Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]The Square อาร์ตตัวแม่งง – ฮาไม่เท่าไหร่แต่ตั้งคำถามกับศิลปะได้โดน

Published

on

ดีกรีความน่าดูของ The Square มาพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณอย่างน้อย 2 เวที เริ่มจากสถานะผู้ครองรางวัลปาล์มทองคำ รางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 70 และผลสืบเนื่องก็ได้กลายเป็นตัวแทนเกียรติยศของประเทศสวีเดนเพื่อเข้าชิงชัยในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์หรืออะคาเดมี อวอร์ดในปีนี้ แต่พ้นจากโลโก้รางวัลและกิตติกรรมประกาศทั้งหลายสิ่งเดียวที่จะดึงดูดคอหนังบ้านเราได้เห็นจะเป็นสถานะหนังตลกที่มาพร้อมตัวอย่างหนังฮาๆข้างต้น แต่เอาเข้าจริงตัวหนังกลับมีลีลาตลกเสียดสีในแบบที่อาจต้องอาศัยประสบการณ์ร่วมและต้องรสนิยมในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมของผู้ชมจึงจะสามารถสนุกไปกับหนังได้



ว่ากันตามตรง เรื่องราวของ The Square ไม่อาจเขียนบอกเล่าได้เหมือนหนังปกติที่มีโครงเรื่องชัดเจน แต่เราอาจสรุปได้ว่ามันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ ภัณฑรักษ์ของพิพิธภัณฑ์ Royal – X นาม คริสเตียน  (เคลส แบงก์)  ที่ต้องพัวพันกับเรื่องวายป่วงมากมายหลังการมาถึงของ The Square งานศิลปะที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าหลอดไฟที่ถูกวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่พื้นพร้อมป้ายข้อความระบุว่า “จัตุรัสนี้คืออาศรมของความเชื่อมั่นและเกื้อกูล เราต่างเท่าเทียมกันด้วยสิทธิและหน้าที่” โดยเหตุการณ์ต่างๆจะสัมพันธ์กับแนวคิดของงานศิลปะดังกล่าว และในขณะเดียวกันมันก็จะสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมและทำให้เห็นว่าหากมองอีกด้าน วงการศิลปะก็คือธุรกิจที่เต็มไปด้วยความโลภ และพยายามขายแนวคิดกลวงๆให้คนชั้นสูงเข้าไปอวดฉลาดและเบ่งบารมีในอาคารหรูหรา โดยมีเหตุการณ์ย่อยที่น่าสนใจดังนี้

เหตุการณ์แรกนี้ตัวผู้กำกับ รูเบน ออสลันด์ ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง โดยให้คริสเตียนเป็นตัวแทนของเขาที่ถูกล้วงกระเป๋าในที่ชุมชนจากแผนอันแยบยลของขโมยที่ให้ผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนขอความช่วยเหลือแล้วเข้ามาประชิดตัวล้วงกระเป๋า แต่ในส่วนนี้เองที่ออสลันด์เติมแต่งเรื่องราวไปสู่การเขียนจดหมายขู่และกระจายส่งไปยังทุกห้องในแฟลตของคนจนเพื่อหวังได้ของคืน จนกระทั่งคริสเตียนได้พบกับเด็กชายที่ต้องการให้เขาขอโทษครอบครัวและยืนยันว่าตัวเด็กไม่ใช่ขโมยมิฉะนั้นเขาจะนำพาความยุ่งเหยิงมาสู่คริสเตียน ซึ่งออสลันด์ ใช้เรื่องราวส่วนนี้วิพากษ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมประเทศสวีเดนของตัวเองได้อย่างเจ็บแสบ

