Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]Goodbye Christopher Robin แด่คริสโตเฟอร์ โรบิน ตำนานวินนี เดอะ พูห์ – ดราม่าล้นๆแต่เด็กเล่นดี

Published

on

จากเรื่องราวของหมีและผองเพื่อนในจินตนาการของบิลลี่ มิลน์ (วิล ทิลสตัน) ลูกชายตัวน้อยทำให้ อลัน มิลน์ (ดอมนอล กลีสัน) เขียนนิยายเด็กเรื่อง วินนี เดอะ พูห์ และแอบใส่ คริสโตเฟอร์  โรบิน หรือ บิลลี่ ลูกชายของเขาจนผลงานและตัวบิลลีเองโด่งดังไปทั่วโลกแต่แล้วชื่อเสียงก็กลับมาบ่อนทำลายชีวิตและความสัมพันธ์ในครอบครัวเสียเอง จนอลันต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะยอมให้บิลลี่เป็นดาราดังในนิยายอย่างที่ แดฟเน่ มิลน์ (มาร์ก็อต ร็อบบี้) ภรรยาคาดหวังหรือยอมให้บิลลี่ได้ใช้ชีวิตอย่างเด็กธรรมดาตามที่ โอลีฟ (เคลลี แม็คโดนัลด์) พี่เลี้ยงเด็กที่รักบิลลีเตือนเขาไว้


 


เมื่อวินนี เดอะ พูห์ กับปมสงครามกินคน ไม่ไปด้วยกัน

ประเด็นหลักที่ทำให้เกิดบทหนัง Goodbye Christopher Robin คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของจุดกำเนิดวินนี เดอะ พูห์ ซึ่งส่งผลให้คริสโตเฟอร์ โรบิน หรือบิลลี่ ลูกชายของ เอ เอ มิลน์ ต้องทุกข์ทรมานจากการคุกคามของชื่อเสียง แต่ด้วยกลัวว่าเรื่องราวจะเบาหวิวเกินไปหรือไงก็รู้ แฟรงค์ คอสเทล บอยซ์ และ ไซมอน วอห์น เลยนำเอาอาการ PTSD (Post Traumatic Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตึงเครียดหลังกลับจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ของอลัน มิลน์ มาเป็นปมหนึ่งที่วินนี เดอะพูห์และ บิลลี ลูกชายของเขาพาก้าวข้ามไปได้ ซึ่งมันคงทำให้หนังเข้มข้นขึ้นจริงๆหากตัวหนังได้กล่าวถึงว่าวินนี เดอะ พูห์ มีสารต่อต้านสงครามอย่างไร แต่ตัวหนังก็ละเลยจะพูดถึงประเด็นดังกล่าวในเชิงลึกเพราะต้องการให้เวลากับปมปัญหาเรื่องชื่อเสียงที่บ่อนทำลายครอบครัวแทนเลยกลายเป็นว่าหนังเสียเวลาบอกเล่าอาการตื่นกลัวของอลันเพียงเพื่อให้เรื่องราวมีจุดเริ่มต้น (รวมถึงเป็นอารัมภบทของเรื่อง) และจุดจบของหนังโดยที่เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานเขียนต่อต้านสงครามตามที่อลันได้ตั้งเป็นเป้าหมายของตัวละครไว้ในทีแรก



ตัวละครแวดล้อมคลุมเครือ

นอกจากนี้บทหนังเองยังมีปัญหาในการสร้างตัวละคร แดฟเน่ มิลน์ ที่ท้ายที่สุดคนดูก็ถูกทิ้งไว้กับความสงสัยว่าที่เธอกดดันสามีให้ทำงานเขียนและผลักดันให้ลูกชายออกงานเพียงเพื่อชื่อเสียงหรือเธอรักครอบครัวจริงๆ เพราะตัวละครแดฟเน่แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับบิลลี่ในเชิงแม่ลูกเท่าใดนักในเรื่องจนทำให้แดฟเน่กลายเป็นหญิงร้ายจนคนดูไม่คิดว่าเธอรักลูกจริงๆเมื่อถึงฉากดราม่าที่แสดงถึงความรักของแม่ ตรงข้ามกับโอลีฟที่แม้หนังจะให้เธอหายไปจากจอพักใหญ่แต่คนดูสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยที่เธอมีต่อบิลลีเกินหน้าที่พี่เลี้ยงและเราก็พร้อมสะเทือนใจเมื่อถึงฉากดราม่าที่ทำให้ทั้งคู่ต้องลาจากกัน



