Connect with us

What The Fact

[รีวิว] ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์: หนังแอนิเมชั่นไทย ที่ต้องเอาใจช่วยมากๆๆๆๆๆ

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ 

เมื่อมหาสงครามระหว่างเผ่าพันธ์ุ ครุฑ ผู้กล้าและยักษ์ รากษส สุดทมิฬแผ่ขยายไปทั่วทุกอาณาจักร ทหารครุฑสุดท้ายทั้ง 9 ตน ได้ผูกมิตรกับเหล่านักรบผู้เกรียงไกรแห่งหิมพานต์เพื่อการรบแย่งชิงดินแดนแห่งอโยธยา จากเงื้อมมือของเหล่ากองทัพรากษสอันโหดร้ายที่หวังจะบดขยี้ อาณาจักรครุฑให้ลุกเป็นไฟ ครุฑ มหายุทธ หิมพานต์ ภาพยนตร์แอนิเมชั่นแฟนตาซี กับเรื่องราวก่อนมนุษย์ครองพิภพ ยุคที่สัตว์ในป่าหิมพานต์ต่างทำสงครามแย่งชิงอาณาจักรกัน เมืองอโยธาของ พญาวัชระครุฑ ถูกรากษสสัตว์เผ่าพันธุ์ดุร้ายเข้ามาตีประชิดเมือง ทำให้พญาวัชระครุฑต้องตีฝ่าวงล้อมข้ามมหานทีสีทันดร ไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าสัตว์พิสดารน้อยใหญ่ในป่าหิมพานต์ อาทิ คชสีห์, นรสิงห์, วานร รวมไปถึง กินนร ที่เคยเป็นปรปักษ์กัน เพื่อมากอบกู้เมืองอโยธยา ทำให้มหาสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์บังเกิดขึ้น…

ครุฑ มหายุทธ์ หิมพานต์ เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ใช้เวลาสร้างถึง 4 ปี โดย คณะดิจิทัลอาร์ต วิทยาลัยดนตรี และวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จะว่าเป็นงานโชว์พลังและศักยภาพของสายการศึกษาก็ว่าได้ แม้เราเคยชมงานกราฟิกและเกมจากศิษย์ของสถาบันนี้มาบ้างแล้ว แต่กับงานแอนิเมชั่นขึ้นจอเงินความยาวกว่า 90 นาทีนี่ ถือเป็นก้าวที่ห้าวหาญมาก ๆ

โชคร้ายหน่อยที่ความตั้งใจว่าจะเป็น ภาพยนตร์แอนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์/ยิ่งใหญ่อลังการ/เรื่องแรกของไทย เมื่อ 4 ปีก่อน ถูกแอนิเมชั่นสายเลือดไทยที่ม้ามืดมาก ๆ อย่าง 9 ศาสตรา ทำตัดหน้าและชิงคำนิยามนี้ไปเรียบร้อยก่อนแล้ว ความว้าวต่อจาก ก้านกล้วย ซึ่งเรื่อง ครุฑ นี้ควรได้คะแนนจิตพิสัยบวก 10 เลยกลายเป็น 0 คะแนนไปเสีย

พูดกันตรง ๆ ถ้าเทียบกับงาน 9 ศาสตรา ก็ไม่มีแง่มุมไหนที่หนัง ครุฑ จะเหนือกว่าอย่างจะแจ้งเลย แต่ถ้าจะมองว่าเอางานระดับอาจารย์และนักศึกษา ไปสู้ทีมมือโปรที่ทำสายกราฟิกมาโชกโชนด้วยทุนสร้างอลังการและวิธีคิดแบบสากลมาก ๆ ก็ออกจะไม่ยุติธรรมกับครุฑมากไป ดังนั้นเรามามองแบบตัวหนังครุฑเพียว ๆ น่าจะดีที่สุด

