Connect with us

What The Fact

[รีวิว] BNK48 Girls Don’t Cry: เผาทุ่งลาเวนเดอร์ให้ราบ

Published

on

BNK48 Girls Don't Cry

9

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

นักแสดง

10.0/10

ความแปลกใหม่

9.0/10

ความสนุก ไม่ทำง่วง

8.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • โอตะต้องดู
  • คนรู้จัก BNK48 ควรดู
  • มนุษย์ที่แสวงหาคุณค่าและไตร่ตรองชีวิตควรดู

จุดสังเกต

  • หนังสารคดีอ่ะ บางคนไม่ชอบสารคดีจริงๆก็ชอบยากล่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Major Cineplex

เรื่องย่อ

BNK48 คือ Idol Girl Group ที่มีสมาชิกรุ่นแรกเป็นหญิงสาวตั้งแต่อายุ 13 – 23 ปี รวมทั้งหมด 26 คน โดยคอนเซ็ปต์ของวงคือ‘เด็กหญิงธรรมดาๆ ที่มีความพยายาม’ ในการออกแต่ละซิงเกิ้ลจะมีสมาชิกเพียง 16 คนจากทั้งหมด เท่านั้นที่จะได้รับเลือกให้มีผลงาน สมาชิกทุกคนจึงพยายามทุ่มเทให้กับ การฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเอง แต่แล้ววันหนึ่ง…ทุกคนก็เรียนรู้ว่าความพยายามอย่างเดียวอาจไม่พอและ ปลายทางของ ความพยายาม นอกจากความสําเร็จแล้ว มันยังมีอย่างอื่น ที่ไม่คาดคิดรออยู่เช่นกัน

นี่คืองานสารคดียาวแบบเต็มตัวเรื่องที่ 2 ของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ ผู้กำกับเจ้าพ่อฮิปสเตอร์ของเด็กไทย โดยการทาบทามจาก BNK48 Office และ Salmon House ที่รับดูแลควบคุมการทำสารคดีนี้ ซึ่งเต๋อก็สารภาพว่านี่คืองานที่สานฝันของเขาเมื่อครั้งที่ยังหลงใหลเพลงอาร์เอส จนอยากทำสารคดีของแก๊งคามิคาเซ่ ในฐานะวัยรุ่นที่ต้องกลายเป็นศิลปินยอดนิยมอย่างรวดเร็ว มองในแง่หนึ่ง BNK48 เองก็คือโมเดลธุรกิจที่ใช้สูตรสำเร็จจากเจ้าของแฟรนไชส์ที่ญี่ปุ่นเพื่อแสวงหากำไรไม่ต่างจากวงการบันเทิงอื่น ๆ ด้วย

เต๋อ มักเข้าใจเองว่า “ผมไม่เห็นหน้าเหมือนโคจิม่าตรงไหนเลย”

หากแต่ตระกูล 48 นั้น มีจุดขายที่ทำให้ได้รับความนิยมสูงจนกลายเป็นปรากฏการณ์ในหลายประเทศ คือการคัดสมาชิกวงจากเด็กสาวที่ยังพัฒนาตัวได้อีกมาก พูดอีกแบบคือยังไม่สมบูรณ์แบบในการเป็นไอดอล อาจไม่เก่งร้อง เต้น หรือเอาใจแฟนคลับ เอามาฝึกอย่างเข้มข้น ให้แฟน ๆ ได้เห็นความทุ่มเทและพัฒนาการ จะได้เอาใจช่วยและผูกพันกับสมาชิกแต่ละคนนั่นเอง มอง ๆ ไป ก็คล้าย ๆ รูปแบบเรียลิตี้ทีวีที่ฮิต ๆ กันอยู่พักหนึ่ง หากแต่นี่เปลี่ยนจากกล้องวงจรปิดที่ติดตามห้อง มากลายเป็นเวทีหรืออีเว้นท์ตามที่ต่าง ๆ ที่เราสามารถไปพบปะตัวจริงได้เลย ตามคอนเซ็ปต์ “สาวข้างบ้าน” หรือ “ไอดอลที่คุณเข้าถึงได้” นั่นเอง

การที่เด็กสาววัยกำลังเปลี่ยนผ่านต้องเข้าสู่โมเดลธุรกิจบางอย่าง ที่ถูกออกแบบให้มีการแข่งขันและสร้างชนชั้นขึ้นภายในกลุ่ม เพื่อเป้าหมายในการบีบให้พวกเขาต้องพัฒนาตัวอย่างก้าวกระโดด สู่การเป็นขวัญใจมหาชน หรือพูดในมุมอุตสาหกรรมจะเรียกว่า สินค้าที่มีมูลค่าสูงทำกำไรได้มาก ก็ไม่ผิดนัก นี่จึงเป็นเนื้อหาที่แข็งแรงมาก ๆ ในการนำเสนอภาพที่จริงโคตร ๆ ของโลกความเป็นจริงสีเทา ๆ และยังสร้างความสั่นสะเทือนต่อจิตใจของเรา ๆ ที่เคยได้รับเพียงภาพฉาบหน้าที่สดใส และความร่าเริงสนุกสนานของพวกเขาพวกเธอเท่านั้นด้วย

ในแง่หนึ่ง BNK48 ก็เหมือน กลุ่มทดลองทางสังคมในหนังจากเรื่องจริง The Stanford Prison Experiment ที่ทุกคนถูกบทบาทสมมุติเล่นงาน ไม่ว่าจะทั้งเหยื่อและตัวผู้คุมเอง

