Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]The Square อาร์ตตัวแม่งง – ฮาไม่เท่าไหร่แต่ตั้งคำถามกับศิลปะได้โดน

ดีกรีความน่าดูของ The Square มาพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณอย่างน้อย 2 เวที เริ่มจากสถานะผู้ครองรางวัลปาล์มทองคำ รางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 70 และผลสืบเนื่องก็ได้กลายเป็นตัวแทนเกียรติยศของประเทศสวีเดนเพื่อเข้าชิงชัยในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมบนเวทีออสการ์หรืออะคาเดมี อวอร์ดในปีนี้ แต่พ้นจากโลโก้รางวัลและกิตติกรรมประกาศทั้งหลายสิ่งเดียวที่จะดึงดูดคอหนังบ้านเราได้เห็นจะเป็นสถานะหนังตลกที่มาพร้อมตัวอย่างหนังฮาๆข้างต้น แต่เอาเข้าจริงตัวหนังกลับมีลีลาตลกเสียดสีในแบบที่อาจต้องอาศัยประสบการณ์ร่วมและต้องรสนิยมในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมของผู้ชมจึงจะสามารถสนุกไปกับหนังได้



ว่ากันตามตรง เรื่องราวของ The Square ไม่อาจเขียนบอกเล่าได้เหมือนหนังปกติที่มีโครงเรื่องชัดเจน แต่เราอาจสรุปได้ว่ามันคือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ ภัณฑรักษ์ของพิพิธภัณฑ์ Royal – X นาม คริสเตียน  (เคลส แบงก์)  ที่ต้องพัวพันกับเรื่องวายป่วงมากมายหลังการมาถึงของ The Square งานศิลปะที่ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าหลอดไฟที่ถูกวางเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่พื้นพร้อมป้ายข้อความระบุว่า “จัตุรัสนี้คืออาศรมของความเชื่อมั่นและเกื้อกูล เราต่างเท่าเทียมกันด้วยสิทธิและหน้าที่” โดยเหตุการณ์ต่างๆจะสัมพันธ์กับแนวคิดของงานศิลปะดังกล่าว และในขณะเดียวกันมันก็จะสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคมและทำให้เห็นว่าหากมองอีกด้าน วงการศิลปะก็คือธุรกิจที่เต็มไปด้วยความโลภ และพยายามขายแนวคิดกลวงๆให้คนชั้นสูงเข้าไปอวดฉลาดและเบ่งบารมีในอาคารหรูหรา โดยมีเหตุการณ์ย่อยที่น่าสนใจดังนี้

เหตุการณ์แรกนี้ตัวผู้กำกับ รูเบน ออสลันด์ ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง โดยให้คริสเตียนเป็นตัวแทนของเขาที่ถูกล้วงกระเป๋าในที่ชุมชนจากแผนอันแยบยลของขโมยที่ให้ผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนขอความช่วยเหลือแล้วเข้ามาประชิดตัวล้วงกระเป๋า แต่ในส่วนนี้เองที่ออสลันด์เติมแต่งเรื่องราวไปสู่การเขียนจดหมายขู่และกระจายส่งไปยังทุกห้องในแฟลตของคนจนเพื่อหวังได้ของคืน จนกระทั่งคริสเตียนได้พบกับเด็กชายที่ต้องการให้เขาขอโทษครอบครัวและยืนยันว่าตัวเด็กไม่ใช่ขโมยมิฉะนั้นเขาจะนำพาความยุ่งเหยิงมาสู่คริสเตียน ซึ่งออสลันด์ ใช้เรื่องราวส่วนนี้วิพากษ์ความเหลื่อมล้ำในสังคมประเทศสวีเดนของตัวเองได้อย่างเจ็บแสบ

