Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Skyscraper: สนุกระทึก ไม่เรียกร้องความสมจริงที่น่าเบื่อ

Published

on

Skyscraper ระห่ำตึกเสียดฟ้า

8.1

คุณภาพงานสร้าง

8.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

7.0/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความสนุก

9.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • หนังกระชับ มีฉากน่าเบื่อน้อย อัดความตื่นเต้นมารัวๆ
  • ตึกสูงระฟ้าเป็นสถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นอีกหนึ่งตัวเอกเลย
  • ตัวละครไม่งี่เง่า หรือโง่ๆ จนหงุดหงิด
  • ความสนุกดูเพลินดูมันมาก

จุดสังเกต

  • มีความไม่สมเหตุสมผลเล็กๆน้อยๆตลอดเวลา ใครเป็นมนุษย์เพอร์เฟ็กต์น่าจะทนไม่ไหว
  • หลายอย่างก็ยัดใส่แบบไม่ค่อยส่งผลอะไรจริงจังอย่างเรื่องพระเอกขาขาด
  • หลายฉากหนังรีบไป ตำรวจมาไวไป นักข่าวก็ได้ภาพบนตึกมาเหมือนแอบตามตัวละคร ดูงงๆ

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

ดเวย์น จอห์นสัน หรือ เดอะร็อก รับบท วิล ซอว์เยอร์ อดีตหัวหน้าทีมช่วยชีวิตตัวประกันเอฟบีไอและอดีตทหารผ่านศึก ซึ่งปัจจุบัน รับงานประเมินความปลอดภัยให้กับตึกระฟ้า เขามารับงานในจีนแต่กลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์เพลิงไหม้บนตึกที่สูงสุดและปลอดภัยที่สุดของโลก และเขาเองก็ถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนวางเพลิงเสียด้วย นอกจากเขาต้องค้นหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วยังต้องช่วยเหลือครอบครัวทั้งภรรยาและลูก ๆ ที่ติดอยู่ในตึกนั้นอีกด้วย นี่คือหนัง Die Hard แห่งยุค 2018 อย่างแท้จริง

สำหรับคอหนังแอ็กชั่นคงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก Die Hard (1988) หนังระดับตำนานของ จอห์น แมคเทียร์แนน ผู้กำเนิดหนัง Predator (1987) ฉบับ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ และทำให้ บรูซ วิลลิส กลายเป็นพระเอกนักบู๊ขึ้นหิ้งของวงการจากหนังไต่ตึกระห่ำนรกเรื่องนี้ นอกจากพลอตที่แหวกแนวของ Die Hard อย่างการสร้างสถานการณ์ ต้องช่วยเหลือตัวประกันบนตึกสูงจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายอาวุธครบมือด้วยตัวคนเดียวแล้ว

แต่ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งนอกจากพลอต และความมันสะใจแล้ว สิ่งที่ทำให้ นรกระฟ้า ได้รับความนิยมอย่างสูงจนมีภาคต่อออกมาถึง 5 ภาค โดยภาคหลังสุดคือปี 2013 ในชื่อ A Good Day to Die Hard คือการสร้างคาแรกเตอร์พระเอกนักบู๊แนวใหม่ที่ชื่อ จอห์น แมคเคลน (บรูซ วิลลิส) ที่ไม่ได้เทพ แต่ดูมีความเป็นมนุษย์ติดดิน มีปมในใจ มีความอ่อนแอบาดเจ็บได้ และมีนิสัยแบบปุถุชนพานพบได้ตามท้องถนน ทั้งความกวนและหยาบกระด้าง นี่จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญให้หนังบู๊ในยุคหลังมา สร้างตัวละครที่น่าจดจำมากขึ้นกว่าแค่การระเบิดภูเขาเผากระท่อมอย่างที่เป็นมาหลายทศวรรษ

และ Skyscraper หรือ ระห่ำตึกเสียดฟ้า ก็พยายามเดินรอยตามความสำเร็จของหนัง นรกระฟ้า อย่างจงใจเสียด้วย

