Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Dark Crimes: การได้ 0% จากเว็บ Rotten Tomatoes มันไม่ยุติธรรมเลยเฟร้ย

Dark Crimes วิปริตจิตฆาตกร

7.5

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.5/10

นักแสดง

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.5/10

จุดเด่น

  • งานภาพดี คุมโทนเก่ง แสงสวย
  • นักแสดงเล่นดีทุกคน
  • หนังมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปมา และบทสรุปที่กระแทกใจคนดู

จุดสังเกต

  • หนังมันสายยุโรปพอควร คอหนังบ้านเราคงไม่ชอบ
  • บทยังขาดเยอะจนทำให้ไม่อิน ไม่สนุก
  • เล่าช้าภาพเอื่อยน่าเมื่อยน่าหลับสูง
  • หนังมีภาพโป๊เต็มตัวและความรุนแรงด้านเพศเยอะเหมือนกัน

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

“ทาเดค” เป็นนักสืบที่รับหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรมนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ที่เขาและคนอื่น ๆ ต้องประหลาดใจมากก็คือ เรื่องราวมันเหมือนกับเรื่องในนิยายฆาตกรรมของนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อ “คอซโลว์” ขณะที่คดีนี้น่าจะเปิดและปิดได้ง่าย ๆ เหมือนคดีทั่ว ๆ ไป ทาเดคดูเหมือนจะสืบพบเรื่องในมุมมืดของคดีนี้ขึ้นมา นั่นเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้ทาเด็คดำดิ่งสู่อีกโลกที่มืดบอด และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หนังอาชญากรรมที่ได้ จิม แคร์รีย์ ตลกหน้าเป็นชื่อดัง พลิกเข้มมารับบทเจ้าหน้าที่สืบสวนของโปแลนด์ในคดีฆาตกรรมสุดลึกลับ โดยนำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาวปี 2007 ของประเทศโปแลนด์ด้วย แต่ความน่าสนใจทั้งหมดน่าจะถูกบดบังด้วยความเป็นหนังผลโหวต 0% มะเขือเทศเน่าสนิทจากเว็บ Rotten Tomatoes จากนักวิจารณ์ 34 คน แบบที่นาน ๆ จะเจอหนังเรื่องไหนได้สักที หนังเรื่องนี้มันต้องพิเศษโคตร ๆ จริง ๆ

ตามที่ได้เกริ่นไว้ หนังได้แรงบันดาลใจจากบทความปี 2008 ใน The New Yorker ของ เดวิด กรานน์ เรื่อง True Crime: A Postmodern Murder Mystery โดยนำมาจากคดีจริงที่ได้ขึ้นชื่อว่าแปลกประหลาดและมีชื่อเสียงอย่างมากของโปแลนด์ จนเกิดศัพท์ว่า Novel Killer ขึ้นมา อันนี้ขอเล่าเหตุการณ์ของคดีจริงแล้วกันเพราะในหนังดัดแปลงไปเยอะ จึงไม่น่าจะสปอยล์

เหตุการณ์มันเริ่มในปี 2000 เมื่อนักธุรกิจรายหนึ่งชื่อว่า ดาเรียส เจนิสซีวสกี ถูกฆาตกรรมและเอาศพทิ้งในทะเลสาบ ตำรวจไม่สามารถหาร่องรอยใด ๆ ต่อไปได้ จนคดีถูกทิ้งไว้นานหลายปี แล้วในปี 2003 ตำรวจก็ได้พบว่านิยายที่เพิ่งวางแผงชื่อ Amok ของ คริสเตียน บาล่า ซึ่งดันมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับการฆาตกรรมดาเรียสอย่างกับแกะแบบที่ควรมีแต่ฆาตกรตัวจริงเท่านั้นถึงจะรู้ จนนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนครั้งใหม่กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่มีคำตัดสินสิ้นสุดในปี 2007 ออกมา ซึ่งคริสเตียนก็สารภาพว่าได้ลงมือฆ่าดาเรียสเพราะจับได้ว่าดาเรียสเป็นชู้กับเมียของตนเอง

บาลา ตัวจริง

หนังเรื่อง Dark Crimes เองเดิมใช้ชื่อว่า True Crimes เช่นเดียวกับตัวบทความที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผลงานการดัดแปลงโดย เจเรมี่ บร็อก มือเขียนบทรางวัล BAFTA จากเรื่อง The Last King of Scotland (2006) และได้ผู้กำกับชาวกรีกที่มีผลงานโด่งดังในเทศกาลประกวดเวนิส ปี 2013 อย่าง อเล็กซานดรอส อวรานาส มาถ่ายทอดด้วย หนังมีการดัดแปลงตัวละคร และเหตุการณ์หลายอย่างจนแทบจะเป็นคนละเรื่องกับคดีจริง เช่น ทาเดค ก็มาจากตำรวจตัวจริงที่ชื่อ จาเซค ส่วนนักเขียนนิยายตัวจริงอย่างคริสเตียน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น คอสโลว์ และคดีนี้ก็เกี่ยวโยงกับการเล่นเซ็กวิตถารของคลับลับที่ชื่อ เดอะเคจ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวละครจำนวนมาก โดยเรื่องของฆาตกรรมตามนิยายนั้นแทบจะเป็นเพียงส่วนจ้อยร่อยของหนังเท่านั้น