และทีละน้อยเมื่อนำไปพิจารณากับสัญญะที่หนังพยายามใส่เข้ามานั่นคือ ‘ขอทาน’ ซึ่งปรากฏอยู่ตามสถานที่ต่างๆที่ คริสเตียนเดินทางไปเสมอทั้งจัตุรัส สถานีรถไฟ และห้างสรรพสินค้า ไม่เพียงเท่านั้นตัวขอทานนี้ยังถูกนำไปต่อยอดกลายเป็นไวรัลคลิปสุดอื้อฉาวเพื่อโปรโมตผลงาน The Square ที่ได้รับความนิยมและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเกรียวกราวจนชีวิตของคริสเตียนเริ่มสั่นคลอน ซึ่งการใส่ ขอทาน เข้ามาในเรื่องเราจะเห็นความแยบยลในการซ่อน สารที่หนังต้องการสื่อนั่นคือ “ความช่วยเหลือ” เพราะตลอดเวลาภาพ ขอทาน ที่ปรากฏในหนังคือกลุ่มคนที่สังคมหลงลืม ไม่มีใครสนใจหยิบยื่นความช่วยเหลือ แต่พอนำขอทานไปเล่นในสื่อแล้วมีภาพโหดร้ายทารุณ สังคมก็พร้อมจะประณามคนสร้างงานซึ่งในที่นี้ทางคริสเตียนต้องรับผิดชอบในการตอบคำถามสื่อ ซึ่งสุดท้ายเขาก็เจอทางตันเมื่อฝ่ายหนึ่งไม่พอใจที่เสนอภาพขอทานเด็กผมบลอนด์ถูกระเบิด กับอีกฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหากคนสร้างงานเซ็นเซอร์ตัวเอง และไปๆมาๆก็ไม่ใช่เพียงแค่วงการศิลปะเท่านั้นแต่ออสลันด์กำลังวิพากษ์วิจารณ์สื่อโซเชียลมีเดียที่มาพร้อมกับความโลภของผู้จ้างวานและความไร้จรรยาบรรณของผู้ผลิตสื่อเองได้อย่างคมคาย



กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าการที่ ออสลันด์เองก็ไม่ได้หยุดแค่การวิพากษ์วิจารณ์วงการศิลปะและสื่อเท่านั้นแต่ยังนำเหตุการณ์ประหลาดๆจากข่าวจริงทั้งเรื่องผู้ป่วยทางจิตตะโกนด่านักข่าว หรือการนำชื่อศิลปินที่เคยเลียนแบบสุนัขและกัดคนจริงในสต็อกโฮล์มมาบอกเล่าใหม่ให้กลายเป็นคนเลียนแบบลิงก็กลายเป็นส่วนเกินที่ทำให้หนังเสียเวลานานกว่าจะพูดประเด็นสำคัญของเรื่อง ทั้งที่จริงตัวหนังเองก็มีหลายฉากย่อยที่แสดงให้เห็นการเสียดสีทั้งความไร้สาระของศิลปะและความเสแสร้งของคนทำงานด้านศิลปะอยู่แล้ว ดังนั้นฉากเสริมทั้งหลายเลยกลายเป็นการทำให้หนังยาวถึง 151 นาทีซึ่งนานเกินความจำเป็นและมีช่วงน่าเบื่อไปอย่างน่าเสียดาย



แต่ในทางกลับกัน ผมกลับชอบซับพลอตว่าด้วยความสัมพันธ์ที่ยุ่งเหยิงระหว่างคริสเตียน กับ แอน (เอลิซาเบธ มอสส์) นักข่าวสาวชาวอเมริกันที่หวังจะสานสัมพันธ์ระยะยาวกับเขาหลังมีเซ็กส์แบบวันไนต์สแตนด์  แม้เรื่องราวในส่วนนี้จะใส่เรื่องการวิพากษ์แนวคิดเฟมินิสต์ได้เบาบางและไม่น่าเชื่อถือแต่กลับทำให้เห็นความสามารถของ เอลิซาเบธ มอสส์ (เพิ่งครองรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงในซีรีส์ประเภทดราม่า)ที่สามารถทำให้ตัวละคร แอน มีทั้งความเซ็กซี่และวายป่วงได้อย่างมีเสน่ห์และเป็นเหมือนโอเอซิสท่ามกลางมุกเสียดสีและประเด็นสังคมหนักๆที่ทำให้โทนหนังดูมืดทึมและแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี

โดยภาพรวมแล้ว   The Square ถือเป็นหนังรางวัลที่เรียกร้องความอดทนจากผู้ชมมากพอสมควรทั้งความยาวของหนังและเนื้อหามากมายที่หนังพยายามวิพากษ์วิจารณ์สังคมซึ่งต้องแล้วแต่รสนิยมของผู้ชมแต่ไม่น่าเหมาะสำหรับผู้ชมที่หวังความบันเทิงจากหนังสักเรื่องแน่ๆ


แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Down a Dark Hall: สยองพล็อตแหวก ดูแก้เบื่อดีเหมือนกันนะ

