Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว] Future World สงครามล่าคนเหล็ก – ปรัชญาลากยาว ชวนหาวด้วยพลอตซ้ำซาก

Published

on

Future World

2.6

คุณภาพงานสร้าง

3.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

3.0/10

ความแปลกใหม่

3.0/10

ความสนุก

2.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

2.0/10

จุดเด่น

  • ไม่มี

จุดสังเกต

  • เนื้อเรื่องยัดปรัชญาจนดูปลอม
  • กำกับฉากแอ็คชั่นน่าเบื่อ
  • งานอาร์ตไดเรกชั่นดูปลอมมาก
  • เล่าเรื่องไม่สนุก
  • นักแสดงสาวฮอตในอดีตดูน่าเวทนามาก

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

หลังพบว่าราชินี (ลูซี หลิว) ป่วยหนัก ทำให้ เจ้าชายแห่งโอเอซิส (เจฟฟรีย์ วาห์ลเบิร์ก) ต้องออกเดินทางสู่ดินแดนรกร้างเพื่อตามหายารักษา ไข้แดง โรคระบาดในยุคหลังโลกล่มสลาย เขาต้องผจญการตามล่าจาก วอร์ลอร์ด (เจมส์ ฟรังโก) หัวหน้าโจรโฉด โดยมี แอช (ซูกี วอร์เตอร์เฮาส์) แอนดรอยด์สาวที่ถูกวอร์ลอร์ดโปรแกรมเพื่อสนองตัณหา กลับใจมาช่วยเขาตามหายารักษาแม่ยังดินแดน พาราไดซ์บีช แต่หลังหนีการตามล่าอันแสนทรหด เขาก็ได้ปรากฎตัวยังดินแดนแห่งยาของ ดรักลอร์ด (มิลลา โจโววิช) ราชินียานรกที่ยื่นข้อเสนอให้เขาเล่นตามเกมของเธอเพื่อแลกกับยารักษา งานนี้ เจ้าชาย จำต้องค้นหาความกล้า และบ้าบิ่นในตัวเพื่อเป้าหมายสำคัญ.

 

บอกตรงๆว่าสิ่งเดียวที่คิดได้หลังดูจบคือ แอบจินตนาการไปว่า เจมส์ ฟรังโก และ บรูซ เธียร์รี ชวง สองผู้กำกับและทีมเขียนบทคงเป็นทีมโปรดักชันสายควันแน่ๆ ถึงทำหนังออกมาได้เมายาขนาดนี้ ตั้งแต่เรื่องราวที่จับแพะชนแกะ มีทั้งพลอตหนังโลกหลังล่มสลายแบบหนังชุด Mad Max มีทั้งแอนดรอยด์-มนุษย์เทียมที่ตามหาความหมายของชีวิตแบบหนังอย่าง Blade Runner แล้วเอามายำกันแบบไม่ต้องสนเหตุผล โดยมีเสียงบรรยายของ แอช ที่น่าจะถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อตัดปะฉากต่างๆไม่ให้มันดูสับสนและวายป่วงเกินไป

แต่โดยภาพรวมซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเอาไปเทียบกับหนังสตูดิโอใหญ่หรอกนะ เอาแค่หนังเกรดบี อย่างพวก Cyborg (1989) หรือ No Escape (1994) ที่หนังดูจะได้อิทธิพลมาไม่น้อย ตัวหนังเองยังด้อยในเรื่องความสนุกอย่างไม่น่าอภัย แถมยังยัดเยียดปรัชญา – ความเชื่อทางศาสนามาแบบผิดที่ผิดทาง จนหนังออกมาแปร่งปร่าและชวนสับสนว่าหนังจะไปทางไหนกันแน่ จะปรัชญาก็ดูยัดเยียด จะแอ็คชั่นก็กำกับซีนออกมาดูหน่อมแน้มเหลือเกิน  แถมยิ่งหนังเดินเรื่องไปก็ยิ่งออกทะเลจนต้องมีซีนต่อสู้ที่ตบให้เรื่องราวกลับมาจบให้ลงอีกต่างหาก