แม้ผู้กำกับ รอว์สัน มาร์แชล เธอร์เบอร์ จาก We’re the Millers (2013) และ Central Intelligence (2016) ซึ่งเรื่องหลังนี่ได้ร่วมงานกับ เดอะร็อก มาก่อนแล้ว ก็ดูจะชัดเจนในแนวทางหนังบู๊บันเทิงฮาแตกเสียมากกว่าจะมาบู๊เข้มข้น แต่กับเรื่องนี้กลายเป็นว่าเธอร์เบอร์จัดหนักด้วยสารพัดเหตุการณ์บีบคั้นให้ตัวละครต้องวิ่งหนีตาย และแก้ปัญหาเหนือตึกสูงระฟ้าที่กำลังไฟลุกไหม้ ได้อย่างมันหยด และสนุก

สิ่งที่ต้องชื่นชมนอกจากการที่พา เนฟ แคมเบล จาก Scream ที่เราไม่ได้เห็นบนหนังระดับบล็อกบัสเตอร์มานานมากกลับมาขึ้นจอโชว์ความสวย และการแสดงที่ดุดันเสมอต้นเสมอปลายเหมือนกันแทบทุกเรื่องของเดอะร็อก แล้วนั้น คือการที่หนังสร้างตัวร้ายอย่าง คอเลส โบธา ได้โหดเหี้ยมน่าจดจำ ที่สำคัญไม่งี่เง่าทำอะไรโง่ ๆ ด้วย และอีกตัวละครสมทบที่แย่งซีนได้ดีอย่าง เศรษฐีจีนเจ้าของตึกอย่าง จ้าว ที่รับบทโดย 1 ใน 25 ดาราเอเชียยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของเว็บ CNNGo อย่าง ชิน ฮาน และตัวละครของภรรยาสาวสุดสวยตัวจริงของ เจย์ โจว อย่าง ฮันนาห์ คุนลิแวน ที่มารับบทมือขวาของตัวร้ายได้อย่างน่าหมั่นไส้ดีเหลือเกินก็น่าจดจำมากเช่นกัน

ถือว่าหนังมีตัวละครหลัก ตัวละครสมทบที่แน่นมาก ซึ่งแม้หนังจะมองข้ามความสมจริงเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเพื่อเดินเรื่องให้ไว ให้กระชับสุด ๆ แต่ก็ไม่มีตัวละครไหนที่ถึงกับตรรกะวิบัติจนต้องกุมขมับ อันนี้ชอบมาก

ส่วนที่เราตะหงิด ๆ หรือสงสัยหลายจุด ก็มีตามธรรมดาหนังบู๊เน้นบันเทิง อย่างก่อนหน้าก็มีชาวเน็ตออกมาวิจารณ์ความสมจริงของโปสเตอร์หนังว่ามันไม่น่าจะโดดถึงได้ อันนี้ในหนังเองก็เช่นกันมันจะมีจุดที่ชวนสะดุดคิดอยู่เยอะเหมือนกัน แต่ถ้าดูเอามันเอาผ่อนคลายก็ถือว่ามองข้ามได้ และหนังก็มอบความบันเทิงได้คุ้มศักยภาพของมันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

เอาเป็นว่าใครชอบเดอะร็อก น่าจะสนุกกับเรื่องนี้เช่นเคยกับฉากเสี่ยงชีวิตท่ามกลางซีจีสมจริงของตึกระฟ้าไร้ทางหนี ใครชอบ Die Hard มาก่อน นี่คือหนังที่เดินตามสูตรสำเร็จของหนังฮอลลีวู้ดเทือกนี้มาเลย หลายอย่างอาจเดาได้แต่ก็สนุกอยู่ดี อาจไม่ได้สดใหม่เท่าตัวหนังของบรูซ วิลลิส แต่ก็ถือว่าแก้ขัดแก้คิดถึงได้เหมือนกัน (อย่างน้อยก็ดีกว่า Die Hard ภาคหลังสุดล่ะนะ )

กดดูรอบหนัง จองตั๋วหนังได้ที่รูปเลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์: หนังแอนิเมชั่นไทย ที่ต้องเอาใจช่วยมากๆๆๆๆๆ

