Connect with us

What The Fact

[รีวิว] The Cloverfield Paradox: หนังไซไฟที่อุทาน wtf ได้ไม่สิ้นสุด

Cloverfield เป็นหนังม้ามืดที่โปรเจ็กต์มักเป็นความลับมาเสมอตั้งแต่ภาคแรก เมื่อปี 2008 ที่มาแบบงง ๆ แล้วก็แหวกแนวกับการใช้รูปแบบ found footage อย่างหนัง The Blair Witch Project (1999) มาถ่ายทอดเรื่องราวแนวไซไฟได้อย่างน่าตื่นเต้น ยิ่งมาภาคสอง 10 Cloverfield Lane (2016) ก็เปิดตัวแบบปุ่บปั่บอย่างที่แฟน ๆ ตั้งตัวไม่ทัน และเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นหนังไซไฟจิตวิทยาที่ชวนกดดันและน่าขนลุกกับความผิดปกติของมนุษย์ด้วยกันเอง ก็เป็นอะไรที่แฟน ๆ ที่รักการคาดเดาอะไรไม่ได้ต่างชอบใจ

มาภาคนี้ิโปรดิวเซอร์ใหญ่อย่างพ่อมดฮอลลีวู้ดคนใหม่ เจ.เจ. อับรามห์ส ได้เลือกผู้กำกับเล็ก ๆ แต่มีแววมาลองปั้นเช่นเดียวกับที่เคยเลือก แมตต์ รีฟส์ มาทำภาคแรกจนตอนนี้เป็นผู้กำกับชั้นนำอีกคนของวงการที่กำลังมีโปรเจ็กต์อย่าง The Batman ในมือ รอบนี้เป็นผู้กำกับที่มีผลงานหนังสั้นมานับครั้งไม่ถ้วนอย่าง จูเลียส โอนาห์ มาลองทำหนังใหญ่ดู นอกจากจะเป็นการมาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงเช่นเคยแล้ว ยังช็อกใหญ่ด้วยการฉายทางบริการสตรีมมิ่งวิดีโออย่าง เน็ตฟลิกซ์ เท่านั้นด้วย แล้วปล่อยตอนไหน ตอนที่โฆษณาเปิดตัวในช่วงการแข่งกีฬาซูเปอร์โบรลว์ของอเมริกาปุ๊บ ก็ลงจอให้ชมกันเลย คือเซอร์ไพร้สสุด ๆ

เหมือนว่า ความคาดเดาไม่ได้ นอกจากจะเป็นลายเซ็นของโปรดิวเซอร์ที่กุมทุกอย่างเป็นความลับขั้นสุดอย่าง เจ.เจ. แล้ว ยังกลายเป็นแนวทางของหนังชุดนี้ที่เล่นกับความสงสัยของคนดูแบบไม่สิ้นสุดเลยด้วย

(ไม่สปอยล์) หนังเล่าเรื่องของทีมนักวิทยาศาสตร์ ที่ถูกรวมตัวจากทั่วโลกขึ้นไปทำภารกิจบนดาวเทียมเพื่อทดลองยิงอนุภาคฮิกโบซอนกำเนิดพลังงานอนันต์ ซึ่งจะช่วยยับยั้งสงครามจากความขาดแคลนพลังงานที่เกิดทุกหย่อมหญ้าบนพื้นโลก โดยแต่ละคนก็จะมาจากประเทศมหาอำนาจของโลกเพื่อคานอำนาจกัน โดยมีตัวแทนจากอเมริกาทำหน้าที่เหมือนหัวหน้าชุด ส่วนตัวเอกที่เป็นสายตาแทนผู้ชมนั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์สาวจากอังกฤษ หลังการทดลองล้มเหลวมากว่า 2 ปี บนอวกาศ เรื่องราวก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการทดลองครั้งล่าสุดนั้นเอง เราคงเล่าได้เพียงเท่านี้เพราะการดุแบบไม่ต้องรู้อะไรเลยน่าจะเป็นมนตร์เสน่ห์ของหนังชุดนี้อย่างหนึ่งเลยครับ แต่คงบอกได้เพียงว่า หนังเซอร์ไพร้สเราได้ทุกจังหวะการเล่าเลย คิดว่าจะไม่มีอะไรแล้ว ก็มีอะไรเจ๋ง ๆ มายั่วความสงสัยและระเบิดสมองเราไปพร้อมกันทีเดียว