ในการแนะนำนี้ผมมองกลุ่มคนที่จะไปดูเป็น 3 กลุ่ม

  • กลุ่มแรกสำหรับโอตะ นี่คือหนังสารคดีที่คุณจะได้เข้าไปสัมผัสแง่มุมที่คุณอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่คุณจะไม่มีทางได้เห็นด้วยตาตัวเองมาก่อน เพราะแม้แต่งานจับมือมันก็ยังคือหน้าฉากที่ถูกออกแบบมาให้เรา ๆ รู้จักเท่านั้น หนังเรื่องนี้จะพาเดินอ้อมไปด้านหลังความเป็นไอดอล คือความเป็นเด็กสาวธรรมดาที่ต้องคิดแก้ปัญหาในชีวิตมากมายเกินกว่าที่เพื่อนวัยเดียวกันจะต้องเจอ เหมือนสินค้าที่ฉีดยากระตุ้นให้รีบโตรีบมีคุณค่า มันจึงเป็นภาวะที่น่าสนใจไม่เบาเลยล่ะ บางฉากบางคำพูดเราคงไม่สามารถได้ยินจากที่ไหนจริง ๆ และอาจเสียน้ำตาให้กับพวกเธอได้ง่าย ๆ เลย ทั้งคนที่คุณรู้จักดีแต่ไม่รู้ความคิดลึก ๆ ของเขา หรือคนที่คุณเองอาจจำชื่อไม่ได้ คุณก็จะจำได้ขึ้นใจรอบนี้ล่ะ ต้องขอบคุณความกล้าให้เล่าของ BNK48 Office และตัวน้อง ๆ เองที่ยอมเปลือยความรู้สึกบางแง่มุมออกมาให้เราได้เห็น
  • กลุ่มต่อมาคือแฟน ๆ ของพี่เต๋อ กลุ่มนี้อาจชอบในฝีไม้ลายมือของเต๋อโดยเฉพาะ ก็ขอบอกเลยว่านี่คือหนังที่เต๋อเองมีเครดิตทั้ง กำกับ เขียนบท ถ่ายภาพ และตัดต่อ มากกว่าหนังเรื่องไหน ๆ ที่ผ่านมา นี่คือหนังที่เต๋อใช้เวลาสัมภาษณ์น้อง ๆ แต่ละคนนานกว่าคนละ 2-3 ชั่วโมง รวมฟุตเทจเฉพาะสัมภาษณ์ไปกว่า 60 ชั่วโมง ยังไม่นับฟุตเทจที่ไปถ่ายติดตามการซ้อมการแสดง และยังฟุตเทจที่ทาง BNK48 Office เก็บไว้ตลอดกว่า 1 ปีกว่า ๆ ตั้งแต่เปิดออดิชั่นจนถึงวันนี้อีกด้วย แม้ด้วยลีลาความเป็นสารคดีอาจไม่เอื้อให้เห็นเทคนิคสีสันแพรวพราวอย่างหนังเต๋อเรื่องที่ผ่านมา แต่เต๋อก็โชว์ความเก๋าได้แบบไม่ยอมย่อต่อธรรมชาติของสารคดีเลย ทั้งการดีไซน์ฉากสัมภาษณ์ที่คับแคบ สะท้อนถึงความกดดันของแต่ละคน ในอีกด้านหนึ่งเต๋อก็ให้เกร็ดว่า เขาเลือกฉากสัมภาษณ์แบบนี้เพราะมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเวลาที่ต้องรอเข้าห้องน้ำบนเครื่องบินที่ทางเดินมืด ๆ แล้วมีคนรอเข้าด้วยกันอยู่ ภาวะนี้เอื้อให้เราพูดคุย และความเงียบของเครื่องบินก็มากพอให้เราอาจเล่าเรื่องลับ ๆ แก่กันด้วย นี่ล่ะคือความเป็นคนช่างคิดของเต๋อ ดังนั้นสารคดีธรรมดามันไม่ธรรมดาแน่ ๆ ส่วนความกวนทีนก็หายห่วง ใส่มาแบบ โอ่ย เล่นงี้เลยเรอะ 555 แต่กับส่วนตัวผมเลยนะ ให้เทียบกับสารคดีอย่าง เดอะมาสเตอร์ ที่เต๋อเคยทำ ผมว่าอันนั้นเต๋อเล่ามันมือกว่า สนุกกว่า อาจเพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเขากว่า และอาจเพราะว่าในเรื่องนี้เขาเกรงใจน้อง ๆ พอสมควร หรือพูดอีกแบบ เขาอาจเป็นคนไม่ชอบเห็นน้ำตาผู้หญิงก็ได้มั้ง

    ใบหน้าของเต๋อที่ไม่อยากเห็นแคปเฌอร้องไห้

  • กลุ่มสุดท้าย คิดว่าเป็นกลุ่มที่หนังเรื่องนี้ตั้งใจทำให้ดูที่สุดแล้วล่ะ นั่นคือคนทั่วไปเลย ถ้าคุณคิดว่าอยู่ในกลุ่มนี้ล่ะ แล้วอ่านมาถึงจุดนี้ได้ ผมว่าก็สนใจอยากรู้จัก BNK48 พอประมาณเลยล่ะ ผมจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ทำให้คุณเข้าใจปรากฏการณ์ฮิตทั้้งบ้านทั้งเมืองนี้มากขึ้น และมากกว่าเข้าใจ คือคุณจะเข้าอกเข้าใจเห็นอกเห็นใจในมนุษย์ยุคนี้มากขึ้น มันคือภาพสะท้อนของคนที่ต้องดิ้นรนเพราะความฝัน ความอยาก ความต้องการมีความสุข ซึ่งโลกสีเทา ๆ ของเรามันไม่ได้ยอมปล่อยเราไปจุดนั้นง่าย ๆ สิ่งที่เราเห็นว่ามันช่างสดใสและง่ายดายเหลือเกินสำหรับบางคน มันอาจมีมากกว่าทุ่งลาเวนเดอร์ในใจเราก็ได้ ข้างใต้ดอกลาเวนเดอร์พวกนั้นอาจเป็นปุ๋ยเคมีที่มีพิษข้างเคียงโดยที่เขาไม่ได้แสดงให้เรารู้ความเจ็บปวด ผมว่าคนทุกคนสามารถรู้สึกและได้ข้อคิดต่อหนังเรื่องนี้ในมุมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าคุณจะเป็น พ่อ แม่ ลูก เพื่อน พี่ น้อง คนที่ทำงาน หรือเป็นสถานะความสัมพันธ์แบบไหนกับใครสักคน คุณจะได้มุมมองชีวิตบางอย่างกลับไปทบทวนแน่นอน

พูดกันมาขนาดนี้ อยากบอกว่าไม่ต้องกลัวความเป็นสารคดีในหนังเรื่องนี้ เพราะทุกเรื่องที่เราเอามาแนะนำเราก็เชื่อว่าทุกคนดูได้ไม่หลับไม่ง่วงแน่นอน (ไอ้เรื่องที่น่าเบื่อ ๆ ดูยาก ๆ เราคงไม่มาเสียเวลาแนะนำ) และเราก็อยากให้ได้ดูหนังไทยที่ทำออกมาดี ๆ อย่างเรื่องนี้ด้วย ไปเผาทุ่งลาเวนเดอร์กันให้ราบ จะได้มองเห็นว่าจริง ๆ แล้วผืนดินตรงนี้มันอาจเหมาะกับการทำอย่างอื่นที่ได้ประโยชน์มากกว่านั้นก็ได้

จองตั๋วหนัง ดูรอบหนัง BNK48 ได้ทันใจเพียงคลิ๊กที่นี่ เย่

 

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

เจาะทุกโปรแกรมเด็ด Netflix จากงาน See What’s Next Asia ณ. สิงคโปร์

Published

on

BNK48 Girls Don't Cry

9

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

นักแสดง

10.0/10

ความแปลกใหม่

9.0/10

ความสนุก ไม่ทำง่วง

8.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • โอตะต้องดู
  • คนรู้จัก BNK48 ควรดู
  • มนุษย์ที่แสวงหาคุณค่าและไตร่ตรองชีวิตควรดู