และทีละน้อยเมื่อนำไปพิจารณากับสัญญะที่หนังพยายามใส่เข้ามานั่นคือ ‘ขอทาน’ ซึ่งปรากฏอยู่ตามสถานที่ต่างๆที่ คริสเตียนเดินทางไปเสมอทั้งจัตุรัส สถานีรถไฟ และห้างสรรพสินค้า ไม่เพียงเท่านั้นตัวขอทานนี้ยังถูกนำไปต่อยอดกลายเป็นไวรัลคลิปสุดอื้อฉาวเพื่อโปรโมตผลงาน The Square ที่ได้รับความนิยมและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเกรียวกราวจนชีวิตของคริสเตียนเริ่มสั่นคลอน ซึ่งการใส่ ขอทาน เข้ามาในเรื่องเราจะเห็นความแยบยลในการซ่อน สารที่หนังต้องการสื่อนั่นคือ “ความช่วยเหลือ” เพราะตลอดเวลาภาพ ขอทาน ที่ปรากฏในหนังคือกลุ่มคนที่สังคมหลงลืม ไม่มีใครสนใจหยิบยื่นความช่วยเหลือ แต่พอนำขอทานไปเล่นในสื่อแล้วมีภาพโหดร้ายทารุณ สังคมก็พร้อมจะประณามคนสร้างงานซึ่งในที่นี้ทางคริสเตียนต้องรับผิดชอบในการตอบคำถามสื่อ ซึ่งสุดท้ายเขาก็เจอทางตันเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่พอใจที่เสนอภาพขอทานเด็กผมบลอนด์ถูกระเบิด กับอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหากคนสร้างงานเซ็นเซอร์ตัวเอง และไปๆมาๆก็ไม่ใช่เพียงแค่วงการศิลปะเท่านั้นแต่ออสลันด์กำลังวิพากษ์วิจารณ์สื่อโซเชียลมีเดียที่มาพร้อมกับความโลภของผู้จ้างวานและความไร้จรรยาบรรณของผู้ผลิตสื่อเองได้อย่างคมคาย



กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าการที่ ออสลันด์เองก็ไม่ได้หยุดแค่การวิพากษ์วิจารณ์วงการศิลปะและสื่อเท่านั้นแต่ยังนำเหตุการณ์ประหลาดๆจากข่าวจริงทั้งเรื่องผู้ป่วยทางจิตตะโกนด่านักข่าว หรือการนำชื่อศิลปินที่เคยเลียนแบบสุนัขและกัดคนจริงในสต็อกโฮล์มมาบอกเล่าใหม่ให้กลายเป็นคนเลียนแบบลิงก็กลายเป็นส่วนเกินที่ทำให้หนังเสียเวลานานกว่าจะพูดประเด็นสำคัญของเรื่อง ทั้งที่จริงตัวหนังเองก็มีหลายฉากย่อยที่แสดงให้เห็นการเสียดสีทั้งความไร้สาระของศิลปะและความเสแสร้งของคนทำงานด้านศิลปะอยู่แล้ว ดังนั้นฉากเสริมทั้งหลายเลยกลายเป็นการทำให้หนังยาวถึง 151 นาทีซึ่งนานเกินความจำเป็นและมีช่วงน่าเบื่อไปอย่างน่าเสียดาย



แต่ในทางกลับกัน ผมกลับชอบซับพลอตว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงระหว่างคริสเตียน กับ แอน (เอลิซาเบธ มอสส์) นักข่าวสาวชาวอเมริกันที่หวังจะสานสัมพันธ์ระยะยาวกับเขาหลังมีเซ็กส์แบบวันไนต์สแตนด์  แม้เรื่องราวในส่วนนี้จะใส่เรื่องการวิพากษ์แนวคิดเฟมินิสต์ได้เบาบางและไม่น่าเชื่อถือแต่กลับทำให้เห็นความสามารถของ เอลิซาเบธ มอสส์ (เพิ่งครองรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงในซีรีส์ประเภทดราม่า)ที่สามารถทำให้ตัวละคร แอน มีทั้งความเซ็กซี่และวายป่วงได้อย่างมีเสน่ห์และเป็นเหมือนโอเอซิสท่ามกลางมุกเสียดสีและประเด็นสังคมหนักๆที่ทำให้โทนหนังดูมืดทึมและแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี

โดยภาพรวมแล้ว   The Square ถือเป็นหนังรางวัลที่เรียกร้องความอดทนจากผู้ชมมากพอสมควรทั้งความยาวของหนังและเนื้อหามากมายที่หนังพยายามวิพากษ์วิจารณ์สังคมซึ่งต้องแล้วแต่รสนิยมของผู้ชมแต่ไม่น่าเหมาะสำหรับผู้ชมที่หวังความบันเทิงจากหนังสักเรื่องแน่ๆ


แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] The Strangers: Prey at Night: น้องพี่ที่รัก VS ฆาตกรโรคจิต