Published

on

By

Skyscraper ระห่ำตึกเสียดฟ้า

8.1

คุณภาพงานสร้าง

8.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

7.0/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความสนุก

9.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • หนังกระชับ มีฉากน่าเบื่อน้อย อัดความตื่นเต้นมารัวๆ
  • ตึกสูงระฟ้าเป็นสถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นอีกหนึ่งตัวเอกเลย
  • ตัวละครไม่งี่เง่า หรือโง่ๆ จนหงุดหงิด
  • ความสนุกดูเพลินดูมันมาก

จุดสังเกต

  • มีความไม่สมเหตุสมผลเล็กๆน้อยๆตลอดเวลา ใครเป็นมนุษย์เพอร์เฟ็กต์น่าจะทนไม่ไหว
  • หลายอย่างก็ยัดใส่แบบไม่ค่อยส่งผลอะไรจริงจังอย่างเรื่องพระเอกขาขาด
  • หลายฉากหนังรีบไป ตำรวจมาไวไป นักข่าวก็ได้ภาพบนตึกมาเหมือนแอบตามตัวละคร ดูงงๆ

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ 

เมื่อมหาสงครามระหว่างเผ่าพันธ์ุ ครุฑ ผู้กล้าและยักษ์ รากษส สุดทมิฬแผ่ขยายไปทั่วทุกอาณาจักร ทหารครุฑสุดท้ายทั้ง 9 ตน ได้ผูกมิตรกับเหล่านักรบผู้เกรียงไกรแห่งหิมพานต์เพื่อการรบแย่งชิงดินแดนแห่งอโยธยา จากเงื้อมมือของเหล่ากองทัพรากษสอันโหดร้ายที่หวังจะบดขยี้ อาณาจักรครุฑให้ลุกเป็นไฟ ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นแฟนตาซี กับเรื่องราวก่อนมนุษย์ครองพิภพ ยุคที่สัตว์ในป่าหิมพานต์ต่างทำสงครามแย่งชิงอาณาจักรกัน เมืองอโยธาของ พญาวัชระครุฑ ถูกรากษสสัตว์เผ่าพันธุ์ดุร้ายเข้ามาตีประชิดเมือง ทำให้พญาวัชระครุฑต้องตีฝ่าวงล้อมข้ามมหานทีสีทันดร ไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าสัตว์พิสดารน้อยใหญ่ในป่าหิมพานต์ อาทิ คชสีห์, นรสิงห์, วานร รวมไปถึง กินนร ที่เคยเป็นปรปักษ์กัน เพื่อมากอบกู้เมืองอโยธยา ทำให้มหาสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์บังเกิดขึ้น…

ครุฑ มหายุทธ์ หิมพานต์ เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ใช้เวลาสร้างถึง 4 ปี โดย คณะดิจิทัลอาร์ต วิทยาลัยดนตรี และวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จะว่าเป็นงานโชว์พลังและศักยภาพของสายการศึกษาก็ว่าได้ แม้เราเคยชมงานกราฟิกและเกมจากศิษย์ของสถาบันนี้มาบ้างแล้ว แต่กับงานแอนิเมชั่นขึ้นจอเงินความยาวกว่า 90 นาทีนี่ ถือเป็นก้าวที่ห้าวหาญมาก ๆ

โชคร้ายหน่อยที่ความตั้งใจว่าจะเป็น ภาพยนตร์แอนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์/ยิ่งใหญ่อลังการ/เรื่องแรกของไทย เมื่อ 4 ปีก่อน ถูกแอนิเมชั่นสายเลือดไทยที่ม้ามืดมาก ๆ อย่าง 9 ศาสตรา ทำตัดหน้าและชิงคำนิยามนี้ไปเรียบร้อยก่อนแล้ว ความว้าวต่อจาก ก้านกล้วย ซึ่งเรื่อง ครุฑ นี้ควรได้คะแนนจิตพิสัยบวก 10 เลยกลายเป็น 0 คะแนนไปเสีย