จุดสังเกต

  • หนังสารคดีอ่ะ บางคนไม่ชอบสารคดีจริงๆก็ชอบยากล่ะ

เมื่อวันที่ 8-9 พฤศจิกายนที่ผ่านมาทาง What The Fact ได้รับเชิญจาก Netflix ให้เดินทางไกลถึงสิงคโปร์ เพื่อร่วมงาน See What’s Next Asia ณ. Marina Bay Sands Expo and Convention Center ร่วมกับสื่อมวลชนจากทั่วเอเซีย แต่งานจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ตามผมเดินดูทีละโซนเลยครับ

บูธเกร๋ๆจากหนัง-ซีรีส์ดัง

บูธแรกมาจาก The Umbrella Academy  บูธนี้จะให้สื่อมวลชนถ่ายรูปคู่กับแบคดรอปที่ประดับด้วยร่ม 7 คัน แทนตัวละคร 7 ตัวที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเพื่อเป็น superheroes นะครับ โดยมีการแจกหน้ากากให้สวมบทฮีโร่กันด้วย

บูธต่อมาครับ เป็นกระโจมศิราณี นะครับ ด้านในจะมีหมอดูที่สื่อหลายสำนักคอนเฟิร์มว่าแม่นจริง ฟันธง! ซึ่งกระโจมนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งจากซีรีส์ A series of unfortunate events ที่ซีซัน2 เด็กๆบ้านโบเดอแลร์ ต้องหนีเคาต์โอลาฟไปแฝงกายในคณะละครสัตว์ที่มีศิราณีเป็นหัวหน้าคณะ

บูธนี้ทีเด็ดเลยครับ จาก Mowgli Legend of the jungle หนังฟอร์มยักษ์ที่ แอนดี้ เซอร์กิส หรือ พี่กอลลัม ของเรากำกับนะครับ บูธนี้จะให้เราได้วันหนึ่งฉันเดินเข้าป่าด้วย เซลฟี่วีดีโอ 360 องศา กับฉากหลังที่มีพี่เสือดำ บาเคียร่า โผล่หน้ามาด้วยนะครับ  พอถ่ายเสร็จก็เอาลงโซเชียลได้เลย

ขยับมาหน่อยกับบูธซีรีส์สุดดาร์ค  Narcos : Mexico บ้านเราป้ายอาจโดนเซนเซอร์นะครับ แต่ที่นี่จัดเป็นครัวบริการมารีฮัวน่ากันห่อเป้งๆ แหม่..ชวนเคลิ้มจริงๆ ไม่ใช่! มันเป็นแซนด์วิชนะฮะ แหม่ทำซะเหมือนเลย

ถัดมากับบูธ Selection Day ซีรีส์อินเดียฟอร์มยักษ์ ว่าด้วยความฝันของวัยรุ่นกับกีฬาคริกเกต ที่ให้เราได้สวมชุดเล่นคริกเกต์จัดเต็ม แถมมีโค้ชสอนตีลูกให้เราเต๊ะท่าถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียได้ด้วย

ปิดท้ายแบบ สยองๆหน่อย กับ Kingdom ซีรีส์ซอมบี้ยุคโชซอน กับแบคดรอปหน้าห้องบรรธมของกษัตริย์ที่เปราะเปื้อนไปด้วยเลือดมนุษย์ แถมมีอวัยวะทั้งแขนขาหลุดอีก  ยัง.ยังไม่พอมีผีดิบทึ่คอยวิ่งไล่แฮร่ ใส่นักข่าวอีกบอกเลย น่าจัวมั่กๆ

 

พาเนลเปิดตัวหนังและซีรีส์ดัง

สำหรับบนเวทีใหญ่ เท็ด ซารานดอส หัวหน้าผู้ดูแลด้านคอนเทนต์ของ Netflix  นำทัพเปิดตัวคอนเทนต์มากมายทั้งหนังและซีรีส์ใหม่ๆที่จะให้บริการสตรีมมิงกันตั้งแต่ปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า หนังฟอร์มยักษ์ของ Netflix ชูจุดขายดาราและผู้กำกับดัง

Narcos : Mexico กับซีซันที่ 4 ของซีรีส์สุดฮิตกับเจ้าพ่อคนใหม่ที่ขอท้าทายอำนาจกฎหมายด้วยปฏิบัติการขนกัญชาล็อตมหาศาลเข้าสู่สหรัฐอเมริกาโดยมีตำรวจนายหนึ่งปฏิญาณจะทำทุกวิถีทางเพื่อขวางมันให้จงได้ งานนี้ได้ 2 นักแสดงนำทั้ง ไมเคิล เพ็นย่า และ ดิเอโก้ ลูน่า มาร่วมพูดคุยบนเวทีอีกด้วย โดยซีรีส์พร้อมให้สตรีมแล้ววันนี้

Mowgli Legend of the jungle เมาคลี ตำนานแห่งเจ้าป่า ของ แอนดี้ เซอร์กิส ที่ชูเทคโนโลยี โมชัน แคปเจอร์ ที่ตนเองถนัด   ลงให้สตรีมมิงทาง Netflix 7 ธันวาคมนี้

ROMA หนังขาวดำของผู้กำกับ อัลฟองโซ กัวรอง จาก Gravity  ที่กวาดคำชมทุกเทศกาลก็จะเข้าฉายที่เฮาส์พร้อมลงสตรีมทาง Netflix วันที่ 14 ธันวาคมนี้

Bird Box มองอย่าให้เห็น  หนังใหม่ของซานดรา บูลลอค ที่จะลงสตรีมมิง 21 ธันวาคมนี้ก็ได้ ซูซาน เบีย ผู้กำกับรางวัลออสการ์มาทำ

The Umbrella Academy ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่เรื่องราวเริ่มจากเด็ก 7 คนที่เกิดจากผู้หญิงบริสุทธิ์ และพวกเขาต่างเกิดมาพร้อมพลังพิเศษจนชายคนหนึ่งอุปการะพวกเขา แต่เมื่อวันหนึ่งพ่อของพวกเขาถูกฆาตกรรมอย่างเป็นปริศนา พวกเขาจึงรวมตัวกันเพื่อสืบหาต้นตอคนที่ฆ่าพ่อของพวกเขา

นอกจากนี้ยังมีหนังน่าสนใจในปีหน้ามากมายนะครับ ทั้ง The Irishman ของมาร์ติน สกอร์เซซี   Triple Frontier หนังใหม่ของ เบน แอฟเฟล็ก  และที่น่าจะทำให้คอหนังโรแมนติกฟินสุดๆหนีไม่พ้น Always be my maybe ที่ได้เจ้าแม่เดี่ยวไมโครโฟนสุดฮา อาลี หว่อง กับเรื่องราวของเชฟสาวที่ต้องเลือกระหว่างคู่หมั้นโปรไฟล์หรูกับรักครั้งแรกที่แทบไม่มีแต้มต่อใดๆมาป่วนหัวใจให้แฟนๆได้ฟิน

