Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว] Netflix Original’s BRIGHT – แฟนตาซีฉบับตำรวจห่ามของเดวิด เอเยอร์

Published

on

หลังถูกยิงจนบาดเจ็บสาหัส ดาร์ริล วอร์ด (วิล สมิธ) จำใจต้องทำงานกับ นิค จาโคบี (โจเอล เอ็ดเกอร์ตัน) ตำรวจเผ่าออร์คนอกคอกที่ถูกกล่าวหาว่าปล่อยคนร้ายเผ่าพันธุ์ตนเองหนีไป และท่ามกลางวิกฤติศรัทธานั้นทั้งคู่จำเป็นต้องร่วมมือกันปกป้อง ทิกก้า (ลูซี่ ฟราย) และไม้กายสิทธิของเธอจาก เลย์ลาห์ (นูมิ ราพาซ) ปีศาจเอลฟ์ที่หวังใช้ไม้กายสิทธิปลุกชีพเจ้าแห่งความมืดให้กลับมาครองโลก



สร้างโลกแฟนตาซีแบบเดวิด เอเยอร์

        หลังคว่ำไม่เป็นท่าจาก Suicide Squad (2016) หนังรวมเหล่าร้ายค่าย DC เดวิด เอเยอร์ ผู้คร่ำหวอดกับหนังตำรวจก็กลับมาหาแนวทางที่ตนคุ้นเคยเพราะแม้ BRIGHT จะถูกวางให้เป็นหนังแฟนตาซีแต่จุดศูนย์กลางของเรื่องคือเรื่องราวของตำรวจชั้นผู้น้อยที่ต้องต่อสู้กับการคอรัปชั่นขององค์กรและต่อสู้กับความต่างทางชาติพันธุ์จนได้กลิ่นอายจากงานเก่าๆอย่าง End of Watch (2012), Sabotage (2014) หรืองานเขียนบทสร้างชื่ออย่างTraining Day (2001) อยู่กลายๆ ซึ่งคราวนี้เอเยอร์จับมนุษย์มาทำงานกับออร์คโดยมีความหวาดระแวงทางชาติพันธุ์มาเป็นจุดขัดแย้งสำคัญซึ่งนอกจากจะทำให้เรื่องราวมีความเข้มข้นทั้งดราม่าจากตัวละครต่างขั้วแล้ว เอเยอร์ยังถือโอกาสหยิบจับเศษเสี้ยวของวรรณกรรมแฟนตาซีอย่าง The Lord of the Rings และ Harry Potter มาดีไซน์โลกของตัวละครเพื่อเป็นการเปรียบเปรย (Allegory) กับปัญหาชาติพันธุ์ในอเมริกาได้อย่างคมคายซึ่งเผ่าพันธุ์ออร์คก็แทบไม่ต่างจากคนผิวสีที่ถูกเหยียบหยามจากคนขาวในอเมริกาที่กลายเป็นประเด็นร้อนหลังการเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์นั่นเอง