งานกำกับลำดับที่สามของ ไซมอน เคอร์ติส 

จากปัญหาทั้งบทหนังที่มีประเด็นปลีกย่อยเยอะเกินไปและการเฉลี่ยบทให้ตัวละครไม่พอดีนักเลยทำให้ต้องพูดถึงงานกำกับของ ไซมอน เคอร์ติส ผู้กำกับที่ผลงานส่วนใหญ่เป็นซีรีส์โดยมีผลงานหนังเพียงแค่ Woman in Gold (2015) และ My Week With Marilyn (2011) ที่ได้รับเสียงตอบรับกลางๆมาตลอด โดยต้องยอมรับว่าไซมอน ทำหน้าที่กำกับเรื่องราวที่ค่อนข้างสะเปะสะปะออกมาได้กลมกล่อมไม่มีช่วงน่าเบื่อมากนัก โดยต้องยกความดีให้กับเรื่องราวในส่วนของจุดกำเนิดวินนี เดอะ พูห์ ที่ไซมอนสามารถกำกับให้ตำนานวรรณกรรมเด็กออกมามีชีวิตชีวาและสว่างสไวเพียงพอที่จะกลบจุดด้อยในช่วงเริ่มและช่วงปลายของหนังได้ และแน่นอนว่าเราคงต้องพูดถึงนักแสดงเด็กที่ขโมยหัวใจคนดูในลำดับถัดไป



งานนี้เด็กขโมยทั้งซีนและหัวใจคนดู 

กล่าวโดยความเข้มข้นของบทบาทแล้วตัวละครอย่าง อลัน มิลน์ ของดอมนอล กลีสัน (รับบทนายพลฮักซ์แห่ง Star Wars The Last Jedi (2017)) ควรจะเป็นตัวละครที่โดดเด่นที่สุดแต่เนื่องจากบทหนังมีปัญหาในการนำเสนอตัวละครของเขาไม่ว่าจะในฐานะนักเขียนที่เผชิญจุดเปลี่ยนเมื่อความหวาดกลัวสงครามทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือในฐานะพ่อที่เขาต้องแสดงตั้งแต่หนุ่มจนแก่แต่ท้ายที่สุดคนดูก็พร้อมจะลืมการมีอยู่ของตัวละครเขาได้ตลอดเวลา หรือแม้แต่ มาร์ก็อต ร็อบบี้ ที่แม้เธอจะเป็นนักแสดงฮอลลีวูดที่โด่งดังเพราะเล่นหนังซูเปอร์วิลเลียนรวมดาวร้ายอย่าง Suicide Squad (2016) แต่บทแดฟเน่ของเธอกลับคลุมเครือและได้รับโอกาสปรากฏบนจอไม่ต่างจากภาวะลักปิดลักเปิดแถมหนังยังให้แสดงความร้ายกาจต่อลูกและสามีทำคนดูเกลียดกลัวเธอจนยากที่ใครจะเห็นใจเมื่อถึงฉากดราม่าแม่ลูก ซึ่งต่างจาก วิล ทิลสตัน ในบท บิลลี่ มิลน์ หรือ คริสโตเฟอร์ โรบิน ที่สามารถขโมยหัวใจคนดูด้วยรอยยิ้มสดใสและการแสดงที่ทำให้คนดูเชื่อ หลงรักและใจสลายเมื่อถึงฉากที่เขาต้องจากลากับ โอลีฟ พี่เลี้ยงเด็กที่เขาผูกพันมากกว่าแม่ตนเอง และทีละน้อยบท โอลีฟ ของเคลลี  แมคโดนัลด์ ดาราสาวจากซีรีส์ Boardwalk Empire (2010-2014) ที่ถูกวางเป็นบทสมทบกลับมอบการแสดงที่น่าประทับใจคนดูมากกว่าตัวเอกอย่างดอมนอล กลีสัน และ มาร์ก็อต ร็อบบี้ เสียอีกจนทำให้ทุกฉากที่ วิล ทิลสตันปรากฎคู่กับเคลลี แมคโดนัลด์ กลายเป็นความประทับใจที่สามารถกลบข้อด้อยของหนังได้มิดเลยทีเดียว

แม้ข้อเสียของบทหนังจะมากมายเพียงใดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Goodbye Christopher Robin มิได้บกพร่องในหน้าที่ของการเป็นหนังครอบครัวที่อบอุ่น มีฉากน่ารักและดราม่าชวนใจสลายจากการแสดงของ วิล ทิลสตัน และ เคลลี แมคโดนัลด์ จนทำให้เรื่องราวด้านมืดของต้นกำเนิด วินนี่ เดอะ พูห์ สามารถเป็นอุทาหรณ์ในการเลี้ยงลูกเพื่อปกป้องความโหดร้ายจากโลกมายาได้เป็นอย่างดี

 

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Laplace’s Witch ลาปลาซ วิปลาส: แคปเฌอกับคดีฆาตกรรมพิศวง

Published

on

By

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Major Cineplex

เรื่องย่อ

เมื่อคนสองคนเสียชีวิตเพราะการสูดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เกิดขึ้นกันคนละสถานที่ ตำรวจจึงต้องพึ่งความเห็นของนักวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ชูสุเกะ อาโอเอะ (ซากุราอิ โช) เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งสองคดีคืออุบัติเหตุหรือการฆาตกรรม ในระหว่างการสืบสวน ชูสุเกะได้พบกับสาวน้อยปริศนา มาโดกะ อุฮาระ (ฮิโรเสะ ซึสุ) เธอสามารถทำนายสถานที่เกิดปรากฏการณ์ได้อย่างแม่นยำ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างวิทยาศาสตร์และความลึกลับจึงเริ่มขึ้น