พูดกันตรง ๆ ถ้าเทียบกับงาน 9 ศาสตรา ก็ไม่มีแง่มุมไหนที่หนัง ครุฑ จะเหนือกว่าอย่างจะแจ้งเลย แต่ถ้าจะมองว่าเอางานระดับอาจารย์และนักศึกษา ไปสู้ทีมมือโปรที่ทำสายกราฟิกมาโชกโชนด้วยทุนสร้างอลังการและวิธีคิดแบบสากลมาก ๆ ก็ออกจะไม่ยุติธรรมกับครุฑมากไป ดังนั้นเรามามองแบบตัวหนังครุฑเพียว ๆ น่าจะดีที่สุด

และด้วยเหตุฉะนี้ รีวิวนี้จึงเป็นคำติชมเพื่อปรับปรุงในอนาคต และไม่มีการให้คะแนนด้วยครับ

ด้านเนื้อหาและตัวละคร หนังใช้องค์ประกอบความเป็นไทยอย่างสงครามกู้เอกราชสมัยอยุธยามาแปลงเป็นเรื่องราวแฟนตาซีโลกหิมพานต์ที่มีหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ต่างกับจักรวาลแฟนตาซียิ่งใหญ่ของ โทลคีน อย่าง The Lord of the Rings เลยทีเดียว หากแต่จุดด้อยที่ต่างชัดเจนคือ หนังไม่เอื้อให้คนที่ไม่รู้จักเรื่องราวมาก่อนผูกพันกับตัวละครนัก ในลอร์ดฯเขายังมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือฮอบบิทที่ใกล้เคียงมนุษย์ ให้ผู้ชมยึดโยงรู้สึกเป็นตัวแทนได้ แต่ในครุฑตัวละครเดินเรื่องคือครุฑ ที่เราไม่ค่อยจะรู้สึกเป็นตัวแทนเราในการผจญภัยได้ทันที ต้องอาศัยเวลาสร้างความผูกพันไปเรื่อย ๆ แต่หนังก็ดีไซน์มาแบบไม่ได้แก้จุดอ่อนนี้เท่าไหร่ เพราะดีไซน์ทหารครุฑตัวหลักทั้ง 9 ตัวแทบจะแยกกันไม่ออก โชคดีว่าพระเอกยังใส่ชุดสีแดงอยู่ตัวเดียวทำให้ยังพอจดจำได้บ้าง แล้วภาพจำยากไม่พอ ชื่อใช้ศัพท์โบราณเอาเท่แต่จำโคตรยากเข้าไปอีก คือสารภาพว่าจำได้จริง ๆ แค่ตัวสองตัวก็เก่งแล้วนะ

ทางแก้คือ ดีไซน์เอกลักษณ์รูปร่างหน้าตาครุฑแต่ละตัวให้ต่างกันไปเลย เช่น ผอม อ้วน ตัวใหญ่ ตัวเล็ก มีผู้หญิงบ้าง มีคนแก่บ้าง ชุดแตกต่างกันแบบสิ้นเชิงบ้างไม่ใช่แค่เปลี่ยนสี ซึ่งก็เป็นเทคนิคดีไซน์กลุ่มตัวละครให้จำง่ายที่ใช้กันทั่วไป ตั้งชื่อให้ง่ายเอาลักษณะเด่นของตัวละครมาตั้งก็ได้ เช่น ไอ้ว่องไว ไอ้อึด เป็นต้น

พอตัวละครไม่สามารถดึงคนดูให้อยู่กับหนังได้ ก็ต้องอาศัยเนื้อหาเข้าแทน ตรงนี้ได้มือดีถึง 2 ท่านของวงการหนังไทยอย่าง ผศ.ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรของสาขาวิชาคอมพิวเตอร์อาร์ต คณะดิจิตัลอาร์ต ซึ่งควบตำแหน่งผู้กำกับหนังด้วย กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง  ผู้กำกับไทยที่มีผลงานระดับนานาชาติมาแล้ว มาช่วยกันเขียนบท แต่ก็เหมือนมีกล่องขนาด 100 แต่อยากใส่ของ 150 ทำให้ดูเยอะแบบไม่จำเป็น แล้วยังต้องตัดการเชื่อมหลาย ๆ อย่างเพื่ออัดอีก 50 ลงไปให้ได้ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยากอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องราวกษัตริย์ครุฑ ที่ต้องปูเรื่องกันมาถึง 2 เจเนเรชั่นโดยไม่มีผลต่อโครงเรื่องหลักด้วยซ้ำ คือพออัดพอตัดให้อยู่ในกรอบแล้ว หลายอย่างพิกลพิการมากจนตรรกะหลุดหมด โดยเฉพาะอาวุธไม้ตายที่แบบขาดสติอย่างสิ้นเชิงทั้งที่มาและวิธีใช้