และด้วยเหตุฉะนี้ รีวิวนี้จึงเป็นคำติชมเพื่อปรับปรุงในอนาคต และไม่มีการให้คะแนนด้วยครับ

ด้านเนื้อหาและตัวละคร หนังใช้องค์ประกอบความเป็นไทยอย่างสงครามกู้เอกราชสมัยอยุธยามาแปลงเป็นเรื่องราวแฟนตาซีโลกหิมพานต์ที่มีหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ต่างกับจักรวาลแฟนตาซียิ่งใหญ่ของ โทลคีน อย่าง The Lord of the Rings เลยทีเดียว หากแต่จุดด้อยที่ต่างชัดเจนคือ หนังไม่เอื้อให้คนที่ไม่รู้จักเรื่องราวมาก่อนผูกพันกับตัวละครนัก ในลอร์ดฯเขายังมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ หรือฮอบบิทที่ใกล้เคียงมนุษย์ ให้ผู้ชมยึดโยงรู้สึกเป็นตัวแทนได้ แต่ในครุฑตัวละครเดินเรื่องคือครุฑ ที่เราไม่ค่อยจะรู้สึกเป็นตัวแทนเราในการผจญภัยได้ทันที ต้องอาศัยเวลาสร้างความผูกพันไปเรื่อย ๆ แต่หนังก็ดีไซน์มาแบบไม่ได้แก้จุดอ่อนนี้เท่าไหร่ เพราะดีไซน์ทหารครุฑตัวหลักทั้ง 9 ตัวแทบจะแยกกันไม่ออก โชคดีว่าพระเอกยังใส่ชุดสีแดงอยู่ตัวเดียวทำให้ยังพอจดจำได้บ้าง แล้วภาพจำยากไม่พอ ชื่อใช้ศัพท์โบราณเอาเท่แต่จำโคตรยากเข้าไปอีก คือสารภาพว่าจำได้จริง ๆ แค่ตัวสองตัวก็เก่งแล้วนะ

ทางแก้คือ ดีไซน์เอกลักษณ์รูปร่างหน้าตาครุฑแต่ละตัวให้ต่างกันไปเลย เช่น ผอม อ้วน ตัวใหญ่ ตัวเล็ก มีผู้หญิงบ้าง มีคนแก่บ้าง ชุดแตกต่างกันแบบสิ้นเชิงบ้างไม่ใช่แค่เปลี่ยนสี ซึ่งก็เป็นเทคนิคดีไซน์กลุ่มตัวละครให้จำง่ายที่ใช้กันทั่วไป ตั้งชื่อให้ง่ายเอาลักษณะเด่นของตัวละครมาตั้งก็ได้ เช่น ไอ้ว่องไว ไอ้อึด เป็นต้น

พอตัวละครไม่สามารถดึงคนดูให้อยู่กับหนังได้ ก็ต้องอาศัยเนื้อหาเข้าแทน ตรงนี้ได้มือดีถึง 2 ท่านของวงการหนังไทยอย่าง ผศ.ชัยพร พานิชรุทติวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรของสาขาวิชาคอมพิวเตอร์อาร์ต คณะดิจิตัลอาร์ต ซึ่งควบตำแหน่งผู้กำกับหนังด้วย กับ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง  ผู้กำกับไทยที่มีผลงานระดับนานาชาติมาแล้ว มาช่วยกันเขียนบท แต่ก็เหมือนมีกล่องขนาด 100 แต่อยากใส่ของ 150 ทำให้ดูเยอะแบบไม่จำเป็น แล้วยังต้องตัดการเชื่อมหลาย ๆ อย่างเพื่ออัดอีก 50 ลงไปให้ได้ ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องทำให้ยุ่งยากอะไรเลย โดยเฉพาะเรื่องราวกษัตริย์ครุฑ ที่ต้องปูเรื่องกันมาถึง 2 แผ่นดินโดยไม่มีผลต่อโครงเรื่องหลักด้วยซ้ำ คือพออัดพอตัดให้อยู่ในกรอบแล้ว หลายอย่างพิกลพิการมากจนตรรกะหลุดหมด โดยเฉพาะอาวุธไม้ตายที่แบบขาดสติอย่างสิ้นเชิงทั้งที่มาและวิธีใช้