และที่น่าเวทนาสุดๆคือ การปรากฏตัวของบรรดาขวัญใจหนุ่มๆยุค 90 ตั้งแต่ ลูซี หลิว อดีต นางฟ้าชาร์ลีที่กลายร่างเป็นอาซิ้มปากซีดที่ร่างกายขาดแป๊ะก๊วย แถมแว่บแรกที่เห็นเธอก็ชวนกังขาทันทีว่า ฝ่ายแคสติ้งอาจ “โดนมาหลายตัว” ไม่แพ้ทีมเขียนบท เพราะ แม่นาง ลูซี่ ถูกแคสมาเป็นแม่ ของบทเจ้าชายของ เจฟฟรีย์ วาห์ลเบิร์ก (หลานชายพี่มาร์ค สุดล่ำ) โดยทิ้งตรรกะเรื่องเชื้อชาติ ความคล้ายคลึง แบบต้องอุทาน แบบนี้ก็ได้หรา! ส่วนอีกคนที่ดูแล้วเวทนาไม่แพ้กันคือ มิลลา โจโววิช ที่เคยหากินกับหนังชุด Resident Evils มาหลายปี และหวังว่าการพลิกคาแรคเตอร์มารับบท หญิงบ้าสุดโฉด จะช่วยต่ออายุทางการแสดงของเธอ แต่ขอโทษนะ ด้วยบทที่เขียนมาแบบคนดูยังงงว่าหนังจะมีตัวละครอย่างเธอทำไม ทั้งที่ เจมส์ ฟรังโก เองก็รับบทผู้ร้ายสติแตกไปแล้ว ก็ยิ่งทำให้การมีอยู่ของมิลลา คือหลักฐานชั้นดี ว่าบางทีเธออาจต้องหาทางพาตัวเองไปอยู่ในหนังที่ทำให้เธอเป็นผู้เป็นคนมากกว่านี้ หรือไม่ก็เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่นเสียที

ด้าน ซูกี วอเตอร์เฮาส์ ดาราสาวสวยแปลกที่มารับบท แอนดรอยด์สาวหุ่นเซ็กซี่ ก็ไม่ได้มีชะตากรรมที่ต่างกันนัก เพราะแม้หนังเขียนบทให้เล่าในมุมมองของเธอ แต่เอาเข้าจริงการมีอยู่ของ แอช ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่าการออกมาพูดปรัชญางงๆยัดเยียดให้หนังดูมี ‘อะไร’ แถมยังถูกทำร้ายด้วยงานอาร์ตแบบลวกๆ โดยเฉพาะแผลถูกยิงที่ช็อตนึงมีน้ำฟ้าๆผิวหนังเหมือนยางพาราเปื่อยๆถูกเย็บด้วยแม็กซ์ แต่พอเปลี่ยนซีน เฮ้ย!ใครเอาน้ำมันเหลืองตราแม่สมถวิลไปละเลงหน้าท้องน้องเขาอ่ะ เลื้องเหลือง… ไม่ได้ต่อเนื่องกับซีนก่อนหน้า จนงงว่า ฝ่ายคอนตินิว นี่ก็น่าจะสายควันไม่แพ้กัน

สรุปสั้นๆคือ เฮ้อ….

สรุปยาวอีกนิดคือ เฮ้ออออออออ.

อ่ะสรุปจริงๆคือ หนังมันเละเทะมาก จะเอามันส์ก็ไม่ได้ จะเอาเนื้อหาลึกล้ำก็ดูยัดเยียด ได้แต่หวังว่า เจมส์ ฟรังโก จะไม่พาตัวเองมาเกี่ยวข้องกับหนังที่ไม่ได้ส่งเสริมอาชีพการงานแบบนี้อีก บอกตรงๆเสียดายฝีมือทางการแสดงจริงๆ

ใครอยากลองของไม่ว่ากัน คลิกซื้อตั๋วจากเมเจอร์ด้านล่างเลย.