(แบบสปอยล์ ชวนคิดสำหรับคนที่ดูแล้ว ใครยังไม่ดูข้ามไปย่อหน้าต่อไปเลยครับ) หนังน่าจะเล่าย้อนไปก่อนเหตุการณ์ในภาคแรก ที่ตอนแรกเราคิดว่าสัตว์ประหลาดเกิดจากการทดลองบางอย่างของญี่ปุ่น มาภาคนี้ก็เฉลยแล้วว่าเกิดจากการทดลองยิงอนุภาคเพื่อกู้วิกฤตพลังงานนี้นั่นเอง เหตุการณ์ประหลาดทั้งหลายเกิดจากการชนกันของมิติ 2 มิติ เนื่องจากเจ้าเครื่องยิงอนุภาคไปเปิดรอยต่อเข้า ผลที่เกิดบนโลกคือเกิดสัตว์ประหลาดจากมิติอื่นเข้ามาอยู่บนโลกตามที่ดูมาในภาคแรก (ส่วนเอเลี่ยนในภาค 2 นั้นน่าจะเกิดหลังจากนี้ไปอีก หรือเป็นอีกมิติหนึ่งไปเลย) ส่วนผลที่เกิดบนยานคือตัวตนที่ซ้ำกัน ฝั่งหนึ่งตายเกลี้ยง อีกฝั่งรอด นี่คือเหตุผลว่าทำไมเจนเซ่นถึงรอดมาจากยานตกได้ เพราะเธอกับแทมเป็นคู่เดียวที่เป็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสองทีมนี้ ผลที่เกิดขึ้นอีกอย่างคือบางตัวตนเกิดการกลืนกัน อย่างที่เกิดกับตัวละครโวลคอฟที่มีความทรงจำของอีกโลกหนึ่งเข้ามาแทรกจนทำให้เขาพยายามสังหารชมิดท์ ในขณะที่ตัวตนอีกโลกของโวลคอฟเองอาจจะทำอะไรบางอย่างกับหนอนและบอลไจโรไว้ ทำให้แขนของมันดี้จากอีกโลกจึงเขียนบอกที่อยู่ของลูกบอลที่หายไปได้อย่างถูกต้อง และความลักลั่นไม่ใช่เพียงกายภาพที่เกิดขึ้นเท่านั้น ในด้านของจริยธรรมก็ท้าทายพอ ๆ กับฉากเรือสองลำในหนัง The Dark Knight เลยทีเดียว ว่าสุดท้ายการทอดทิ้งโลกใบใดใบหนึ่งจะเป็นสิ่งที่ควรกระทำหรือไม่ และถ้าต้องเลือกเราจะช่วยโลกใบไหนกัน ซึ่งตรงนี้คือความหมายของชื่อเรื่องที่เป็นความลักลั่นอย่างแท้จริง

หนังมีดาราหน้าคุ้นเคยมาสมทบกันมากมาย แม้จะไม่มีดาราใหญ่จริง ๆ เลยสักคน ที่เราคุ้นหน้าสุดก็คงเป็นดาราจีนอย่าง จางซิยี่ จากนั้นก็เป็น ดาเนียล บรูห์ล หรือ บาราอนซีโม่ จากหนัง Captain America 3: Civil War นอกนั้นก็เป็นดาราที่คุ้น ๆ หน้าจากบทตัวประกอบในหนังดัง ๆ เสียมากกว่า ซึ่งก็เป็นข้อดีที่ทำให้เราเชื่อในตัวละครได้เร็วเพราะไม่ติดภาพเดิม และยังสามารถปิดความลับการมีอยู่ของโปรเจ็กต์หนังได้ง่ายด้วย ซึ่งต้องบอกว่านักแสดงเล่นกันได้ดีสมกับชื่อชั้นที่คร่ำหวอดกันมานาน แม้บทหนังจะเด่นนำไปมาก แต่ก็สามารถพยุงตัวให้มีซีนที่น่าจดจำของตนเองได้ การกำกับของโอนาห์ก็ถือว่าคุมหนังสเกลใหญ่ได้ดีพอควร แต่ถ้าเทียบกับงานธริลเลอร์ชั้นยอดในภาค 2 ของผู้กำกับ แดน ทราชเทนเบิร์ก แล้วก็ยังห่างชั้นในการสร้างความกดดันสุดกู่ให้กับคนดูอยู่มาก ความประทับใจจึงไม่ได้อยู่ที่วิธีการเล่าเท่าหนังภาค 2 และไม่ได้โชว์วิช่วลแบบไซไฟได้อลังเท่าภาคแรก ทำให้ภาค 3 นี้เป็นงานที่ดีพอดีตัวอยู่กลาง ๆ เป็นหนังบันเทิงที่ชวนให้ขบคิดตาม และสร้างข้อสนทนาหลังการดูได้พอสมควรครับ

ถึงจะไม่ใช่ภาคที่พีคสุดของหนังชุด Cloverfield แต่ก็ดูสนุกใช้ได้โดยเฉพาะช่วงต้นเรื่องถึงกลางเรื่องที่ชวนให้สบถ wtf กับการคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยสักอย่าง ทั้งยังเป็นตัวต่อสำคัญในการทำความเข้าใจหนังทั้งชุดนี้ด้วย ใครมีเน็ตฟลิกซ์อยู่ห้ามพลาดเลยครับ ส่วนใครยังไม่มีแนะนำกดทดลองฟรีเลยแล้วคุณจะติดใจ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!