Always be my maybe หนังตลกของเจ้าแม่เดี่ยวไมโครโฟน อาลี หว่อง

คอนเทนต์เด็ดจาก เอเซีย

ด้านคอนเทนต์เอเชียที่ถือเป็นไฮไลต์สำคัญของงานก็เรียกได้ว่า ทีมหาคอนเทนต์ของ Netflix งัดไม้เด็ดมานำเสนอกันมากมายอย่างคุณเอริกา นอร์ธ นี่เปิดตัวมาก็ปังสุดๆแล้วนะครับกับ ซีรีส์ Netflix Original ของไทย 2 เรื่องแนวเขย่าขวัญได้แก่ เคว้ง หรือ The Stranded กำกับโดย โสภณ ศักดาพิสิษฎ์ จาก ลัดดาแลนด์ และ อุบัติกาฬ หรือ Shimmers  กำกับโดย วิศิษฎ์ ศาสนาเที่ยง และสิทธิศิริ มงคลศิริ จาก เปนชู้กับผี และ Last Summer ฤดูร้อนนั้นฉันตายรวมถึง ซีรีส์ไต้หวันอย่าง Triad Princess กับลูกสาวมาเฟียที่แอบไปรับงานบอดีการ์ดให้ดาราสาวจนเกิดเรื่องวุ่นวายขี้น

ทีมนักแสดงและทีมงานจาก Kingdom

ด้าน คิมมินยอง ก็งัดไม้เด็ดมาเอาใจสาวก ซีรีส์เกาหลี ทั้งซีซัน 2 ของ Busted เกมโชว์ผสมเรื่องราวสืบสวนสุดแปลกใหม่ Kingdom ซีรีส์สยองขวัญเอาใจคอหนัง ซอมบี้ แต่ปรับเรื่องราวให้อยู่ในยุคโชซอน โบราณ มีบรรยากาศการเมืองเข้ามาทำให้เรื่องราวเข้มข้นมากขึ้น

หรือแนะนำซีรีส์จาก Webtoon อย่าง Love Alarm ที่น่าจะโดนใจคอซีรีส์โรแมนติกเกาหลีแน่นอน

Cagaster of an insect cage

TRESE

ด้าน ไทโตะ โอกิอูระ ก็ขนอนิเมะซีรีส์มาเรียกเสียงกรี๊ดทั้ง Pacific Rim, Altered Carbon 2 อนิเมะจากหนังและซีรีส์ดัง, Cagaster of an insect cage เรื่องราวของพี่น้องที่ต้องเอาตัวรอดในโลกหลังล่มสลาย. Yasuke ศึกแห่งศักดิ์ศรีของซามูไรคนนอกที่เกิดในแอฟริกา และปิดท้ายด้วย Trese ดัดแปลงจากกราฟิกโนเวลของ ฟิลิปปินส์ กับภารกิจปกป้องมนุษย์จากสัตว์ประหลาดของ ฮีโร่สาวนาม อเล็กซานดรา เทรส

ปิดท้ายวันที่สองกับพาเนลแนะนำคอนเทนต์อินเดียงานนี้ ซิมราน เศรษฐี  ภูมิใจเสนอซีรีส์จากหนังดัง Bahuubali before the beginning ที่จะนำเสนอเหตุการณ์ก่อนหน้าหนังภาคแรกกับความเป็นวีรสตรีของพระนาง บาฮูบาลี กับการปกป้องบ้านเมือง  Leila เลย์ลา ซีรีส์ไซไฟโลกหลังล่มสลายของประเทศอินเดีย  Selection Day ซีรีส์กีฬาคริกเกตต์ กับเรื่องราวของสองหนุ่มพี่น้องที่โตมาในครอบครัวที่มีพ่อสุดเข้มงวด ที่หวังให้พวกเขาใช้กีฬาคริกเกต์เป็นใบเบิกทางสู่ชีวิตที่ดีกว่า Rajma Chawal ราชมา ชาวาล ซีรีส์ตลกสะท้อนสังคมอินเดีย

ช่วง What The Fact พบผู้บริหาร

รีด เฮสติงส์ (Reed Hastings) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ในส่วนของผู้บริหารเน็ตฟลิกซ์เราก็ได้มีโอกาสพูดคุยทั้ง คุณรีด เฮสติงส์ (Reed Hastings) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CEO คนสำคัญ ที่มาแถลงถึงความมั่นใจของ Netflix ในตลาดสตรีมมิงที่ปีหน้าจะมี Disney Plus มาเป็น คู่แข่งสำคัญ

เท็ด ซาแรนดอส (Ted Sarandos) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคอนเทนต์

คุณเท็ด ซาแรนดอส (Ted Sarandos) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายคอนเทนต์ ที่มาพร้อมความหลากหลายทั้งเรื่องราวและวัฒนธรรมที่ทำให้ เน็ตฟลิกซ์ ต่างจากคู่แข่ง

แอนน์ อารอน

 

คุณแอนน์ อารอน ผู้ดูแลด้านผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมวิวัฒนาการจากการเอ็นโค๊ดหรือเข้ารหัสแบบไซส์เดียวใช้ทุกอุปกรณ์เปลี่ยนเป็นการเข้ารหัสต่อเฟรมภาพเพื่อแก้ปัญหาการรีบัฟเฟอร์ที่ก่อกวนการรับชมและก้าวต่อไปของเน็ตฟลิกซ์ที่การชมผ่านอินเตอร์เน็ตดาต้าจะใช้เพียง 270 กิโลบิตเปอร์เซ็คโดยเทียบง่ายๆว่าถ้าเราใช้แพ็คเกจ 4 GB เราจะชมเน็ตฟลิกซ์ได้ถึง 26 ชั่วโมงและกำลังพัฒนาระบบบีบอัดข้อมูลแบบ AV1 ที่น่าจะเพิ่มเป็น 33 ชั่วโมง ในอนาคตครับ

และพิเศษสุดๆครับ คุณ ท็อดด์ เยลลิน รองประธานบริษัทดูแลด้านผลิตภัณฑ์ ที่เราได้มีโอกาสพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ ที่ช่วยคลายข้อสงสัยถึงก้าวต่อไปของ Netflix ได้ดีมากทีเดียวจะพิเศษแค่นี้มาอ่านกันเลย

Q : คราวที่แล้วคุณได้บอกพี่หนุ่ย พงศ์สุข ว่ามีการส่งสัญญาณภาพ 4K มาจาก ลอส การ์ตอสอยากรู้ว่า คุณมีปัญหาในการส่งสัญญาณบ้างไหม.

