Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]Goodbye Christopher Robin แด่คริสโตเฟอร์ โรบิน ตำนานวินนี เดอะ พูห์ – ดราม่าล้นๆแต่เด็กเล่นดี

Published

on

จากเรื่องราวของหมีและผองเพื่อนในจินตนาการของบิลลี่ มิลน์ (วิล ทิลสตัน) ลูกชายตัวน้อยทำให้ อลัน มิลน์ (ดอมนอล กลีสัน) เขียนนิยายเด็กเรื่อง วินนี เดอะ พูห์ และแอบใส่ คริสโตเฟอร์  โรบิน หรือ บิลลี่ ลูกชายของเขาจนผลงานและตัวบิลลีเองโด่งดังไปทั่วโลกแต่แล้วชื่อเสียงก็กลับมาบ่อนทำลายชีวิตและความสัมพันธ์ในครอบครัวเสียเอง จนอลันต้องตัดสินใจครั้งสำคัญว่าจะยอมให้บิลลี่เป็นดาราดังในนิยายอย่างที่ แดฟเน่ มิลน์ (มาร์ก็อต ร็อบบี้) ภรรยาคาดหวังหรือยอมให้บิลลี่ได้ใช้ชีวิตอย่างเด็กธรรมดาตามที่ โอลีฟ (เคลลี แม็คโดนัลด์) พี่เลี้ยงเด็กที่รักบิลลีเตือนเขาไว้


 


เมื่อวินนี เดอะ พูห์ กับปมสงครามกินคน ไม่ไปด้วยกัน

ประเด็นหลักที่ทำให้เกิดบทหนัง Goodbye Christopher Robin คงหนีไม่พ้นเรื่องราวของจุดกำเนิดวินนี เดอะ พูห์ ซึ่งส่งผลให้คริสโตเฟอร์ โรบิน หรือบิลลี่ ลูกชายของ เอ เอ มิลน์ ต้องทุกข์ทรมานจากการคุกคามของชื่อเสียง แต่ด้วยกลัวว่าเรื่องราวจะเบาหวิวเกินไปหรือไงก็รู้ แฟรงค์ คอสเทล บอยซ์ และ ไซมอน วอห์น เลยนำเอาอาการ PTSD (Post Traumatic Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะตึงเครียดหลังกลับจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ของอลัน มิลน์ มาเป็นปมหนึ่งที่วินนี เดอะพูห์และ บิลลี ลูกชายของเขาพาก้าวข้ามไปได้ ซึ่งมันคงทำให้หนังเข้มข้นขึ้นจริงๆหากตัวหนังได้กล่าวถึงว่าวินนี เดอะ พูห์ มีสารต่อต้านสงครามอย่างไร แต่ตัวหนังก็ละเลยจะพูดถึงประเด็นดังกล่าวในเชิงลึกเพราะต้องการให้เวลากับปมปัญหาเรื่องชื่อเสียงที่บ่อนทำลายครอบครัวแทนเลยกลายเป็นว่าหนังเสียเวลาบอกเล่าอาการตื่นกลัวของอลันเพียงเพื่อให้เรื่องราวมีจุดเริ่มต้น (รวมถึงเป็นอารัมภบทของเรื่อง) และจุดจบของหนังโดยที่เหตุการณ์ต่างๆในเรื่องไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานเขียนต่อต้านสงครามตามที่อลันได้ตั้งเป็นเป้าหมายของตัวละครไว้ในทีแรก