จริง ๆ จั่วหัวชื่อรีวิวได้น่ากลัวแฟนคลับของนางเอก ฮิโรเสะ ซึสุ ตามมาตีหัวมาก ๆ แต่นั่นก็เพราะมีคนพูดแบบนี้ให้ได้ยินหลายคนแล้วเหมือนกัน โดยเฉพาะตัวโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ ซึสุ ยิ่งเหมือน เฌอปราง เข้าไปใหญ่ ยิ่งกว่าตอนเล่นหนังดัง ๆ เรื่องก่อน ๆ อย่าง Our Little Sister (2015) เสียอีก สำหรับใครที่โดนหลอกด้วยพาดหัวเข้ามาถึงตรงนี้ก็ขอแนะนำให้รู้จักนางเอกดาวรุ่งของญี่ปุ่นอย่าง ซึสุ ที่เพิ่งได้รับการโหวตจากหนุ่มญี่ปุ่นว่าเป็น 1 ใน 10 นางเอกที่อยากเป็นแฟนด้วยมากที่สุด และนอกจากความน่ารัก ในด้านฝีไม้ลายมือการแสดงของเธอก็เรียกว่าน่าจับตามาก ๆ มีหนังดี ๆ ดัง ๆ หลายเรื่องที่เธอร่วมแสดง และสำหรับ Laplace’s Witch ก็คือหนังเรื่องล่าสุดที่เข้ามาฉายในบ้านเราด้วย

โปสเตอร์นี้นึกว่าเฌอปรางไปถ่าย

จุดขายของหนังจริง ๆ นั้น มีจุดเด่นตรงนำนิยายแนวลึกลับของนักเขียนมากรางวัลอย่าง ฮิงาชิโนะ เคโงะ ที่มีผลงานแปลเป็นภาษาไทยหลายเรื่องเหมือนกัน มาทำเป็นหนัง ลึกลับขนาดว่าตอนผมดูตัวอย่างหนัง คือมึนกับแนวหนังไปเหมือนกันว่า ว่าสรุปเป็นแนวไหนหว่า? จะสืบสวนลึกลับแบบวิทยาศาสตร์ หรือเว่อ ๆ มีเรื่องภูติผีปีศาจมาเป็นแก่น หรือว่ามันคือหนังดราม่าหนังรักที่มีคดีฆาตกรรมเป็นชนวน พอได้ดูจริงก็สารภาพเลยว่า หลับ ไปบางช่วงเหมือนกัน เพราะหนังดัดแปลงจากนิยายได้นิยายดีเหลือเกิน ทั้งภาษาพูดที่เยิ่นเย้อสวยงามดังภาษาเขียน พูดกันเป็นนาที ๆ แต่ได้ความอยู่นิดเดียว ใครชอบภาษาคม ๆ เท่ ๆ เรื่องนี้น่าจะตอบโจทย์

นึกภาพประกอบอะไรไม่ออก ลงภาพนางเอกไปก่อน

ส่วนด้านความเป็นหนังสืบสวนนั้น ก็ได้กลิ่นไอหนังสืบสวนแบบญี่ปุ่นเก่า ๆ หน่อย ที่จะมีฉากสวย ๆ หิมะขาวโพลน เมืองบ่อน้ำร้อนไกลผู้คน การฆาตกรรมที่ลึกลับแต่ไม่ชวนแหวะ แล้วก็ศาสตราจารย์ที่ถูกดึงมาแก้ปริศนา สาวสวยลึกลับที่โผล่มาอีก อารมณ์หนังจะนิ่ง ๆ นัวร์ ๆ อยู่ครึ่งเรื่องแรก แต่พอหนังเฉลยตัวว่ามาทางไซไฟ ธริลเลอร์นะ ก็พลิกอารมณ์มาเป็นหนังองค์กรลึกลับ ที่มีเหล่ากี้กี้ติดตามตัวเอกไปทุกที่ ก่อนจะวกหักลำว่าแท้จริงกรูคือหนังดราม่าสะเทือนใจ ที่มีความโรแมนติกบาง ๆ ปนอยู่เฟร้ย