T: คุณรู้มั้ย internet มันทรงพลังมากไม่ว่าเราจะผลิตคอนเทนต์ใน เอเซียผลิตในอเมริกา หรือ ยุโรป เราส่งไฟล์ไปทั่วโลกสู่เซิฟเวอร์ที่ใกล้กับผู้บริโภคของเราที่สุดพูดง่ายๆเวลาเราผลิตคอนเทนต์ใหม่ๆ ไม่ว่า หนัง ซีรีส์ หรือ รายการบันเทิงเราไม่ได้ส่งตรงแต่จากที่อเมริกาเท่านั้นเพราะเรามีเซิฟเวอร์ที่ประเทศไทย อินเดีย ไต้หวัน เพื่อเราจะได้ส่งสัญญาณภาพผ่านอินเตอร์เน็ตในประเทศนั้นๆได้เลย

Q: จะมีการพัฒนาส่งสัญญาณภาพที่ละเอียดขึ้นในระดับ 6K หรือ 8K ต่อไปไหม

T: ภาพ 4 K ให้รายละเอียดดีมากอยู่แล้ว ด้วยจำนวนพิกเซลกว่า 4,000 พิกเซลแต่สำหรับ 8K ถ้าบ้านคุณมีทีวีจอแค่นี้คงไม่เห็นความแตกต่างมากนักคุณภาพในการรับชมเท่ากันแน่นอนเว้นแต่คุณจะมีทีวีจอยักษ์ ความละเอียด 8K ก็คงจำเป็นแล้วล่ะที่เราสนใจจริงๆคือ HDR หรือ High Dynamic Range เพราะมันทำให้จำนวนพิกเซลบนภาพเพิ่มขึ้นแสดงผลบนจอภาพได้ดียิ่งขึ้น
ไม่ว่าฉากนั้นจะจัดไฟสว่าง หรือเล่นกับความมืดภาพก็ยังคมชัด ดูสมจริง นั่นต่างหากที่เราสนใจ

Q: เราจะมีโอกาสได้ดูหนัง 4K ที่ไม่ใช่ของ Netflix เพิ่มมากขึ้นมั้ย

T: คุณจะได้ดูทุกคอนเทนต์ที่เราได้รับลิขสิทธิ์แบบ 4K แน่นอนลองหาหนังใน แคตตาล็อกเราดูได้เลย มีหลายเรื่องที่ให้ดูแบบ 4K ได้แล้ว

Q: Netflix ให้ความสำคัญกับการตอบสนองการใช้งานบุคคลหรือ Personalization ในก้าวต่อไป Netflix มีนโยบายสร้าง ชุมชนของคนดู (community)เช่นให้เราใส่เป็นรูปตัวเองเป็นโปรไฟล์ แชร์บนเฟซบุ๊คหรือ ทำคล้ายๆเพลย์สเตชั่นว่าเรา กำลังดูหนังเรื่องอะไรอยู่บนโซเชียล มีเดีย อะไรแบบนี้น่ะครับ

T: เป็นคำถามที่ดีเลยครับ โซเชียลทีวี เป็นความท้าทายอย่างยิ่ง เราทดลองอะไรใหม่ๆกับเน็ตฟลิกซ์มาหลายต่อหลายครั้ง ทำยังไงให้เน็ตฟลิกซ์กลายเป็นหนึ่งในสื่อโซเชียล ให้เรากดแชร์สิ่งที่เราดูบนNetflix ให้เพื่อนๆได้รับรู้ด้วยปุ่มเพียงปุ่มเดียว แต่การเปลี่ยนแปลงโปรไฟล์รูปเล็กๆ ผมไม่คิดว่าเราจะเอาหน้าเราไปใส่ได้นะผู้ชมชอบการใส่ภาพ Avatar เป็นตัวละครที่ชอบใน Netflix เราเพิ่มรูปให้ใส่ในโปรไฟล์ได้มากขึ้น ซึ่งเป็นของใหม่ที่เราทำปีนี้ เรามีรูปAvatar มากมายให้เลือกใส่บนโปรไฟล์ ถ้าคุณอยากได้หน้าตัวละครเรื่องไหน หน้านักแสดงคนโปรด หรือรูปไก่ ก็ใส่ได้เลย

Q: ผมรู้ว่าเป็นคำถามที่ค่อนข้างน่าเบื่อ แต่คุณมีนโยบายรับมือการละเมิดลิขสิทธิ์คอนเทนต์ตัวเองโดยเฉพาะในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นตอนนี้มีเว็บเถื่อน เอาหนังมาปล่อยให้ดูฟรีๆ เพื่อเก็บค่าโฆษณา.คุณมีมาตรการต่อสู้กับปัญหานี้ในอนาคตยังไงบ้าง

T: ผมขอพูดเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ทั่วโลกหน่อยนะ ตั้งแต่ Netflix เปิดให้บริการทั่วโลก ตอนนี้เรามีสมาชิกกว่า 190 ประเทศทั่วโลกปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์กลับลดลง ยิ่งมี Netflix ยิ่งลด เหตุผลที่ลดลงก็เพราะว่า ทั้ง Netflix และ อินเตอร์เน็ต ได้มอบให้ผู้บริโภคคือคลังคอนเทนต์เป็นพันๆที่รอให้คุณเลือกมาดูตอนไหนก็ได้ก่อน Netflix หรือ Internet TV ไม่ใช่แค่เรานะ ตอนนั้นแผ่นผีคือทางเลือกเดียวที่เราจะได้ดูหนัง ซีรีส์ ที่อยากดูซึ่งคนก็ไม่ได้อยากดูจากแผ่นผีนักหรอก หลายคนรู้สึกผิดแถมไว้ใจด้านคุณภาพไม่ได้เลยเวลาจะโหลดหนังมาดู เราก็ไว้ใจไม่ได้ว่าเด็กๆจะได้ดูหนังโป๊ก่อนวัยอันควรมั้ยเป็นประสบการณ์แย่ๆที่ใครก็ไม่อยากเจอแต่ตอนนี้เราเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เปิดเผยกว่าแถมมีคอนเทนต์ดีๆรออยู่เพียบเลย สิ่งที่เราตั้งใจคือมอบคอนเทนต์ดีๆคุ้มค่าเงินที่ทุกคนจ่ายมา ให้ได้ประสบการณ์ที่ดีจนตัดสินใจเป็นสมาชิกของ Netflix และผู้ให้บริการอื่นๆ

Q: อยากให้คุณทิ้งท้าย กล่าวอะไรกับแฟนๆของ Netflix ชาวไทยหน่อยว่า Netflix ทำอะไรอยู่และอยากบอกอะไรพวกเขา

T: อยากบอกว่า เรามีคอนเทนต์ดีๆมากมายอย่าง Black Mirror ซีรีส์โปรดของผม เหมาะกับทุกคนมั้ย..ไม่หรอก มีหลายคนชอบมันนะ แต่ถ้าไม่ชอบลองดูซีรีส์ Money Heist มั้ยเป็นซีรีส์ตื่นเต้นจนหยุดดูไม่ได้เลยล่ะอยากให้รู้จัก Netflix ว่าใช้งานง่ายมากทั้งการค้นหาหนัง ซีรีส์คุณอาจจะมีรสนิยมที่เหมือนหรือต่างจากผมก็ได้คุณอาจชอบคอนเทนต์เหมือนผู้ชมข้างบ้าน
หรืออาจเหมือนคนอีกมุมโลกเราจะพยายามหาคอนเทนต์ดีๆมาให้คุณได้ดู