ตัวละครแวดล้อมคลุมเครือ

นอกจากนี้บทหนังเองยังมีปัญหาในการสร้างตัวละคร แดฟเน่ มิลน์ ที่ท้ายที่สุดคนดูก็ถูกทิ้งไว้กับความสงสัยว่าที่เธอกดดันสามีให้ทำงานเขียนและผลักดันให้ลูกชายออกงานเพียงเพื่อชื่อเสียงหรือเธอรักครอบครัวจริงๆ เพราะตัวละครแดฟเน่แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับบิลลี่ในเชิงแม่ลูกเท่าใดนักในเรื่องจนทำให้แดฟเน่กลายเป็นหญิงร้ายจนคนดูไม่คิดว่าเธอรักลูกจริงๆเมื่อถึงฉากดราม่าที่แสดงถึงความรักของแม่ ตรงข้ามกับโอลีฟที่แม้หนังจะให้เธอหายไปจากจอพักใหญ่แต่คนดูสัมผัสได้ถึงความรักความห่วงใยที่เธอมีต่อบิลลีเกินหน้าที่พี่เลี้ยงและเราก็พร้อมสะเทือนใจเมื่อถึงฉากดราม่าที่ทำให้ทั้งคู่ต้องลาจากกัน



งานกำกับลำดับที่สามของ ไซมอน เคอร์ติส 

จากปัญหาทั้งบทหนังที่มีประเด็นปลีกย่อยเยอะเกินไปและการเฉลี่ยบทให้ตัวละครไม่พอดีนักเลยทำให้ต้องพูดถึงงานกำกับของ ไซมอน เคอร์ติส ผู้กำกับที่ผลงานส่วนใหญ่เป็นซีรีส์โดยมีผลงานหนังเพียงแค่ Woman in Gold (2015) และ My Week With Marilyn (2011) ที่ได้รับเสียงตอบรับกลางๆมาตลอด โดยต้องยอมรับว่าไซมอน ทำหน้าที่กำกับเรื่องราวที่ค่อนข้างสะเปะสะปะออกมาได้กลมกล่อมไม่มีช่วงน่าเบื่อมากนัก โดยต้องยกความดีให้กับเรื่องราวในส่วนของจุดกำเนิดวินนี เดอะ พูห์ ที่ไซมอนสามารถกำกับให้ตำนานวรรณกรรมเด็กออกมามีชีวิตชีวาและสว่างสไวเพียงพอที่จะกลบจุดด้อยในช่วงเริ่มและช่วงปลายของหนังได้ และแน่นอนว่าเราคงต้องพูดถึงนักแสดงเด็กที่ขโมยหัวใจคนดูในลำดับถัดไป



งานนี้เด็กขโมยทั้งซีนและหัวใจคนดู 

กล่าวโดยความเข้มข้นของบทบาทแล้วตัวละครอย่าง อลัน มิลน์ ของดอมนอล กลีสัน (รับบทนายพลฮักซ์แห่ง Star Wars The Last Jedi (2017)) ควรจะเป็นตัวละครที่โดดเด่นที่สุดแต่เนื่องจากบทหนังมีปัญหาในการนำเสนอตัวละครของเขาไม่ว่าจะในฐานะนักเขียนที่เผชิญจุดเปลี่ยนเมื่อความหวาดกลัวสงครามทำให้เขาเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือในฐานะพ่อที่เขาต้องแสดงตั้งแต่หนุ่มจนแก่แต่ท้ายที่สุดคนดูก็พร้อมจะลืมการมีอยู่ของตัวละครเขาได้ตลอดเวลา หรือแม้แต่ มาร์ก็อต ร็อบบี้ ที่แม้เธอจะเป็นนักแสดงฮอลลีวูดที่โด่งดังเพราะเล่นหนังซูเปอร์วิลเลียนรวมดาวร้ายอย่าง Suicide Squad (2016) แต่บทแดฟเน่ของเธอกลับคลุมเครือและได้รับโอกาสปรากฏบนจอไม่ต่างจากภาวะลักปิดลักเปิดแถมหนังยังให้แสดงความร้ายกาจต่อลูกและสามีทำคนดูเกลียดกลัวเธอจนยากที่ใครจะเห็นใจเมื่อถึงฉากดราม่าแม่ลูก ซึ่งต่างจาก วิล ทิลสตัน ในบท บิลลี่ มิลน์ หรือ คริสโตเฟอร์ โรบิน ที่สามารถขโมยหัวใจคนดูด้วยรอยยิ้มสดใสและการแสดงที่ทำให้คนดูเชื่อ หลงรักและใจสลายเมื่อถึงฉากที่เขาต้องจากลากับ โอลีฟ พี่เลี้ยงเด็กที่เขาผูกพันมากกว่าแม่ตนเอง และทีละน้อยบท โอลีฟ ของเคลลี  แมคโดนัลด์ ดาราสาวจากซีรีส์ Boardwalk Empire (2010-2014) ที่ถูกวางเป็นบทสมทบกลับมอบการแสดงที่น่าประทับใจคนดูมากกว่าตัวเอกอย่างดอมนอล กลีสัน และ มาร์ก็อต ร็อบบี้ เสียอีกจนทำให้ทุกฉากที่ วิล ทิลสตันปรากฎคู่กับเคลลี แมคโดนัลด์ กลายเป็นความประทับใจที่สามารถกลบข้อด้อยของหนังได้มิดเลยทีเดียว

