลนด์จริง ๆ รวมไปถึงความรักความผูกพันของ 2 เพื่อนซี้ต่างสีผิว ที่ต่างก็มีหวังดีต่อกัน คอยทักท้วงให้สติกันอยู่บ่อย ๆ ครั้ง แม้ว่าคนใกล้ชิดอย่าง วาล อดีตคนรักจะรู้ถึงความเกเรของไมลส์ แล้วก็คอยเตือนให้คอลลินส์อยู่ห่าง ๆ แล้วชีวิตจะดีขึ้น ซึ่งคอลลินส์ก็รู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ แต่เขาก็ไม่เคยทิ้งเพื่อนเลย

ราฟาเอล คาซาล ในบท “ไมลส์” ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งเพื่อนรัก และตัวโชคร้ายของคอลลินส์ ด้วยเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสัก และชอบใส่ฟันทอง ภาพลักษณ์ของไมลส์จึงดูเป็นแบดบอยอย่างชัดเจน บทไมลส์เป็นสีสันทั้ง 2 ขั้วของเรื่อง เขาเป็นทั้งตัวหายนะที่พาคอลลินส์ไปพัวพันสถานการณ์เลวร้ายอยู่บ่อยครั้ง แต่ในทางตรงกันข้ามไมลส์ก็เป็นตัวชงมุกทำหน้าที่สร้างเสียงหัวเราะให้หนังไม่หม่นจนเกินไปนัก

เบื้องหน้าของ Blindspotting ที่ถูกฉาบไว้ด้วยความเป็นหนังอารมณ์ดี แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วย”สาร”ที่คู่หูหน้าใหม่ไฟแรงอยากจะเล่าออกมาอย่างพรั่งพรู การตีแผ่สภานะคนผิวสีที่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ร้ายอยู่เสมอ ความรักของเพื่อนต่างสีผิว ความสัมพันธ์ระหว่างคอลลินส์-วาล ที่เว้นระยะห่างแบบห่วง ๆ ทั้งหมดถูกเล่าออกมาในหนังความยาว 95 นาทีนี้ จัดได้ว่าเป็นหนังฟอร์มเล็กที่มากับเนื้อหาหนัก ๆ แต่ก็มีลีลาในการเล่าเรื่องให้ผ่อนคลายเสพง่าย เป็นหนังที่มีดีในตัวพอควร สมแล้วที่กวาดหลายรางวัลมาจากเทศกาลหนัง และ 93% จาก rottentomatoes ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] A Str Is Born : รีเมคที่หรูเริ่ดเกินหน้าเวอร์ชั่นก่อน

นี่คือหนังอมตะอีกเรื่องหนึ่งที่ฮอลลีวู้ดรักมาก เพราะนี่คือการรีเมคครั้งที่ 4 แล้ว ก่อนหน้านี้มีสร้างมาแล้ว 3 ครั้งในปี 1937 , 1954 , 1976 และครั้งนี้เป็นครั้งที่เว้นช่วงจากเวอร์ชั่นก่อนนานที่สุดล่ะ เวอร์ชั่นที่ถูกพูดถึงมากสุดเห็นจะเป็นเวอร์ชั่น 1976 เพราะได้ดิว่าที่โด่งดังในยุคนั้น บาร์บรา สตรัยแซนด์ มารับบทนำ และคริส คริสทอฟเฟอร์สัน ศิลปินเพลงชื่อดังที่เพิ่งหันมาเข้าวงการแสดงมารับบทนำเช่นกัน หนังไม่ถูกใจนักวิจารณ์นัก แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากทุนสร้างเพียงแค่ 6 ล้าน หนังจบด้วยรายได้ 80 ล้านเหรียญ ถ้าตีเป็นค่าเงินวันนี้ก็ 362 ล้านเหรียญ นี่คือรายได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น Evergreen เพลงรักจากหนังก็ยังคว้าออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยมมาครองด้วย เป็นการประกาศศักดาของบาร์บรา สตรัยแซนด์ อีกครั้งเพราะเธอเป็นผู้ประพันธ์ทำนองด้วยตัวเอง

Published

on

นี่คือหนังอมตะอีกเรื่องหนึ่งที่ฮอลลีวู้ดรักมาก เพราะนี่คือการรีเมคครั้งที่ 4 แล้ว ก่อนหน้านี้มีสร้างมาแล้ว 3 ครั้งในปี 1937 , 1954 , 1976 และครั้งนี้เป็นครั้งที่เว้นช่วงจากเวอร์ชั่นก่อนนานที่สุดล่ะ เวอร์ชั่นที่ถูกพูดถึงมากสุดเห็นจะเป็นเวอร์ชั่น 1976 เพราะได้ดิว่าที่โด่งดังในยุคนั้น บาร์บรา สตรัยแซนด์ มารับบทนำ และคริส คริสทอฟเฟอร์สัน ศิลปินเพลงชื่อดังที่เพิ่งหันมาเข้าวงการแสดงมารับบทนำเช่นกัน หนังไม่ถูกใจนักวิจารณ์นัก แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูง จากทุนสร้างเพียงแค่ 6 ล้าน หนังจบด้วยรายได้ 80 ล้านเหรียญ ถ้าตีเป็นค่าเงินวันนี้ก็ 362 ล้านเหรียญ นี่คือรายได้เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ไม่เพียงแค่นั้น Evergreen เพลงรักจากหนังก็ยังคว้าออสการ์เพลงประกอบยอดเยี่ยมมาครองด้วย เป็นการประกาศศักดาของบาร์บรา สตรัยแซนด์ อีกครั้งเพราะเธอเป็นผู้ประพันธ์ทำนองด้วยตัวเอง