ตามใจพี่เลยครัช

จริง ๆ หนังก็ไม่ถึงกับเลวร้ายนะ แต่มันอาจเรียกร้องคนที่อยากดูมาก ๆ เป็นทุนเดิมสักหน่อย ไม่ว่าจะอยากดูว่าปริศนาของเมิงคืออะไรกันแน่ หรืออยากดูนางเอก หรืออยากดูไซไฟ แต่พอเล่ากลม ๆ รวม ๆ สำหรับคอหนังก็ต้องบอกว่าสนุกแบบกลาง ๆ อ่ะ ไม่ได้เด่นอะไรเท่าไหร่ เข้าใจว่าเป็นนิยายคงทำได้ดีกว่า แต่พอคัดจังหวะการเล่าเป็นภาพแล้วไม่ค่อยสนุกเอาเสียเลย ก็ใครชอบนิยายลึกลับญี่ปุ่นน่าจะเป็นทางเลือกให้พอหายลงแดงไปได้ล่ะนะ

รักเฌอ กดลิ้งก์นี้ ซื้อตั๋วจองตั๋ว ดูหนังญาติห่างๆมากๆของเฌอได้เลยนะจ๊ะ

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] BNK48 Girls Don’t Cry: เผาทุ่งลาเวนเดอร์ให้ราบ

Published

on

By

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Major Cineplex

เรื่องย่อ

BNK48 คือ Idol Girl Group ที่มีสมาชิกรุ่นแรกเป็นหญิงสาวตั้งแต่อายุ 13 – 23 ปี รวมทั้งหมด 26 คน โดยคอนเซ็ปต์ของวงคือ‘เด็กหญิงธรรมดาๆ ที่มีความพยายาม’ ในการออกแต่ละซิงเกิ้ลจะมีสมาชิกเพียง 16 คนจากทั้งหมด เท่านั้นที่จะได้รับเลือกให้มีผลงาน สมาชิกทุกคนจึงพยายามทุ่มเทให้กับ การฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเอง แต่แล้ววันหนึ่ง…ทุกคนก็เรียนรู้ว่าความพยายามอย่างเดียวอาจไม่พอและ ปลายทางของ ความพยายาม นอกจากความสําเร็จแล้ว มันยังมีอย่างอื่น ที่ไม่คาดคิดรออยู่เช่นกัน

นี่คืองานสารคดียาวแบบเต็มตัวเรื่องที่ 2 ของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ ผู้กำกับเจ้าพ่อฮิปสเตอร์ของเด็กไทย โดยการทาบทามจาก BNK48 Office และ Salmon House ที่รับดูแลควบคุมการทำสารคดีนี้ ซึ่งเต๋อก็สารภาพว่านี่คืองานที่สานฝันของเขาเมื่อครั้งที่ยังหลงใหลเพลงอาร์เอส จนอยากทำสารคดีของแก๊งคามิคาเซ่ ในฐานะวัยรุ่นที่ต้องกลายเป็นศิลปินยอดนิยมอย่างรวดเร็ว มองในแง่หนึ่ง BNK48 เองก็คือโมเดลธุรกิจที่ใช้สูตรสำเร็จจากเจ้าของแฟรนไชส์ที่ญี่ปุ่นเพื่อแสวงหากำไรไม่ต่างจากวงการบันเทิงอื่น ๆ ด้วย

เต๋อ มักเข้าใจเองว่า “ผมไม่เห็นหน้าเหมือนโคจิม่าตรงไหนเลย”

หากแต่ตระกูล 48 นั้น มีจุดขายที่ทำให้ได้รับความนิยมสูงจนกลายเป็นปรากฏการณ์ในหลายประเทศ คือการคัดสมาชิกวงจากเด็กสาวที่ยังพัฒนาตัวได้อีกมาก พูดอีกแบบคือยังไม่สมบูรณ์แบบในการเป็นไอดอล อาจไม่เก่งร้อง เต้น หรือเอาใจแฟนคลับ เอามาฝึกอย่างเข้มข้น ให้แฟน ๆ ได้เห็นความทุ่มเทและพัฒนาการ จะได้เอาใจช่วยและผูกพันกับสมาชิกแต่ละคนนั่นเอง มอง ๆ ไป ก็คล้าย ๆ รูปแบบเรียลิตี้ทีวีที่ฮิต ๆ กันอยู่พักหนึ่ง หากแต่นี่เปลี่ยนจากกล้องวงจรปิดที่ติดตามห้อง มากลายเป็นเวทีหรืออีเว้นท์ตามที่ต่าง ๆ ที่เราสามารถไปพบปะตัวจริงได้เลย ตามคอนเซ็ปต์ “สาวข้างบ้าน” หรือ “ไอดอลที่คุณเข้าถึงได้” นั่นเอง

การที่เด็กสาววัยกำลังเปลี่ยนผ่านต้องเข้าสู่โมเดลธุรกิจบางอย่าง ที่ถูกออกแบบให้มีการแข่งขันและสร้างชนชั้นขึ้นภายในกลุ่ม เพื่อเป้าหมายในการบีบให้พวกเขาต้องพัฒนาตัวอย่างก้าวกระโดด สู่การเป็นขวัญใจมหาชน หรือพูดในมุมอุตสาหกรรมจะเรียกว่า สินค้าที่มีมูลค่าสูงทำกำไรได้มาก ก็ไม่ผิดนัก นี่จึงเป็นเนื้อหาที่แข็งแรงมาก ๆ ในการนำเสนอภาพที่จริงโคตร ๆ ของโลกความเป็นจริงสีเทา ๆ และยังสร้างความสั่นสะเทือนต่อจิตใจของเรา ๆ ที่เคยได้รับเพียงภาพฉาบหน้าที่สดใส และความร่าเริงสนุกสนานของพวกเขาพวกเธอเท่านั้นด้วย