แม้ข้อเสียของบทหนังจะมากมายเพียงใดก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Goodbye Christopher Robin มิได้บกพร่องในหน้าที่ของการเป็นหนังครอบครัวที่อบอุ่น มีฉากน่ารักและดราม่าชวนใจสลายจากการแสดงของ วิล ทิลสตัน และ เคลลี แมคโดนัลด์ จนทำให้เรื่องราวด้านมืดของต้นกำเนิด วินนี่ เดอะ พูห์ สามารถเป็นอุทาหรณ์ในการเลี้ยงลูกเพื่อปกป้องความโหดร้ายจากโลกมายาได้เป็นอย่างดี

 

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

บังเอิญหรือตั้งใจ? ชุดเกราะตัวร้ายใน Black Panther เหมือนชุดเกราะของ “เบจิต้า” ใน Dragon Ball Z

ไมเคิล บี จอร์แดน เป็นแฟนอนิเมะตัวยง และอาจทำให้ชุดเกราะของเขาใน Black Panther ได้รับอิทธิพลการออกแบบมาจาก Dragon Ball Z

Published

on

ผู้ใช้ Twitter นามว่า @Shorty2Die4 ได้สังเกตเห็นสิ่งที่น่าสนใจในเกราะของ Killmonger ตัวร้ายในภาพยนตร์ Black Panther ซึ่งรับบทโดย ไมเคิล บี จอร์แดน และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันก็จะเห็นได้ว่าเหมือนกับชุดเกราะของ “เบจิต้า” ตัวละครจาก Dragon Ball Z อนิเมะที่แฟนๆทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี

ถึงแม้ว่างานดีไซน์ชุดดังกล่าวอาจเหมือนกับชุดของ “เบจิต้า” อย่างไม่ตั้งใจ แต่ถ้าพิจารณาจากที่ ไมเคิล บี จอร์แดน ผู้ซึ่งทุ่มเทรับบท Killmonger อย่างสุดตัว และเป็นผู้หลงใหลในอนิเมะเอามากๆ แล้วนั้น ก็อาจแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่เขามีต่อการออกแบบตัวละคร Killmonger นี้ ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการออกแบบจะแตกต่างจากในเวอร์ชั่นคอมมิคค่อนข้างมาก แต่วัตถุประสงค์หลักและแรงผลักดันของตัวละครนี้ยังคงเหมือนเดิม 

ไมเคิล บี จอร์แดน มีชื่อเสียงมากจากภาพยนตร์อินดี้ฟอร์มดีอย่าง Chronicle ของผู้กำกับ จอร์ช แทรงก์, Fruitvale Station ของ ไรอัน คู๊กเลอร์ และได้ร่วมงานกับ จอร์ช แทรงก์ อีกครั้งใน Fantastic Four แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์

ต่อมาเขาได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้กำกับ ไรอัน คู๊กเลอร์ อีกครั้งใน Creed ที่ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก มาจนถึง Black Panther ซึ่งตัวละคร Killmonger ที่เขาได้สวมบทบาทนั้น กลายเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแฟรนไชส์ MCU (Marvel Cinematic Universe) ไปเสียแล้ว