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์: หนังแอนิเมชั่นไทย ที่ต้องเอาใจช่วยมากๆๆๆๆๆ

Published

on

By

Future World

2.6

คุณภาพงานสร้าง

3.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

3.0/10

ความแปลกใหม่

3.0/10

ความสนุก

2.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

2.0/10

จุดเด่น

  • ไม่มี

จุดสังเกต

  • เนื้อเรื่องยัดปรัชญาจนดูปลอม
  • กำกับฉากแอ็คชั่นน่าเบื่อ
  • งานอาร์ตไดเรกชั่นดูปลอมมาก
  • เล่าเรื่องไม่สนุก
  • นักแสดงสาวฮอตในอดีตดูน่าเวทนามาก

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ 

เมื่อมหาสงครามระหว่างเผ่าพันธ์ุ ครุฑ ผู้กล้าและยักษ์ รากษส สุดทมิฬแผ่ขยายไปทั่วทุกอาณาจักร ทหารครุฑสุดท้ายทั้ง 9 ตน ได้ผูกมิตรกับเหล่านักรบผู้เกรียงไกรแห่งหิมพานต์เพื่อการรบแย่งชิงดินแดนแห่งอโยธยา จากเงื้อมมือของเหล่ากองทัพรากษสอันโหดร้ายที่หวังจะบดขยี้ อาณาจักรครุฑให้ลุกเป็นไฟ ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นแฟนตาซี กับเรื่องราวก่อนมนุษย์ครองพิภพ ยุคที่สัตว์ในป่าหิมพานต์ต่างทำสงครามแย่งชิงอาณาจักรกัน เมืองอโยธาของ พญาวัชระครุฑ ถูกรากษสสัตว์เผ่าพันธุ์ดุร้ายเข้ามาตีประชิดเมือง ทำให้พญาวัชระครุฑต้องตีฝ่าวงล้อมข้ามมหานทีสีทันดร ไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าสัตว์พิสดารน้อยใหญ่ในป่าหิมพานต์ อาทิ คชสีห์, นรสิงห์, วานร รวมไปถึง กินนร ที่เคยเป็นปรปักษ์กัน เพื่อมากอบกู้เมืองอโยธยา ทำให้มหาสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์บังเกิดขึ้น…

ครุฑ มหายุทธ์ หิมพานต์ เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ใช้เวลาสร้างถึง 4 ปี โดย คณะดิจิทัลอาร์ต วิทยาลัยดนตรี และวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จะว่าเป็นงานโชว์พลังและศักยภาพของสายการศึกษาก็ว่าได้ แม้เราเคยชมงานกราฟิกและเกมจากศิษย์ของสถาบันนี้มาบ้างแล้ว แต่กับงานแอนิเมชั่นขึ้นจอเงินความยาวกว่า 90 นาทีนี่ ถือเป็นก้าวที่ห้าวหาญมาก ๆ

โชคร้ายหน่อยที่ความตั้งใจว่าจะเป็น ภาพยนตร์แอนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์/ยิ่งใหญ่อลังการ/เรื่องแรกของไทย เมื่อ 4 ปีก่อน ถูกแอนิเมชั่นสายเลือดไทยที่ม้ามืดมาก ๆ อย่าง 9 ศาสตรา ทำตัดหน้าและชิงคำนิยามนี้ไปเรียบร้อยก่อนแล้ว ความว้าวต่อจาก ก้านกล้วย ซึ่งเรื่อง ครุฑ นี้ควรได้คะแนนจิตพิสัยบวก 10 เลยกลายเป็น 0 คะแนนไปเสีย

พูดกันตรง ๆ ถ้าเทียบกับงาน 9 ศาสตรา ก็ไม่มีแง่มุมไหนที่หนัง ครุฑ จะเหนือกว่าอย่างจะแจ้งเลย แต่ถ้าจะมองว่าเอางานระดับอาจารย์และนักศึกษา ไปสู้ทีมมือโปรที่ทำสายกราฟิกมาโชกโชนด้วยทุนสร้างอลังการและวิธีคิดแบบสากลมาก ๆ ก็ออกจะไม่ยุติธรรมกับครุฑมากไป ดังนั้นเรามามองแบบตัวหนังครุฑเพียว ๆ น่าจะดีที่สุด

และด้วยเหตุฉะนี้ รีวิวนี้จึงเป็นคำติชมเพื่อปรับปรุงในอนาคต และไม่มีการให้คะแนนด้วยครับ