แบรดลีย์ คูเปอร์ ในหน้าที่ผู้กำกับครั้งแรก

A Star Is Born ในเวอร์ชั่นใหม่นี้อยู่ในความรับผิดชอบของแบรดลีย์ คูเปอร์ ที่เหมารวมหน้าที่ทั้งแสดงนำ , เขียนบทร่วม และประเดิมงานกำกับเป็นครั้งแรก ที่เจ้าตัวบอกว่าอยากเป็นผู้กำกับมาตลอดไม่ใช่นักแสดง ได้ชมแล้วก็ต้องบอกว่า A Star Is Born เป็นการรีเมคหนังคลาสสิกที่ทำได้ดีกว่าเวอร์ชั่น1976 แทบจะในทุก ๆ ด้าน ผมจะไม่ขออ้างถึงเวอร์ชั่น 1937 และ 1954 นะครับ เพราะไม่ได้ดูและก็เรื่องราวจะเป็นวงการแสดง แล้วมาเปลี่ยนเป็นวงการเพลงในเวอร์ชั่น 1976 และเวอร์ชั่นล่าสุดก็ยังคงเรื่องราวให้เกิดขึ้นในวงการเพลง ซึ่งบทหนังอิงจากเวอร์ชั่นก่อนมาเพียงแค่พลอตคร่าว ๆ เท่านั้น ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ แทบไม่มีอะไรเหมือนในเวอร์ชั่น 1976 เลย และเป็นการปรับเปลี่ยนที่ออกมาดีกว่าเวอร์ชั่นมาก คงไว้แค่เรื่องราวของศิลปินเพลงชื่อดัง ที่มาพบกับนักร้องสาวในร้านเหล้า แล้วประทับใจตัวเธอ เลยใช้ชื่อเสียงของตัวเองผลักดันเธอจนประสบความสำเร็จ ในขณะที่ตัวเองอยู่ในช่วงขาลงเหตุจากติดเหล้าและติดยาอย่างหนัก

สิ่งแรกที่ประทับใจกับเวอร์ชั่นนี้คือบทหนังที่เติมแต่งช่องว่างจากเวอร์ชั่นก่อนได้หมดสิ้น แต่เมื่อเห็นชื่ออีริค ร็อธ ในทีมเขียนก็ร้องอ๋อล่ะว่าทำไมออกมาดี เพราะชื่อนี้มี 1 ออสการ์จาก Forrest Gump (1994)เป็นตัวการันตีความสามารถ หนังลงลึกตัวตนของ 2 ตัวละครหลักอย่าง แจ๊ค และ แอลลี่ ให้เราได้รู้จักตัวตนของทั้งคู่มากขึ้น และค่อย ๆ ให้เห็นพัฒนาการของแอลลี่จากสาวโนเนมไปเป็นซูเปอร์สตาร์จากการสนับสนุนของแจ๊คได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ได้ฟังหลาย ๆ เพลงของเธอ ได้ดูโชว์ของเธอ ได้เห็นปกอัลบั้มของเธอ และชอบสุดคือการเพิ่มการแจกรางวัลแกรมมี่เข้ามาเป็นฉากสำคัญมากของเรื่อง เราได้เห็นความสามารถของแอลลี่หลาย ๆ ด้าน เล่นเปียโน เสียงร้องที่จับใจ และที่สำคัญสุดคือการเขียนเพลงที่หยิบเอาเรื่องราวรอบตัวมาเขียนทำให้คนดูได้รับรู้ที่มาของเพลงสำคัญ ๆ ในเรื่องไปด้วย ในขณะที่เล่าเรื่องราวของ เอสเธอร์(บทของ บาร์บรา สรัยแซนด์)แบบฉาบฉวยมาก ได้ขึ้นไปร้องบนเวทีแค่ 2 เพลง แล้วก็กลายเป็นศิลปินดังไปเลย