ทางแก้คือ ทางที่ดีที่สุดคือควรให้เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นแกนหลัก โดนยักษ์โจมตีต้องไปพึ่งพาเหล่าสัตว์หิมพานต์ให้มาร่วมสู้แบบ 7 เซียนซามูไร โดยมีปมที่มนุษย์ขัดแย้งกับหิมพานต์มาเดิม รวมถึงแต่ละเผ่าพันธุ์ก็ขัดแย้งกันเองอยู่ด้วยอย่าง นาค กับครุฑ เป็นต้น แค่นี้ก็ดูง่าย และปมขัดแย้งของสัตว์หิมพานต์ก็มีอะไรให้เล่นเยอะมาก จนลดคำครหาเรื่องหนังตามสูตรสำเร็จได้แล้ว

ที่สำคัญปัญหาหลัก ๆ น่าจะเป็นเวลาและทุนการผลิต เพราะมันสะท้อนผ่านตัวงานอย่างชัดเจน คือขาดการปรับปรุงสุดท้ายให้ดีพอ ตัวเรื่องที่อาจคิดมาสำหรับความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งโดนอัดให้เหลือหนึ่งชั่วโมง คาแรกเตอร์ที่ในเผ่าพันธุ์เดียวกันควรมีหลากหลายก็เอาโมเดลเดียวมาปรับใช้ ปรับสีปรับชื่อปรับเสียงพากย์พอ ซึ่งไม่ควร หรือบางตัวละครตั้งใจออกแบบอย่างดีเอามาใช้แค่ฉากเดียวอย่างน่าเสียดาย เป็นต้น

งานภาพมีทั้งส่วนที่สวยมาก ๆ ตั้งใจมาก ๆ และส่วนที่หยาบมาก ๆ เผามาก ๆ อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน ที่น่าตกใจคือแม้แต่ในฉากเดียวกันก็มีมาตรฐานปะปนกันมั่วไปหมด โมเดลสวยฉากแย่ หรือฉากสวยเอฟเฟกต์แย่ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย ก็คงเป็นโจทย์ภายในทีมงานเองที่ต้องแก้ไขก่อนจะเริ่มทำหนังจริง ๆ เพราะทั้งหมดนี้สะท้อนว่าขั้นพรีโปรดักชั่นเตรียมงานมาน้อยเกินไปมาก ๆ ทำให้การควบคุมการผลิตพลาดเป้าได้ขนาดนี้

ตรงนี้ไม่ต้องเป็นนักสร้างหนังมือทองอะไรก็คงบอกทางแก้ของหนังได้ว่า ต้องคิดเรื่องการเล่าเรื่องให้สนุกภายใต้ข้อจำกัดของตัวเองให้ออก ไม่จำเป็นต้องเป็นฮอลลีวู้ด เพราะหนังอินดี้ที่ทำดี ๆ ก็มีมาก

ข้อดีของหนัง ที่ชื่นชมเลยนอกจากความตั้งใจ และกล้าทะเยอทะยานมาก ๆ รวมถึงทีมพากย์ที่มี ณเดชน์ คูกิมิยะ มาพากย์เป็นตัวเอกที่ค่อนข้างใช้ได้แล้ว ก็คือการคิดรายละเอียดแฟนตาซีต่าง ๆ ที่ดูมีของให้ตื่นตาตื่นใจ อย่างปีกครุฑ หรือผลการประชุมของกินรีที่ใช้ควัน ซึ่งมีหลายอย่างที่ดูออกว่าทีมงานตั้งใจคิดตั้งใจทำมาก ๆ ขาดแค่การควบคุมให้ความฟุ้งทั้งหลายอยู่ในกรอบที่ลงตัวในด้านเวลาและทุนนั่นเอง