ด้านเนื้อหาและตัวละคร หนังใช้องค์ประกอบความเป็นไทยอย่างสงครามกู้เอกราชสมัยอยุธยามาแปลงเป็นเรื่องราวแฟนตาซีโลกหิมพานต์ที่มีหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ต่างกับจักรวาลแฟนตาซียิ่งใหญ่ของ โทลคีน อย่าง The Lord of the Rings เลยทีเดียว หากแต่จุดด้อยที่ต่างชัดเจนคือ หนังไม่เอื้อให้คนที่ไม่รู้จักเรื่องราวมาก่อนผูกพันกับตัวละครนัก ในลอร์ดฯเขายังมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือฮอบบิทที่ใกล้เคียงมนุษย์ ให้ผู้ชมยึดโยงรู้สึกเป็นตัวแทนได้ แต่ในครุฑตัวละครเดินเรื่องคือครุฑ ที่เราไม่ค่อยจะรู้สึกเป็นตัวแทนเราในการผจญภัยได้ทันที ต้องอาศัยเวลาสร้างความผูกพันไปเรื่อย ๆ แต่หนังก็ดีไซน์มาแบบไม่ได้แก้จุดอ่อนนี้เท่าไหร่ เพราะดีไซน์ทหารครุฑตัวหลักทั้ง 9 ตัวแทบจะแยกกันไม่ออก โชคดีว่าพระเอกยังใส่ชุดสีแดงอยู่ตัวเดียวทำให้ยังพอจดจำได้บ้าง แล้วภาพจำยากไม่พอ ชื่อใช้ศัพท์โบราณเอาเท่แต่จำโคตรยากเข้าไปอีก คือสารภาพว่าจำได้จริง ๆ แค่ตัวสองตัวก็เก่งแล้วนะ

ทางแก้คือ ดีไซน์เอกลักษณ์รูปร่างหน้าตาครุฑแต่ละตัวให้ต่างกันไปเลย เช่น ผอม อ้วน ตัวใหญ่ ตัวเล็ก มีผู้หญิงบ้าง มีคนแก่บ้าง ชุดแตกต่างกันแบบสิ้นเชิงบ้างไม่ใช่แค่เปลี่ยนสี ซึ่งก็เป็นเทคนิคดีไซน์กลุ่มตัวละครให้จำง่ายที่ใช้กันทั่วไป ตั้งชื่อให้ง่ายเอาลักษณะเด่นของตัวละครมาตั้งก็ได้ เช่น ไอ้ว่องไว ไอ้อึด เป็นต้น

พอตัวละครไม่สามารถดึงคนดูให้อยู่กับหนังได้ ก็ต้องอาศัยเนื้อหาเข้าแทน ตรงนี้ได้มือดีถึง 2 ท่านของวงการหนังไทยอย่าง ผศ.ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรของสาขาวิชาคอมพิวเตอร์อาร์ต คณะดิจิตัลอาร์ต ซึ่งควบตำแหน่งผู้กำกับหนังด้วย กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง  ผู้กำกับไทยที่มีผลงานระดับนานาชาติมาแล้ว มาช่วยกันเขียนบท แต่ก็เหมือนมีกล่องขนาด 100 แต่อยากใส่ของ 150 ทำให้ดูเยอะแบบไม่จำเป็น แล้วยังต้องตัดการเชื่อมหลาย ๆ อย่างเพื่ออัดอีก 50 ลงไปให้ได้ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยากอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องราวกษัตริย์ครุฑ ที่ต้องปูเรื่องกันมาถึง 2 เจเนเรชั่นโดยไม่มีผลต่อโครงเรื่องหลักด้วยซ้ำ คือพออัดพอตัดให้อยู่ในกรอบแล้ว หลายอย่างพิกลพิการมากจนตรรกะหลุดหมด โดยเฉพาะอาวุธไม้ตายที่แบบขาดสติอย่างสิ้นเชิงทั้งที่มาและวิธีใช้

ทางแก้คือ ทางที่ดีที่สุดคือควรให้เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นแกนหลัก โดนยักษ์โจมตีต้องไปพึ่งพาเหล่าสัตว์หิมพานต์ให้มาร่วมสู้แบบ 7 เซียนซามูไร โดยมีปมที่มนุษย์ขัดแย้งกับหิมพานต์มาเดิม รวมถึงแต่ละเผ่าพันธุ์ก็ขัดแย้งกันเองอยู่ด้วยอย่าง นาค กับครุฑ เป็นต้น แค่นี้ก็ดูง่าย และปมขัดแย้งของสัตว์หิมพานต์ก็มีอะไรให้เล่นเยอะมาก จนลดคำครหาเรื่องหนังตามสูตรสำเร็จได้แล้ว