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Destiny:The Tale Of Kamakura : คามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนาน

Published

on

ความน่าสนใจของหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้คือเป็นการร่วมมือกันครั้งที่ 2 ของผู้กำกับ ยามาซากิ ทาคาชิ และ นักเขียน เรียวเฮ ไซงัง เพราะผู้กำกับยามาซากิ เคยเอาผลงานเรื่องก่อนหน้าของเรียวเฮ มาดัดแปลงเป็น Always Sunset on Third Street หนังไตรภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้รวมไปถึง 26 ล้านเหรียญ แถมยังกวาดรางวัล JAPAN ACADEMY FILM PRIZE ที่เปรียบได้กับออสการ์ของญี่ปุ่นไปถึง 12 รางวัล มาวันนี้ผู้กำกับก็หยิบเอา “Kamakura Monogatari” การ์ตูนเรื่องยาวของ เรียวเฮ ไซงัง มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ต้นฉบับนั้นเป็นการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมาก ทำยอดขายรวมไปถึง 10 ล้านเล่ม และเขียนออกมาแล้วถึง 34 เล่ม

หน้าปกฉบับมังงะ

ตัวเอกในหนังสือของ เรียวเฮ ยังคงเป็นนักเขียนไส้แห้งเช่นเคย รอบนี้เป็นเรื่องของ อาจารย์อิชชิกิ มาสะกาซุ นักเขียนนิยายระดับหางแถว ที่พำนักอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ คามาคูระ หนังเริ่มเหตุการณ์ช่วงที่อิชชิกิ เพิ่งได้แต่งงานกับ อากิโกะ โนกิ สาวน้อยที่อายุอานามห่างกันอยู่มาก ความน่าสนใจของเรื่องอยู่ที่เมืองคามาคูระนี่ล่ะ สมกับชื่อเรื่อง The Tale Of Kamakura เมืองนี้เป็นโลกมหัศจรรย์ตามจินตนาการแฟนตาซีของผู้เขียนที่คามามูระนั้น มนุษย์ ปีศาจ เทพ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คนดูอยู่ในสถานะเดียวกับอากิโกะ คือเป็นคนต่างถิ่นได้เข้ามาพบกับชีวิตมหัศจรรย์ของคามาคูระ ไปไหนมาไหน ก็เจอเทพ เจอปีศาจ เดินถนน นั่งตามร้านอาหารกันดูเป็นเรื่องราวปกติ แม้กระทั่งคนตายไปแล้วก็ยังกลับมาเดินถนนทักทายพูดคุยกันไม่อย่างเคอะเขิน

 

