Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]All I See Is You รักลวงตา – รักหน่วงๆเมื่อใจบอดแทนสายตา

Published

on

จีน่า (เบลค ไลฟ์ลี่) สาวตาบอดจากอุบัติเหตุฝังใจในอดีตได้ติดตาม เจมส์ (เจสัน คลาร์ก) ผู้จัดการบริษัทประกันชีวิตมาอยู่กรุงเทพมหานคร แต่หลังจากการปลูกถ่ายดวงตาสำเร็จยิ่งจีน่ามองเห็นโลกมากเท่าไหร่ความรักของพวกเขาก็ยิ่งสั่นคลอนมากขึ้นเท่านั้น



หนังดราม่าหนักหน่วง ซับซ้อน จากผู้กำกับ มาร์ค ฟอร์สเตอร์

     All I See Is You ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานของผู้กำกับ มาร์ค ฟอร์สเตอร์ ผู้ผ่านหนังดราม่ามาหลากแนวตั้งแต่หนังเมโลดราม่าเข้าขั้นน้ำเน่าอย่าง Monster’s Ball (2001), ดราม่าเรียกน้ำตาฟีลกู๊ดอย่าง Finding Neverland (2004), หรือกระทั่งหนังดราม่าตลกเหนือจริงในดวงใจผมอย่าง Stranger Than Fiction (2006) และกับ All I See Is You นี้ก็เหมือนการจับเอาอารมณ์อีโรติกทริลเลอร์มาบอกเล่าผสมผสานความเหนือจริงซึ่งต้องบอกไว้ก่อนเลยว่าการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ไม่ง่ายสำหรับคนดูทั่วไปนัก เพราะบทหนังที่ ฟอร์สเตอร์เขียนร่วมกับ ฌอน คอนเวย์ ถือว่ามีความซับซ้อนทั้งพลอตและคาแรคเตอร์ตัวละคร เอาง่ายๆแค่นางเอกอย่างจีน่าที่ต้องเปลี่ยนจากสาวตาบอดทึนทึกมาเป็นสาวสวยสุดฮอตหลังดวงตาของเธอได้เห็นโลก หนังก็เล่นออกแบบโทนการเล่าเรื่องเป็นสามส่วนที่มีความสุดขั้วของมันทั้งอุบัติเหตุในอดีตที่ทำให้เธอกลัวกับการมองเห็นโลก ความอ่อนโยนของเธอต่อคนรอบข้างและความปรารถนาในตัณหาสุดล้ำลึกที่ยากจะเข้าใจที่แม้ทั้งสามส่วนจะส่งผลต่อพัฒนาการตัวละครแต่ด้วยความที่บทหนังทำให้ตัวละครของเธอดูคลุมเครือเป็นสีเทามากขนาดที่ว่าดูจบเรายังตอบไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าเธอยังรักเจมส์อยู่หรือเปล่า ก็ทำให้คนดูไม่อาจคล้อยตามไปกับการตัดสินใจของตัวละครตัวนี้ได้แบบเต็มร้อย ซึ่งอาจเป็นข้อดีว่าแม้หนังจะบอกเล่าเรื่องราวของเจมส์น้อยกว่าแต่พอหนังไม่ให้เราเอาใจไปเข้าข้างจีน่า ชะตากรรมของเจมส์หลังจีน่าผ่าตัดจึงสร้างความเห็นอกเห็นใจให้คนดูไปโดยปริยาย

ในทางกลับกันความซับซ้อนของเรื่องก็กลายเป็นจุดบอดของหนังอยู่ไม่น้อย กล่าวคือบทหนังใส่ปมต่างๆนาๆมามากมายที่สำคัญคือหลายปมของหนังไม่ได้รับการเฉลยทั้งการถ่ายคลิปขณะที่เธอกับเจมส์เกือบจะมีอะไรกันบนรถไฟที่ท้ายสุดหนังก็ไม่เฉลยว่ามันทำให้เจมส์รู้สึกยังไงหรือลงมือกระทำอะไรเพื่อรั้งให้จีน่าอยู่กับเขา หรือแม้กระทั่งประเด็นยาหยอดตาที่ทำร้ายดวงตาใหม่ของจีน่าที่นอกจากหมอจะให้ยาตัวใหม่และกำชับให้เธอใช้แค่ยาตัวนี้แล้ว สุดท้ายหนังก็ไม่ได้เฉลยว่าเจมส์มีส่วนในการทำให้ยาหยอดตาเป็นพิษกับดวงตาเธอหรือไม่และอีกหลายปมที่หนังโยนใส่คนดูตลอดองก์สองไปยันองก์สามที่ปราศจากการอธิบายโดยตรง แม้หนังต้องการให้คนดูได้ตัดสินด้วยตนเองแต่ก็ถือเป็นภาระที่มากเกินไปเสียหน่อยสำหรับคนดูทั่วไป