ทางแก้คือ ทางที่ดีที่สุดคือควรให้เผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นแกนหลัก โดนยักษ์โจมตีต้องไปพึ่งพาเหล่าสัตว์หิมพานต์ให้มาร่วมสู้แบบ 7 เซียนซามูไร โดยมีปมที่มนุษย์ขัดแย้งกับป่าหิมพานต์มาแต่เดิม รวมถึงแต่ละเผ่าพันธุ์ของหิมพานต์ก็มีความขัดแย้งกันเองอยู่ด้วยอย่าง นาค กับครุฑ เป็นต้น แค่นี้ก็ดูง่าย และปมขัดแย้งของสัตว์หิมพานต์ก็มีอะไรให้เล่นเยอะมาก จนลดคำครหาเรื่องหนังตามสูตรสำเร็จได้แล้ว

ที่สำคัญปัญหาหลัก ๆ น่าจะเป็นเวลาและทุนการผลิต เพราะมันสะท้อนผ่านตัวงานอย่างชัดเจน คือขาดการปรับปรุงสุดท้ายให้ดีพอ ตัวเรื่องที่อาจคิดมาสำหรับความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งโดนอัดให้เหลือหนึ่งชั่วโมง คาแรกเตอร์ที่ในเผ่าพันธุ์เดียวกันควรมีหลากหลายก็เอาโมเดลเดียวมาปรับใช้ ปรับสีปรับชื่อปรับเสียงพากย์พอ ซึ่งไม่ควร หรือบางตัวละครตั้งใจออกแบบอย่างดีเอามาใช้แค่ฉากเดียวอย่างน่าเสียดาย เป็นต้น

งานภาพมีทั้งส่วนที่สวยมาก ๆ ตั้งใจมาก ๆ และส่วนที่หยาบมาก ๆ เผามาก ๆ อยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน ที่น่าตกใจคือแม้แต่ในฉากเดียวกันก็มีมาตรฐานปะปนกันมั่วไปหมด โมเดลสวยฉากแย่ หรือฉากสวยเอฟเฟกต์แย่ ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลย ก็คงเป็นโจทย์ภายในทีมงานเองที่ต้องแก้ไขก่อนจะเริ่มทำหนังจริง ๆ เพราะทั้งหมดนี้สะท้อนว่าขั้นพรีโปรดักชั่นเตรียมงานมาน้อยเกินไปมาก ๆ ทำให้การควบคุมการผลิตพลาดเป้าได้ขนาดนี้

ตรงนี้ไม่ต้องเป็นนักสร้างหนังมือทองอะไรก็คงบอกทางแก้ของหนังได้ว่า ต้องคิดเรื่องการเล่าเรื่องให้สนุกภายใต้ข้อจำกัดของตัวเองให้ออก ไม่จำเป็นต้องเป็นฮอลลีวู้ด เพราะหนังอินดี้ที่ทำดี ๆ ก็มีมาก

ข้อดีของหนัง ที่ชื่นชมเลยนอกจากความตั้งใจ และกล้าทะเยอทะยานมาก ๆ รวมถึงทีมพากย์ที่มี ณเดชน์ คูกิมิยะ มาพากย์เป็นตัวเอกที่ค่อนข้างใช้ได้แล้ว ก็คือการคิดรายละเอียดแฟนตาซีต่าง ๆ ที่ดูมีของให้ตื่นตาตื่นใจ อย่างปีกครุฑ หรือผลการประชุมของกินรีที่ใช้ควัน ซึ่งมีหลายอย่างที่ดูออกว่าทีมงานตั้งใจคิดตั้งใจทำมาก ๆ ขาดแค่การควบคุมให้ความฟุ้งทั้งหลายอยู่ในกรอบที่ลงตัวในด้านเวลาและทุนนั่นเอง