ที่สำคัญปัญหาหลัก ๆ น่าจะเป็นเวลาและทุนการผลิต เพราะมันสะท้อนผ่านตัวงานอย่างชัดเจน คือขาดการปรับปรุงสุดท้ายให้ดีพอ ตัวเรื่องที่อาจคิดมาสำหรับความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งโดนอัดให้เหลือหนึ่งชั่วโมง คาแรกเตอร์ที่ในเผ่าพันธุ์เดียวกันควรมีหลากหลายก็เอาโมเดลเดียวมาปรับใช้ ปรับสีปรับชื่อปรับเสียงพากย์พอ ซึ่งไม่ควร หรือบางตัวละครตั้งใจออกแบบอย่างดีเอามาใช้แค่ฉากเดียวอย่างน่าเสียดาย เป็นต้น

งานภาพมีทั้งส่วนที่สวยมาก ๆ ตั้งใจมาก ๆ และส่วนที่หยาบมาก ๆ เผามาก ๆ อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน ที่น่าตกใจคือแม้แต่ในฉากเดียวกันก็มีมาตรฐานปะปนกันมั่วไปหมด โมเดลสวยฉากแย่ หรือฉากสวยเอฟเฟกต์แย่ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย ก็คงเป็นโจทย์ภายในทีมงานเองที่ต้องแก้ไขก่อนจะเริ่มทำหนังจริง ๆ เพราะทั้งหมดนี้สะท้อนว่าขั้นพรีโปรดักชั่นเตรียมงานมาน้อยเกินไปมาก ๆ ทำให้การควบคุมการผลิตพลาดเป้าได้ขนาดนี้

ตรงนี้ไม่ต้องเป็นนักสร้างหนังมือทองอะไรก็คงบอกทางแก้ของหนังได้ว่า ต้องคิดเรื่องการเล่าเรื่องให้สนุกภายใต้ข้อจำกัดของตัวเองให้ออก ไม่จำเป็นต้องเป็นฮอลลีวู้ด เพราะหนังอินดี้ที่ทำดี ๆ ก็มีมาก

ข้อดีของหนัง ที่ชื่นชมเลยนอกจากความตั้งใจ และกล้าทะเยอทะยานมาก ๆ รวมถึงทีมพากย์ที่มี ณเดชน์ คูกิมิยะ มาพากย์เป็นตัวเอกที่ค่อนข้างใช้ได้แล้ว ก็คือการคิดรายละเอียดแฟนตาซีต่าง ๆ ที่ดูมีของให้ตื่นตาตื่นใจ อย่างปีกครุฑ หรือผลการประชุมของกินรีที่ใช้ควัน ซึ่งมีหลายอย่างที่ดูออกว่าทีมงานตั้งใจคิดตั้งใจทำมาก ๆ ขาดแค่การควบคุมให้ความฟุ้งทั้งหลายอยู่ในกรอบที่ลงตัวในด้านเวลาและทุนนั่นเอง

ส่วนตัวเชื่อว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นก้าวแรกที่ให้ทีมมหาวิทยาลัยรังสิตได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดไปอัปเลเวลอีกมาก หากไม่ท้อไปก่อน หนังเรื่องถัด ๆ ไปน่าจะสนุกและเข้าเ้ากว่านี้อีก จึงเป็นบทสรุปที่ว่า

ครุฑ จึงคือหนังที่ไม่ต้องการคะแนนรีวิว แต่เป็นหนังที่เราต้องให้กำลังใจเอามาก ๆ

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Animal World: หนังเล่นไพ่เป่ายิ้งฉุบที่โคตรดี๊ดีย์

Published

on

Future World

2.6

คุณภาพงานสร้าง

3.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

3.0/10

ความแปลกใหม่

3.0/10

ความสนุก

2.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

2.0/10

จุดเด่น

  • ไม่มี

จุดสังเกต

  • เนื้อเรื่องยัดปรัชญาจนดูปลอม
  • กำกับฉากแอ็คชั่นน่าเบื่อ
  • งานอาร์ตไดเรกชั่นดูปลอมมาก
  • เล่าเรื่องไม่สนุก
  • นักแสดงสาวฮอตในอดีตดูน่าเวทนามาก