ตอนทีได้ดูตัวอย่างหนัง เข้าใจไปว่าเป็นเรื่องราวรักข้ามภพ เมื่ออากิโกะตายไปแล้วต้องเดินทางไปยมโลก อิชชิกิไม่ยอมรับที่โชคชะตาเล่นตลกกับเขา จึงดั้นด้นเดินทางไปยมโลกและต่อสู้กับปีศาจมากมายเพื่อชิงวิญญาณของอากิโกะกลับมา ดูแล้วชวนให้นึกถึง “What Dreams May Come”(1998) หนังแฟนตาซีโลกหลังความตายที่โรบิน วิลเลียมส์ ต้องไปนรกและสวรรค์ตามหาวิญญาณภรรยา ก็พาลให้เข้าใจว่านี่คือหนังโรแมนติก-แฟนตาซี ได้ดูวีรกรรมทำเพื่อความรัก แต่เอาเข้าจริง ปฏิบัติการบุกยมโลกเป็นแค่เพียงส่วนท้ายของเรื่องเท่านั้น ความน่าสนใจคือการเนรมิตเมืองคามาคูระ ออกมาได้มีสีสัน และมีประเด็นให้เล่าได้มากมาย สมแล้วกับที่ต้นเรื่องมาจากหนังสือการ์ตูนยาว 34 เล่ม ในหนังเราจะเห็นภูติจิ๋ววิ่งเล่นตามลานบ้าน มีกัปปะนั่งข้างทาง มีตลาดที่ปีศาจมาขายของ เข้าร้านเหล้าก็เจอปีศาจมานั่งเมากัน มีกฏระเบียบเรื่องการลงทะเบียนวิญญาณให้คนตายกลายเป็นปีศาจแล้วกลับมาโลกมนุษย์ได้อีก แค่เรื่องนี้ก็หยิบมาเล่าได้อย่างสนุกสนาน แทรกมุกน่ารัก ๆ ได้อีกมาก ยังไม่พออาจารย์อิชชิกิ ยังมีความสามารถในทางสืบสวนและเป็นที่ปรึกษาของตำรวจในการไขคดีที่ปิดไม่ลง และวิธีการสืบสวนอันพิลึกพิลั่นของคามาคูระ ตำรวจจะเข้าทรงคนตายให้มาเล่าสาเหตุการตายก็ดูเป็นแนวทางปกติของที่นี่ ไม่พอแค่นั้นหนังยังแทรกประเด็นเรื่องความลับคาใจในวัยเด็กของอาจารย์อิชชิกิ ที่ผูกมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วมาพบคำตอบในท้ายเรื่อง โอ้ย!! เรียกว่ามีประเด็นยิบย่อยเต็มไปหมดในคามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนานแห่งนี้  ความยาวกว่า 2 ชั่วโมงของหนัง ไหลผ่านไปอย่างรื่นรมย์ ดูไปยิ้มไปตลอดทั้งเรื่อง

ช่วงท้ายของหนังกับฉากบุกยมโลก เห็นได้ถึงความตั้งใจของทีมงาน กับการออกแบบภูมิทัศน์ของยมโลกให้ออกมาแปลกตามีเอกลัษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น ก็ถือว่าทำได้น่าสนใจ ออกแบบบ้านเมืองและรูปลักษณ์ของปีศาจในยมโลกให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้เรื่องราวของหนังจะวนเวียนอยู่กับปีศาจ ความพลัดพราก และความตาย แต่ผู้กำกับยามาซากิ ก็คุมโทนหนังให้ออกมาเป็นหนังอารมณ์ดี เต็มไปด้วยอารมณ์ขันเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ได้ยิ้มกับความน่ารักกุ๊กกิ๊กของคู่พระนางที่มีเง้างอนกันเป็นพัก ๆ แม้กระทั่งปีศาจตัวร้ายสุดของเรื่องก็ไม่ได้ดุร้ายน่ากลัวเกินไปนัก ที่น่ารักและได้เสียงหัวเราะสุดในเรื่องนี้ก็คือเจ้าปีศาจกบเขียว ที่ทั้งน่ารักและน่าสงสารเลย

และด้วยความที่เป็นหนังแฟนตาซี Destiny:The Tale Of Kamakura จึงเป็นหนังที่ใช้งานซีจีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง ก็เป็นงานที่ถนัดของผู้กำกับยามาซากิอยู่แล้วด้วย เคยได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนเนรมิตรกรุงโตเกียวย้อนยุคใน Always Sunset on Third Street มาถึงเรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดถึงพัฒนาการทางด้านงานซีจีของญี่ปุ่น ที่พาบรรดาตัวประหลาด เดินไปเดินมากับนักแสดงได้เนียนตา บรรดาปีศาจในเรื่องที่แปลงร่างได้ก็ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ไม่ออกแนวลิเกฉูดฉาดแบบซีจีในหนังจีน ไม่มีจุดไหนให้สะดุดตา แม้คุณภาพจะไม่เท่าฮอลลีวู้ด แต่ก็ถือว่าดีที่สุดที่เห็นในหนังเอเซียด้วยกันแล้ว