ส่วนตัวเชื่อว่า หนังเรื่องนี้จะเป็นก้าวแรกที่ให้ทีมมหาวิทยาลัยรังสิตได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดไปอัปเลเวลอีกมาก หากไม่ท้อไปก่อน หนังเรื่องถัด ๆ ไปน่าจะสนุกและเข้าเป้ากว่านี้อีก จึงเป็นบทสรุปที่ว่า

ครุฑ จึงคือหนังที่ไม่ต้องการคะแนนรีวิว แต่เป็นหนังที่เราต้องให้กำลังใจเอามาก ๆ

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Prodigy เด็ก(จอง)เวร – เด็กเปรต..แม่โง่เป็นบ้า..แต่ผวาได้ตลอด

Published

on

ใครจะไปคิดว่าเบื้องหลังหน้าใสๆซื่อๆ ไมล์ส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ ซาร่า จะซ่อนสัญชาตญาณอำมหิตไว้ หลังก่อวีรกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า ซาราห์ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าอะไรสิงสู่ให้ไมล์ส กลายเป็นเด็กจองเวร ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในบรรดาทำเนียบหนังเด็กผี หลายคนอดคิดถึงหนังในตำนานอย่าง The Omen ที่มีทั้งภาคต่อและภาครีเมค ที่ถูกพูดถึงว่าเป็นต้นแบบหนังเด็กเปรต ก่อนจะมีหนังแนวนี้ตามมาทั้ง Child’s Play, Apt Pupil และThe Orphan เป็นต้น และสำหรับ The Prodigy หนังก็มาในแนวทางเดียวกัน เดินตามสูตรหนังเด็กเปรต ทั้งเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดจากหนูน้อยหน้าใส การตายของสัตว์เลี้ยง หรือกระทั่งการละเมอพูดภาษาแปลกๆ แต่สิ่งที่บทหนังดูจะเดิมพันเป็นพิเศษนั่นคือ การบอกคนดูโต้งๆเลยตั้งแต่ต้นเรื่องเลยว่าวิญญาณชั่วร้ายที่มาสิงไมล์สตั้งแต่ต้นเรื่องเป็นใคร จนคนดูต้องอุทาน “อ้าว! แล้วทีนี้เราจะไปลุ้นกับการตามหาความจริงของอีแม่เด็กเปรตทำไมล่ะเนี่ย” และแม้ว่ามันจะนำไปสู่ช่องโหว่ในการดำเนินเรื่องที่เต็มไปด้วยฉากชวนสงสัยแบบคนดูต้องแอบหงุดหงิดบ้างแหละว่าทำไมอีพ่อแม่มันไม่รู้ซักที แต่ด้วยการกำกับ-เลือกใช้ภาพ และการตัดต่อก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันทำให้คนดูลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้จริงๆ เรียกง่ายๆว่าทั้งเกาหัวแกรกๆงงกับความโง่ของตัวละครก็ดันอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดตา หรือแอบเอากระเป๋ามากอดไว้ให้รู้สึกปลอดภัยตอนดูนั่นเอง 

ไม่เพียงแค่ฉากระทึกต่างๆจะทำได้ดี อีกจุดที่หนังกล้าทิ้งไพ่ตายคือ จุดพลิกผันแบบไม่ต้องสนใจภูมิหลังที่มาตัวละครอะไรกันแล้ว ที่สำคัญคือ ต่อให้รู้ว่าตัวละครทำสิ่งที่โง่เขลาเบาปัญญา เราก็ยังอดลุ้นตามปนเกาหัวแกรกๆว่า เฮ้ย!เอางี้เลยเหรอวะ ซึ่งตอนดูก็เกิดพุทธิปัญญาว่า อ๋อ..!มันอาจเป็นอารมณ์เดียวกับเราดูละครไทยนั้นแหละ แม้ว่ามันจะทำให้นางเอกดูโง่ๆแค่ไหนเราก็ยังอดเอาใจช่วยไม่ได้ แม้ว่าบางเหตุการณ์จะทำเอาเราอยากเรียกนางมาทดสอบไอคิวใหม่ก็ตาม  