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เรื่องราวสยองขวัญนี้ถูกนำเรื่องสู่ความดาร์กขนหัวลุกด้วยฝีมือของนักแสดงมากความสามารถอย่าง “อูมา เธอร์แมน” (Kill Bill) ในบทของครูใหญ่ “มาดาม ดูเรต์” มาดามแห่งโรงเรียนประจำอันน่าหวาดผวาแห่งนี้ พร้อมไปกับนักเรียนหญิงอีกไม่กี่คนที่ถูกส่งมายังแบล็กวูดนำทีมโดย “แอนนาโซเฟีย ร็อบบ์” (The Carrie Diaries), “เทย์เลอร์ รัสเซล” (Lost in Space) และ “วิคตอเรีย โมโรเลส” (Teen Wolf) ในบทบาทของแก๊งนักเรียนหญิงที่ถูกส่งมาลงทัณฑ์จากความผิดที่พวกเธอก่อ จะเป็นเช่นไรเมื่อเหล่านักเรียนผู้ต้องโทษพบว่าไม่ได้มีเพียงพวกเธอที่อาศัยอยู่ในแบล็กวูด แต่มีวิญญาณร้ายในห้องมืดที่หมายจะเอาชีวิตคนเป็นอยู่ด้วย

หนังสยองขวัญมาช่วงท้ายปีกันหลายเรื่อง หวังช่วงชิงตลาดผู้ใหญ่ที่เบื่อหยังครอบครัวช่วงคริสมาสปีใหม่ และ Down a Dark Hall ก็เป็นหนึ่งในหนังที่มีดารานำเบอร์ใหญ่อย่าง อูมา เธอร์แมน มานำ โดยเป็นฝีมือการกำกับของผู้กำกับชาวสเปนอย่าง ร็อดริโก คอร์เตส ที่มีผลงานฝากชื่อจาก Buried (2010) หนังสงครามสั่นประสาทเอาตัวรอดในพื้นที่ปิด ซึ่งตอนนั้นได้ ไรอัน เรย์โนลด์ส นำแสดง มารอบนี้คอร์เตสยังดึง คริส สปาร์ลิง มือเขียนบทในครั้งนั้นมาร่วมงานอีกครั้งกับหนังสยองเรื่องใหม่ของเขาด้วย

นอกจากรุ่นใหญ่แล้ว ดาราที่ต้องตรึงหนังทั้งเรื่องและยังต้องเป็นผู้แทนสายตาของผู้ชมอย่าง คิท เด็กสาวที่มีปัญหาทางบ้าน ก็ได้ดาราสาววัยทีนอย่าง แอนนาโซเฟีย ร็อบบ์ ดาราเด็กที่คุ้นหน้าจากหนังใหญ่เมื่อหลายปีก่อนทั้ง Bridge to Terabithia (2007) และ Charlie and the Chocolate Factory (2005) มารับบทนำด้วย ขณะที่ดาราสมทบหลักอีกหนึ่งสาวอย่าง อิซาเบล เฟอร์แมน ก็น่าจะเป็นที่จดจำได้ดีกับบทอีเด็กนรกแตกในหนัง Orphan (2009) ซึ่งบัดนี้โตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว แม้จะน่าเสียดายว่าบทของเธอแสนจะเป็นตัวประกอบจริงจังไปสักนิดก็ตาม

จุดเด่นของหนังไม่ใช่ลีลาลูกเล่นร้อยแปดในการเอามาหลอกหลอนคนดูให้สะดุ้งตกใจ ว่ากันไปในส่วนนี้ก็ธรรมดาเสียด้วยซ้ำ ทั้งเงาผ่านกล้อง การโผล่มาอีกฝั่งให้ตกใจ หรือการมาเคาะประตูข่มขวัญ ล้วนเป้นอะไรที่สายสยองคงชินชากันอยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจคือหนังมีซับพล็อตที่น่าสนใจที่กระตุ้นให้เราสนใจติดตามกลุ่มนักเรียนสุดเซี้ยวที่ทะเลาะไม่ชอบหน้ากันเอง แต่ก็ต้องตกสภาวะอันตรายจากฝีมือความชั่วร้ายทั้งคนทั้งผี จนต้องร่วมมือกันอย่างช่วยไม่ได้ และนำสภาวะนี้ไปใช้ขับพล็อตเรื่องหลักได้อย่างน่าสนใจ