เมืองไทยในหนัง- แปลกตาแต่ไม่มีประโยชน์ในการเล่าเรื่อง 

      ประเด็นนี้เราอาจกล่าวได้สองส่วน เริ่มกันที่การถ่ายภาพที่ต้องชมว่าผู้กำกับภาพอย่าง แมตไธอัส โคเอนนิกสวีเซอร์ (Matthias Koenigswieser) จับสีสันของเมืองไทยที่แม้แต่ของใกล้ตัวอย่างตลาดขายดอกไม้ออกมาได้สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจมาก หรือแม้กระทั่ง บ้านแสงศูรย์ โลเคชั่นยอดฮิตของละครไทยหนังก็ถ่ายออกมางดงามดั่งบ้านไม้ไทยในอุดมคติจริงๆ แต่สำหรับการเล่าเรื่องแล้ว การใช้เมืองไทยของหนังก็ออกจะน่าตะขิดตะขวงใจอยู่เสียหน่อยคือแม้จะมาอยู่เมืองไทย แต่ จีน่าและเจมส์แทบจะไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนไทยนักจนฉากหลังที่เป็นเมืองไทยก็กลายเป็นแค่แบ็คดรอปแปลกตาแต่หนังไม่ได้ใช้เมืองไทยในฐานะโลกของตัวละครหรือมีความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของตัวละครนัก เรียกได้ง่ายๆว่านอกจากอุโมงที่สเปนที่เป็นดั่งความหลังฝังใจนางเอกแล้ว เมืองไทยก็แทบไม่ได้มีความสำคัญในแง่การเล่าเรื่องตัวละครนัก



นักแสดงกับบทบาทที่ท้าทายถึงจิตวิญญาณ

   ปฏิเสธไม่ได้ว่า เบลค ไลฟ์ลี่ คือจุดสนใจของหนังในภาพรวม เนื่องจากบทหนังเองก็ออกแบบการเล่าเรื่องให้อยู่ในมุมมองเธอเสียส่วนใหญ่ ซึ่งเธอก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีทั้งการแสดงอารมณ์ดราม่าหรือการเปลี่ยนแปลงบุคลิกไปสู่สาวฮอตที่ทำให้เธอได้บริหารเสน่ห์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ซึ่งคงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่าเบลค ไลฟ์ลี่คือปัจจัยสำคัญที่ดึงคนดูให้อยู่กับหนังได้ทั้งเรื่องจริงๆ ด้าน เจสัน คลาร์ก ตัวบทหนังให้เหตุผลไว้ชัดเจนที่เลือกเขามาแสดงคู่กับสาวฮอตอย่างเบลค ไลฟ์ลี่ก็เพื่อแสดงถึงความไม่แน่ใจ ภาวะสั่นคลอนหลังเมียคนสวยเริ่มมองเห็นและกลัวทำให้เมียผิดหวังว่าเขาไม่ใช่ชายในอุดมคติของเธอ ซึ่งคลาร์กก็ทำให้คนดูเห็นใจในชะตากรรมของเขาอยู่ไม่น้อยและสามารถพาตัวเองออกมาอยู่กลางสปอตไลต์ได้ทุกฉากแม้จะต้องร่วมฉากกับสาวฮอตอย่างเบลค ไลฟ์ลี่ก็ตาม