แจ็คสัน โรเบิร์ต สก็อต หนูน้อยดวงซวยจาก IT มารับบทไมล์ส ได้หลอนชิบหายวายป่วงมาก แค่นั่งหน้านิ่งทำตาหินใส่ก็แทบฉี่ราดแล้ว ตอนต้องเปลี่ยนบุคลิกนี่ถึงกับเย็นเยียบไปทั้งตัวเลย ส่วน เทย์เลอร์ ชิลลิ่ง นางเอกซีรีส์ Orange is the new black ก็รับบท ซาร่าห์ แม่ผู้ทำทุกทางให้ลูกรอดจากการสิงสู่ได้อย่างน่าเห็นใจดี แม้บทหนังจะทำให้เธอดูเบาปัญญาปนๆไปกับอารมณ์ไบโพลาร์ ผีเข้าผีออก เดี๋ยวเชื่อเดี๋ยวไม่เชื่อก็ตามทีเถอะ แต่ทุกฉากที่เห็น ซาร่า อยู่กับ ไมล์ส คือช่วงที่คนดูไม่อาจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ 

โดยรวมเราอาจจัด The Prodigy เป็นหนังสยองดูไปกินพอพคอร์นไปพร้อมตะโกนด่านางเอกในใจไปได้อย่างเพลิดเพลินเชียวแหละ แต่ใครหวังจะได้ดูหนังสยองขวัญเปี่ยมตรรกะน่าเชื่อถือขอให้ผ่านไปก่อนน้องไมล์สจะทำหน้าอ้อนใส่แล้วโผล่มาแฮร่ให้คุณตกใจเล่นในโรงแล้วกัน อิอิ

ระทึกไปกับอีแม่ อย่าแคร์ถูกผิด สัมผัสความอำมหิตจาก เด็ก(จอง)เวร คลิกเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Happy Death Day 2U : กลายเป็นหนังไซไฟไปซะงั้น

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ภาคแรกออกฉายไปเมื่อปี 2017 ทำกำไรไปถล่มทลาย 125 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างจิ๊บ ๆ มากแค่ 4.8 ล้านเหรียญ ไม่แปลกที่มีภาค 2 ตามออกมาติด ๆ โดยทีมงานเดิมครบถ้วน ได้ทุนสร้างเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ที่ 9 ล้าน แค่สุดสัปดาห์แรกก็เก็บไปแล้ว 26 ล้านที่เหลือก็คือรอเก็บกำไรเข้ากระเป๋าอย่างเดียว คริสโตเฟอร์ แลนดอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับก็ประกาศเดินหน้าภาค 3 ทันที