ซึ่งพล็อตหลักเองก็มีความแปลก ๆ ใหม่ ๆ ดีเหมือนกัน เกี่ยวกับโรงเรียนที่สอนเด็กเกเรให้ค้นพบความอัจฉริยะในตัวเอง ซึ่งต้องแลกมาด้วยสิ่งชั่วร้ายบางอย่างที่ค่อย ๆ คืบคลานครอบครองโรงเรียนนี้ทีละน้อย การผจญภัยสืบค้นความจริงของเด็ก ๆ ที่มีความกล้า จึงทำให้หนังมีมู้ดที่น่าเอาใจช่วยตัวละครให้ทำสำเร็จอยู่เสมอ แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้หนังไม่ดูคลี่คลายง่ายเกินไปก็มีทั้งเรื่องความเป็นเด็ก ความไร้พลัง และขาดผู้ใหญ่ปกป้องต้องพึ่งพากันเอง จึงเป็นอะไรที่ดุสนุกมากเหมือนกันในการดูว่าตัวละครเหล่านี้จะรอดพ้นจากปีศาจคอนเซ็ปต์ดีที่ยกกันมาเป็นฝูงห่าซาตานได้อย่างไร คือชอบไอเดียผีเลยล่ะแต่สปอยล์ไม่ได้ เอาเป็นว่าใครชอบหนังผีลองรับเรื่องนี้ดูสักเรื่องแล้วกัน

ปีศาจอาจค่อยๆคืบคลาน แต่จองตั๋วรวดเร็วทันใจได้ที่รูป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] 10 Years Thailand: กระด้างกระเดื่อง

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

ภาพยนตร์เรื่อง Ten Years Thailand เป็นโครงการภาพยนตร์ขนาดยาวที่ประกอบด้วยภาพยนตร์สั้น 4 เรื่องประกบกัน จํากัดความยาวเรื่องละไม่เกิน 20 นาที โดยมีโจทย์กำหนดแบบเปิดกว้าง ตั้งคำถามและความหมายของ ‘อนาคต’ ผ่านมุมมองของผู้กำกับแต่ละคน ทั้งผู้กำกับที่มีชื่อเสียงและมีผลงานเป็นที่รู้จัก นอกจากนั้นยังเปิดพื้นที่สำหรับสนับสนุนคนทำหนังรุ่นใหม่ โดยคัดเลือกผลงานจากผู้กำกับที่มีความโดดเด่น เพื่อผลักดันให้เกิดผลงานขนาดยาวในโอกาสต่อไป

ต้องเท้าความกันนิดว่า TEN YEARS นั้นเป็นโครงการภาพยนตร์ที่เกิดจากฮ่องกงเป็นที่แรก โดยสร้างเมื่อปี 2015 ภายหลัง Umbrella Movement โดยมุ่งเน้นให้ศิลปินมาตั้งคำถามเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ หลังจากประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายที่ฮ่องกง โครงการนี้จึงถูกส่งต่อมายังประเทศไทย และตั้งใจส่งผ่านพลังสร้างสรรค์ให้คนทำหนังในประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไต้หวัน, ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่อไปอีก และสำหรับประเทศไทยนั้นก็ได้ผู้กำกับชั้นนำมาร่วมงานกันคับคั่ง บางคนเป้นที่รู้จักในแวดวง บางคนมีชื่อในระดับเอเชีย และบางคนก็มีชื่อเสียงระดับโลกแล้วด้วย ดังนั้นเมื่อเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ปีล่าสุดหนังเรื่องนี้จึงได้รับเกียรติไปฉายโชว์เช่นกัน ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยได้เลยด้วย แต่ไม่แน่ใจว่าฝ่ายบริหารจะชอบใจหรือไม่ ทว่าหนังก็ผ่านเซ็นเซอร์ไทยได้หน้าตาเฉยแปลกประหลาดมาก

โดยหนังทั้ง 4 เรื่องนี้ประกอบด้วย

SUNSET โดย อาทิตย์ อัสสรัตน์

SUNSET เป็นภาพยนตร์ที่เล่าโมงยามน้อยนิด ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรักระหว่างแก่นและแอ๋น หนุ่ม-สาวจากต่างจังหวัดที่มาทำงานในกรุงเทพ แก่นเป็นพลทหารพนักงานขับรถ ที่ต้องพาหัวหน้าหน่วยเดินทางเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยในสถานที่ที่ได้รับการร้องเรียนมาว่าอาจสร้างความขัดแย้งในสังคมได้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่ทั้งสองจะมีโอกาสพบกัน ก่อนที่แก่นต้องย้ายตามนายไปที่อื่น ท่ามกลางบรรยากาศการจัดแสดงผลงาน ศิลปะภาพถ่าย “I laugh so Hard, I cried” ซึ่งเป็นห้องจัดแสดงนิทรรศการศิลปะที่แอ๋นทำงานเป็นผู้ช่วยแม่บ้าน และมีหน้าที่ทำความสะอาด และเขาจะกล้าตัดสินใจที่จะบอกความในใจกับเธอหรือไม่ต้องติดตาม