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

อีกหนึ่งหนังแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ของฝั่งพี่จีนที่กระแสดีมากจนขึ้นบ็อกซ์ออฟฟิศอันดับ 1 ในแดนมังกร ดัดแปลงมาจากกร์ตูนเรื่อง ไคจิ กลโกงเกมมรณะ ของ อ.โนบุยุกิ ฟุคุโมโตะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการ์ตูนหายากในบ้านเราพอๆ กับหนังสือซีรีส์ ‘โคตรโกง’ ของใบไผ่เขียวเลย โดยคราวนี้ได้ หลี่อีเฟง ซุปตาร์ตี๋ที่มีติ่งในบ้านเราไม่น้อยมารับบทเป็น ‘เจิ้งไคซือ’ หนุ่มชีวิตบัดซบ แม่ป่วยนอนติดเตียง แถมอยู่มาวันหนึ่งเผลอเอาบ้านตัวเองไปเซ็นค้ำประกันให้เพื่อนสมัยเรียนจนแบกหนี้สินหลายสิบล้านที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ทางเลือกที่เขามีในตอนนี้คือเข้าเล่นเกมเดิมพันบนเรือสำราญ ซึ่งหากชนะจะได้เงินปลดหนี้มีชีวิตใหม่ แต่หากแพ้จะต้องกลายเป็นหนูทดลองและตายอย่างทรมานในห้องดำ

Animal World หรือ ‘เจิ้งไค ฮีโร่เกรียนกู้โลก’ (ชื่อไทยเห๊ยเห่ย..) แถมหน้าหนังนี่หลอกนึกว่าไปทางหนังแอ็คชันอวยพี่จีนซะสนิท เรียกว่าผิดคาดมากกับเนื้องานตลอด 2 ชั่วโมง มีความเซอร์ มีความไซไฟ ที่วิชวลเล่นใหญ่จัดเต็มมากตามสไตล์พี่จีนสร้าง ไม่รู้แม่งจะสโลว์โมชันเยอะไปไหน กว่าจะเข้าเรื่องที่จริงๆ ก็ไม่มีอะไรมากนี่เจอ ความมโนของเจิ้งไคซือไปเล่นเอาปวดหัวเลย (ฮา) ความเยอะตรงนี้อยากจะหักคะแนนออกไปหน่อย เพราะครึ่งหลังของหนังนั้นคุ้มค่าทุกนาทีมาก ๆ คือเรียกว่าจากทรงที่ทำท่าว่าจะออกมางั้น ๆ เหมือนพวก Sucker Punch แต่แล้วเมื่อ เจิ้งไคซือ เข้าไปในโลกของเกมเดิมพันแห่งชีวิตแล้ว มันกลายเป็นหนังน้อง ๆ ซีรีส์ Liar Game ไปเลย

หนังเรื่องนี้ เราจะได้เห็นพัฒนาการของ เจิ้งไคซือ, ที่มาที่ไปของตัวตลกที่มักจะปรากฏตัวบนความคิดของเขาทุกครั้งเมื่อมีอะไรมากระทบจิตใจจนควบคุมตัวเองไม่ได้ และตัวตลกนี่เองที่หนังแผ้วทางเอาไว้เป็นภาคต่อได้ยาว ๆ รวมทั้งบทบาทของ ไมเคิล ดักลาส ที่เพิ่มความน่าเกรงขามให้ตัวหนังเทา ๆ ที่ล้อเล่นกับจิตใจของคนแบบนี้ได้คมชัด ไม่ได้พี่จีนเอามาหลอกแดกเป็นตัวประกอบเหมือน สตีเฟ่น ซีกัล จอมหักกระดูกที่เอาชื่อมาทิ้งเป็นเสี่ยหมูขึ้นอืดสิงอยู่ร้านเหล้าใน China Salesman