ยังมีอีกหลาย ๆ จุดที่อยากพูดถึงส่วนดีในเวอร์ชั่นนี้อีกมาก ความทุ่มเทของแบรดลีย์ คูเปอร์ ที่ต้องพลิกบทบาทมาเล่นเป็นนักร้อง นักกีตาร์ ได้อย่างสมจริง แบรดลีย์ เข้าคอร์สเรียนร้องเพลงอย่างหนัก และไปเรียนกีตาร์กับลูกชายของวิลลี่ เนลสัน หนังมีหลาย ๆ ฉากที่แบรดลีย์ในบทแจ๊คได้โชว์กีตาร์แบบจริงจังจนทำให้เราเชื่อได้ว่านี่คือศิลปินตัวจริง และเสียงร้องที่สามารถออกผลงานได้สบาย ๆ รู้สึกดีที่ได้ฟังหลาย ๆ เพลงของแจ๊คในหนังเพื่อตอกย้ำความเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จ เพราะในเวอร์ชั่นก่อนหน้า ได้เห็นจอห์น นอร์แมน (ชื่อของบทนำฝ่ายชาย) ร้องแค่แพร้บ ๆ ไม่จบสักเพลง ส่วนเลดี้ กาก้า ในบทนำครั้งแรกถือว่าผ่านบททดสอบที่ยาก ๆ ได้สำเร็จ กับบทที่ดราม่ายาก ๆ ในหลาย ๆ ฉาก แม้เธอจะไม่ใช่สาวสวยจัดแต่หนังก็ถ่ายทอดเสน่ห์ของเธอออกมาได้อย่างเด่นชัด ประทับใจสุดคือเพลงสุดท้ายในหนัง I’ll Never Love Again ที่เนื้อหาของเพลงเล่าบทสรุปของหนังได้สวยงาม แล้วเธอก็สื่อความรู้สึกจากหน้าตาและน้ำเสียงให้เราสัมผัสได้จริง ๆ

บทหนังเพิ่มตัวละครเข้ามามาก แซม เอลเลียตในบทบ๊อบบี้ พี่ชายต่างแม่ของแจ๊ค ที่มาขยายตัวตนและเพิ่มเรื่องราวดราม่าของแจ๊คได้อีกมาก ดูแล้วรู้สึกได้ว่าแบรดลีย์ ถ่ายทอดการพูดการจาของแจ๊คแบบงึม ๆ งำ ๆ ได้เหมือนแซม เอลเลียตอยู่มากทางด้านแอลลี่ หนังก็เพิ่มบทพ่อและแก๊งเพื่อนพ่อเข้ามา เป็นทีมที่ช่วยเพิ่มสีสันได้อย่างมาก กับพ่อที่อยากเป็นนักร้องมาตลอดชีวิตแต่ต้องลงเอยด้วยการเป็นโซเฟอร์ แต่ลูกสาวก็มาเติมเต็มความฝันให้พ่อ นอกจากมาเพิ่มน้ำหนักให้กับฉากหลังของแอลลี่แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นตัวชงมุกให้หนังได้เสียงหัวเราะอีกบ่อยครั้ง และบทสำคัญสุดแทบจะรองจากคู่พระนางเลยคือ เรซ แกฟรอน ผู้จัดการศิลปินชื่อดัง ผู้เป็นคนปลุกปั้นให้แอลลี่กลายเป็นศิลปินดัง และเป็นตัวแปรสำคัญให้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจของเรื่อง ซึ่งหนังปรับเปลี่ยนเหตุการณ์นี้ให้หนักอึ้งจุกกว่าเวอร์ชั่นก่อนอย่างมาก

คริส คริสทอฟเฟอร์สัน และ บาร์บรา สตรัยแซนด์ คู่ขวัญใน A Star Is Born (1976)

เป็นหนังรีเมคที่ทำได้น่าประทับใจครับ ได้เห็นก้าว ๆ ใหม่ที่ประสบความสำเร็จทั้งการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้กำกับของแบรดลีย์ คูเปอร์ การเปลี่ยนบทบาทมาเป็นศิลปินเพลงได้อย่างน่าเชื่อถือ การโดดเข้าสู่วงการแสดงของเลดี้ กาก้า ที่เธอทำให้เห็นได้ว่าเธอเป็นนักแสดงได้สบาย ๆ และได้เห็นเสน่ห์ในด้านสาวใสของเธอ หักล้างกับลุคบ้า ๆ บอ ๆ ที่คุ้นตากันมา ด้วยความเป็นหนังเพลง หนังจึงมีเพลงให้ฟังกันเป็นสิบตลอดเรื่อง และยืนยันว่าเพราะทุกเพลง โดยเฉพาะเพลงหลัก ๆ ของหนังที่เราได้รับรู้เรื่องราวที่มาของเพลง บวกกับได้อ่านซับไตเติ้ลแปลเนื้อร้องยิ่งทำให้อินกับเพลงได้มากขึ้น เสียอย่างเดียวกับความยาว 2 ชั่วโมง 15 นาที ที่ยาวไปหน่อย ครึ่งหลังของหนังน่าจะกระชับกว่านี้ได้อีกมากครับ หนังเหมาะกับแฟน ๆ เลดี้ กาก้า และคนที่รักเสียงเพลง ชอบฟังเพลงเพราะ ๆ ในโรงหนังครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!