โปรดักชั่นและนักแสดงเกรดเอในหนังสตรีมมิ่ง

           และการที่ผมมีโอกาสได้ชม BRIGHT ในโรงภาพยนตร์ก็เป็นบทพิสูจน์ได้ดีสำหรับงานโปรดักชั่นของหนังที่ทั้งภาพและเสียงไม่ได้ด้อยไปกว่าหนังฉายโรงทั่วไปเลย มิหนำซ้ำคุณภาพอาจดีกว่าหนังบางเรื่องเสียอีกซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่กล้าหาญมากของเน็ตฟลิกซ์ที่ทุ่มทุนทำหนังฟอร์มใหญ่ขนาดนี้ลงสตรีมมิ่ง ไม่เพียงเท่านั้นการดีงนักแสดงเกรดเออย่าง วิล สมิธ ที่เน้นเล่นแต่หนังบล็อคบัสเตอร์ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของหนังให้ดูมีมูลค่าประหนึ่งหนังฉายฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปีอีกด้วย ซึ่งนักแสดงแต่ละคนนอกจาก วิล สมิธ ที่ยังคงเท่ในชุดตำรวจจนภาพจากหนัง Bad Boys ทั้งสองภาคกลับมาในความทรงจำของผมแล้ว ความทุ่มเทของ โจเอล เอ็ดเกอร์ตันในบทตำรวจออร์คที่ต้องเมคอัพหน้าก่อนถ่ายครั้งละ 3 ชั่วโมงก็เป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงความทุ่มเทของนักแสดง ส่วนนักแสดงสาวอย่าง นูมิ ราพาซ ก็ต้องขอบอกว่าเธอเป็นผู้ร้ายที่เท่และมีเสน่ห์มาก จนทำให้ตลอดการชม BRIGHT คือความบันเทิงทั้งสำหรับแฟนหนังและแฟนดารานำของเรื่องอย่างแท้จริง

สำหรับใครที่มีบัญชีของ Netflix อยู่แล้วก็ไม่ควรพลาดสตรีม BRIGHT มาเป็นความบันเทิงส่งท้ายปีได้แล้ววันนี้ ส่วนคนที่ยังลังเลทาง Netflix ก็ให้สิทธิชมฟรี 1 เดือนแรกและยังมีโปรโมชั่นดีๆจากทาง AIS โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่นี่

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว]ตุ๊ดตู่กู้ชาติ – แกล้งๆเป็นกะเทยในหนังย้อนยุคปล่อยมุกดีเลย์ เขร้ !หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อกองทัพ ยโสธราวดี กำลังจะบุก อโสรยา ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกา จำต้องเตรียมการรับศึกและทำให้  แฟง (เพชรทาย วงคำเหลา) เดือน (เจริญพร อ่อนละม้าย) หอม (ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว)  ก้อน (นพดล ทรงแสง) และ สร้อย (น้องบิว ขาวคง) กะเทย 5 นางประจำหมู่บ้านจึงอาสาไปแทรกซึมในกองทัพศัตรูเพื่อสืบแผนการรบของศัตรู งานนี้เหล่ากะเทยจะพิสูจน์ความรักชาติและสามัคคี

 

 

 



ด้วยหน้าหนังและเพลงประกอบที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าผมอดคาดหวังความสนุกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ลำพังนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยทั้งพี่หม่ำ พี่ติ๊ก กลิ่นสี  พี่โก๊ะตี๋ หรือน้าจิ้ม ชวนชื่น ก็ล้วนเป็นตลกที่รับประกันความฮาจากผลงานที่ผ่านๆมาได้ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด เอาแค่การสร้างคาแรกเตอร์กะเทย 4-5 นางที่ควรมีบทบาทเด่นและสร้างความฮา หนังก็สอบตกในมาตรฐานความแซ่บของเหล่ากะเทยในหนังของพี่ พชร์ อานนท์ โดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น แฟง เดือน หอม หรือ ก้อน แทบไม่มีใครที่ถูกนำเสนอให้ออกมาเป็นกะเทยที่มีสีสันในระดับเดียวกับ หอแต๋วแตก ของพี่พชร์ได้เลย