นายตำรวจโปแลนด์ ต้นแบบของจิม แครร์รียืในเรื่อง

ที่สำคัญหนังมีการหักมุมไปมา และเล่นกับจิตใจที่ถลำลึกในการหาความยุติธรรมอย่างบ้าคลั่งของตัว ทาเดค ได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งจุดจบที่ทุกอย่างขมวดแล้วนั้นก็เลวร้ายบัดซบกับตัวละครของ จิม แคร์รีย์ ได้ใจมาก แถมเสนอจุดที่หนังต้องการได้คมคาย เรื่อง ความจริง (Truth) และความสมจริง (Reality)

ทั้งหนังยังได้การแสดงที่ดีมาก ๆ จากนักแสดงนำทั้งหลายที่ใช้สกิลสายดราม่าแนวยุโรปซัดใส่กันได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะ จิม แคร์รีย์ ที่ก็ยืนยันชัดอีกครั้งว่าในสายดราม่าเขาก็เอกอุไม่แพ้สายคอเมดี้เลยสักนิด นอกจากนั้นโปรดักชั่นของหนังก็ดูดีทั้งภาพและเสียง มีกลิ่นไอความนัวร์ในแบบของ เดวิด ฟินเชอร์ มาก ๆ เสียดายเพียงแต่ว่าหนังเรื่องนี้มีวิธีการเล่าแบบยุโรปจ๋ามาก ๆ ซึ่งเป็นแนวการนำเสนอที่คนสายแมสอย่างฮอลลีวู้ดน่าจะอินยากมาก หนังเล่าค่อนข้างเชื่องช้า การเชื่อมโยงแต่ละฉากมีความโดด ๆ แบบที่คนดูต้องช่วยเชื่อมเองบ้าง ไม่อธิบายอะไรเลยมั่ง คือถ้ามันฉายแต่ตามเทศกาลหนังยุโรปอาจได้รับการตีคุณค่าที่ดีกว่านี้ แม้จะไม่ได้ดีมากก็ตาม โชคร้ายที่มันถูกมองว่าเป็นหนังสไตล์ฮอลลีวู้ดเพราะมี จิม แคร์รีย์ เล่นล่ะมั้ง

และอีกอย่างที่น่าเสียดายและเป็นการทำตัวเองของหนังคือ บทหนังที่ตัวเรื่องคิดมาน่าสนใจ แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดระหว่างทางให้น่าสนใจ ให้คนติดตามล่อหลอกได้มากพอ แถมบทสรุปก็ไม่ได้หักมุมว้าวจนเราตะลึงแต่อย่างใดด้วย จนทำให้การแสดงที่ดีหลาย ๆ ครั้งดูเป็นความล้นและไร้เหตุผลเพราะการเล่าเรื่องโดยรวมที่กระท่อนกระแท่นนั่นเอง

หนังเปิดตัวไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ไปตั้งแต่ปี 2016 แต่เพิ่งจะลงฉายทางการในหลายประเทศปีนี้เอง ซึ่งบ้านเราช่างโชคดีเพราะที่อื่นลงฉายในทีวี ลงแผ่น หรือสตรีมมิ่งแทบจะทันที แต่บ้านเราจะได้ชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ด้วย เย่! ไปพิสูจน์ความดาร์ก ความโป๊ ความรุนแรงกันได้เลยฮะ อ่อไม่เหมาะกับเด็กอย่างแรงนะจ๊ะ

ซื้อตั๋วแบบดาร์กๆต้องหาตั๋วผี ซื้อตั๋วแบบคนดีๆเชิญที่ภาพนี้เลยจ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บันเทิง

7th Sense อวดชุดน่ารัก น่ามอง “จ้องตา” ครั้งแรกในงาน Siam Music Festival 2018

Published

on

Dark Crimes วิปริตจิตฆาตกร

7.5

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.5/10

นักแสดง

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.5/10

จุดเด่น

  • งานภาพดี คุมโทนเก่ง แสงสวย
  • นักแสดงเล่นดีทุกคน
  • หนังมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปมา และบทสรุปที่กระแทกใจคนดู