ทิ้งท้ายให้อิจฉาเล่น

ทิ้งท้ายให้อิจฉาเล่นว่าเราได้ดูซีรีส์ KINGDOM 2 ตอนแรกแล้ว โดยทาง Netflix ได้จัดฉายที่โรงละคร Capitol Theater อันสวยงามแต่เนื่องจากยังติดสัญญางดเผยแพร่หรือ Embarko เลยไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลใดๆได้ ไว้ต้นปีหน้าเรามาสยองพร้อมกันเน้อ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี Fantastic Beasts : The Crimes of Grindelwald ในระบบ IMAX3D

Published

on

BNK48 Girls Don't Cry

9

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

นักแสดง

10.0/10

ความแปลกใหม่

9.0/10

ความสนุก ไม่ทำง่วง

8.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • โอตะต้องดู
  • คนรู้จัก BNK48 ควรดู
  • มนุษย์ที่แสวงหาคุณค่าและไตร่ตรองชีวิตควรดู

จุดสังเกต

  • หนังสารคดีอ่ะ บางคนไม่ชอบสารคดีจริงๆก็ชอบยากล่ะ

ต้อนรับ Fantastic Beasts : The Crimes of Grindelwald ภาคต่อตำนานโลกเวทย์มนตร์ของ เจ.เค.โรวลิ่ง ที่คราวนี้จัดเต็มในระบบ IMAX3D ภาพ 3 มิติบนจอยักษ์ ซึ่งทาง What The Fact ของเราได้รับเชิญจากทาง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ให้ชมรอบสื่อเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมาในระบบ IMAX3D ที่โรงกรุงศรีไอแมกซ์ สาขาสยามพารากอน โดยผมขอเกริ่นนำก่อนว่าในวันรอบสื่อที่ผ่านมาทางเราได้ที่นั่งในแถว G ริมทางเดินซึ่งถือเป็นที่นั่งด้านล่าง อาจไม่ได้สะดวกสบายมากนักแต่ข้อดีคือจะทำให้เราได้ทดสอบในส่วนของอาการวิงเวียนศีรษะจากการรับชมได้ด้วย และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราไปเจาะลึกตัดเกรดกันเป็นข้อๆเลยดีกว่า

เหมาะมั้ยกับระบบ IMAX3D

จากข้อมูลในเบื้องต้นอ้างอิงจากข้อมูลเชิงเทคนิคจากเว็บไซต์ IMDB ระบุว่าหนังใช้กล้อง Arri Alexa65 ซึ่งถือเป็นกล้องสำหรับถ่ายภาพแบบฟอร์แมตใหญ่ (Large Format) แต่ตัวหนังถ่ายทำมาในอัตราส่วนเดียวคือ 2.39:1 เพื่อให้เหมาะกับการฉายโรงทุกรูปแบบ แต่กระนั้นผู็สร้างก็ยังอุตส่าห์แปลงภาพให้เหมาะกับการฉายโรงใหญ่ด้วยเทคนิค เฟรมเบรค หรือ การทำเอฟเฟกต์ให้ภาพบางส่วนทะลุขอบดำบนล่าง ผลลัพธ์เลยทำให้ประสบการณ์การชมไอแมกซ์ค่อนข้างแตกต่างจากโรงทั่วไปพอสมควร ส่วนเรื่องเสียงตามข้อมูลระบุว่ามีการมิกซ์ในระบบ IMAX 12 Track ซึ่งจากการฟังจริงในโรงก็สัมผัสได้ถึงความกระหึ่มและมิติเสียงในแบบที่โรงไอแมกซ์ควรจะเป็นจริงๆ

สัมผัสมิติภาพด้านลึก

ในการดูหนัง 3 มิติ มิติของภาพระหว่างฉากหน้าหลังนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ภาพที่ปรากฎตรงหน้าเกิดความเหลื่อมซ้อนของภาพฉากหน้าและฉากหลัง สำหรับ Fantastic Beasts ภาคนี้ต้องยอมรับว่าเขาออกแบบงานภาพมาให้เห็นมิติต่างๆดีจริงๆทั้งฉากพูดคุยกันที่เน้นถ่ายผ่านไหล่บ้าง หรือวางตำแหน่งให้มีความเหลื่อมซ้อนกันบ้างเพื่อให้เห็นมิติต่างๆได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงมิติของฉากหลังที่เป็นเมืองต่างๆก็ทำออกมาได้ดีมากๆครับ

เอฟเฟกต์เด้งทะลุจอ

คนดูหนัง 3 มิติย่อมต้องการเห็นภาพเอฟเฟกต์ทะลุจอกันแน่นอน และสำหรับ Fantastic Beasts ภาคนี้ก็ขยันใส่เอฟเฟกต์ทะลุจอต่างๆ ทั้งลำแสงเฮ้ากวง เอ้ย ลำแสงเวทย์มนตร์จากไม้กายสิทธิ์ หรือฉากระเบิดที่ต้องมีเศษไม้ทะลุเฟรมออกมา เรียกได้ง่ายๆว่าการตัดสินใจใช้เทคนิคเฟรมเบรคนี่คือถูกต้องมากๆเลย เพราะทำให้เห็นมิติภาพที่มันลอยหน้าคนดูได้ชัดเจนขึ้นจริงๆ แถมภาคนี้ตัวนิฟเลอร์ยังมีโอกาสได้เด้งทะลุจอมาขโมยหัวใจคนดูอีกด้วย

ถอดแว่นมองภาพเบลอ

การเช็คว่าหนังเป็น 3 มิติแท้หรือไม่ เวลาถอดแว่นจะต้องเห็นเป็นภาพซ้อนและเบลอ ซึ่งจากที่ได้ทดสอบถอดแว่นในแต่ละซีนก็พบว่า Fantastic Beasts ภาคนี้แปลงภาพมาทุกเฟรมจริงๆ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมผลลัพธ์ด้านภาพทั้งมิติด้านลึกและเอฟเฟกต์เด้งหาคนดูถึงทำได้อย่างไร้ที่ติแบบนี้

ความปลอดภัยต่ออาการเวียนศีรษะ

หลายคนดูหนัง 3 มิติแล้วมักมีอาการเมาภาพ เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ซึ่งอย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าผมได้ที่นั่งแถว G ซึ่งถือเป็นที่นั่งแถวล่าง เวลาดูจอต้องแหงนหน้าพอสมควร แต่จากการพิสูจน์ทั้งเรื่องพบว่า หลังซีนเปิดเรื่องที่เป็นการหลบหนีของกรินเดลวัลด์ที่ภาพค่อนข้างตัดต่อรวดเร็วฉึบฉับแล้ว ในส่วนอื่นของหนังก็ไม่ได้มีภาพที่คนดูต้องทรมานสายตาแต่อย่างใด จึงนับว่างานภาพ 3 มิติของหนังทำมาได้ปลอดภัยจากการรับชมพอใช้ได้เลย