ด้านพี่หม่ำ แม้จะเคยเล่นเป็นกะเทยใน คู่แรด (2550) มาก่อน แต่กับบทแฟง ที่เหมือนเป็นกะเทยหัวโจกก็ไม่ได้บทบาทอะไรนอกจาก ‘ทำท่า’ บ้าผู้ อย่าง แกร่ง (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ควาญช้างที่หมั่นมาอ่อยให้อยากถึงหน้าเรือน ที่ผมมองว่ามาตรฐานพี่หม่ำเคยสูงกว่านี้ เคยกล้าเล่นกว่านี้ แต่นี่มันกลับออกมาดูเสแสร้งผิดมาตรฐาน นักแสดงตลกที่มีฝีมือทางการแสดงและกำกับหนังไปโดยสิ้นเชิง  ด้าน พี่โก๊ะตี๋ ถามว่าเล่นดีมั้ย ‘ก็ดีแหละ’ แต่มันคือบทบาทที่ไม่ได้ฉีกภาพลักษณ์ แม้จะมีดราม่าเรื่องพ่อแม่ของเดือน แต่มันก็ไม่ได้มีพลังพอมาชดเชยกับมุกแป้กๆที่ตัวละครพยายามแค่นให้คนดูขำแต่อย่างดี  การมีอยู่ของ พี่ติ๊ก กลิ่นสี ในบทหอมต่างหากที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้เห็นพี่ติ๊กเล่นหนังมานานแล้ว ซึ่งก็ยอมรับนะครับว่าเห็นหน้าพี่ติ๊กก็ขำแล้ว แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ พี่เขากลับไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เดินไปเดินมา ยืนหลับ เล่นมุกปากเหม็น ทำอะไรเซื่องๆ ไอ้ที่หนังมันเอื่อยอยู่แล้ว แกยิ่งทำให้หนังดูยืดยาดหนักกว่าเดิมอีก ส่วนน้าจิ้ม ชวนชื่น นี่น่าสงสารสุดเลย เพราะท้ายสุดเราแทบไม่เห็นลักษณะเด่นอะไรในคาแรกเตอร์ ก้อน เลยสักนิดเพราะแทบไม่มีช่องปล่อยมุกสร้างความเด่นอะไรเลย นอกจากพูดจาโวยวายไร้สาระไปวันๆ นี่เลยทำให้เราแทบไม่สามารถเกาะเกี่ยวตัวละครนำเพื่อพาเราไปพบความสนุกได้อย่างที่คาดหวังจากตัวอย่างได้เลย



เอาล่ะหวังกับพลอตและตัวละครหลักไม่ได้แล้ว มีอะไรให้ดูอีกบ้างใน ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ซึ่งก็โชคดี ? ที่หนังดันมี ‘ซับพลอต’ พระเจ้าช่วย! หนังพชร์ อานนท์ มีพลอตรอง ซึ่งน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือ มันดันมีซับพลอตที่ซับซ้อน และเอาล่อเอาเถิดไปร่วม 3-4 พลอต  ทีนี้ปัญหามันเลยเกิดตรงที่ว่าท้ายสุดแกก็ขมวดปมไม่ได้ บางช่วงเล่าไม่เคลียร์ เล่นสรุปง่ายๆก็มี  ทั้งปมความรักความคิดถึงที่มีต่อคนรักทางบ้านของทหารสองนายที่หนึ่งในนั้นคือ พี่โย่ง อาร์มแชร์ ที่อุตส่าห์เพิ่มปมให้ซับซ้อนด้วยการให้เมียแกมีอาการทางจิต (แน่นอน เราก็จะได้เห็นแอคติ้งทำตาเหลือกและนั่งโยกตัวไปมา)  ไปจนถึงพลอตการเมืองทั้งการทุจริตใน อโสรยา และการชิงดีชิงเด่นใน ยโสธราวดี แต่จนแล้วจนรอด ซับพลอตก็กลายเป็นภาระของหนังให้ต้องเล่าเรื่องราวมากมายจนหนังออกมาสะเปะสะปะ และหาทางลงแทบไม่ได้ บางพลอตก็เล่นง่ายด้วยการสรุปความให้ตัวละครมากล่าวสรุป บางพลอตหนังก็ข้ามๆบทสรุปไป จนหนังลากยาวกว่า 2 ชั่วโมงเหมือนกลัวไม่มีพื้นที่ให้บรรดาดารารับเชิญที่ส่วนหนึ่งแทบยกกระบิมาจากละครช่อง 3 มิหนำซ้ำพอเห็นกระแสละครบุพเพสันนิวาส แรง แกเลยจัดการทำเพลงประกอบแบบแทบจะเดินตามละครดัง ตั้งแต่เปิดเรื่องโดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับโทนภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่าอีกด้วยนะ