ในภาค 2 นี้ เรื่องราวดำเนินต่อจากภาคแรกแบบนาทีต่อนาที หลังจากที่”ทรี”คลี่คลายปริศนาเจอผู้ที่อยู่ภายใต้หน้ากาเบบี้ และสามารถทลายวงจรวนลูปที่ติดอยู่ในวันเดิม ๆ ได้สำเร็จ แต่แล้ว “ไรอัน” เพื่อนร่วมห้องของ “คาร์เตอร์” แฟนของทรีก็โผล่เข้ามาแล้วบอกว่าเขากำลังติดอยู่ในลูปวันเดิม ๆ แล้วก็ตกเป็นเหยื่อของฆาตกรหน้ากากเบบี้ ปัญหาของไรอัน ดึงความสนใจของทรีได้ แล้วทั้งหมดก็เจอต้นเหตุของวังวนว่ามาจาก “ซิซซี่” อุปกรณ์จักรกล สิ่งประดิษฐ์จากมันสมองอัจฉริยะของไรอันและแก๊ง ที่เป็นนักรียนวิทยาศาสตร์จักรกลแต่ซิซซี่ยังทำงานไม่สมบูรณ์เป็นผลให้ปล่อยคลื่นพลังงานออกมา แล้วทำให้ทรีติดอยู่ในวังวน และต่อมาก็ตัวไรอันเอง เมื่อไรอันเดินเครื่องอีกครั้งก็ดึงทรีกลับเข้าไปอยู่วังวนเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เรื่องราวกลับเปลี่ยนไปจากเดิม ฆาตกรหลังหน้ากากเบบี้ก็ไม่ใช่คนเดิมทางออกคือทรีต้องช่วยไรอันและทีมให้แก้ไขข้อผิดพลาดของ”ซิซซี่” เพื่อจะทำให้เธอหลุดออกมาจากวังวนอย่างถาวร

คริสโตเฟอร์ แลนดอน ยังคงควบหน้าที่กำกับและเขียนบทเช่นเดิม ในภาคแรกถือว่าไอเดียของคริสโตเฟอร์ บรรเจิดมากกับการเอาเรื่องราววังวนลูป ที่ตัวเอกของเรื่องติดอยู่ในวันเดิม ๆ มารวมเข้ากับหนังฆาตกรใส่หน้ากาก ซึ่งหนังก็ออกตัวอย่างเต็มที่ว่าไอ้รับอิทธิพลมาจาก GroundHog Day (1993) หนังคอมมีดี้คลาสสิกที่ตัวเอกติดอยู่ในวันเดิม ๆ จนกว่าจะพิสูจน์ตัวเองว่าปรับปรุงนิสัยเป็นคนดีได้แล้ว มาภาคนี้คริสโตเฟอร์ ใส่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมิติทับซ้อนเข้าไป มีอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นประเด็นหลัก ก็ออกตัวชัดเจนว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไตรภาค Back To The Future

ปัญหาของภาคนี้คือโทนของหนังที่ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก เมื่อคริสโตเฟอร์เลือกที่จะอธิบายที่ไปที่มาของสถานการณ์วนลูปว่าเกิดจากปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ มีการลงลึกเรื่องทฤษฎีมิติทับซ้อน อธิบายด้วยศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ยาก ๆ และทางออกของปัญหาจากเดิมที่มุ่งประเด็นไปที่ตัวตนของผู้ที่อยู่หลังหน้ากาก กับกลายเป็นการร่วมมือกันที่จะผลักดันให้ “ซิซซี่” ถูกแก้ไขและเดินเครื่องได้สำเร็จ ทำให้ Happy Death Day 2U มีน้ำหนักเอนเอียงไปทางหนังไซไฟ และเรื่องราวของฆาตกรสวมหน้ากากก็ถูกลดความโดดเด่นลงเป็นประเด็นรอง แม้บทหนังจะพยายามคงเสน่ห์ต่าง ๆ จากภาคแรกไว้ แต่ก็ไม่เท่าเดิม หนังยังคงมีทั้งฉากตื่นเต้นฆาตกรตามล่าเหยื่อ แต่ก็มีเพียงแค่ 2-3 ฉาก ฉากที่ทรีตายแล้วตายอีกจากเดิมที่ตายเพราะพยายามกระชากหน้ากากเบบี้ กลับกลายเป็นการฆ่าตัวตายเพื่อพยายามหาสูตรแก้ไขข้อบกพร่องของ”ซิซซี่” ซึ่งถูกเล่าออกมาในแนวขำ ๆ ทำให้บรรดามุกต่าง ๆ ในภาคนี้มากขึ้น หนังกลับมีเสียงหัวเราะเสียมากกว่าบรรยากาศชวนลุ้นของหนังสยองขวัญ