Animal World นอกจากสอบผ่านเรื่องเอามาทำใหม่แล้วดูสนุกแล้ว แคสนักแสดงชุดนี้ยังลงตัว ขับอินเนอร์กันออกมาดีกว่าที่คิดมาก ขนาด โจวตงหยู ที่รับบทเป็นสมทบเป็นแฟนของ เจิ้งไคซือ โผล่ออกมาไม่กี่ซีนแต่เอาเรื่องทุกซีน ส่วน หลี่อีเฟิง เองเข้าถึงบทแบบได้กลิ่นของ ไลท์ ใน DeathNote เลยภาพรวมแล้ว อาจจะปูเรื่อง ล่อซีจีจนเลอะเทอะไปบ้างตามแบบฉบับพี่จีนสายล้น แต่ความชิงไหวชิงพริบ หักเหลี่ยม หักมุมนั้นให้อภัยได้ และทำให้คนดูอินกับหนังไปจนสุดทาง ไม่มีคำว่าเสียดายตังค์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Skyscraper: สนุกระทึก ไม่เรียกร้องความสมจริงที่น่าเบื่อ

Published

on

By

Future World

2.6

คุณภาพงานสร้าง

3.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

3.0/10

ความแปลกใหม่

3.0/10

ความสนุก

2.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

2.0/10

จุดเด่น

  • ไม่มี

จุดสังเกต

  • เนื้อเรื่องยัดปรัชญาจนดูปลอม
  • กำกับฉากแอ็คชั่นน่าเบื่อ
  • งานอาร์ตไดเรกชั่นดูปลอมมาก
  • เล่าเรื่องไม่สนุก
  • นักแสดงสาวฮอตในอดีตดูน่าเวทนามาก

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

ดเวย์น จอห์นสัน หรือ เดอะร็อก รับบท วิล ซอว์เยอร์ อดีตหัวหน้าทีมช่วยชีวิตตัวประกันเอฟบีไอและอดีตทหารผ่านศึก ซึ่งปัจจุบัน รับงานประเมินความปลอดภัยให้กับตึกระฟ้า เขามารับงานในจีนแต่กลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์เพลิงไหม้บนตึกที่สูงสุดและปลอดภัยที่สุดของโลก และเขาเองก็ถูกใส่ร้ายว่าเป็นคนวางเพลิงเสียด้วย นอกจากเขาต้องค้นหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นผู้บริสุทธิ์ แล้วยังต้องช่วยเหลือครอบครัวทั้งภรรยาและลูก ๆ ที่ติดอยู่ในตึกนั้นอีกด้วย นี่คือหนัง Die Hard แห่งยุค 2018 อย่างแท้จริง

สำหรับคอหนังแอ็กชั่นคงมีน้อยคนที่จะไม่รู้จัก Die Hard (1988) หนังระดับตำนานของ จอห์น แมคเทียร์แนน ผู้กำเนิดหนัง Predator (1987) ฉบับ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ และทำให้ บรูซ วิลลิส กลายเป็นพระเอกนักบู๊ขึ้นหิ้งของวงการจากหนังไต่ตึกระห่ำนรกเรื่องนี้ นอกจากพลอตที่แหวกแนวของ Die Hard อย่างการสร้างสถานการณ์ ต้องช่วยเหลือตัวประกันบนตึกสูงจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายอาวุธครบมือด้วยตัวคนเดียวแล้ว

แต่ปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งนอกจากพลอต และความมันสะใจแล้ว สิ่งที่ทำให้ นรกระฟ้า ได้รับความนิยมอย่างสูงจนมีภาคต่อออกมาถึง 5 ภาค โดยภาคหลังสุดคือปี 2013 ในชื่อ A Good Day to Die Hard คือการสร้างคาแรกเตอร์พระเอกนักบู๊แนวใหม่ที่ชื่อ จอห์น แมคเคลน (บรูซ วิลลิส) ที่ไม่ได้เทพ แต่ดูมีความเป็นมนุษย์ติดดิน มีปมในใจ มีความอ่อนแอบาดเจ็บได้ และมีนิสัยแบบปุถุชนพานพบได้ตามท้องถนน ทั้งความกวนและหยาบกระด้าง นี่จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญให้หนังบู๊ในยุคหลังมา สร้างตัวละครที่น่าจดจำมากขึ้นกว่าแค่การระเบิดภูเขาเผากระท่อมอย่างที่เป็นมาหลายทศวรรษ