ส่วนตัวเชื่อว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นก้าวแรกที่ให้ทีมมหาวิทยาลัยรังสิตได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดไปอัปเลเวลอีกมาก หากไม่ท้อไปก่อน หนังเรื่องถัด ๆ ไปน่าจะสนุกและเข้าเ้ากว่านี้อีก จึงเป็นบทสรุปที่ว่า

ครุฑ จึงคือหนังที่ไม่ต้องการคะแนนรีวิว แต่เป็นหนังที่เราต้องให้กำลังใจเอามาก ๆ

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

10 อันดับ Box Office (13-15 ก.ค.) : Hotel Transylvania 3 ครองแชมป์, Skyscraper ไต่ไม่ถึงฝัน

Published

on

Skyscraper ระห่ำตึกเสียดฟ้า

8.1

คุณภาพงานสร้าง

8.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

7.0/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความสนุก

9.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • หนังกระชับ มีฉากน่าเบื่อน้อย อัดความตื่นเต้นมารัวๆ
  • ตึกสูงระฟ้าเป็นสถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นอีกหนึ่งตัวเอกเลย
  • ตัวละครไม่งี่เง่า หรือโง่ๆ จนหงุดหงิด
  • ความสนุกดูเพลินดูมันมาก

จุดสังเกต

  • มีความไม่สมเหตุสมผลเล็กๆน้อยๆตลอดเวลา ใครเป็นมนุษย์เพอร์เฟ็กต์น่าจะทนไม่ไหว
  • หลายอย่างก็ยัดใส่แบบไม่ค่อยส่งผลอะไรจริงจังอย่างเรื่องพระเอกขาขาด
  • หลายฉากหนังรีบไป ตำรวจมาไวไป นักข่าวก็ได้ภาพบนตึกมาเหมือนแอบตามตัวละคร ดูงงๆ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา Hotel Transylvania 3: Summer Vacation ภาคต่อลำดับที่ 3 ของแฟรนไชส์ Hotel Transylvania ของ อดัม แซนด์เลอร์ ขึ้นอันดับ 1 ด้วยรายได้ 44.1 ล้านเหรียญ ซึ่งน้อยกว่า Hotel Transylvania 2 ที่ทำได้ 48.4 ล้านเหรียญ

สำหรับ Skyscraper ผลงานล่าสุดของ ดเวย์น “เดอะ ร็อค” จอห์นสัน เปิดตัวไปในอันดับที่ 3 ด้วยรายได้ 25.5 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างที่สูงถึง 125 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Hotel Transylvania 3: Summer Vacation

44.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 45.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 54.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 100.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 80 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Ant-Man and the Wasp

28.8 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 132.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 150.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 283.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 162 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Skyscraper

25.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 25.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 40.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 65.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 125 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Incredibles 2

16.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 5)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 535.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 321.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 856.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : Jurassic World: Fallen Kingdom

15.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 363.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 771.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 1,134.7 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 170 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : The First Purge

9.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 49.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 23.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 72.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 13 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Sorry to Bother You

4.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 16)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 5.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 8 : Sicario: Day of the Soldado

3.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 43.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 15.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 59 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 35 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Uncle Drew

3.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 36.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 1.4 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 38.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 15 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Ocean’s 8

2.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 6)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 132.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 119.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 251.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 70 ล้านเหรียญ

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] GLOW Season 2 โกลว ซีซัน 2 – กลับมาคราวนี้ทั้งซึ้ง ทั้งฮา

Published

on

Skyscraper ระห่ำตึกเสียดฟ้า

8.1

คุณภาพงานสร้าง

8.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

7.0/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความสนุก

9.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • หนังกระชับ มีฉากน่าเบื่อน้อย อัดความตื่นเต้นมารัวๆ
  • ตึกสูงระฟ้าเป็นสถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เป็นอีกหนึ่งตัวเอกเลย
  • ตัวละครไม่งี่เง่า หรือโง่ๆ จนหงุดหงิด
  • ความสนุกดูเพลินดูมันมาก