ฉะนั้นแฟนที่ติดตามมาจากภาคแรก ถ้าคาดหวังอารมณ์ขันที่เคยสอดแทรกไว้ในภาคแรก อาจจะพึงพอใจ แต่ถ้าคาดหวังอารมณ์ลุ้นระทึกกับการหนีเอาชีวิตรอดจากการตามล่าของหน้ากากเบบี้ก็จะผิดหวัง ที่ฉากเหล่านี้ลดน้อยไป เลือดน้อยลง ความโหดแทบไม่เห็น แม้จะมีการเผยตัวร้ายคนใหม่ที่อยู่เบื้องหลังหน้ากาก แต่ก็ไม่ได้ชวนให้เซอร์ไพรส์อะไรมากมาย หนังสอดแทรกดราม่าเข้ามาเล็กน้อย ตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อย เรื่องความผูกพันของทรีและแม่ และเมื่อเธอเปิดใจกับคาร์เตอร์ ให้ความสำคัญกับเพื่อนด้วยการให้อภัยลอรี่ แต่ก็ไม่ได้ถูกขับเน้นอารมณ์ดราม่าเหล่านี้ให้ขึ้นมาโดดเด่นนัก

แต่ถึงแม้คะแนนจากนักวิจารณ์จะได้น้อยลงจากภาคแรก รวมไปถึงรายได้ของหนังก็ไม่น่าจะไปไกลกว่าภาคแรก แต่ด้วยกำไรของหนังที่ยังคงสวยงาม ทำให้หนังได้เดินหน้าต่อไปจนครบจบไตรภาค ซึ่งหนังก็เผยทิศทางของภาค 3 ไว้ในฉากโพสต์เครดิต ที่ไม่ต้องรอนานหลังหนังจบ พอได้ดูก็เห็นชัดแล้วว่า เรื่องราวของภาค 3 ยิ่งออกทะเลไปไกลแน่นอน สรุปได้ว่า Happy Death Day 2U เสน่ห์ของหนังน้อยลงไป ออกทะเลมากขึ้น และพูดเต็มปากไม่ได้แล้วว่านี่คือ “หนังสยองขวัญ”

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“PAR-K” อาณาจักรแห่งเสียงดนตรีอันสดใสและไพเราะจากสองปลา “Whal & Dolph”

Published

on

Whal & Dolph เป็นวงดนตรีอินดี้อีกวงหนึ่งที่กำลังเติบโต และเข้าถึงแฟนๆในวงกว้างมากขึ้น อัลบั้มแรก Rayon (เรยอน) ที่มีเพลงฮิตอย่าง รอให้เธอบอก ฉันยังเก็บไว้  เก็บเธอเอาไว้ดูก่อน และอีกมากมาย ถือว่าประสบความสำเร็จมาก และเป็นสิ่งที่นำพาสุ้มเสียงของพวกเขาให้เข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน

คราวนี้คู่หูสองปลา  ดอล์ฟ  ปอ กฤษสรัญ จ้องสุวรรณ (ร้องนำ) และวาฬ น้ำวน วนนท์ กุลวรรธไพสิฐ (กีตาร์) ได้กลับมาอีกครั้งพร้อม EP อัลบั้มที่มีชื่อว่า “PAR-K” ซึ่งมาจากคำว่า “PARK” หรือ สวน ซึ่งปอได้มีความประทับใจเมื่อครั้งไปถ่ายภาพในบ้านหลังหนึ่งที่มีสวนสวยงามเลยเก็บความประทับใจนั้นมาใช้ตั้งชื่ออัลบั้ม แต่ก็ยังแอบใส่ลูกเล่นเล็กๆด้วยการแยกคำเป็น “PAR-K” ซึ่ง PAR ก็หมายถึง “ปลา” นั่นเอง ส่วน K ก็คือ Kingdom หรืออาณาจักร รวมกันแล้วก็คืออาณาจักรของปลา