สรุปแล้วคงต้องบอกว่าหากเป็นแฟน Harry Potter และ Fantastic Beasts และหลงไหลในโลกเวทย์มนตร์ของเจ เค โรวลิ่ง IMAX3D คงเป็นประตูแห่งโลกเวทย์มนตร์ที่จะพาเราไปสัมผัสประสบการณ์ร่วมได้ดีที่สุดแล้ว

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald (2018) : สัตว์น่ารักน้อยหน่อย แอ็คชั่นมากหน่อย มืดหม่นกำลังเหมาะ

มาถึงภาคที่ 2 แล้วกับแฟรนไชส์ Fantastic Beasts ที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผู้ประพันธ์วางแผนไว้ว่าจะจบใน 5 ภาค หลังจากภาคแรกเธอได้ดึงตัวละคร นิวท์ สคาแมนเดอร์ บุรุษในตำนานที่ถูกกล่าวถึงไว้ในแฟรนไชส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ให้ออกมามีตัวตนบนจอภาพยนตร์ในฐานะพ่อมดผู้ชื่นชอบในบรรดาสัตว์มหัศจรรย์และเดินทางรวบรวมศึกษามันไปทั่วโลก จนกลายมาเป็นหนังสือเรียนที่นักเรียนฮอกวอตส์ทุกคนรู้จักกันดี หนังเปิดภาคแรกมาด้วยบรรยากาศสดใสอารมณ์ดี ได้รู้จักตัวตนของนิวท์ เป็นพ่อมดที่เก่งแต่อ่อนน้อมถ่อมตนขี้อาย ได้รู้จักสังคมพ่อมดทางฝั่งอเมริกา แต่ก็จบด้วยการปรากฏตัวของกรินเดลวอลด์พ่อมดร้ายในตำนาน และการโผล่มาเซอร์ไพรส์คนดูของจอห์นนี่ เด็ปป์

Published

on

BNK48 Girls Don't Cry

9

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

นักแสดง

10.0/10

ความแปลกใหม่

9.0/10

ความสนุก ไม่ทำง่วง

8.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • โอตะต้องดู
  • คนรู้จัก BNK48 ควรดู
  • มนุษย์ที่แสวงหาคุณค่าและไตร่ตรองชีวิตควรดู

จุดสังเกต

  • หนังสารคดีอ่ะ บางคนไม่ชอบสารคดีจริงๆก็ชอบยากล่ะ

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

มาถึงภาคที่ 2 แล้วกับแฟรนไชส์ Fantastic Beasts ที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผู้ประพันธ์วางแผนไว้ว่าจะจบใน 5 ภาค หลังจากภาคแรกเธอได้ดึงตัวละคร นิวท์ สคาแมนเดอร์ บุรุษในตำนานที่ถูกกล่าวถึงไว้ในแฟรนไชส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ให้ออกมามีตัวตนบนจอภาพยนตร์ในฐานะพ่อมดผู้ชื่นชอบในบรรดาสัตว์มหัศจรรย์และเดินทางรวบรวมศึกษามันไปทั่วโลก จนกลายมาเป็นหนังสือเรียนที่นักเรียนฮอกวอตส์ทุกคนรู้จักกันดี หนังเปิดภาคแรกมาด้วยบรรยากาศสดใสอารมณ์ดี ได้รู้จักตัวตนของนิวท์ เป็นพ่อมดที่เก่งแต่อ่อนน้อมถ่อมตนขี้อาย ได้รู้จักสังคมพ่อมดทางฝั่งอเมริกา แต่ก็จบด้วยการปรากฏตัวของกรินเดลวอลด์พ่อมดร้ายในตำนาน และการโผล่มาเซอร์ไพรส์คนดูของจอห์นนี่ เด็ปป์

มาถึงภาค 2 หนังสานต่อเหตุการณ์จากภาคแรกทันที เมื่อกรินเดลวัลด์โดนควบคุมตัวโดยเหล่ามือปราบมารอย่างเข้มงวดรัดกุม แต่ด้วยความเป็นพ่อมดร้ายอันดับ 1 ในยุคนั้นมีหรือจะยอมจำนนง่าย ๆ กรินเดลวัลด์ก็หลบหนีได้อย่างไม่ยากเย็นเปิดโอกาสให้หนังใส่ฉากแอ็คชั่นระทึกตาตั้งแต่เปิดเรื่อง เมื่อกรินเดลวอลด์ปรากฏตัว โทนของหนัง Fantastic Beasts ก็ดูเปลี่ยนไปในทันที โทนหนังตึงเครียดขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าชื่อเรื่องจะว่าด้วยบรรดาเหล่าสัตว์มหัศจรรย์แต่ประเด็นของหนังย้ายไปเน้นหนักที่สงครามเวทมนตร์ระหว่าง 2 สุดยอดพ่อมดในยุคนั้น อัลบัส ดัมเบิลดอร์ และ กรินเดลวอลด์ ที่เจ.เค. เกริ่นมาแล้วว่าตลอด 5 ภาคของ Fantastic Beasts จะเล่าเรื่องราวสงครามของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่นี้ที่กินเวลา 19 ปี

ในภาคนี้เส้นเรื่องหลัก คือการขึ้นเถลิงอำนาจในฐานะพ่อมดโลกมืดของกรินเดลวอลด์ที่รวบรวมสมัครพรรคพวกมากมาย แต่เป้าหมายของเขาคือ ครีเซนด์ เด็กหนุ่มจากภาคแรกที่มีพลังมืดสิงสู่อยู่ในตัว ทำให้กรินเดลวอลด์ต้องการดึงมาเป็นกำลังสำคัญของเขา ทางมือปราบมารรู้ถึงแผนการของกรินเดลวอลด์จึงมุ่งมั่นตามกำจัดครีเดนซ์เสียก่อนที่กรินเดลวอลด์จะได้ตัวไป ในภาคแรกตัวละครก็มากพอดูแล้ว ในภาคต่อนี้ตัวละครจากภาคแรกกลับมาเกือบครบ แล้วยังเพิ่มตัวละครใหม่อีกมากเลตา เลสเตรงจ์ เพื่อนสาวที่มีอดีตผูกพันกับนิวท์ , ธีซีอุส พี่ชายของนิวท์ทำงานอยู่ในกระทรวงเวทมนตร์ , อัลบัส ดัมเบิลดอร์ในวัยหนุ่ม , นิโคลาส ฟลาเมล นักเล่นแร่แปรธาตุที่เคยถูกพูดถึงใน Harry Potter and the Philosopher’s Stone หนังภาคแรก นิโคลาสเป็นคนแก่ที่น่ารักและเรียกเสียงหัวเราะได้มาก แถมยังมีฉากโชว์เท่ของตัวเองด้วย และ นากินี งูยักษ์ที่รู้จักกันดีว่าเป็นสัตว์เลี้ยงคู่กายของโวลเดอร์มอต ภาคนี้เธอปรากฏตัวร่างหญิงสาวสวยที่ชวนติดตามว่าเธอไปพัวพันกับโวลเดอร์มอตได้อย่างไร