ในแง่หนึ่ง BNK48 ก็เหมือน กลุ่มทดลองทางสังคมในหนังจากเรื่องจริง The Stanford Prison Experiment ที่ทุกคนถูกบทบาทสมมุติเล่นงาน ไม่ว่าจะทั้งเหยื่อและตัวผู้คุมเอง

ในการแนะนำนี้ผมมองกลุ่มคนที่จะไปดูเป็น 3 กลุ่ม

  • กลุ่มแรกสำหรับโอตะ นี่คือหนังสารคดีที่คุณจะได้เข้าไปสัมผัสแง่มุมที่คุณอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่คุณจะไม่มีทางได้เห็นด้วยตาตัวเองมาก่อน เพราะแม้แต่งานจับมือมันก็ยังคือหน้าฉากที่ถูกออกแบบมาให้เรา ๆ รู้จักเท่านั้น หนังเรื่องนี้จะพาเดินอ้อมไปด้านหลังความเป็นไอดอล คือความเป็นเด็กสาวธรรมดาที่ต้องคิดแก้ปัญหาในชีวิตมากมายเกินกว่าที่เพื่อนวัยเดียวกันจะต้องเจอ เหมือนสินค้าที่ฉีดยากระตุ้นให้รีบโตรีบมีคุณค่า มันจึงเป็นภาวะที่น่าสนใจไม่เบาเลยล่ะ บางฉากบางคำพูดเราคงไม่สามารถได้ยินจากที่ไหนจริง ๆ และอาจเสียน้ำตาให้กับพวกเธอได้ง่าย ๆ เลย ทั้งคนที่คุณรู้จักดีแต่ไม่รู้ความคิดลึก ๆ ของเขา หรือคนที่คุณเองอาจจำชื่อไม่ได้ คุณก็จะจำได้ขึ้นใจรอบนี้ล่ะ ต้องขอบคุณความกล้าให้เล่าของ BNK48 Office และตัวน้อง ๆ เองที่ยอมเปลือยความรู้สึกบางแง่มุมออกมาให้เราได้เห็น
  • กลุ่มต่อมาคือแฟน ๆ ของพี่เต๋อ กลุ่มนี้อาจชอบในฝีไม้ลายมือของเต๋อโดยเฉพาะ ก็ขอบอกเลยว่านี่คือหนังที่เต๋อเองมีเครดิตทั้ง กำกับ เขียนบท ถ่ายภาพ และตัดต่อ มากกว่าหนังเรื่องไหน ๆ ที่ผ่านมา นี่คือหนังที่เต๋อใช้เวลาสัมภาษณ์น้อง ๆ แต่ละคนนานกว่าคนละ 2-3 ชั่วโมง รวมฟุตเทจเฉพาะสัมภาษณ์ไปกว่า 60 ชั่วโมง ยังไม่นับฟุตเทจที่ไปถ่ายติดตามการซ้อมการแสดง และยังฟุตเทจที่ทาง BNK48 Office เก็บไว้ตลอดกว่า 1 ปีกว่า ๆ ตั้งแต่เปิดออดิชั่นจนถึงวันนี้อีกด้วย แม้ด้วยลีลาความเป็นสารคดีอาจไม่เอื้อให้เห็นเทคนิคสีสันแพรวพราวอย่างหนังเต๋อเรื่องที่ผ่านมา แต่เต๋อก็โชว์ความเก๋าได้แบบไม่ยอมย่อต่อธรรมชาติของสารคดีเลย ทั้งการดีไซน์ฉากสัมภาษณ์ที่คับแคบ สะท้อนถึงความกดดันของแต่ละคน ในอีกด้านหนึ่งเต๋อก็ให้เกร็ดว่า เขาเลือกฉากสัมภาษณ์แบบนี้เพราะมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเวลาที่ต้องรอเข้าห้องน้ำบนเครื่องบินที่ทางเดินมืด ๆ แล้วมีคนรอเข้าด้วยกันอยู่ ภาวะนี้เอื้อให้เราพูดคุย และความเงียบของเครื่องบินก็มากพอให้เราอาจเล่าเรื่องลับ ๆ แก่กันด้วย นี่ล่ะคือความเป็นคนช่างคิดของเต๋อ ดังนั้นสารคดีธรรมดามันไม่ธรรมดาแน่ ๆ ส่วนความกวนทีนก็หายห่วง ใส่มาแบบ โอ่ย เล่นงี้เลยเรอะ 555 แต่กับส่วนตัวผมเลยนะ ให้เทียบกับสารคดีอย่าง เดอะมาสเตอร์ ที่เต๋อเคยทำ ผมว่าอันนั้นเต๋อเล่ามันมือกว่า สนุกกว่า อาจเพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเขากว่า และอาจเพราะว่าในเรื่องนี้เขาเกรงใจน้อง ๆ พอสมควร หรือพูดอีกแบบ เขาอาจเป็นคนไม่ชอบเห็นน้ำตาผู้หญิงก็ได้มั้ง