และ Skyscraper หรือ ระห่ำตึกเสียดฟ้า ก็พยายามเดินรอยตามความสำเร็จของหนัง นรกระฟ้า อย่างจงใจเสียด้วย

แม้ผู้กำกับ รอว์สัน มาร์แชล เธอร์เบอร์ จาก We’re the Millers (2013) และ Central Intelligence (2016) ซึ่งเรื่องหลังนี่ได้ร่วมงานกับ เดอะร็อก มาก่อนแล้ว ก็ดูจะชัดเจนในแนวทางหนังบู๊บันเทิงฮาแตกเสียมากกว่าจะมาบู๊เข้มข้น แต่กับเรื่องนี้กลายเป็นว่าเธอร์เบอร์จัดหนักด้วยสารพัดเหตุการณ์บีบคั้นให้ตัวละครต้องวิ่งหนีตาย และแก้ปัญหาเหนือตึกสูงระฟ้าที่กำลังไฟลุกไหม้ ได้อย่างมันหยด และสนุก

สิ่งที่ต้องชื่นชมนอกจากการที่พา เนฟ แคมเบล จาก Scream ที่เราไม่ได้เห็นบนหนังระดับบล็อกบัสเตอร์มานานมากกลับมาขึ้นจอโชว์ความสวย และการแสดงที่ดุดันเสมอต้นเสมอปลายเหมือนกันแทบทุกเรื่องของเดอะร็อก แล้วนั้น คือการที่หนังสร้างตัวร้ายอย่าง คอเลส โบธา ได้โหดเหี้ยมน่าจดจำ ที่สำคัญไม่งี่เง่าทำอะไรโง่ ๆ ด้วย และอีกตัวละครสมทบที่แย่งซีนได้ดีอย่าง เศรษฐีจีนเจ้าของตึกอย่าง จ้าว ที่รับบทโดย 1 ใน 25 ดาราเอเชียยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของเว็บ CNNGo อย่าง ชิน ฮาน และตัวละครของภรรยาสาวสุดสวยตัวจริงของ เจย์ โจว อย่าง ฮันนาห์ คุนลิแวน ที่มารับบทมือขวาของตัวร้ายได้อย่างน่าหมั่นไส้ดีเหลือเกินก็น่าจดจำมากเช่นกัน

ถือว่าหนังมีตัวละครหลัก ตัวละครสมทบที่แน่นมาก ซึ่งแม้หนังจะมองข้ามความสมจริงเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเพื่อเดินเรื่องให้ไว ให้กระชับสุด ๆ แต่ก็ไม่มีตัวละครไหนที่ถึงกับตรรกะวิบัติจนต้องกุมขมับ อันนี้ชอบมาก

ส่วนที่เราตะหงิด ๆ หรือสงสัยหลายจุด ก็มีตามธรรมดาหนังบู๊เน้นบันเทิง อย่างก่อนหน้าก็มีชาวเน็ตออกมาวิจารณ์ความสมจริงของโปสเตอร์หนังว่ามันไม่น่าจะโดดถึงได้ อันนี้ในหนังเองก็เช่นกันมันจะมีจุดที่ชวนสะดุดคิดอยู่เยอะเหมือนกัน แต่ถ้าดูเอามันเอาผ่อนคลายก็ถือว่ามองข้ามได้ และหนังก็มอบความบันเทิงได้คุ้มศักยภาพของมันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

เอาเป็นว่าใครชอบเดอะร็อก น่าจะสนุกกับเรื่องนี้เช่นเคยกับฉากเสี่ยงชีวิตท่ามกลางซีจีสมจริงของตึกระฟ้าไร้ทางหนี ใครชอบ Die Hard มาก่อน นี่คือหนังที่เดินตามสูตรสำเร็จของหนังฮอลลีวู้ดเทือกนี้มาเลย หลายอย่างอาจเดาได้แต่ก็สนุกอยู่ดี อาจไม่ได้สดใหม่เท่าตัวหนังของบรูซ วิลลิส แต่ก็ถือว่าแก้ขัดแก้คิดถึงได้เหมือนกัน (อย่างน้อยก็ดีกว่า Die Hard ภาคหลังสุดล่ะนะ )

กดดูรอบหนัง จองตั๋วหนังได้ที่รูปเลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!