ดารานำทั้งตัว อาจารย์อิชชิกิ และ อากิโกะ ล้วนไม่คุ้นหน้าเลย , มาซาโตะ ซากาอิ เป็นดารามาจากละครทีวีของญี่ปุ่น ไม่มีอะไรให้พูดถึงนัก ส่่วนอากิโกะนั้น ทาคาฮาตะ มิซึกิ นั้นก็มาจากสายละครทีวีเช่นกัน ตัวทาคาฮาตะนั้นไม่ใช่นางเอกสาวสวยในแว่บแรกที่เห็น แต่พอดูไปก็สัมผัสถึงความมีเสน่ห์น่ารักของเธอได้ และด้วยเหตุที่ว่าเป็นหนังที่สร้างจากการ์ตูน การแสดงรวม ๆ จึงดูค่อนข้างจะโอเวอร์แอ็คติ้ง อากัปกิริยาต่าง ๆ จะล้น ๆ เสียหน่อย โดยรวมก็ชื่นชมครับกับ Destiny:The Tale Of Kamakura นึกว่าจะเจอหนังดราม่าฟูมฟายแต่กลับได้ดูหนังแฟนตาซีคอมมีดี้ ดูแล้วอารมณ์ดีฟีลกู๊ดไปกับทุกนาทีของหนัง แม้จะไม่ได้ซาบซึ้งกินใจแบบ Always Sunset on Third Street แต่เรื่องนี้ก็ประทับใจกับสีสันแฟนตาซี ดูแล้วมีความสุข เป็นหนังไร้พิษภัย แถมให้ข้อคิดเรื่องการให้อภัย ความมีเมตตา เหมาะพาเด็ก ๆ ไปดูด้วยครับ เชียร์ เชียร์

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]Guardians of the tomb ขุมทรัพย์โคตรแมงมุม – เมื่อพี่ออส+จีนอยากทำหนังแบบทูมบ์ไรเดอร์

Published

on

นับตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังก็น่าจะทำให้หลายคนเกิดอาการ ‘เอ๊ะ!คุ้นๆ’ กันเป็นแถว ทั้งกองทัพแมงมุม CG ทั้งพายุทะเลทรายรวมถึงแม่นาง ลีปิงปิง ในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขายาวที่มาบุกถ้ำแมงมุมอันเป็นราชวังใต้ดินเก่าแก่ของฮ่องเต้ ราชวงศ์ ‘โม้ๆมั่วๆเอา’ จนได้หนังผจญภัยงาน ‘มีเรอร์’ดังเช่น Guardians of the tomb เรื่องนี้

สำหรับเนื้อหาของหนังก็กล่าวถึง ภารกิจช่วยเหลือ ลุค (อู๋จุน) น้องชายของ เจีย (ลีปิงปิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์มีพิษ แต่เนื่องจากลุคติดอยู่ในถ้ำที่เต็มไปด้วยแมงมุมใยกรวยพิษร้ายแห่งหนึ่งในจีน งานนี้เลยมี ริดลีย์ (เคลัน ลุตซ์) หน่วยกู้ภัยผู้มีอดีตฝังใจและเกลียดแมงมุมเข้าไส้มาช่วยนำทาง



ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ยตอบเลยว่าตัวหนังใส่ความบันเทิงมาเอนเตอร์เทนคนดูตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ ซึ่งมันก็ไม่แคร์ว่าสิ่งที่คนดูจะเห็นนั้นไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลยทั้งกองทัพแมงมุม พายุทะเลทราย ค่ายกลอันตรายแบบหนังผจญภัย แถมยังไปมั่วเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนมามั่วนิ่มจนออกมาตลกอีก หรือแม้กระทั่งซีจีที่บางฉากก็ดูไม่ต่างจากละครหลังข่าวบ้านเรานัก แต่ในภาพรวมมันก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี่เหร่นักหากอยากหาหนังสักเรื่องไว้พักผ่อนสมองแบบไม่ต้องคิดมาก ยิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้แบบพากย์ไทยนะคุณเอ๋ย ฮาแบบสมงสมองไม่ต้องเหลือเลยเพราะน้าๆทีมพันธมิตรเล่นพากย์นอกบทกันกระจายเลย ฮ่าาา