    ใบหน้าของเต๋อที่ไม่อยากเห็นแคปเฌอร้องไห้

  • กลุ่มสุดท้าย คิดว่าเป็นกลุ่มที่หนังเรื่องนี้ตั้งใจทำให้ดูที่สุดแล้วล่ะ นั่นคือคนทั่วไปเลย ถ้าคุณคิดว่าอยู่ในกลุ่มนี้ล่ะ แล้วอ่านมาถึงจุดนี้ได้ ผมว่าก็สนใจอยากรู้จัก BNK48 พอประมาณเลยล่ะ ผมจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ทำให้คุณเข้าใจปรากฏการณ์ฮิตทั้้งบ้านทั้งเมืองนี้มากขึ้น และมากกว่าเข้าใจ คือคุณจะเข้าอกเข้าใจเห็นอกเห็นใจในมนุษย์ยุคนี้มากขึ้น มันคือภาพสะท้อนของคนที่ต้องดิ้นรนเพราะความฝัน ความอยาก ความต้องการมีความสุข ซึ่งโลกสีเทา ๆ ของเรามันไม่ได้ยอมปล่อยเราไปจุดนั้นง่าย ๆ สิ่งที่เราเห็นว่ามันช่างสดใสและง่ายดายเหลือเกินสำหรับบางคน มันอาจมีมากกว่าทุ่งลาเวนเดอร์ในใจเราก็ได้ ข้างใต้ดอกลาเวนเดอร์พวกนั้นอาจเป็นปุ๋ยเคมีที่มีพิษข้างเคียงโดยที่เขาไม่ได้แสดงให้เรารู้ความเจ็บปวด ผมว่าคนทุกคนสามารถรู้สึกและได้ข้อคิดต่อหนังเรื่องนี้ในมุมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าคุณจะเป็น พ่อ แม่ ลูก เพื่อน พี่ น้อง คนที่ทำงาน หรือเป็นสถานะความสัมพันธ์แบบไหนกับใครสักคน คุณจะได้มุมมองชีวิตบางอย่างกลับไปทบทวนแน่นอน

พูดกันมาขนาดนี้ อยากบอกว่าไม่ต้องกลัวความเป็นสารคดีในหนังเรื่องนี้ เพราะทุกเรื่องที่เราเอามาแนะนำเราก็เชื่อว่าทุกคนดูได้ไม่หลับไม่ง่วงแน่นอน (ไอ้เรื่องที่น่าเบื่อ ๆ ดูยาก ๆ เราคงไม่มาเสียเวลาแนะนำ) และเราก็อยากให้ได้ดูหนังไทยที่ทำออกมาดี ๆ อย่างเรื่องนี้ด้วย ไปเผาทุ่งลาเวนเดอร์กันให้ราบ จะได้มองเห็นว่าจริง ๆ แล้วผืนดินตรงนี้มันอาจเหมาะกับการทำอย่างอื่นที่ได้ประโยชน์มากกว่านั้นก็ได้

จองตั๋วหนัง ดูรอบหนัง BNK48 ได้ทันใจเพียงคลิ๊กที่นี่ เย่

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Kuntilanak : ผีรังแกเด็ก

หนังทวีปเอเซียที่เข้ามาฉายบ้านเราประจำส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นหลัก น้านนานถึงจะมีหนังสิงคโปร์ อินโดนีเซียเข้ามาฉายสักเรื่อง และถ้ามีหลงเข้ามา ก็แน่นอนว่าหนังเรื่องนั้นต้องมีอะไรดี น่าจับตามอง ตัวอย่างเช่น The Raid : Redemption หนังแอ็คชั่นสัญชาติอินโดนีเซีย ที่มาในฐานะหนังสร้างปรากฏการณ์ของวงการหนังอินโดเลยก็ว่าได้ แล้วหนังก็สนุกจริง มันส์จริง สร้างชื่อให้ทั้งผู้กำกับ และ อิโค อูเวส พระเอกของเรื่อง ถึงขั้นได้ไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ด และปลายเดือนนี้ก็จะได้ประกบกับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ใน Mile22 ด้วย ผ่านมาถึง 7 ปี วันนี้มีหนังอินโดนีเซียเรื่องใหม่ Kuntilanak หนังผีที่มาแบบเงียบ ๆ เช่นเคย หนังสร้างความคาดหวังให้ผมว่ามาแบบนี้หนังต้องมีอะไรดีแน่นอน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