Published

on

ถ้า Final Destination คือแฟรนไชส์หนังโกงตายที่จะกี่ภาค คนดูก็รู้ว่าต้องมีฉากตายแหวะ ๆ ระดับที่ว่านั่ง ๆ อยู่ก็หาเรื่องให้ตายได้ หรือหนังอย่าง Insidious จะทำให้คนดูจินตนาการไปถึงหนังผีที่หลุดเข้าไปในโลกวิญญาณ หนังอย่าง The Strangers นั้นก็คือหนังบุกรุกบ้าน (home invasion) ที่โดดเด่นที่สุดเรื่องหนึ่ง แม้ว่าจะห่างหายไปถึง 10 ปีจากภาคแรก แต่คอนเซปต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของใครหลายคนที่เคยได้ดูเช่นกัน ก่อนหน้านี้ผมเคยย้อนกลับไปหาดูภาคแรกเหมือนกัน แต่กับภาคนี้แล้วแอบรู้สึกว่าทำได้ดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร

เข้าใจว่าหนังเรื่องนี้ผู้กำกับ ไบรอัน เบอร์ติโน ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์ ชารอน เทต อดีตเมียคนที่ 2 ของผู้กำกับออสการ์ โรมัน โปลันสกี้ ที่ถูกฆาตกรรมแบบตายท้องกลมสุดสยองในบ้านพักจากกลุ่มลัทธิของ ชาร์ลส์ แมนสัน (แมนสันแฟมิลี่) ฆาตกรวิปริตในยุค 60 (เพิ่งตายในคุกไปเมื่อปีที่แล้วเอง อายุยืนเนาะ!) [1]

วกกลับมาที่ The Strangers: Prey at Night ซึ่งในภาคนี้เนื้อหาไม่มีความเกี่ยวพันใด ๆ กับภาคแรกอยู่แล้ว นอกเหนือจากแก๊งหน้ากากฆาตกรโรคจิตที่กลับมาอีกครั้ง โดยคราวนี้เรื่องเริ่มจากครอบครัวหนึ่งได้ตัดสินใจเดินทางมาบ้านพักตากอากาศ ซึ่งหลังจากที่ 4 คนพ่อแม่ลูกเดินทางมาถึงบ้านพักดังกล่าวแล้ว ก็เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เมื่อพบว่าท่ามกลางความมืดมิดในหมู่บ้านแห่งนี้กลับไม่มีใครอยู่เลย

ตัวหนังเปิดหัวมาแบบไม่ต้องพูดพล่ามอะไรกันมาก ขายของกันทันทีซึ่งก็คือความหลอนตั้งแต่การปรากฏตัวมาเคาะประตูบ้านของฆาตกร พร้อมกับคำถามซิกเนเจอร์ว่า ‘ทามาร่า อยู่ไหม?’

แต่ก่อนจะพูดถึงหนัง ผมสะดุดกับ คริสติน่า เฮนดริคส์ มาก หลายคนก็คงคุ้นหน้าเธอมาบ้างจากซีรีส์ Mad Men บอกตามตรงว่าเสน่ห์เธอล้นเหลือเฟือ (จริง ๆ ) สำหรับผมเธอจะปังมากหากได้วิ่งหนีฆาตกร แล้วล้มกลิ้งล้มหงาย คลุกดินคลุกฝุ่นเสียหน่อย The Strangers มันจะกลายเป็นหนัง MILF Horror ไปเลย (ฮา)

อย่างที่เรารู้แหละว่า หนังแนวนี้ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก นอกจากรสชาติของการไล่ฆ่า ความโรคจิต ให้คนดูหลอนระทึกกันเยี่ยวเหนียว ซึ่งในภาคนี้ที่บอกว่าแตกต่างจากภาคแรกก็คือ มันมีความสัมพันธ์ของครอบครัวมาเกี่ยวข้องทั้ง พ่อ แม่ พี่ชาย น้องสาว และก็จะไม่ได้ไล่ฆ่ากันอยู่แค่ในบ้านให้คนดูอึดอัดเท่าภาคแรกแล้ว ยังมีพื้นที่ให้วิ่งหนีไปบ้านอื่่น ๆ ในละแวกใกล้เคียง ตามถนน ที่ทั้งเรื่องยังคงคอนเซปต์ใช้ความมืดมิด การถูกตัดขาดการโลกภายนอก สร้างบรรยากาศคอยกดดันให้คนดูรู้สึกไม่ไว้วางใจตลอดทั้งเรื่องและมีการเพิ่มเพลงป๊อบจากยุค 80 มาประกอบ [2] สร้างกลิ่นอายให้ดูคล้ายหนังผียุค 70-80 เช่นพวก Halloween ของป๋า จอห์น คอร์เพนเตอร์ อะไรเทือก ๆ นั้น ซึ่งจุดนี้ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเป็นส่วนผสมที่ยิ่งทำให้แต่ละฉากเพิ่มอัตราความหลอนมากขึ้นหลายสิบตีนถีบ