สำหรับเรื่องนี้ ผู้กำกับอาทิตย์ยังเชี่ยวชาญในการสร้างบรรยากาศและไต่ระดับความน่าสนใจด้วยรายละเอียดทีละเล็กละน้อยได้อย่างดี หนังมีความเข้าถึงง่ายเพราะเส้นเรื่องนั้นใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงที่เราเห็นตามข่าวว่างานแสดงศิลปะบ่อยครั้งจะมีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงไปตรวจสอบและแนะนำให้ปรับเปลี่ยนการจัดงานอยู่เสมอ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแก่นกับแอ๋นนั้นก็ซื่อตรง เข้าใจง่ายมาก ทว่าในความง่ายเหล่านี้เองที่อาทิตย์สามารถใส่รายละเอียดลงไปได้อย่างแนบเนียน ทั้งบทพูดของฝ่ายความมั่นคงที่โคตรสมจริงราวกับเจ้าตัวเคยเจอมาด้วยตัวเอง และท่าทีขบถเล็ก ๆ ผ่านตัวละครศิลปินวาดรูป ตลอดถึงที่ว่าหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ให้น้ำเสียงแบบเข้าใจทั้งสองฝั่ง และเชื้อเชิญให้เรา ๆ ท่าน ๆ พิจารณากันเอาเองแบบอย่าไปคิดแทนชาวบ้านชาวช่องเลยว่าเขาจะคิดอย่างไร ต้องการอย่างไร ซึ่งสุดท้ายสารนี้เองที่น่าจะทิ่มแทงใจใครหลายๆ ภาคส่วนที่ยังติดขนบว่าคนอื่นรู้ไม่เท่าตน ตัดดสินใจได้ไม่ดีเท่าตน

CATOPIA โดย วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

หนังเริ่มเพิ่มความเข้มข้นขึ้นด้วยหนังเรื่องที่ 2 อย่าง CATOPIA ที่เรื่องราวว่าด้วยโลกยุคดิสโทเปีย เมื่อชายผู้หนึ่งพบว่าตัวเองเป็นมนุษย์คนเดียวที่หลงเหลืออยู่ ท่ามกลางประชากรแมว… แมวพวกนั้นเดินเหิน แต่งกาย พูดคุย และทำทุกอย่างได้เหมือนเป็นมนุษย์ปรกติทุกประการ แมวบางตัวเป็นเพื่อนของเขามาก่อนด้วยซ้ำ พวกมัน ไม่รู้ว่าเขาเป็น มนุษย์เพียงคนเดียว ที่เหลืออยู่ในโลกของแมว เขาจึงต้องทำตัวให้กลมกลืน และถ้าพวกมันจับได้เขาจะถูกกำจัดทิ้งทันที

วิศิษฎ์ใช้แฟนตาซีหลุดโลกมาวิพากย์สังคมอีกครั้งในแบบที่จริงจังกว่าตอน หมานคร อาจด้วยเวลาที่จำกัดเขาเลยต้องพุ่งประเด็นทั้งหมดออกมาให้ชัดตูมเดียว และมันก็มีหลายช่วงจังหวะที่สะเทือนสติเราเหมือนกัน ทั้งเรื่องที่ตัวเอกต้องพยายามซ่อนเนื้อแท้ของตัวเองท่ามกลางคนอื่น ๆ ที่แตกต่างเพราะกลัวความรุนแรงของการเหยียดฝั่งตรงข้าม ถึงขนาดที่ต้องใช้สเปรย์น้ำหอมฉีดปลอมกลิ่นแมวใส่ตัวเอง และในขณะเดียวกันหน่วยไล่ล่ามนุษย์เองก็ใช้ประโยชน์แห่งความเหยียดนี้ในการผลิตสเปรย์กลิ่นมนุษย์ไว้ฉีดเพื่อบ่อนทำลายใส่ร้ายแมวที่ไม่เข้าพวกกับทางการ ว่ากันในความเป็นหนังสั้น เรื่องนี้น่าจะเล่าได้ชัดและจบในตัวได้ดีที่สุด ทั้งยังมีจุดผลิกผันไปมาให้ตื่นเต้นด้วย