หนังทวีปเอเซียที่เข้ามาฉายบ้านเราประจำส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นหลัก น้านนานถึงจะมีหนังสิงคโปร์ อินโดนีเซียเข้ามาฉายสักเรื่อง และถ้ามีหลงเข้ามา ก็แน่นอนว่าหนังเรื่องนั้นต้องมีอะไรดี น่าจับตามอง ตัวอย่างเช่น The Raid : Redemption หนังแอ็คชั่นสัญชาติอินโดนีเซีย ที่มาในฐานะหนังสร้างปรากฏการณ์ของวงการหนังอินโดเลยก็ว่าได้ แล้วหนังก็สนุกจริง มันส์จริง สร้างชื่อให้ทั้งผู้กำกับ และ อิโค อูเวส พระเอกของเรื่อง ถึงขั้นได้ไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ด และปลายเดือนนี้ก็จะได้ประกบกับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ใน Mile22 ด้วย ผ่านมาถึง 7 ปี วันนี้มีหนังอินโดนีเซียเรื่องใหม่ Kuntilanak หนังผีที่มาแบบเงียบ ๆ เช่นเคย หนังสร้างความคาดหวังให้ผมว่ามาแบบนี้หนังต้องมีอะไรดีแน่นอน

กุนตีลานัก เป็นผีพื้นบ้านในตำนานของอินโดนีเซีย น่าจะเลเวลเดียวกับ “แม่นาก” ของบ้านเรา เพราะเรื่องราวของกุนตีลานัก ถูกสร้างออกมาเป็นหนังเยอะมาก แต่กุนตีลานักในเวอร์ชั่นนี้ถูกตีความต่างจากเรื่องราวในตำนานเยอะมาก ถ้าเสิร์ชอ่านจะพบว่ากุนตีลานักเป็น ผีตายทั้งกลม ผสม กับผีนางตานี ที่โหดดุมาก ชอบควักไส้มาอวด และมีนิสัยชอบควักลูกตาเหยื่อ และดูดสมองเหยื่อมากิน แต่กับ “kuntilanak 2018” หรือในชื่อไทย “กระจกส่องตาย” ก็ตีความใหม่ ให้กุนตีลานัก เป็นผีต่างมิติ แล้วมีกระจกโบราณเป็นตัวเชื่อมมิติ เด็กที่ขาดความอบอุ่น ต้องการแม่ จะเป็นเป้าหมายที่กุนตีลานักโปรดปราน จะถูกกุนตีลานักจับไปอยู่ด้วย

หนังเปิดเรื่องที่ครอบครัวของ อันยาส เด็กชายที่เพิ่งสูญเสียแม่ อยู่กับพ่อที่คอยปลอบใจ แต่อันยาสก็ยังทำใจไม่ได้และโหยหาแม่ แล้วกุนตีลานักก็ออกจากกระจกมาในภาพแม่ของอันยาส และนั่นคือเหยื่อรายแรก กลายเป็นข่าวโด่งดัง บ้านของอันยาสกลายเป็นบ้านร้าง และกลายเป็นที่สนใจของมวลชน มีสำนักข่าว รายการบันเทิงมากมายมาถ่ายทำ และหนึ่งในนั้นคือ เกล็น พิธีกรหนุ่มที่มาถ่ายทำรายการเยี่ยมชมบ้านผี ขากลับเกล็นก็ยังหยิบเอา”กระจกผี”กลับไปฝาก ลิเดีย แฟนสาวเสียด้วย ลิเดีย เป็นสาววัยรุ่นที่รับจ๊อบดูแลเด็กกำพร้า 5 คน ในช่วงที่เจ้าของสถานเลี้ยงเด็กต้องเดินทางไปซานฟรานซิสโก เด็กกำพร้า 5 คนที่โหยหาความรักความอบอุ่นจึงเป็นเป้าหมายที่ดีของกุนตีลานัก ทำให้เธอออกมาอาละวาดตั้งแต่คืนแรก

ริซาล มันโตวานี่ เป็นผู้กำกับขาเก๋าของอินโดนีเซีย ต้องเรียกว่าคร่ำหวอดในวงการเลย เพราะกำกับหนังมาแล้ว 28 เรื่อง เคยหากินกับกุนตีลานักมาแล้ว ถึงขั้นทำเป็นไตรภาคเมื่อปี 2006 แต่ฝีมือดูจะสวนทางกับประสบการณ์นัก เห็นได้ชัดกับฉากสยองขวัญ ที่ก๊อปปี้สไตล์ของเจมส์ วาน มาอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลที่ได้กลับต่างกันลิบ หนังเต็มไปด้วยฉากที่เราเห็นกันมาแล้วจาก Annabell Creation ประตูเปิดดัง “แอ๊ดดดดดดด” มีเสียงผีเรียกชื่อเด็ก แล้วเด็กก็เดินตามเสียงเรียกเข้าห้องไปหาผี หนังเล่นมุกเดิมแบบนี้ซ้ำ ๆ วน ๆ กับเด็กทั้ง 5 คน จนน่าอึดอัด กับพฤติกรรมโง่ ๆ ที่ดูขัดกับความเป็นจริงจนเกินไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับหลาย ๆ ฉาก