นอกจากนี้คือหนังยังมีจุดฮาๆแบบไม่ตั้งใจให้เราจับผิดกันได้บันเทิงแบบอินเซปชั่นสำหรับคนชอบจับผิดหนังทั้งจุดดราม่าจุดเดียวที่ถูกใส่เข้ามาแบบ “วนไปค่ะ” ได้น่ารำคาญสุดๆคือ ฉากย้อนอดีตวัยเด็กที่ลุคและเจียเล่นซ่อนหาในสวนที่เป็นเหมือนเขาวงกตนัยยะเพื่อสะท้อนภาวะปัจจุบันที่เจียพยายามอย่างไม่ลดละในการตามหาลุค  แต่ไอ้การต้องมาดูนั่งฟัง ไอ้เด็กสองคนตะโกนไปมา “พี่เจีย” “น้องลุค” ประมาณ 5-6 เที่ยวนี่นอกจากจะไม่ซึ้งแล้วยังดูประดักประเดิดยังไงชอบกล และที่บันเทิงกว่านั้นคือการวางตัวละครในกลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรนอกจากมาถูกแมงมุมกัดแล้วตายไประหว่างหนังดำเนินอยู่ที่มักแสดงพฤติกรรมโง่ๆอย่างพยายามเอาหน้าไปใกล้ๆปากศพเพื่อให้แมงมุมกระโดดมากัด หรือแม้กระทั่งพระเอกอย่าง ริดลีย์ที่ท้ายสุดกลับเป็นตัวละครที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรนอกจากจุดไฟเผาแมงมุมและมาช่วยดันหินที่กำลังทับนางเอก ส่วนใครเป็นคนเจอ ลุค น้องชายนางเอกนั้นลองไปดูกันเอาเองว่าเจอยังไงและบังเอิญแค่ไหน ‘ถามใจดู’




พูดถึง ลีปิงปิง ดีกว่าคือนอกจากแสดงนำแล้ว เธอยังเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยนะจ๊ะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ในหนังแต่ละช็อตเจ๊จะดูสวยแบบพร้อมเดินบนรันเวย์ตลอดเวลา ขนาดตอนเจ๊จะโทรมนี่ ฝุ่นเฝิ่นไม่ได้แตะหน้าเจ๊แกหรอก ยิ่งชุดเซ็กซี่แบบนักผจญภัยสไตล์ “ตู้มหลายเด้อ”นะ เจ๊แกยิ่งขึ้นกล้องเลย ด้าน อู๋จุน ก็มาทำสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดในเรื่องครับนั่นคือ ‘หล่อ’ ตอนกลัวก็หล่อ ตอนแมนก็หล่อ คือจะเป็นลมมันยังหล่อเลย ส่วน เคลัน ลุตซ์ นักแสดงจาก The Legend of Hercules (2014) ก็มา ‘ล่ำ’ แบบไม่ค่อยมีประโยชน์และโชว์สติปัญญาใดๆพ่วงด้วยการแสดงแบบ “แข๊งแข็ง” เรียกง่ายๆคือเป็นบทพระเอกเพื่อให้หนังดูอินเตอร์ขึ้นว่างั้นเถอะ

ท้ายที่สุดแม้ Guardian of the tomb จะไม่ใช่หนังดีเด่อะไรแต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนังบันเทิงเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการคิดอะไรเยอะแยะเวลาดูหนังเรื่องหนึ่ง และในขณะเดียวกันมันยังแสดงให้เห็นศักยภาพของ จีน (เรื่องนี้ร่วมทุนกับออสเตรเลีย) ในการสร้างหนังระดับบล็อคบัสเตอร์ที่เชื่อได้เลยว่าในอนาคตเราจะได้เห็นหนังฮอลลีวูดลูกครึ่งจีนกันอีกเป็นพะเรอเกวียนแน่ๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!