แม้ All I See Is You จะเป็นหนังที่ดูยาก ซับซ้อนและปราศจากการอธิบายตรงๆแต่ในทางกลับกันมันก็ท้าทายคนดูให้ลองมองความรักด้วยใจและสำรวจลึกถึงตัณหาที่อยู่คู่กับความรักได้อย่างลึกซึ้งเลยทีเดียว

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Solo a Star Wars Story : ภาคที่สดใสที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์ส

Published

on

หนังภาคแยกจากจักรวาลสตาร์วอร์สต่อจาก Rouge One ที่รอบนี้เลือกมาเล่าวีรกรรมในวัยหนุ่มของ ฮาน โซโล ฮีโร่ที่สาวกสตาร์วอร์สน่าจะชื่นชอบที่สุดแล้ว และเป็นตัวละครที่มีพื้นเพน่าสนใจ เป็นพระเอกในแบบที่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด เพราะฮานเป็นพวกนอกกฏหมายโดยแท้ เป็นนักต้มตุ๋น นักพนัน และ เซียนไพ่ และมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และที่สำคัญเขามีเพื่อนรักขนยาวที่มีเพียงฮานคนเดียวที่ฟังออกและสื่อสารกันรู้เรื่อง ล้วนแล้วจึงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ นำมาขยายเป็นหนังภาคแยกได้น่าสนุกสุดแล้ว และ Solo a Star Wars Story ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้ดีกับการเล่าที่มาของชิวเบคก้า และ มิลเลนเนียมฟอลคอน ให้ได้หายสงสัยกัน

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Solo a Star Wars Story เป็นอีก 1 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในความสนใจและรอคอยจากแฟน ๆ สตาร์วอร์ส เพราะอย่างทีว่านี่คือตัวละครที่หลายคนรัก การฆ่าฮานในเส้นเรื่องหลักก็ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ ไปแล้ว เมื่อฮานกลับมามีชีวิตบนจออีกครั้ง จึงเป็นการกลับมาของตัวละครที่รัก และถูกจับตาตั้งแต่การเลือกตัวแสดงมาเป็นฮาน และเป็นการสร้างที่้ต้องเจอปัญหาใหญ่กับการเปลี่ยนผู้กำกับกะทันหัน จาก ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ที่มาจากสายคอมมีดี้ก็เลยจะพาหนังออกแนวคอมมีดี้ตามสไตล์ตัวเอง และไม่ถ่ายทำตามบท ก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป และได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแทนที่ภายใน 2 วัน ซึ่งรอนก็เริ่มงานด้วยการรื้องานของคู่หูเก่าทิ้งและถ่ายทำใหม่ถึง 80 %

บทหนังเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน สมาชิกเก่าของทีมงานสตาร์วอร์ส ที่เขียนบท Episode 5,6,7 มาแล้ว ก็เล่าที่มาของฮานได้อย่างลื่นไหล น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยวีรกรรมโลดโผน แม้บทจะเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน แต่ก็อิงเรื่องราวหลาย ๆ ส่วนมาจากนิยาย 3 เล่ม The Han Solo Adventures ที่ออกมาในปี 1979 -1980 ประพันธ์โดย ไบรอัน เดลีย์

ในนิยายเล่าวีรกรรมของฮาน ในช่วง 2 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Star Wars Episode IV: A New Hope (1977) ส่วนเหตุการณ์ในหนัง Solo a Star Wars Story เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮานในวัยหนุ่ม และเป็นโจรปลายแถวสุมนของแก๊งอาชญากรในคอเรลเลีย ดาวที่ฮานถือกำเนิดมาและอยากจะหนีจากที่นี่มาโดยตลอด ฮานมีคนรักคือ “คิรา”บทของเอมิเลีย คลาร์ค ทั้งคู่พากันหนีจากคอเรลเลียที่โดนปกครองโดยจักรวรรดิ ฮานหนีมาได้สำเร็จแต่คิราหนีไม่พ้น ฮานตั้งใจจะหาเงินและมียานของตัวเองและกลับมารับคิรา ทางเดียวที่ถนัดคืองานนอกกฏหมายที่พาเขาไปพบกับเบ็คเก็ต บทของ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ,ฮาน ขอเข้าเป็นสมาชิกแก๊งและร่วมกันปล้นโคแอ็กเซี่ยมแร่พลังงานมูลค่ามหาศาลจากจักรวรรดิ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮานเริ่มจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจักรวรรดิ

2 ชั่วโมง 15 นาทีของหนัง เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉากใหญ่ฉากเล็ก ที่น่าประทับใจสุดก็เป็นฉากฮานและแก๊งเบ็คเก็ตบุกปล้นขบวนรถไฟบรรทุกโคแอ็กเซี่ยม เป็นฉากแอ็คชั่นที่ยาวนานและลุ้นระทึกมาก และอีกฉากใหญ่ก็คือ “เคสเซิลรัน” อีกวีรกรรมที่กลายเป็นตำนานเล่าขานของฮาน โซโล เมื่อเขาขับมิลเลนเนียม ฟอลคอน หนีออกจากดาวเคสเซิลด้วยความเร็วกว่า 12 พาร์เซ็ค ที่ไม่เคยมีใครทำได้ และยังคงถ่ายทอดบุคลิกอันโดดเด่นของการเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ มีไหวพริบในการเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ของฮาน ได้อย่างชัดเจน และด้วยความเจ้าเล่ห์ของฮานนี่ล่ะ ที่นำมาใช้เป็นมุกเด็ดในฉากไคลแมกซ์ได้น่าชื่นชม ถือว่าจุดที่ดีในบทเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มองที่ตัว อัลเด็น เออเร็นริช ถ้าเราไม่พยายามเอาเขาไปเปรียบเทียบกับตัวแฮริสัน ฟอร์ด ก็นับ อัลเด็น เป็นฮานที่มีเสน่ห์ ทำหน้าที่จุดศูนย์กลางของหนังที่มีตัวละครมากมายแบบนี้ได้โดยไม่โดนข่ม ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจการคัดตัวละครที่ยาวนาน เพราะการคัดตัวแสดงมาเป็นฮาน โซโล นั้นมีนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่ามาแคสต์บทมากถึง 3,000 คน ใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากการหานักแสดงในบท “คริสเตียน เกรย์”ใน Fiffty Shades Of Grey และที่สำคัญ อัลเด็น เออเร็นริช คือนักแสดงคนแรกที่มาแคสต์บท ฮาน โซโล แล้วเขาก็ยังสามารถเอาชนะอีก 3,000 กว่าคนที่มาทีหลังเขาได้หมด

ตัวละครที่เด่นรองลงมาเดิมที่คิดว่าจะเป็น คิรา กลับเป็น เบ็คเก็ต ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยสอนและแนะนำ เป็นผู้ที่พาฮาน เข้าสู่โลกอาชญากรอย่างแท้จริง วู้ดดี้ ฮาเรลสัน เหมาะมากกับบทผู้ชำนาญการผ่านโลกแบบนี้เหมือนกับบท เฮย์มิตช์ ใน The Hunger Games

เอมิเลีย คลาร์ค กับโอกาสอีกครั้งในบทนำ หลังจากเคยคว่ำมาแล้วกับการได้เป็น ซารา คอนเนอร์ กับบทคิรา วันนี้เธออายุ 31 แล้วแต่ด้วยความเป็นสาวตัวเล็ก ก็เลยดูเด็กตลอดเวลา ในฉากเปิดตัวดูเป็นสาววัยรุ่นได้ไม่เคอะเขินเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะคิราเป็นบทที่มีความลึกของตัวละครมาก เธอเป็นคนรักของฮาน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นสมาชิกระดับล่างของจักรวรรดิ เป็นตัวละครที่คนดูต้องคอยคาดเดาว่าแท้จริงแล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ และฉากสุดท้ายของเธอก็ทิ้งค้างคำถามไว้ให้สานต่อในภาคต่อไป….ถ้ามีนะ

เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไมจักรวาลสตาร์วอร์จะต้องใส่คาแรกเตอร์ที่พูดมากเข้าไปในทุกภาค เดิมก็มี C3PO แต่ก็ไม่น่ารำคาญเท่าจาร์จาร์ บิงก์ มาภาคนี้ก็ใส่ L3-37 เข้ามา เป็นหุ่นยนต์คู่ซี้ของ แลนโด คาริสเซียน เป็นดรอยด์ที่ไม่มีเสน่ห์ของดรอยด์อย่างที่ผ่านมาเลย เพราะ L3 พูดจาต่อยหอยด้วยน้ำเสียงมนุษย์ และทีท่าการเคลื่อนไหวก็เหมือนมนุษย์และ…..น่ารำคาญ ,แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหลักอย่างลุค , เลอา หรือ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวของตัวละครจากเส้นเรื่องหลักมาแวบนึง แต่ก็ได้เสียงโห่ฮิ้วในโรงไปพอสมควร

แม้ว่าภาพของหนังจะเลือกทำออกมาหม่นซีด ใกล้เคียงกับภาพใน Rogue One หนังภาคแยกเรื่องก่อนหน้า แต่กับเนื้อหาของหนังนั้นแตกต่างกันลิบลับ โทนของ Rogue One มืดหม่นทั้งภาพทั้งเรื่อง แต่กับ Solo a Star Wars Story แล้วก็ฉีกเส้นทางออกไปได้ไกล เพราะเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด ต่างกับ Solo ที่เป็นตัวละครจากเส้นเรื่องหลัก บุคลิกตัวละครและบทสรุปนั้นถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดิ้นไปไหนไม่ได้มาก แต่กระนั้นโทนหนังก็ยังออกมาสดใสมาก เพราะแรงส่งจากตัวละครหลักอย่างฮาน ที่มากับพลังของวัยหนุ่ม อเลิร์ตตลอดเวลา ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์ ก็เลยพาหนังโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังกับเขาไปได้ตลอด แม้ตลอดเรื่องจะมีอุปสรรค ปัญหานานับประการ แต่ฮานก็ผ่านทุกวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม

แม้จะดูเป็นหนังอารมณ์ดีแต่ก็ไม่ถึงกับมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้หนัก ๆ แบบ The Last Jedi ในหนังมีตัวละครตายมากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาแม้เพียงนิดจะอ้อยอิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสีย หนังเดินเรื่องเร็วมากไม่มีฉากนั่งพูดคุยปรับทุกข์มากมาย โดยรวมก็เป็นสตาร์วอร์สภาคที่สดใสไร้ความหม่นที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์สแล้ว สมกับเป็นหนังของดิสนีย์เสียจริง หนังเปิดเผยตัวละครใหม่ องค์กรใหม่มากมาย เป็นไปได้อย่างสูงว่าหนังไม่จบแค่ภาคเดียว ถ้าภาคนี้ได้ตังค์นะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]ตุ๊ดตู่กู้ชาติ – แกล้งๆเป็นกะเทยในหนังย้อนยุคปล่อยมุกดีเลย์ เขร้ !หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อกองทัพ ยโสธราวดี กำลังจะบุก อโสรยา ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกา จำต้องเตรียมการรับศึกและทำให้  แฟง (เพชรทาย วงคำเหลา) เดือน (เจริญพร อ่อนละม้าย) หอม (ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว)  ก้อน (นพดล ทรงแสง) และ สร้อย (น้องบิว ขาวคง) กะเทย 5 นางประจำหมู่บ้านจึงอาสาไปแทรกซึมในกองทัพศัตรูเพื่อสืบแผนการรบของศัตรู งานนี้เหล่ากะเทยจะพิสูจน์ความรักชาติและสามัคคี

 

 

 



ด้วยหน้าหนังและเพลงประกอบที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าผมอดคาดหวังความสนุกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ลำพังนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยทั้งพี่หม่ำ พี่ติ๊ก กลิ่นสี  พี่โก๊ะตี๋ หรือน้าจิ้ม ชวนชื่น ก็ล้วนเป็นตลกที่รับประกันความฮาจากผลงานที่ผ่านๆมาได้ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด เอาแค่การสร้างคาแรกเตอร์กะเทย 4-5 นางที่ควรมีบทบาทเด่นและสร้างความฮา หนังก็สอบตกในมาตรฐานความแซ่บของเหล่ากะเทยในหนังของพี่ พชร์ อานนท์ โดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น แฟง เดือน หอม หรือ ก้อน แทบไม่มีใครที่ถูกนำเสนอให้ออกมาเป็นกะเทยที่มีสีสันในระดับเดียวกับ หอแต๋วแตก ของพี่พชร์ได้เลย