การไล่ล่าครั้งนี้ ดู ๆ ไปแล้วเหมือนนั่งดู ‘น้องพี่ที่รัก’ ในเวอร์ชันที่ต้องวิ่งหนี เจสัน ศุกร์ 13 ทั้งเรื่อง ซึ่งทั้ง คินซีย์ (เบลีย์ เมดิสัน) น้องสาว และ ลุค (ลูวิส พูลแมน) พี่ชาย ที่ไม่ค่อยถูกกันก็ต้องมาช่วยกันเอาชีวิตรอดให้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้เห็นฉากอันไม่สมเหตุสมผลของตัวละครออกมาเป็นพัก ๆ เรียกว่าใครเป็นผู้ถูกล่าในหนังเรื่องนี้นี่สติสตางค์ไม่อยู่กับตัวสักคน เหมือนเป็นเครื่องมือความทรมาน ความซาดิสต์ ความโรคจิต ของอีฆาตกร แบบไร้ทางสู้ บางทีดู ๆ ก็ไปคิด ‘นี่มึงจะวิ่งหนีอย่างเดียวทั้งเรื่องเลยเรอะ!’ แต่ก็ต้องยอมรับว่า อินเนอร์ ของน้อง เบลีย์ ที่ถูกจับแต่งเป็นสาวพังค์ ๆ แรง ๆ ทำได้ดีเลย ดูหลอน หวีดแรงทั้งเรื่อง (รู้สึกเหนื่อยแทน-ฮา)

The Strangers: Prey at Night ในภาคนี้ก็ถือว่าหลอนระทึกได้ทั้งเรื่อง ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรตามคอนเซปต์หนังของเขา สาเหตุที่มันมาฆ่าก็ง่าย ๆ คือ เพราะเอ็งอยู่ในบ้านแค่นั้นแหละ หนังขายความระทึก หวีดสยองได้โอเค มีหลายฉากที่ฆาตกรเลี้ยงเหยื่อไว้ แค่มองดูเหยื่อดินกระเสือกระสน แต่ไม่ลงมือฆ่า ก็ทำให้หลอนระดับอุทานว่า ‘เยียดเปียด’ ได้หลายฉาก จะยิ่งพีคก็ไปดูรอบดึก ๆ หน่อย ก็จะเพิ่มดีกรีความหลอนมากขึ้น แต่ถ้าใครที่สตรองกับหนังแนวนี้มาเยอะแล้วก็ถือว่าเบา ๆ มาก (ฮา)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Solo a Star Wars Story : ภาคที่สดใสที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์ส

Published

on

หนังภาคแยกจากจักรวาลสตาร์วอร์สต่อจาก Rouge One ที่รอบนี้เลือกมาเล่าวีรกรรมในวัยหนุ่มของ ฮาน โซโล ฮีโร่ที่สาวกสตาร์วอร์สน่าจะชื่นชอบที่สุดแล้ว และเป็นตัวละครที่มีพื้นเพน่าสนใจ เป็นพระเอกในแบบที่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด เพราะฮานเป็นพวกนอกกฏหมายโดยแท้ เป็นนักต้มตุ๋น นักพนัน และ เซียนไพ่ และมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และที่สำคัญเขามีเพื่อนรักขนยาวที่มีเพียงฮานคนเดียวที่ฟังออกและสื่อสารกันรู้เรื่อง ล้วนแล้วจึงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ นำมาขยายเป็นหนังภาคแยกได้น่าสนุกสุดแล้ว และ Solo a Star Wars Story ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้ดีกับการเล่าที่มาของชิวเบคก้า และ มิลเลนเนียมฟอลคอน ให้ได้หายสงสัยกัน