PLANETARIUM โดย จุฬญานนท์ ศิริผล

PLANETARIUM เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซีเหนือจริง ที่จำลองการทำงานขององค์กรสื่อสารใน 10 ปีข้างหน้า หนังจะพาเราสำรวจความทันสมัยก้าวไกลของเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 4.0 ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อทัศนคติและการดำเนินชีวิตของคนในสังคม จนทำให้คนรุ่นใหม่ยินยอมเข้าร่วมทำงานและเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกตรวจสอบ โดยมีพลังแสงแห่งความดีชำระล้างความไม่ถูกต้องเพื่อให้คนเป็นคนดี และสังคมสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างสงบสุข

ว่ากันตามตรงงานของจุฬญานนท์เรื่องนี้ออกไปทางเซอร์เรียลและนามธรรมสัญญะจัดจ้านจนเข้าถึงยากมาก ขนาดว่าถ้าไม่อ่านเรื่องย่อข้างบนอาจใช้เวลาพักใหญ่เลยกว่าจะจับคลำทางถูกว่าหนังกำลังพูดเรื่องอะไร แต่เมื่อเข้าใจแล้วหนังเรื่องนี้ก็ดูสนุกมาก กับการใส่สัญญะนั่นนี่ให้เหมือนจะไม่เข้าใจ แต่ในฐานะคนไทยอย่างไรเสียเราก็เข้าใจอยู่ในดีเอ็นเออยู่ดี ไม่ว่าจะระบบการศึกษา ศาสนา สื่อมวลชน สถาบันต่าง ๆ ล้วนแต่พยายามสร้างประชาชนให้เป็นสาวกของลัทธิความเชื่อหนึ่งเดียวกัน ถ้าวัดกันหนังเรื่องนี้เล่าไม่เป็นเนื้อเรื่องสุด แต่เพราะมันคือหนังสัญญะ เมื่อเราแปลความออกเราก็จะเข้าใจว่านี่คือหนังที่มีเนื้อเรื่องจริงจังมากเรื่องหนึ่งทีเดียว

SONG OF THE CITY โดย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

SONG OF THE CITY เป็นภาพยนตร์แนวทดลองที่เล่าคู่ขนานระหว่างขั้นตอนคัดเลือกนักแสดง และการบันทึกการถ่ายทำเรื่องราวของเซลล์แมนที่พยายามขายเครื่องที่สามารถทำให้หลับฝันดีและมีความสุข ซึ่งเกิดขึ้นที่สวนสาธารณะในอนุสาวรีย์ใจกลางเมืองจังหวัดขอนแก่น ที่กำลังทำการบูรณะซ่อมแซม ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น เสมือนบันทึกความทรงจำส่วนตัวของผู้กำกับที่มีต่อพื้นที่ที่เติบโต นอกจากนั้นภาพยนตร์ยังบันทึกสรรพเสียงของคนที่อาศัยโดยรอบ เสมือนไดอารี่หรือจดหมายที่รอการกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้ง

มาถึงเรื่องสุดท้ายที่แฟน ๆ ของผู้กำกับอภิชาติพงศ์คงรอคอย และก็ไม่เสียใจเลยเพราะแกยังคงมาสไตล์จัดในการเล่าเรื่องกึ่งจริงกึ่งแสดง การวางช็อตภาพที่เหมือนวางไปงั้น ๆ แต่ที่จริงตั้งใจ เส้นเรื่องที่มีหลายทางแต่แท้จริงล้อไปในเรื่องเดียวกัน ซึ่งทำให้ตัวหนังเรื่องนี้ว่ากันตามตรงตีความยากกว่าเรื่องที่แล้วเสียอีก แต่ในความงุนงงครุ่นคิดนั้น สมองของเราก็ได้ทำงานตลอดเวลาจนทำให้ภาพแต่ละภาพ บทสนทนาแต่ละช่วง เชื่อมโยงความทรงจำและความเข้าใจเราไปสู่วิถีทางแบบไทย ๆ ที่เราเห็นมาตลอดชีวิตได้อย่างแจ่มชัด ไม่แปลกเลยที่จะมองว่ามันคือไดอารี่ส่วนตัวของเจ้ย ซึ่งในขณะเดียวกันก็บันทึกความทรงจำร่วมของคนไทยหลาย ๆ คนไว้พร้อมกัน