ด้านพี่หม่ำ แม้จะเคยเล่นเป็นกะเทยใน คู่แรด (2550) มาก่อน แต่กับบทแฟง ที่เหมือนเป็นกะเทยหัวโจกก็ไม่ได้บทบาทอะไรนอกจาก ‘ทำท่า’ บ้าผู้ อย่าง แกร่ง (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ควาญช้างที่หมั่นมาอ่อยให้อยากถึงหน้าเรือน ที่ผมมองว่ามาตรฐานพี่หม่ำเคยสูงกว่านี้ เคยกล้าเล่นกว่านี้ แต่นี่มันกลับออกมาดูเสแสร้งผิดมาตรฐาน นักแสดงตลกที่มีฝีมือทางการแสดงและกำกับหนังไปโดยสิ้นเชิง  ด้าน พี่โก๊ะตี๋ ถามว่าเล่นดีมั้ย ‘ก็ดีแหละ’ แต่มันคือบทบาทที่ไม่ได้ฉีกภาพลักษณ์ แม้จะมีดราม่าเรื่องพ่อแม่ของเดือน แต่มันก็ไม่ได้มีพลังพอมาชดเชยกับมุกแป้กๆที่ตัวละครพยายามแค่นให้คนดูขำแต่อย่างดี  การมีอยู่ของ พี่ติ๊ก กลิ่นสี ในบทหอมต่างหากที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้เห็นพี่ติ๊กเล่นหนังมานานแล้ว ซึ่งก็ยอมรับนะครับว่าเห็นหน้าพี่ติ๊กก็ขำแล้ว แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ พี่เขากลับไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เดินไปเดินมา ยืนหลับ เล่นมุกปากเหม็น ทำอะไรเซื่องๆ ไอ้ที่หนังมันเอื่อยอยู่แล้ว แกยิ่งทำให้หนังดูยืดยาดหนักกว่าเดิมอีก ส่วนน้าจิ้ม ชวนชื่น นี่น่าสงสารสุดเลย เพราะท้ายสุดเราแทบไม่เห็นลักษณะเด่นอะไรในคาแรกเตอร์ ก้อน เลยสักนิดเพราะแทบไม่มีช่องปล่อยมุกสร้างความเด่นอะไรเลย นอกจากพูดจาโวยวายไร้สาระไปวันๆ นี่เลยทำให้เราแทบไม่สามารถเกาะเกี่ยวตัวละครนำเพื่อพาเราไปพบความสนุกได้อย่างที่คาดหวังจากตัวอย่างได้เลย



เอาล่ะหวังกับพลอตและตัวละครหลักไม่ได้แล้ว มีอะไรให้ดูอีกบ้างใน ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ซึ่งก็โชคดี ? ที่หนังดันมี ‘ซับพลอต’ พระเจ้าช่วย! หนังพชร์ อานนท์ มีพลอตรอง ซึ่งน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือ มันดันมีซับพลอตที่ซับซ้อน และเอาล่อเอาเถิดไปร่วม 3-4 พลอต  ทีนี้ปัญหามันเลยเกิดตรงที่ว่าท้ายสุดแกก็ขมวดปมไม่ได้ บางช่วงเล่าไม่เคลียร์ เล่นสรุปง่ายๆก็มี  ทั้งปมความรักความคิดถึงที่มีต่อคนรักทางบ้านของทหารสองนายที่หนึ่งในนั้นคือ พี่โย่ง อาร์มแชร์ ที่อุตส่าห์เพิ่มปมให้ซับซ้อนด้วยการให้เมียแกมีอาการทางจิต (แน่นอน เราก็จะได้เห็นแอคติ้งทำตาเหลือกและนั่งโยกตัวไปมา)  ไปจนถึงพลอตการเมืองทั้งการทุจริตใน อโสรยา และการชิงดีชิงเด่นใน ยโสธราวดี แต่จนแล้วจนรอด ซับพลอตก็กลายเป็นภาระของหนังให้ต้องเล่าเรื่องราวมากมายจนหนังออกมาสะเปะสะปะ และหาทางลงแทบไม่ได้ บางพลอตก็เล่นง่ายด้วยการสรุปความให้ตัวละครมากล่าวสรุป บางพลอตหนังก็ข้ามๆบทสรุปไป จนหนังลากยาวกว่า 2 ชั่วโมงเหมือนกลัวไม่มีพื้นที่ให้บรรดาดารารับเชิญที่ส่วนหนึ่งแทบยกกระบิมาจากละครช่อง 3 มิหนำซ้ำพอเห็นกระแสละครบุพเพสันนิวาส แรง แกเลยจัดการทำเพลงประกอบแบบแทบจะเดินตามละครดัง ตั้งแต่เปิดเรื่องโดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับโทนภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่าอีกด้วยนะ