ฉากที่หงุดหงิดสุด คือมีเสียงเรียก “ดินดา” เด็กหญิงเดินตามเสียงเรียกออกจากห้องนอนในกลางดึก เจอว่าทีวีเปิดทิ้งไว้ หน้าจอไร้สัญญาณเป็นภาพ “ซ่าาาาา” สิ่งที่ดินดาทำคือเดินไปหน้าจอทีวีแล้วเอามือทาบหน้าจอ เพื่อ………………… พอผีออกมา สิ่งที่เธอทำคือ…………….ยืนดู โอ๊ยยยย อึดอัด แล้วไม่ใช่ดินดาคนเดียว เด็กคืนอื่น ๆ ในเรื่องนี้ไม่มีต่อมความกลัวผี เจอผีแต่ละทีก็ยืนคุย ยืนดู ผ้าคลุมหล่น ประตูเปิดปิดเอง เก้าอี้โยกเอง น้องเดินไปจับเก้าอี้ ซึ่งมันควรวิ่งเตลิดไปตั้งแต่ผ้าคลุมหล่นแล้วมั้ย ถูกเลี้ยงดูกันมาอย่างไรนะ ใน Annabell ก็มีเด็กไร้ต่อมความกลัวแบบนี้นะ แต่ไม่ได้เล่นถี่จนเฝือขนาดนี้ แล้วแต่ละฉากมันก็น่ากลัวชวนลุ้นมากจนกลบความด้อยในเรื่องผิดวิสัยเด็กไปได้บ้าง

ข้อดีเล็ก ๆ อีกจุดหนึ่ง คือการคัดบรรดาเด็ก ๆ ในเรื่องมาได้หน้าตาน่ารัก หน้าตาเด็กหญิงแต่ละคนดูหน้าตาฝรั่งกันหมด คงจะรสนิยมเดียวกับบ้านเรากระมัง ที่นิยมบรรดาดาราลูกครึ่ง ส่วนฝีมือการแสดงก็พอเอาตัวรอดผ่านไปได้ ไม่โดดเด่น และไม่ถึงกับแย่ มีเด็กชายใส่แว่น ที่พอเป็นสีสันของเรื่องได้ดี กับหน้าที่ตัวปล่อยมุก ที่ได้เสียงหัวเราะอยู่หลายครั้ง ฉากที่ชอบสุดคือฉากข้าวโพดคั่วครับ

หนังเล่นกับฉากตุ้งแช่บ่อยมาก ตกใจมั้ย ตกใจนะ แต่ไม่ได้ตกใจกับภาพ แต่ตกใจกับเสียงซาวนด์เอ็ฟเฟ็กต์ที่ดังมาก ผีกุนตีลานักออกมาถี่ ออกมาทุกคืนรังแกเด็กเวียนไปทีละคน เวลาปรากฏตัวก็คืบคลานออกมาจากกระจก ท่าเดียวกับผีซาดาโกะ จาก Ringu ที่คลานออกมาจากทีวีเลย แล้วมาในชุดนอนยาวสีขาวมอซอแบบเดียวกัน ตกลงจะคิดอะไรใหม่บ้างไหมเนี่ย มีบางฉากที่กุนตีลานัก ออกมาในชุดนางรำประจำชาติ ร้องเพลงภาษาอินโดมีดนตรีชวนหลอน ซึ่งก็เข้าท่ากว่านะดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกว่า แต่ก็กลับไม่เน้น

ยังมีข้อดีที่มีการออกแบบใบหน้าของผีกุนตีลานักที่ดูน่ากลัวและมีเอกลักษณ์ของตัวเองจริง ๆ กุนตีลานัก เป็นผีที่ดูไร้เหตุผลในการพยาบาทพอควร เหมือนจะดุ แต่พอจะปราบก็ง่ายดายเสียเหลือเกิน งานแสง งานภาพ อยู่ในคุณภาพเดียวกับละครบ้านเรา ดูเห็นชัดว่าเป็นหนังทุนต่ำ

หนังยังอุตส่าห์จะทิ้งท้ายไว้ต่อภาค 2 อีกนะ แต่ดูแววแล้วน่าจะจบแค่ภาคนี้ล่ะ ตัวหนังเองก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรในอินโดนีเซียเลยแม้แต่น้อย มีคนดูล้านกว่าคน อยู่ในอันดับที่ 42 ของหนังที่เข้าฉายในปีนี้ อะไรดลใจให้ซื้อมาฉายเหรอครับ? ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันสดใส ราบรื่นเกินไป อยากสัมผัสความหงุดหงิด อึดอัด เชิญครับ……………….

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!