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Solo a Star Wars Story เป็นอีก 1 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในความสนใจและรอคอยจากแฟน ๆ สตาร์วอร์ส เพราะอย่างทีว่านี่คือตัวละครที่หลายคนรัก การฆ่าฮานในเส้นเรื่องหลักก็ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ ไปแล้ว เมื่อฮานกลับมามีชีวิตบนจออีกครั้ง จึงเป็นการกลับมาของตัวละครที่รัก และถูกจับตาตั้งแต่การเลือกตัวแสดงมาเป็นฮาน และเป็นการสร้างที่้ต้องเจอปัญหาใหญ่กับการเปลี่ยนผู้กำกับกะทันหัน จาก ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ที่มาจากสายคอมมีดี้ก็เลยจะพาหนังออกแนวคอมมีดี้ตามสไตล์ตัวเอง และไม่ถ่ายทำตามบท ก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป และได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแทนที่ภายใน 2 วัน ซึ่งรอนก็เริ่มงานด้วยการรื้องานของคู่หูเก่าทิ้งและถ่ายทำใหม่ถึง 80 %

บทหนังเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน สมาชิกเก่าของทีมงานสตาร์วอร์ส ที่เขียนบท Episode 5,6,7 มาแล้ว ก็เล่าที่มาของฮานได้อย่างลื่นไหล น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยวีรกรรมโลดโผน แม้บทจะเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน แต่ก็อิงเรื่องราวหลาย ๆ ส่วนมาจากนิยาย 3 เล่ม The Han Solo Adventures ที่ออกมาในปี 1979 -1980 ประพันธ์โดย ไบรอัน เดลีย์

ในนิยายเล่าวีรกรรมของฮาน ในช่วง 2 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Star Wars Episode IV: A New Hope (1977) ส่วนเหตุการณ์ในหนัง Solo a Star Wars Story เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮานในวัยหนุ่ม และเป็นโจรปลายแถวสุมนของแก๊งอาชญากรในคอเรลเลีย ดาวที่ฮานถือกำเนิดมาและอยากจะหนีจากที่นี่มาโดยตลอด ฮานมีคนรักคือ “คิรา”บทของเอมิเลีย คลาร์ค ทั้งคู่พากันหนีจากคอเรลเลียที่โดนปกครองโดยจักรวรรดิ ฮานหนีมาได้สำเร็จแต่คิราหนีไม่พ้น ฮานตั้งใจจะหาเงินและมียานของตัวเองและกลับมารับคิรา ทางเดียวที่ถนัดคืองานนอกกฏหมายที่พาเขาไปพบกับเบ็คเก็ต บทของ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ,ฮาน ขอเข้าเป็นสมาชิกแก๊งและร่วมกันปล้นโคแอ็กเซี่ยมแร่พลังงานมูลค่ามหาศาลจากจักรวรรดิ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮานเริ่มจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจักรวรรดิ

2 ชั่วโมง 15 นาทีของหนัง เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉากใหญ่ฉากเล็ก ที่น่าประทับใจสุดก็เป็นฉากฮานและแก๊งเบ็คเก็ตบุกปล้นขบวนรถไฟบรรทุกโคแอ็กเซี่ยม เป็นฉากแอ็คชั่นที่ยาวนานและลุ้นระทึกมาก และอีกฉากใหญ่ก็คือ “เคสเซิลรัน” อีกวีรกรรมที่กลายเป็นตำนานเล่าขานของฮาน โซโล เมื่อเขาขับมิลเลนเนียม ฟอลคอน หนีออกจากดาวเคสเซิลด้วยความเร็วกว่า 12 พาร์เซ็ค ที่ไม่เคยมีใครทำได้ และยังคงถ่ายทอดบุคลิกอันโดดเด่นของการเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ มีไหวพริบในการเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ของฮาน ได้อย่างชัดเจน และด้วยความเจ้าเล่ห์ของฮานนี่ล่ะ ที่นำมาใช้เป็นมุกเด็ดในฉากไคลแมกซ์ได้น่าชื่นชม ถือว่าจุดที่ดีในบทเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มองที่ตัว อัลเด็น เออเร็นริช ถ้าเราไม่พยายามเอาเขาไปเปรียบเทียบกับตัวแฮริสัน ฟอร์ด ก็นับ อัลเด็น เป็นฮานที่มีเสน่ห์ ทำหน้าที่จุดศูนย์กลางของหนังที่มีตัวละครมากมายแบบนี้ได้โดยไม่โดนข่ม ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจการคัดตัวละครที่ยาวนาน เพราะการคัดตัวแสดงมาเป็นฮาน โซโล นั้นมีนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่ามาแคสต์บทมากถึง 3,000 คน ใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากการหานักแสดงในบท “คริสเตียน เกรย์”ใน Fiffty Shades Of Grey และที่สำคัญ อัลเด็น เออเร็นริช คือนักแสดงคนแรกที่มาแคสต์บท ฮาน โซโล แล้วเขาก็ยังสามารถเอาชนะอีก 3,000 กว่าคนที่มาทีหลังเขาได้หมด