จากหนังที่เข้าใจง่ายสู่หนังที่ต้องใช้จินตนาการและประสบการณ์ในการชมสูง Ten Years Thailand จึงมีความกระด้างกระเดื่องในการเล่าเรื่องสู่คนดู จากอ่อนน้อมดูง่าย สู่ความขบถดูยาก แต่หนึ่งสิ่งที่หนังตีภาพร่วมเหมือนกันคือการสะท้อนสังคมการเมืองไทย อาจจะไม่ใช่หนังที่มองว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไรตามต้นฉบับ แต่เหมือนพร้อมใจเล่ามากกว่าว่าสิบกว่าปีที่ผ่านมาเราเป็นอย่างไร โดยทิ้งเงื่อนปมว่ามันอาจจะเป็นอย่างนี้ไปอีกสิบปีข้างหน้าก็เป็นได้ มันจึงเป็นหนังที่ทั้งให้บทเรียนให้สติเราและทำลายความหวังไปพร้อมกัน กระด้างกับใจมากจริง ๆ

จองกดที่รูปได้ดูทันที ไม่ต้องรอ 10 ปีนะชาวไทย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] Aquaman อควาแมน เจ้าสมุทร – ได้เวลาแฟน DC หวีดแรงๆ

Published

on

 

หนังเล่าถึง อาร์เธอร์ (เจสัน โมโม) ลูกครึ่งมนุษย์กับชาวแอตแลนติส ที่ชะตากรรมได้พาเขาไปพบกับ เมรา (แอมเบอร์ เฮิร์ต) คู่หมั้นของ คิงออร์ม (เจสัน แพตทริก) น้องชายต่างพ่อของอาร์เธอร์ที่หวังทำลายโลกมนุษย์บนพื้นดิน จนอาร์เธอร์ต้องร่วมมือกับ เมรา เพื่อหาตรีศูล ในตำนานก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป
หลังอกหักจากความคาดหวังว่า แซค สไนเดอร์จะทำ Man of Steel พลิกโฉมซูเปอร์แมนให้ปังแต่กลับได้หนังบ้าวิช่วลหนักกบาลมาแทน หลังคาดหวังให้ Batman V Superman ให้เป็นอภิมหาศึก 2 ฮีโร่ แต่กลับได้หนังธรณีกรรแสงที่ฮีโร่มาคิดถึงแม่ขึ้นมาน้ำตามันก็ไหลแบบไม่มีเหตุผล ยิ่ง Justice League ยิ่งอาการหนักเพราะทั้งตาแซค และ ตาจอส วีดอน มาร่วมกันแกงโฮะฮีโร่ซะสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง ซะอย่างกับขี้เมาเมาเหล้าขาว จนกว่า Wonder Woman จะมาแก้สถานการณ์ได้ก็เกือบสายเกินไป. หลายคนเลยตั้งความหวังกับ เจมส์ วาน ผู้กำกับที่กำลังมือขึ้นทั้งหนังผี หนังแอ็คชั่น ให้มาปั้น Aquaman ให้ปังเสียที!

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

จากที่บอกไว้ว่า เจมส์ วาน แบกความคาดหวังของแฟนๆ ดีซี ไว้หนักอึ้งขนาดไหน ซึ่งตอบในฐานะผมเป็นแฟนดีซีคนนึงได้เลยว่า ขอบคุณ เจมส์ วาน มากๆที่ทำให้แฟนๆอย่างเราได้ยืดสู้กับเหล่าแฟนบอย มาร์เวลเสียที จากที่เคยโดน เดดพูล เอาเรื่องความดาร์คของดีซีไปล้อ คราวนี้ พี่วาน ของเราจัดการให้ความเศร้าจากการต้องลาจากของราชินีแอตแลนนา ตัวละครของ นิโคล คิดแมน ให้กลายเป็นโทนโรแมนติก โดยเริ่มเรื่องราวกุ๊กกิ๊กระหว่างสาวแอตแลนติสกับหนุ่มเฝ้าประภาคารให้ออกมาน่ารัก อมยิ้ม เหมือนหลุดมาจากหนังเงือกขวัญใจเด็ก 80 อย่าง Splash (1984) ก่อนที่ทหารจากโลกใต้น้ำจะตามมาราวีจน แอตแลนนา ต้องจำใจจากลูกจากผัว ถวายตัวไปเป็นเมียของคิง องค์ใหม่ จนพ่ออาร์เธอร์ ต้องออกมารอเธอที่ท่าน้ำทุกวันเลย (เอ่อ! ทำไมคล้าย พี่มากพระโขนงด้วยเนี่ย ฮ่าาา)

 