สรุปเลยว่า ใครคิดลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ก็ลองดูเลยครับ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งงานที่ดูพี่พชร์ตั้งใจทำทั้งการออกแบบฉาก และมุมกล้องที่ประหนึ่งโฆษณาการท่องเที่ยว ฉากไหนใช้โดรนถ่ายได้แกถ่ายหมด แม้ไม่ได้มีความหมายทางภาพยนตร์เลยก็ตาม เพียงแต่การเล่าเรื่องและบทหนังที่เหมือนถูกเติมมาเรื่อยๆจนหนังยาวเกินความจำเป็นและมุกที่ไม่เข้าเป้าที่ฉุดหนังให้ยืดยาดมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านรีวิวแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจมามะ…มาลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติกัน ซื้อตั๋วคลิ๊กที่รูปด้านล่างเลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] อีเมล์ลับฉบับไซมอน: หนังรอมคอมฟีลกู้ดแห่งปี

Published

on

จาก ‘Simon vs. The Homo Sapiens Agenda’ ของ Becky Albertalli นิยายสายวายเรต young adult อีกเรื่องหนึ่งที่แฟนหนังสือเฝ้ารอเวอร์ชันภาพยนตร์ กับมนต์รักไฮสคูลตามแบบฉบับหนัง coming of age ซึ่งมีชื่อไทยว่า ‘อีเมล์ลับฉบับไซมอน’ ที่ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เข้าฉายในบ้านเรา (เสียที) กับเรื่องราวที่ถูกเคลมตั้งแต่หน้าหนังว่าเป็นหนังเกย์แบบเต็มสตรีม บอกตามตรงตอนเห็นทีเซอร์นี่ รู้สึกเลี่ยนมาก แต่เอาเข้าจริง มันหลอกดาวจ้าา

พลอตมันเป็นเรื่องราวของ ไซม่อน สเปียร์ (นิค โรบินสัน) หนุ่มมัธยมที่รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ แต่ไม่สามารถบอกใครได้ เพราะกลัวว่าจะไม่มีที่ยืนในสังคม กลัวพ่อแม่รับไม่ได้ เลยทำให้ตัวเองรู้สึกสับสน อึดอัดอยู่ในใจตลอด สิ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจก็คือการได้โต้ตอบอีเมล์กับเกย์นิรนามนางหนึ่งที่ใช้ชื่อนามแฝงว่า ‘บลู’ ซึ่งก็อยู่ในสภาวะเดียวกับไซม่อน คือไม่กล้าเปิดเผยตัวตนกับใคร จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง มาร์ติน (โลแกน มิลเลอร์) เพื่อนร่วมห้องตัวแสบของไซมอน ก็ได้เห็นอีเมล์ลับนั่นโดยบังเอิญ แล้วเขาแคปข้อความเหล่านั้นเพื่อจะแบล็คเมล์ไซม่อน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าจะให้ไซม่อนช่วยเขาจีบ แอ๊บบี้ (อเล็กซานดร้า ชิปป์) เพื่อนของไซม่อนที่มาร์ตินแอบชอบ นั่นเลยกลายเป็นจุดเริ่มของความอีรุงตุงนังของความสัมพันธ์