ตัวละครที่เด่นรองลงมาเดิมที่คิดว่าจะเป็น คิรา กลับเป็น เบ็คเก็ต ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยสอนและแนะนำ เป็นผู้ที่พาฮาน เข้าสู่โลกอาชญากรอย่างแท้จริง วู้ดดี้ ฮาเรลสัน เหมาะมากกับบทผู้ชำนาญการผ่านโลกแบบนี้เหมือนกับบท เฮย์มิตช์ ใน The Hunger Games

เอมิเลีย คลาร์ค กับโอกาสอีกครั้งในบทนำ หลังจากเคยคว่ำมาแล้วกับการได้เป็น ซารา คอนเนอร์ กับบทคิรา วันนี้เธออายุ 31 แล้วแต่ด้วยความเป็นสาวตัวเล็ก ก็เลยดูเด็กตลอดเวลา ในฉากเปิดตัวดูเป็นสาววัยรุ่นได้ไม่เคอะเขินเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะคิราเป็นบทที่มีความลึกของตัวละครมาก เธอเป็นคนรักของฮาน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นสมาชิกระดับล่างของจักรวรรดิ เป็นตัวละครที่คนดูต้องคอยคาดเดาว่าแท้จริงแล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ และฉากสุดท้ายของเธอก็ทิ้งค้างคำถามไว้ให้สานต่อในภาคต่อไป….ถ้ามีนะ

เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไมจักรวาลสตาร์วอร์จะต้องใส่คาแรกเตอร์ที่พูดมากเข้าไปในทุกภาค เดิมก็มี C3PO แต่ก็ไม่น่ารำคาญเท่าจาร์จาร์ บิงก์ มาภาคนี้ก็ใส่ L3-37 เข้ามา เป็นหุ่นยนต์คู่ซี้ของ แลนโด คาริสเซียน เป็นดรอยด์ที่ไม่มีเสน่ห์ของดรอยด์อย่างที่ผ่านมาเลย เพราะ L3 พูดจาต่อยหอยด้วยน้ำเสียงมนุษย์ และทีท่าการเคลื่อนไหวก็เหมือนมนุษย์และ…..น่ารำคาญ ,แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหลักอย่างลุค , เลอา หรือ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวของตัวละครจากเส้นเรื่องหลักมาแวบนึง แต่ก็ได้เสียงโห่ฮิ้วในโรงไปพอสมควร

แม้ว่าภาพของหนังจะเลือกทำออกมาหม่นซีด ใกล้เคียงกับภาพใน Rogue One หนังภาคแยกเรื่องก่อนหน้า แต่กับเนื้อหาของหนังนั้นแตกต่างกันลิบลับ โทนของ Rogue One มืดหม่นทั้งภาพทั้งเรื่อง แต่กับ Solo a Star Wars Story แล้วก็ฉีกเส้นทางออกไปได้ไกล เพราะเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด ต่างกับ Solo ที่เป็นตัวละครจากเส้นเรื่องหลัก บุคลิกตัวละครและบทสรุปนั้นถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดิ้นไปไหนไม่ได้มาก แต่กระนั้นโทนหนังก็ยังออกมาสดใสมาก เพราะแรงส่งจากตัวละครหลักอย่างฮาน ที่มากับพลังของวัยหนุ่ม อเลิร์ตตลอดเวลา ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์ ก็เลยพาหนังโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังกับเขาไปได้ตลอด แม้ตลอดเรื่องจะมีอุปสรรค ปัญหานานับประการ แต่ฮานก็ผ่านทุกวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม

แม้จะดูเป็นหนังอารมณ์ดีแต่ก็ไม่ถึงกับมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้หนัก ๆ แบบ The Last Jedi ในหนังมีตัวละครตายมากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาแม้เพียงนิดจะอ้อยอิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสีย หนังเดินเรื่องเร็วมากไม่มีฉากนั่งพูดคุยปรับทุกข์มากมาย โดยรวมก็เป็นสตาร์วอร์สภาคที่สดใสไร้ความหม่นที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์สแล้ว สมกับเป็นหนังของดิสนีย์เสียจริง หนังเปิดเผยตัวละครใหม่ องค์กรใหม่มากมาย เป็นไปได้อย่างสูงว่าหนังไม่จบแค่ภาคเดียว ถ้าภาคนี้ได้ตังค์นะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]ตุ๊ดตู่กู้ชาติ – แกล้งๆเป็นกะเทยในหนังย้อนยุคปล่อยมุกดีเลย์ เขร้ !หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อกองทัพ ยโสธราวดี กำลังจะบุก อโสรยา ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกา จำต้องเตรียมการรับศึกและทำให้  แฟง (เพชรทาย วงคำเหลา) เดือน (เจริญพร อ่อนละม้าย) หอม (ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว)  ก้อน (นพดล ทรงแสง) และ สร้อย (น้องบิว ขาวคง) กะเทย 5 นางประจำหมู่บ้านจึงอาสาไปแทรกซึมในกองทัพศัตรูเพื่อสืบแผนการรบของศัตรู งานนี้เหล่ากะเทยจะพิสูจน์ความรักชาติและสามัคคี

 

 

 



ด้วยหน้าหนังและเพลงประกอบที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าผมอดคาดหวังความสนุกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ลำพังนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยทั้งพี่หม่ำ พี่ติ๊ก กลิ่นสี  พี่โก๊ะตี๋ หรือน้าจิ้ม ชวนชื่น ก็ล้วนเป็นตลกที่รับประกันความฮาจากผลงานที่ผ่านๆมาได้ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด เอาแค่การสร้างคาแรกเตอร์กะเทย 4-5 นางที่ควรมีบทบาทเด่นและสร้างความฮา หนังก็สอบตกในมาตรฐานความแซ่บของเหล่ากะเทยในหนังของพี่ พชร์ อานนท์ โดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น แฟง เดือน หอม หรือ ก้อน แทบไม่มีใครที่ถูกนำเสนอให้ออกมาเป็นกะเทยที่มีสีสันในระดับเดียวกับ หอแต๋วแตก ของพี่พชร์ได้เลย แถมหนังยังพยายามยัดเยียดแนวคิด ความรัก ความสามัคคี เพื่อชาติบ้านเมือง ผ่านการทะเลาะกันของเหล่ากะเทยก็ยิ่งทำให้หนังอยู่ในภาวะ ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง’ จะเอาฮากลับกริบ เอาสาระกลับดูวอนนาบีจนชวนเพลียไปอี๊ก

ด้านพี่หม่ำ แม้จะเคยเล่นเป็นกะเทยใน คู่แรด (2550) มาก่อน แต่กับบทแฟง ที่เหมือนเป็นกะเทยหัวโจกก็ไม่ได้บทบาทอะไรนอกจาก ‘ทำท่า’ บ้าผู้ อย่าง แกร่ง (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ควาญช้างที่หมั่นมาอ่อยให้อยากถึงหน้าเรือน ที่ผมมองว่ามาตรฐานพี่หม่ำเคยสูงกว่านี้ เคยกล้าเล่นกว่านี้ แต่นี่มันกลับออกมาดูเสแสร้งผิดมาตรฐาน นักแสดงตลกที่มีฝีมือทางการแสดงและกำกับหนังไปโดยสิ้นเชิง  ด้าน พี่โก๊ะตี๋ ถามว่าเล่นดีมั้ย ‘ก็ดีแหละ’ แต่มันคือบทบาทที่ไม่ได้ฉีกภาพลักษณ์ แม้จะมีดราม่าเรื่องพ่อแม่ของเดือน แต่มันก็ไม่ได้มีพลังพอมาชดเชยกับมุกแป้กๆที่ตัวละครพยายามแค่นให้คนดูขำแต่อย่างดี  การมีอยู่ของ พี่ติ๊ก กลิ่นสี ในบทหอมต่างหากที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้เห็นพี่ติ๊กเล่นหนังมานานแล้ว ซึ่งก็ยอมรับนะครับว่าเห็นหน้าพี่ติ๊กก็ขำแล้ว แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ พี่เขากลับไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เดินไปเดินมา ยืนหลับ เล่นมุกปากเหม็น ทำอะไรเซื่องๆ ไอ้ที่หนังมันเอื่อยอยู่แล้ว แกยิ่งทำให้หนังดูยืดยาดหนักกว่าเดิมอีก ส่วนน้าจิ้ม ชวนชื่น นี่น่าสงสารสุดเลย เพราะท้ายสุดเราแทบไม่เห็นลักษณะเด่นอะไรในคาแรกเตอร์ ก้อน เลยสักนิดเพราะแทบไม่มีช่องปล่อยมุกสร้างความเด่นอะไรเลย นอกจากพูดจาโวยวายไร้สาระไปวันๆ นี่เลยทำให้เราแทบไม่สามารถเกาะเกี่ยวตัวละครนำเพื่อพาเราไปพบความสนุกได้อย่างที่คาดหวังจากตัวอย่างได้เลย