ซึ่งการปรับโทนเศร้าให้มาอบอุ่นโรแมนติกตั้งแต่ต้นเรื่องยังส่งผลให้ ความสัมพันธ์ของ อาร์เธอร์ กับ เมรา ดูน่าเชื่อถือและค่อยๆเป็นเหตุผลสำคัญที่ผลักให้ อาร์เธอร์ เริ่มยอมรับในเลือดขัตติยะของตนได้เต็มภาคภูมิมากขึ้นด้วย ส่งผลให้หนังไม่เพียงได้ใจเหล่าแฟนบอย อย่างเราเท่านั้น แต่ยังอาจมุ้งมิ้งถูกใจสาวๆที่เราพาไปดูด้วย (แนะนำให้พาไปทีละคนนะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวคุณเธอฟาดคุณติดเบาะแบบในหนังแน่ ฮ่าาาา)

ส่วนฉากแอ็คชั่น เชื่อว่าจะได้รับการจดจำในฐานะหนังฮีโร่ ที่ใช้ มาร์เชียลอาร์ต ได้อย่างเข้าอกเข้าใจในสรีระนักแสดง คือการมิกซ์ศาสตร์การต่อสู้ทั้ง มวยปล้ำ ยูยิตสุ มวยฯลฯ ถูกออกแบบให้เหมาะกับเจสัน โมโม มากๆ แม้เขาจะช่ำชองฉากแอ็คชั่นจากซีรีส์สงครามอยู่แล้ว แต่มูฟเมนต์ใน Aquaman ถูกดีไซน์มาให้เห็นความงามของสรีระอันใหญ่โตของเขาได้ดียิ่งกว่า ส่งผลให้ฉากบู๊ของหนังมีพลังมาก ซึ่งถือว่า เจมส์ วาน ตัดสินใจถูกต้อง ที่ไม่ให้ฉากแอ็คชั่นมีแต่โชว์ซีจีทั้งหมดแต่สัดส่วนครึ่งๆแบบนี้ถือว่าปลอดภัยแล้วสำหรับคอหนังฮีโร่และแอ็คชั่นมาร์เชียลอาร์ตแบบผม

แน่นอนว่าแฟนบอยอย่างเราจะขาดสาวๆเซ็กซี่ในหนังฮีโร่ได้ไง หลังปล่อยให้สาวๆจากฝั่งมาร์เวลมาขโมยหัวใจหนุ่มๆมาเป็น 10 ปี ในที่สุดหลังจากส่ง กัล การ์ดอต มาโชว์เท่เป็นวันเดอร์วูแมนแล้ว ก็ได้เวลา แอมเบอร์ เฮิร์ต พาชุดแหวกอกเกล็ดปลาสีเขียว พร้อมผมแดงเปียกๆ ที่โผล่จากน้ำทีไรหนุ่มๆได้ตาค้างแน่นอน ด้วยชุดที่เหมือนโป๊ก็ไม่โป๊ โชว์เพียงร่องอกสวยๆ แค่นี้ก็ทำเอาหนุ่มๆหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว หนังยังให้เธอโลดโผนโจนทะยานเล่นฉากบู๊ พุ่งตัวในน้ำ ให้เราใจคอไม่ดีเลยตลอดเรื่อง จนแทบอยากคิด แฮชแทค #อยากมีเมียเป็นปลา ให้เลย ที่สำคัญสีผมของเธอ ถ้าหนังวางโปรดักส์เพลซเมนต์เป็นยาย้อมผมนี่รับรองขายดีแน่ เพราะผมแดงเพลิงของเธอนี่ติดดีเหลือเกิน ฮ่าาา

ไม่เพียงแค่นักแสดงนำอย่าง เจสัน โมโม แอมเบอร์ เฮิร์ต หรือนิโคล คิตแมน เท่านั้นนะครับ หนังยังได้นักแสดงยอดฝีมือทั้ง วิลเลม เดโฟ ดอล์ฟ ลุนด์เกรน และ เจสัน แพตทริก ที่มารับบท คิงออร์ม ได้หล่อมาก เอ้ย! ไม่ใช่แค่หล่อนะครับ แต่ยังทำให้บทผู้ร้ายดูไม่แบน ซึ่งก็ต้องยกประโยชน์ให้ เจมส์ วาน และ วิล บีล ที่เขียนบทมาได้อย่างดี แม้จะมีบางจุดที่หนังยังเล่าได้ไม่ละเอียด หรือ ขยี้บางปม ไม่มากพอ แต่ความบันเทิงของหนังก็มาเต็มแม็กลั่นมหาสมุทรแล้วล่ะครับ

ตีตั๋วดิ่งสมุทรไปมันส์ยกร่องกันได้แล้วในโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์คลิกที่รูปด้านล่างเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!