จุดสังเกต

  • หนังมันสายยุโรปพอควร คอหนังบ้านเราคงไม่ชอบ
  • บทยังขาดเยอะจนทำให้ไม่อิน ไม่สนุก
  • เล่าช้าภาพเอื่อยน่าเมื่อยน่าหลับสูง
  • หนังมีภาพโป๊เต็มตัวและความรุนแรงด้านเพศเยอะเหมือนกัน

ช่วงเดือนมิถุนายน 2561 ที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสได้ฟังเพลงจ้องตา ในเวอร์ชั่นร้องสด น่ารักสดใส จนต้องนำมาแชร์ ทิ้งช่วงไปนานพอสมควรกว่าเพลงจะบันทึกเสียงเสร็จสิ้นสมบูรณ์พร้อมออกสู่สายตา ประสาทหูผู้ฟัง ก็เมื่อ 16 พฤษจิกายน 2561 ก็ได้โพสต์วีดีโอ เบื้องหลังการบันทึกเสียงพร้อมเพลงดังกล่าว จ้องตา 1 ธันวาคม 2561 ปล่อย MV ทั้งนี้เราก็ได้เผยเบื้องหลัง MV เพลงนี้กันไปแล้ว

 

มาเข้าเรื่องที่พาดหัวไว้เมื่อต้น คือเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2561 วง 7th Sense ได้เข้าร่วมงาน Coca Cola Presents Siam Music Festival 2018 Siam Easy Stage นำโดย ตัง ตัง, แฮมมี่, เจเจ, เกรซ, กะทิ, หนิง หนิง, วาวา มาในชุดเดียวกับใน MV น่ารัก น่ามองจ้องตา 7th Sense ฝากภาพมาฝากแฟนๆ ไปชมกันครับ

อัลบั้มภาพจากงาน Siam Music Festival 2018

ที่มา : 7th Sense

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

“แมนยู” ประกาศแยกทาง “น้ามู” หลังพ่าย “ลิเวอร์พูล” อย่างน่าผิดหวัง

ผลงานไม่ดีต่อเนื่อง เป็นเหตุให้แมนยูไล่มูรินโยออกจากตำแหน่งกุนซือ

Published

on

Dark Crimes วิปริตจิตฆาตกร

7.5

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.5/10

นักแสดง

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.5/10

จุดเด่น

  • งานภาพดี คุมโทนเก่ง แสงสวย
  • นักแสดงเล่นดีทุกคน
  • หนังมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปมา และบทสรุปที่กระแทกใจคนดู

จุดสังเกต

  • หนังมันสายยุโรปพอควร คอหนังบ้านเราคงไม่ชอบ
  • บทยังขาดเยอะจนทำให้ไม่อิน ไม่สนุก
  • เล่าช้าภาพเอื่อยน่าเมื่อยน่าหลับสูง
  • หนังมีภาพโป๊เต็มตัวและความรุนแรงด้านเพศเยอะเหมือนกัน

ข่าวด่วนล่าสุด (18 ธันวาคม 2018) โชเซ มูรีนโย กุนซือชื่อดังแห่งสโมสรฟุตบอล แมนเชนเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United) ได้ถูกไล่ออก หลังจากที่แพ้สโมสร ลิเวอร์พูล (Liverpool) อย่างน่าผิดหวังในศึกพรีเมียร์ลีก เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม 2018 ที่ผ่านมา

ฟางเส้นสุดท้ายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ โชเซ มูรีนโย ได้ขาดลง หลังจากที่พ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล ที่สนามแอนฟีลด์ไปด้วยสกอร์ 3-1 ทำให้ทีมอยู่ในอันดับ 6 ของลีก ซึ่งถูกจ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างถึง 19 คะแนน และตามเร่งทำคะแนนตามหลัง เชลซี (Chelsea) ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 4 อีกถึง 11 คะแนน จึงจะมีสิทธิ์เข้ารอบ แชมเปียนส์ลีก (Champion League) ได้ (ด้วยเงื่อนไขต้องอยู่อย่างน้อยอันดับที่ 5 ของลีก)

นับได้ว่านี่เป็นการออกสตาร์ท 17 เกมแรกของลีกได้แย่ที่สุด นับตั้งแต่ฤดูกาล 1990 – 1991 มิหนำซ้ำ ส่วนต่างประตูได้เสียยังอยู่ที่ “ศูนย์” อีกด้วย

โชเซ มูรีนโย คือกุนซือผู้มากความสามารถที่เคยคุมทีมใหญ่อย่าง ปอร์โต, เชลซี, อินเตอร์ มิลาน, เรอัลมาดริด และเชลซี (ครั้งที่ 2) ก่อนที่จะมากุมบังเหียน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในการคุม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มานานถึง 2 ปีครึ่งของ โชเซ มูรีนโย นั้น เขาได้พาทีมคว้า 2 ถ้วยในปีแรก นั่นคือ ลีกคัพ (League Cup หรือ คาราบาวคัพ ในปัจจุบัน) และ ยูโรปาลีก (Europa League) ในปีแรก หลังจากที่ต้องระส่ำระสายมานานหลายฤดูกาล นับตั้งแต่ที่ตำนานแห่งผีแดง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้เกษียนตัวเองไป