บทเพลงใน EP “PAR-K”  ประกอบไปด้วยทั้งหมด 4 เพลงได้แก่ “บรรยากาศดี”  “ไม่รู้ทำไม” “ฝากไว้กับดาว” และ “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”  ทั้งหมดล้วนแล้วแต่กลั่นออกมาจากประสบการณ์ของปอทั้งสิ้น เรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยภาษาที่เขาอยากจะสื่อสาร พร้อมผ่านท่วงทำนองอันไพเราะจากน้ำวน และการเรียบเรียงเติมเต็มผ่านเครื่องดนตรีต่างๆจนสมบูรณ์ ทำให้ EP นี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตขึ้นของทั้งเนื้อหาและดนตรี

“บรรยากาศดี”

เพลงแรก “บรรยากาศดี” (Red Dress) บทเพลงที่หยิบฉวยบรรยากาศของช่วงเวลาเมื่อแรกพบอันก่อให้เกิดความประทับใจตราตรึงมานำเสนอผ่านท่วงทำนองอะคูสติคสบายๆ ทั้งดนตรีและคำร้องบรรยายความรู้สึกนี้ได้เป็นอย่างดี ความรู้สึกคุ้นเคยที่เรามีต่อใครคนหนึ่งทั้งๆที่เพิ่งได้พบกัน

“ไม่รู้ทำไม”

บางครั้งเหตุผลกับความรู้สึกก็สวนทางกัน ทั้งๆที่ได้พบคนที่ดีแล้วแต่ไม่รู้ทำไมวันหนึ่งความรักที่เคยมีก็หมดหายไป “ไม่รู้ทำไม” (Skyfall) คือบทเพลงที่เล่าอาการหมด “แพชชั่น” ผ่านท่วงทำนองสดใส ที่ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงภาวะที่กำลังนำไปสู่การเลิกรา

“ฝากไว้กับดาว”

“ฝากไว้กับดาว” (Secret of Star) เป็นเพลงที่มีความลงตัวดีทั้งเนื้อหาและดนตรีที่น่ารักและอบอุ่น จึงถูกนำมาทำเป็น MV ไปแล้วเรียบร้อย เพลงน่ารักๆ ที่พูดถึงความรักที่อาจเกิดขึ้นในเวลาที่ยังไม่เป็นใจ  การ “เก็บความรู้สึก” นั้นเอาไว้อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ได้ทิ้งมันไปแต่ฝากเอาไว้กับ “ดาว”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“ฉันดีใจที่ได้พบเธอ” (The Golden Song) บทเพลงโรแมนติคที่แฝงอารมณ์เศร้าละมุนปิดท้ายอัลบั้ม ที่มีเพียงเสียงร้องของปอและเสียงกีตาร์จากน้ำวน เสียงกีตาร์ปิ๊กกิ้งหวานๆของน้ำวน และเสียงร้องสบายๆของปอ ช่วยขับกล่อมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ถ่ายทอดความรู้สึกที่จริงใจกับความต้องการบอกใครคนนั้นที่ได้พบกันว่า “ฉันดีใจที่ได้พบเธอ”

“PAR-K” ถือว่าเป็น EP อัลบั้มที่ค่อนข้างลงตัว ถึงแม้โดยรวมงานเพลงทั้ง 4 เพลงจะมีความใกล้เคียงและไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ก็เหมือนกับการฟังเพลงเพลงหนึ่งที่แบ่งออกเป็น 4 พาร์ท ทุกเพลงมุ่งไปในทิศทางของเรื่องราวและอารมณ์ในแบบเดียวกัน ซึ่งก็เป็นการประกาศแนวทางการทำเพลงของ Whal & Dolph  ที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้เราก็ได้เห็นถึงพัฒนาการของทั้งคู่ ที่ทำให้เชื่อได้ว่างานเพลงที่จะตามมาหลังจากนี้จะต้องมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นอีกแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!