จุดสังเกต

  • มีความไม่สมเหตุสมผลเล็กๆน้อยๆตลอดเวลา ใครเป็นมนุษย์เพอร์เฟ็กต์น่าจะทนไม่ไหว
  • หลายอย่างก็ยัดใส่แบบไม่ค่อยส่งผลอะไรจริงจังอย่างเรื่องพระเอกขาขาด
  • หลายฉากหนังรีบไป ตำรวจมาไวไป นักข่าวก็ได้ภาพบนตึกมาเหมือนแอบตามตัวละคร ดูงงๆ

  • สร้างสรรค์โดย ลิซ ฟลาไฮฟ์ และ คาร์ลี เมนช์
  • เหมาะสำหรับ คนชอบซีรีส์หรือหนัง ตลกที่มีผู้หญิงห่ามๆเป็นตัวละครนำ
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

สาวๆแห่งโกลวกลับมาแล้ว มาคราวนี้นอกจากจะต้องต่อสู้กับทัศนคติและการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนแล้ว สาวๆแต่ละคนก็มีปัญหาส่วนตัวไม่แพ้กัน ทั้ง รูธ (อลิสัน บรี) ที่ทำทุกทางเพื่อให้รายการออกมาดี ทั้งยอมให้ เดบบี (เบตตี กิลพิน)กลั่นแกล้งและดูถูกเธอสารพัด หรือแม้กระทั่งต้องตัดสินใจว่าจะยอมนอนกับผู้บริหารสถานีโทรทัศน์เพื่อให้รายการผ่านการพิจารณาหรือไม่  ด้านเดบบี เองก็กำลังเสียสติจากการหย่าของเธอกับสามี รวมถึงการเข้ามาของ โยลันดา (ชาคีรา บาเรรา) สาวนักเต้นจากบาร์เปลือยก็ทำให้ทุกคนสงสัยถึงที่มาของเธอ

หลังจากซีซันแรกประสบความสำเร็จด้วยดี GLOW ในซีซันใหม่ก็กลับมาเดินเครื่องความสนุกเต็มรูปแบบโดยไม่ต้องปูพื้นข้อมูลตัวละครมากมายนัก และยังมีเวลาไปเล่าเรื่องราวของตัวละครสมทบคนอื่นๆบ้าง โดยเฉพาะตอนที่บอกเล่าเรื่องราวของ แทมเม่ หรือ เวลแฟร์ควีน (เคีย สตีเฟน) ในฐานะแม่ที่หวั่นใจว่าอาชีพนักมวยปล้ำจะสร้างความอับอายให้ลูกชายที่เธอภาคภูมิใจ ก็ทำออกมาได้อย่างลึกซึ้งมาก หรือแม้กระทั่งการบอกเล่าอีกด้านของชีวิตของเดบบี ก็ทำให้เราเห็นใจว่าเบื้องหลังความร้ายกาจต่างๆนานา เธอก็เป็นคนที่น่าสงสารและน่าเห็นใจเพียงไร รวมถึงซับพลอตโรแมนติกระหว่าง รูธ และตากล้องรายการก็ช่วยเพิ่มความหวานให้เรื่องราวได้เป็นอย่างดี

ส่วนในเรื่องความสนุกสนาน มุกฮา จิกกัด เจ็บแสบ ก็ยังคงใส่กันเต็มแมกซ์เช่นเดิม ซึ่งก็ต้องชื่นชมบรรดานักแสดงสาวๆในเรื่องที่รับส่งมุก และยังทำให้เราเชื่อในความสัมพันธ์ของพวกเธอได้อย่างหมดใจ เรียกได้ว่าแม้บุคลิกตัวละครจะสุดโต่งแค่ไหน เราก็พร้อมเอาใจช่วย ทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปกับทุกอย่างที่พวกเธอเผชิญ

คงต้องบอกว่าการกลับมาของ GLOW ในซีซันที่ 2 นี้แม้ไม่ได้เล่าเรื่องราวที่แตกต่างหรือคืบหน้าไปจากเดิมนัก แต่ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเสน่ห์ก็ยังทำให้เราตกหลุมรัก และเอาใจช่วยพวกเธอ จนยังไงก็ต้องตามซีซัน 3 ต่อแน่นอน.

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!