หนังเดินเรื่องชิล ๆ มากทั้งที่ตัวละครแบกปมหนักหน่วงเอาไว้ในใจ แต่หนังก็เล่าออกมาได้ฮา โดยเฉพาะแคแร็คเตอร์ของคนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือว่าเพื่อนในกลุ่มของไซม่อน มันดูหลากหลายน่าค้นหาหลายคนมาก ชอบตรงที่บริหารความสัมพันธ์ของเพื่อนในกลุ่มนี่แหละ จับคู่คนนั้นคนนี้ทีนึง แล้วอีกแป๊บก็เปลี่ยนมาจิ้นกับคู่นี้ ชอบเคมีระหว่าง นิค และ แคทเธอรีน แลงฟอร์ด (นางเอก 13 Reasons Why) มาก สาวแคทนี่เป็นหนึ่งในสาวอวบหน้าสวยเป๊ะมีเสน่ห์มาก ๆ เห็นชีแล้วก็นึกถึง เเอเรียล วินเทอร์, โคลอี้ มอเรตซ์ เลย แล้วก็ โลแกน มิลเลอร์ เรื่องนี้ดูแล้วนึกถึง สติฟเลอร์ ใน American Pie แม่งดีดมาก บางทีก็ดีดจนน่าหมั่นไส้ แต่บางทีมันก็ดูเกรียน ๆ ฮา ๆ เป็นสีสันดี

ตัวละครทุกตัวของ Love, Simon มีชีวิต มันมีพัฒนาการ มีแง่มุมต่าง ๆ หลายมิติ ไซม่อน ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำและไม่ทำ อะไรที่ผิดพลาดไป หนังไม่ได้มุ่งเน้นแค่ว่าสิ่งที่ไซม่อนตามหา สิ่งที่ไซม่อนอยากได้มันคืออะไร แล้วจบ แต่ระหว่างทางมันคือ coming of age ของไซม่อนและเพื่อน ๆ วัยทีน เหมือนกัน เด็กมันเรียนรู้กันเอง แล้วก็เรียนรู้จากพ่อแม่ ด่านที่ไซม่อนต้องบอกพ่อแม่ และด่านที่ไซม่อนตามหาบลู เรื่องราวมันสนุกตรงพลอตย่อย ๆ หักมุมไปมาที่ใส่เข้ามาแบบกลมกล่อม มันคือส่วนที่นำพาไปสู่บทสรุปจุดจบที่เติมเต็มและฟีลกู้ดสมบูรณ์แบบ

ไม่ต้องกลัวว่า Love, Simon จะเป็นหนังเกย์ขายฉากดูดขี้ฟันหรือขุดทองกันโจ๋งครึ่มอย่างที่หลายคนตั้งธงเอาไว้ มันเป็นหนังใส ๆ ที่ดูได้ไม่ดาร์กขนาดนั้น ส่วนตัวยังคิดว่าหนังเกย์ไม่จำเป็นต้องดูดดื่มกันมากก็ได้ แค่อาศัยขายพลอต ขายความฟีลกู้ดหน่อย มันก็น่ารักในแบบฉบับของมันเอง นี่เป็นหนังรักที่เราแทบไม่เห็นคลื่นน้ำตาที่ใครต้องมาเค้นคั้นกันเลย เพราะมันถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจ และเปิดพื้นที่ยินดีให้ใครก็ได้ ได้แสดงตัวตนออกมา อาจจะบอกได้ว่าหนังค่อนไปทางโลกสวยนิด ๆ แต่หากบรรยากาศสังคมบ้านเราเป็นอย่างในหนังเรื่องนี้ คนไทยคงมีพลังบวกดี ๆ ขึ้นมาอีกเยอะ

ผมชอบที่ ไซม่อน เด็กหนุ่มวัย 16 เรียนรู้และเข้าใจคำว่า crazy brave หรือความกล้าแบบบ้าบิ่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองหรือสังคมไปได้ ประโยคง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณสะอึกอย่าง go big or go home มันทำให้จำติดออกมาจากโรง ทั้งที่หนังไม่ได้พยายามยัดเยียดอะไรเลย สำหรับ ไซม่อน เขาแค่เป็นตัวเอง อยู่ที่ไหนก็เป็นตัวเอง โลกก็เป็นอีกใบไปแล้ว