สรุปเลยว่า ใครคิดลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ก็ลองดูเลยครับ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งงานที่ดูพี่พชร์ตั้งใจทำทั้งการออกแบบฉาก และมุมกล้องที่ประหนึ่งโฆษณาการท่องเที่ยว ฉากไหนใช้โดรนถ่ายได้แกถ่ายหมด แม้ไม่ได้มีความหมายทางภาพยนตร์เลยก็ตาม เพียงแต่การเล่าเรื่องและบทหนังที่เหมือนถูกเติมมาเรื่อยๆจนหนังยาวเกินความจำเป็นและมุกที่ไม่เข้าเป้าที่ฉุดหนังให้ยืดยาดมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านรีวิวแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจมามะ…มาลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติกัน ซื้อตั๋วคลิ๊กที่รูปด้านล่างเลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] อีเมลลับฉบับไซมอน: หนังรอมคอมฟีลกู้ดแห่งปี

Published

on

จาก ‘Simon vs. The Homo Sapiens Agenda’ ของ Becky Albertalli นิยายสายวายเรต young adult อีกเรื่องหนึ่งที่แฟนหนังสือเฝ้ารอเวอร์ชันภาพยนตร์ กับมนต์รักไฮสคูลตามแบบฉบับหนัง coming of age ซึ่งมีชื่อไทยว่า ‘อีเมล์ลับฉบับไซมอน’ ที่ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เข้าฉายในบ้านเรา (เสียที) กับเรื่องราวที่ถูกเคลมตั้งแต่หน้าหนังว่าเป็นหนังเกย์แบบเต็มสตรีม บอกตามตรงตอนเห็นทีเซอร์นี่ รู้สึกเลี่ยนมาก แต่เอาเข้าจริง มันหลอกดาวจ้าา

พลอตมันเป็นเรื่องราวของ ไซม่อน สเปียร์ (นิค โรบินสัน) หนุ่มมัธยมที่รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ แต่ไม่สามารถบอกใครได้ เพราะกลัวว่าจะไม่มีที่ยืนในสังคม กลัวพ่อแม่รับไม่ได้ เลยทำให้ตัวเองรู้สึกสับสน อึดอัดอยู่ในใจตลอด สิ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจก็คือการได้โต้ตอบอีเมล์กับเกย์นิรนามนางหนึ่งที่ใช้ชื่อนามแฝงว่า ‘บลู’ ซึ่งก็อยู่ในสภาวะเดียวกับไซม่อน คือไม่กล้าเปิดเผยตัวตนกับใคร จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง มาร์ติน (โลแกน มิลเลอร์) เพื่อนร่วมห้องตัวแสบของไซมอน ก็ได้เห็นอีเมล์ลับนั่นโดยบังเอิญ แล้วเขาแคปข้อความเหล่านั้นเพื่อจะแบล็คเมล์ไซม่อน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าจะให้ไซม่อนช่วยเขาจีบ แอ๊บบี้ (อเล็กซานดร้า ชิปป์) เพื่อนของไซม่อนที่มาร์ตินแอบชอบ นั่นเลยกลายเป็นจุดเริ่มของความอีรุงตุงนังของความสัมพันธ์