รวมถึง กิลเลิร์ต กรินเดลวอลด์ ที่ภาคนี้เปิดเผยตัวเองเต็มตัวทำให้เป็นตัวละครหลักที่ได้เวลาปรากฏตัวบนจอมามากพอควรสำหรับหนังที่มีตัวละครแออัดกันขนาดนี้ ดูแล้วชื่นชมจอห์นนี่ เด็ปป์ครับ ที่สลัดภาพพระเอกตลอดกาล มาเป็นผู้ร้ายได้อย่างสนิทใจ จับจอห์นนี่มาย้อมผม หนวดเคราสีขาว ใส่คอนแทคเลนส์สีขาวข้างเดียว ทำให้จอห์นนี่ เด็ปป์ เป็นกรินเดลวอลด์ที่น่ากลัวและเกรงขามสมศักดิ์ศรีพ่อมดร้ายในตำนาน เอาว่าแค่ยืนเฉย ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความร้ายกาจแล้ว ในขณะที่กรินเดลวอลด์มีบทบาทมากขึ้น พระเอกอย่างนิวท์ กลับถูกลดบทบาทความสำคัญอย่างเห็นได้ชัดเพราะต้องแบ่งเวลาให้กับตัวละครอีกมากที่ล้วนมีส่วนสำคัญกับเนื้อหาในภาคนี้

ตัวละครเก่าก็มากแถมเพิ่มตัวละครใหม่ที่ส่วนสำคัญกับเนื้อหาอีกหลายตัว ทำให้ 2 ชั่วโมง 14 นาทีของหนังต้องเล่าเรื่องราวมากมาย ความสัมพันธ์ที่ดูจะคืบหน้าของนิวท์และทีน่า , พื้นเพความสัมพันธ์ในอดีตกาลของดัมเบิลดอร์ และ กรินเดลวอลด์ที่เป็นสาเหตุของความบาดหมางในปัจจุบันที่เกริ่น ๆ ไว้แต่ยังไม่เล่าชัดเจน และ อดีตของเลตา และ นิวท์ ในช่วงที่เรียนฮอกวอตส์ ทำให้เราต้องดู The Crimes of Grindelwald แบบต้องเรียบเรียงสมองให้เข้าใจถึง 3 ช่วงเหตุการณ์ของจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ เหตุการณ์ปัจจุบันในหนังที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 70 ปีหลังจากนี้ในแฟรนไชส์แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่จบลงไปนานแล้ว และยังมีหลาย ๆ ช่วงที่หนังแฟลชแบ็คย้อนไปถึงอดีตของหลาย ๆ ตัวละครทั้ง ครีเดนซ์ , นิวท์ , เลตา ,ดัมเบิลดอร์ และ กรินเดลวอลด์ บอกเลยว่าถ้าไม่มีพื้นฐานจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ มาหรือไม่ได้ดู Fantastic Beasts ภาคที่แล้วมา ยากที่จะเข้าใจครับ นี่คือหนังที่สร้างมาเพื่อตอบสนองแฟนเดนตายของจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ เท่านั้น ที่เจ.เค. ตั้งชื่อจักรวาลของเธอว่า Wizarding World

อย่างที่กล่าวว่าโทนหนังของภาคนี้เปลี่ยนไปจากภาคแรกพอดู เพราะมันว่าด้วยสงครามที่กำลังก่อตัวของพ่อมดด้านมืดและด้านสว่าง ทำให้หนังอัดฉากแอ็คชั่นมาได้ถี่ ๆ และแต่ละฉากก็ทำได้สนุกน่าตื่นตา แม้ว่าเราจะดูการต่อสู้ของพ่อมดมาถึง 10 เรื่องแล้วก็ตาม โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องที่เล่นใหญ่และลากยาว เอาให้คุ้มค่าเงินทุนมหาศาล 200 ล้านเหรียญ มากกว่าภาคที่แล้วที่ใช้ไป 180 ล้านเหรียญ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเงินทุนน่าจะหมดไปบรรดาซีจีที่อัดแน่น เรียกได้ว่าทุก ๆ นาทีของหนังล้วนมีแต่ภาพซีจี

แต่ด้วยเหตุที่ว่าหนังเรื่องนี้ชื่อ Fantastic Beasts ก็จำต้องคงไว้ซึ่งความน่ารักของบรรดาสัตว์มหัศจรรย์ ที่ภาคนี้เลือกเก็บไว้แค่บางตัวที่คนดูรักอย่างเจ้า พิก มนุษย์ต้นไม้ตัวจิ๋วเพื่อนคู่ใจของนิวท์ที่ไปไหนมาไหนด้วยตลอด และเจ้านิฟเฟลอร์ ตัวตุ่นสีฟ้าจอมซนที่ภาคนี้ก็ยังมีบทบาทสำคัญพอควร โผล่มาทีไรก็ได้เสียงวีดวิ้วของคนดูที่ตอบรับความน่ารักของมัน ภาคนี้นิฟเฟลอร์มีลูก ๆ น่ารักด้วยนะครับ และ “โซวู” แมวผสมมังกรสัตว์ในตำนานจีน สัตว์มหัศจรรย์ตัวใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในภาคนี้พอควร ทีมงานทำการบ้านมาดีครับกับการออกแบบให้โซวูมีทั้งด้านน่ากลัวและน่ารักในตัวเดียวกัน ที่ไม่ชอบสุดคือบรรดาแก๊งแมวเฝ้าสุสานนี่แหละ ที่ทำออกมาหยาบมาก สงสัยงบจะหมดพอดี

สรุปได้ว่า Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald เป็นภาคต่อที่โทนหนังหม่นกว่าภาคแรกมาก หนังแอ็คชั่นมากขึ้น ตัวละครมากขึ้น แต่ถ้ามองตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ภาคนี้ยังไม่ได้คืบหน้าไปเท่าใดนักเหมือนเป็นปฐมบทเข้าสู่สงครามเวทมนตร์ของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ ปริศนาใหม่ ๆ ก็ถูกสร้างขึ้นมาในภาคนี้ เพื่อดึงคนดูให้ติดตามบทเฉลยในภาคต่อ ๆ ไป แต่หลาย ๆ ปริศนานภาคแรกถูกเฉลย โดยเฉพาะตัวตนของครีเดนซ์ที่ถูกเปรยออกมาในวินาทีสุดท้ายของหนังก็เรียกเสียงฮือฮาได้พอควร ช้าระวังจะถูกสปอยล์นะครับ

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!