เอาล่ะหวังกับพลอตและตัวละครหลักไม่ได้แล้ว มีอะไรให้ดูอีกบ้างใน ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ซึ่งก็โชคดี ? ที่หนังดันมี ‘ซับพลอต’ พระเจ้าช่วย! หนังพชร์ อานนท์ มีพลอตรอง ซึ่งน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือ มันดันมีซับพลอตที่ซับซ้อน และเอาล่อเอาเถิดไปร่วม 3-4 พลอต  ทีนี้ปัญหามันเลยเกิดตรงที่ว่าท้ายสุดแกก็ขมวดปมไม่ได้ บางช่วงเล่าไม่เคลียร์ เล่นสรุปง่ายๆก็มี  ทั้งปมความรักความคิดถึงที่มีต่อคนรักทางบ้านของทหารสองนายที่หนึ่งในนั้นคือ พี่โย่ง อาร์มแชร์ ที่อุตส่าห์เพิ่มปมให้ซับซ้อนด้วยการให้เมียแกมีอาการทางจิต (แน่นอน เราก็จะได้เห็นแอคติ้งทำตาเหลือกและนั่งโยกตัวไปมา)  ไปจนถึงพลอตการเมืองทั้งการทุจริตใน อโสรยา และการชิงดีชิงเด่นใน ยโสธราวดี แต่จนแล้วจนรอด ซับพลอตก็กลายเป็นภาระของหนังให้ต้องเล่าเรื่องราวมากมายจนหนังออกมาสะเปะสะปะ และหาทางลงแทบไม่ได้ บางพลอตก็เล่นง่ายด้วยการสรุปความให้ตัวละครมากล่าวสรุป บางพลอตหนังก็ข้ามๆบทสรุปไป จนหนังลากยาวกว่า 2 ชั่วโมงเหมือนกลัวไม่มีพื้นที่ให้บรรดาดารารับเชิญที่ส่วนหนึ่งแทบยกกระบิมาจากละครช่อง 3 มิหนำซ้ำพอเห็นกระแสละครบุพเพสันนิวาส แรง แกเลยจัดการทำเพลงประกอบแบบแทบจะเดินตามละครดัง ตั้งแต่เปิดเรื่องโดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับโทนภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่าอีกด้วยนะ

สรุปเลยว่า ใครคิดลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ก็ลองดูเลยครับ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งงานที่ดูพี่พชร์ตั้งใจทำทั้งการออกแบบฉาก และมุมกล้องที่ประหนึ่งโฆษณาการท่องเที่ยว ฉากไหนใช้โดรนถ่ายได้แกถ่ายหมด แม้ไม่ได้มีความหมายทางภาพยนตร์เลยก็ตาม เพียงแต่การเล่าเรื่องและบทหนังที่เหมือนถูกเติมมาเรื่อยๆจนหนังยาวเกินความจำเป็นและมุกที่ไม่เข้าเป้าที่ฉุดหนังให้ยืดยาดมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านรีวิวแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจมามะ…มาลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติกัน ซื้อตั๋วคลิ๊กที่รูปด้านล่างเลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!