[รีวิว] อีเมลลับฉบับไซมอน: หนังรอมคอมฟีลกู้ดแห่งปี

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

จาก ‘Simon vs. The Homo Sapiens Agenda’ ของ Becky Albertalli นิยายสายวายเรต young adult อีกเรื่องหนึ่งที่แฟนหนังสือเฝ้ารอเวอร์ชันภาพยนตร์ กับมนต์รักไฮสคูลตามแบบฉบับหนัง coming of age ซึ่งมีชื่อไทยว่า ‘อีเมล์ลับฉบับไซมอน’ ที่ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เข้าฉายในบ้านเรา (เสียที) กับเรื่องราวที่ถูกเคลมตั้งแต่หน้าหนังว่าเป็นหนังเกย์แบบเต็มสตรีม บอกตามตรงตอนเห็นทีเซอร์นี่ รู้สึกเลี่ยนมาก แต่เอาเข้าจริง มันหลอกดาวจ้าา

พลอตมันเป็นเรื่องราวของ ไซม่อน สเปียร์ (นิค โรบินสัน) หนุ่มมัธยมที่รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์ แต่ไม่สามารถบอกใครได้ เพราะกลัวว่าจะไม่มีที่ยืนในสังคม กลัวพ่อแม่รับไม่ได้ เลยทำให้ตัวเองรู้สึกสับสน อึดอัดอยู่ในใจตลอด สิ่งที่ทำให้เขามีกำลังใจก็คือการได้โต้ตอบอีเมล์กับเกย์นิรนามนางหนึ่งที่ใช้ชื่อนามแฝงว่า ‘บลู’ ซึ่งก็อยู่ในสภาวะเดียวกับไซม่อน คือไม่กล้าเปิดเผยตัวตนกับใคร จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง มาร์ติน (โลแกน มิลเลอร์) เพื่อนร่วมห้องตัวแสบของไซมอน ก็ได้เห็นอีเมล์ลับนั่นโดยบังเอิญ แล้วเขาแคปข้อความเหล่านั้นเพื่อจะแบล็คเมล์ไซม่อน โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าจะให้ไซม่อนช่วยเขาจีบ แอ๊บบี้ (อเล็กซานดร้า ชิปป์) เพื่อนของไซม่อนที่มาร์ตินแอบชอบ นั่นเลยกลายเป็นจุดเริ่มของความอีรุงตุงนังของความสัมพันธ์

หนังเดินเรื่องชิล ๆ มากทั้งที่ตัวละครแบกปมหนักหน่วงเอาไว้ในใจ แต่หนังก็เล่าออกมาได้ฮา โดยเฉพาะแคแร็คเตอร์ของคนในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือว่าเพื่อนในกลุ่มของไซม่อน มันดูหลากหลายน่าค้นหาหลายคนมาก ชอบตรงที่บริหารความสัมพันธ์ของเพื่อนในกลุ่มนี่แหละ จับคู่คนนั้นคนนี้ทีนึง แล้วอีกแป๊บก็เปลี่ยนมาจิ้นกับคู่นี้ ชอบเคมีระหว่าง นิค และ แคทเธอรีน แลงฟอร์ด (นางเอก 13 Reasons Why) มาก สาวแคทนี่เป็นหนึ่งในสาวอวบหน้าสวยเป๊ะมีเสน่ห์มาก ๆ เห็นชีแล้วก็นึกถึง เเอเรียล วินเทอร์, โคลอี้ มอเรตซ์ เลย แล้วก็ โลแกน มิลเลอร์ เรื่องนี้ดูแล้วนึกถึง สติฟเลอร์ ใน American Pie แม่งดีดมาก บางทีก็ดีดจนน่าหมั่นไส้ แต่บางทีมันก็ดูเกรียน ๆ ฮา ๆ เป็นสีสันดี

ตัวละครทุกตัวของ Love, Simon มีชีวิต มันมีพัฒนาการ มีแง่มุมต่าง ๆ หลายมิติ ไซม่อน ได้เรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำและไม่ทำ อะไรที่ผิดพลาดไป หนังไม่ได้มุ่งเน้นแค่ว่าสิ่งที่ไซม่อนตามหา สิ่งที่ไซม่อนอยากได้มันคืออะไร แล้วจบ แต่ระหว่างทางมันคือ coming of age ของไซม่อนและเพื่อน ๆ วัยทีน เหมือนกัน เด็กมันเรียนรู้กันเอง แล้วก็เรียนรู้จากพ่อแม่ ด่านที่ไซม่อนต้องบอกพ่อแม่ และด่านที่ไซม่อนตามหาบลู เรื่องราวมันสนุกตรงพลอตย่อย ๆ หักมุมไปมาที่ใส่เข้ามาแบบกลมกล่อม มันคือส่วนที่นำพาไปสู่บทสรุปจุดจบที่เติมเต็มและฟีลกู้ดสมบูรณ์แบบ

ไม่ต้องกลัวว่า Love, Simon จะเป็นหนังเกย์ขายฉากดูดขี้ฟันหรือขุดทองกันโจ๋งครึ่มอย่างที่หลายคนตั้งธงเอาไว้ มันเป็นหนังใส ๆ ที่ดูได้ไม่ดาร์กขนาดนั้น ส่วนตัวยังคิดว่าหนังเกย์ไม่จำเป็นต้องดูดดื่มกันมากก็ได้ แค่อาศัยขายพลอต ขายความฟีลกู้ดหน่อย มันก็น่ารักในแบบฉบับของมันเอง นี่เป็นหนังรักที่เราแทบไม่เห็นคลื่นน้ำตาที่ใครต้องมาเค้นคั้นกันเลย เพราะมันถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจ และเปิดพื้นที่ยินดีให้ใครก็ได้ ได้แสดงตัวตนออกมา อาจจะบอกได้ว่าหนังค่อนไปทางโลกสวยนิด ๆ แต่หากบรรยากาศสังคมบ้านเราเป็นอย่างในหนังเรื่องนี้ คนไทยคงมีพลังบวกดี ๆ ขึ้นมาอีกเยอะ

ผมชอบที่ ไซม่อน เด็กหนุ่มวัย 16 เรียนรู้และเข้าใจคำว่า crazy brave หรือความกล้าแบบบ้าบิ่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองหรือสังคมไปได้ ประโยคง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณสะอึกอย่าง go big or go home มันทำให้จำติดออกมาจากโรง ทั้งที่หนังไม่ได้พยายามยัดเยียดอะไรเลย สำหรับ ไซม่อน เขาแค่เป็นตัวเอง อยู่ที่ไหนก็เป็นตัวเอง โลกก็เป็นอีกใบไปแล้ว