หนังเดินเรื่องชิล ๆ มากทั้งที่ตัวละครแบกปมหนักหน่วงเอาไว้ในใจ แต่หนังก็เล่าออกมาได้ฮา โดยเฉพาะแคแร็คเตอร์ของคนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือว่าเพื่อนในกลุ่มของไซม่อน มันดูหลากหลายน่าค้นหาหลายคนมาก ชอบตรงที่บริหารความสัมพันธ์ของเพื่อนในกลุ่มนี่แหละ จับคู่คนนั้นคนนี้ทีนึง แล้วอีกแป๊บก็เปลี่ยนมาจิ้นกับคู่นี้ ชอบเคมีระหว่าง นิค และ แคทเธอรีน แลงฟอร์ด (นางเอก 13 Reasons Why) มาก สาวแคทนี่เป็นหนึ่งในสาวอวบหน้าสวยเป๊ะมีเสน่ห์มาก ๆ เห็นชีแล้วก็นึกถึง เเอเรียล วินเทอร์, โคลอี้ มอเรตซ์ เลย แล้วก็ โลแกน มิลเลอร์ เรื่องนี้ดูแล้วนึกถึง สติฟเลอร์ ใน American Pie แม่งดีดมาก บางทีก็ดีดจนน่าหมั่นไส้ แต่บางทีมันก็ดูเกรียน ๆ ฮา ๆ เป็นสีสันดี

ตัวละครทุกตัวของ Love, Simon มีชีวิต มันมีพัฒนาการ มีแง่มุมต่าง ๆ หลายมิติ ไซม่อน ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำและไม่ทำ อะไรที่ผิดพลาดไป หนังไม่ได้มุ่งเน้นแค่ว่าสิ่งที่ไซม่อนตามหา สิ่งที่ไซม่อนอยากได้มันคืออะไร แล้วจบ แต่ระหว่างทางมันคือ coming of age ของไซม่อนและเพื่อน ๆ วัยทีน เหมือนกัน เด็กมันเรียนรู้กันเอง แล้วก็เรียนรู้จากพ่อแม่ ด่านที่ไซม่อนต้องบอกพ่อแม่ และด่านที่ไซม่อนตามหาบลู เรื่องราวมันสนุกตรงพลอตย่อย ๆ หักมุมไปมาที่ใส่เข้ามาแบบกลมกล่อม มันคือส่วนที่นำพาไปสู่บทสรุปจุดจบที่เติมเต็มและฟีลกู้ดสมบูรณ์แบบ

ไม่ต้องกลัวว่า Love, Simon จะเป็นหนังเกย์ขายฉากดูดขี้ฟันหรือขุดทองกันโจ๋งครึ่มอย่างที่หลายคนตั้งธงเอาไว้ มันเป็นหนังใส ๆ ที่ดูได้ไม่ดาร์กขนาดนั้น ส่วนตัวยังคิดว่าหนังเกย์ไม่จำเป็นต้องดูดดื่มกันมากก็ได้ แค่อาศัยขายพลอต ขายความฟีลกู้ดหน่อย มันก็น่ารักในแบบฉบับของมันเอง นี่เป็นหนังรักที่เราแทบไม่เห็นคลื่นน้ำตาที่ใครต้องมาเค้นคั้นกันเลย เพราะมันถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจ และเปิดพื้นที่ยินดีให้ใครก็ได้ ได้แสดงตัวตนออกมา อาจจะบอกได้ว่าหนังค่อนไปทางโลกสวยนิด ๆ แต่หากบรรยากาศสังคมบ้านเราเป็นอย่างในหนังเรื่องนี้ คนไทยคงมีพลังบวกดี ๆ ขึ้นมาอีกเยอะ

ผมชอบที่ ไซม่อน เด็กหนุ่มวัย 16 เรียนรู้และเข้าใจคำว่า crazy brave หรือความกล้าแบบบ้าบิ่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองหรือสังคมไปได้ ประโยคง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณสะอึกอย่าง go big or go home มันทำให้จำติดออกมาจากโรง ทั้งที่หนังไม่ได้พยายามยัดเยียดอะไรเลย สำหรับ ไซม่อน เขาแค่เป็นตัวเอง อยู่ที่ไหนก็เป็นตัวเอง โลกก็เป็นอีกใบไปแล้ว

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!