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

ทำความรู้จักกับ Hans Solo ก่อนไปมันส์กับ Solo A Star Wars Story

Published

on

ในสัปดาห์นี้เราจะได้ดูหนัง Spin off จากจักรวาล Star Wars อย่าง Solo A Star Wars Story กันแล้ว  แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกันตัวตนและจุดเด่นของ ฮาน โซโล ที่ครองใจทั้งแฟนๆ Star Wars และ คอหนังทั่วโลกก่อนดีกว่า


กว่าจะได้แฮริสัน ฟอร์ด มาแสดงนำ

 

บท ฮาน โซโล ถือเป็นบทแจ้งเกิดให้แก่ แฮริสัน ฟอร์ด อย่างแท้จริง แต่ก่อนที่เขาจะได้รับโอกาสสำคัญ บท ฮาน โซโล เคยวางตัวดาราดังไว้มากมายทั้ง นิค โนลเต้  คริสโตเฟอร์ วอลเคน และ เคิร์ต รัสเซล แต่เป็น ช่างไม้ประจำกองถ่ายนาม แฮริสัน ฟอร์ด ที่ได้ครอบครองตำนานฮีโร่นักขนของเถื่อนอย่าง ฮาน โซโล


ปืน BlasTech DL- 44 Heavy Blaster Pistol

 

สำหรับปืนคู่ใจของ ฮาน โซโล แน่นอนว่าต้องเป็นเจ้า ปืนเลเซอร์ BlasTech DL- 44 Heavy Blaster Pistol ซึ่งมีต้นแบบมาจากปืนของเยอรมันรุ่น Mauset C -96 ซึ่งถูกใช้เป็นปืนของตัวเอกในหนังที่แฟรงค์ ซินาตร้านำแสดงเรื่อง The Naked Runner ในปี 1968


ยานมิเลนเนียม ฟอลคอน 

 

ยานสุดเท่ของ ฮาน โซโล ที่ได้มาจากการชนะพนันเพื่อนสนิทนาม แลนโด้ คาลริสเซียน โดยเป็นฝีมือการดีไซน์ของ โจ จอห์นสตัน ที่ จอร์จ ลูคัส ผู้ให้กำเนิด Star Wars บอกให้เขาออกแบบให้คล้ายคลึงกับจานร่อนที่สุดจนกลายเป็นยานมิลเลนเนียม ฟอลคอน ทรงแบนคล้ายจานร่อนอย่างที่เห็น  ส่วนใครคุ้นชื่อ โจ จอห์นสตัน ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะต่อมาเขาได้กลายเป็นผู้กำกับหนังแฟนตาซีคนสำคัญ รวมถึงงานกำกับ Captain America : The First Avenger (2011) ด้วย


 ชิวเบคก้า

ชิวเบคก้า หรือ ชิววี่ สหายช่างซ่อมเครื่องยนต์และนักบินร่วมคนสนิทของ ฮาน โซโล ที่เป็นตัววูคกี้ จาก ดาวคาซี้ก เดิมที ชื่อชิวเบคก้า เป็นการเพี้ยนมาจากภาษารัสเซียที่มีความหมายว่า สุนัข  โดยคอสตูมของชิวเบคก้าออกแบบโดย สจ๊วร์ต ฟรีบอร์นและภรรยา และเป็นฝืมือการแสดงของ ปีเตอร์ เมย์ฮิว และโจนาส ซูโอทาโม


คาวบอยแห่งอวกาศ

เรียกได้ว่าคาแรกเตอร์ของฮาน โซโล ถือเป็นการถอดความตัวละครคาวบอย คลาสสิก ออกมาเป็นภาคอวกาศได้เลย ทั้งความเป็นสิงห์ปืนไว และบุคลิกบ้าระห่ำ รวมถึงสไตล์การแต่งตัวที่เหมือนหลุดมาจากหนังคาวบอยก็ไม่ปาน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!