ในปีที่ 2 นั้น ถึงแม้จะมีผลงานจบฤดูกาลอยู่อันดับที่ 2 ของลีก แต่ก็มิได้คว้าถ้วยใด ๆ ติดมือกลับไป อีกทั้งยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสไตล์การเล่นที่เน้นผลมากกว่าจะบุกตะลุยตามสไตล์ผีแดง และยังมีเสียงสะท้อนจากนักเตะบางคน

แต่สำหรับในครึ่งแรกของซีซันนี้ มูรีนโย ได้มีปัญหากับนักเตะหลายคนอย่างชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ปอล ปอกบา ที่ถึงแม้จะถูกค่อนขอดว่าเล่นไม่ดีเท่ากับราคา 100 ล้านปอนด์ที่ซื้อมา แต่ ปอกบา ก็คือกำลังสำคัญและทุ่มเทให้กับทีมอย่างเต็มที่

อีกทั้ง มูรินโย ยังไม่พอใจนักที่ทางสโมสรมิได้หนุนหลังเขาในการซื้อนักเตะใหม่ก่อนที่จะเริ่มซีซัน

การถูกไล่ออกจากทีมของ มูรีนโย ในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์เดียวกับที่เขาได้ถูกให้ออกจาก เชลซี โดยในตอนนั้นเขาได้ถูกไล่ออกก่อนช่วงคริสมาสต์ในการคุมทีมฤดูกาลที่ 3 ของเขานั้นหมายความว่า นี่เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ โชเซ มูรีนโย ได้ถูกไล่ออกหลังจากทุมทีมได้ 2 ฤดูกาลครึ่ง

แต่ด้วยสัญญาใหม่ที่ มูรีนโย เขาได้เซ็นไปนั้น (มกราคม 2018 – มิถุนายน 2020) จะทำให้เขาได้ค่าชดเชยมากถึง 24 ล้านปอนด์ (ประมาณ 996 ล้านบาท)

หลังจากนี้ ไมเคิล แคร์ริก ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยโค้ช จะมารับหน้าที่คุมทีมไปก่อน โดยทางสโมสรจะได้กล่าวว่าจะแต่งตั้งผู้จัดการดูแล (Caretaker Manager) ไปจนจบฤดูกาล แต่ยังมิได้ระบุว่าจะเป็นใคร

ข้อมูลอ้างอิง : nytimes

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความ

รวมแนวหนังสยองขวัญที่อยู่ในเกม Resident Evil 7 ที่คุณอาจไม่เคยรู้

Published

on

Dark Crimes วิปริตจิตฆาตกร

7.5

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.5/10

นักแสดง

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.5/10

จุดเด่น

  • งานภาพดี คุมโทนเก่ง แสงสวย
  • นักแสดงเล่นดีทุกคน
  • หนังมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปมา และบทสรุปที่กระแทกใจคนดู

จุดสังเกต

  • หนังมันสายยุโรปพอควร คอหนังบ้านเราคงไม่ชอบ
  • บทยังขาดเยอะจนทำให้ไม่อิน ไม่สนุก
  • เล่าช้าภาพเอื่อยน่าเมื่อยน่าหลับสูง
  • หนังมีภาพโป๊เต็มตัวและความรุนแรงด้านเพศเยอะเหมือนกัน

อาจจะดูเก่าไปเสียหน่อย กับการหยิบยกเรื่องราวของเกม Resident Evil 7 BioHazard มาพูดถึงมุมมองที่ตกค้างของเกมนี้ ที่ใครหลายคนอาจจะคิดไม่ถึง เพราะตัวเกม Resident Evil 7 ในภาคนี้นั้น ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของแนวเกมตัวเอง ให้กลับไปเป็นแนวสยองขวัญ ที่เต็มไปด้วยปริศนาที่ต่างกับเรื่องราวใน Resident Evil ภาคแรกๆ ที่เรายังพอเดาทางได้ว่าตัวเกมจะไปในรูปแบบใด แต่ใน Resident Evil 7 ตอนที่เรายังไม่ได้เล่นนั้น เราแทบไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น จนเมื่อตัวเกมถูกปล่อยออกมาให้เราได้เล่น แฟนๆ ก็ได้รับมุมมองการเล่นแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในเกมซีรี่ส์นี้ ซึ่งแนวทางความสยองขวัญนั้นอาจจะดูใหม่ในฐานะของเกมสยองขวัญ แต่สำหรับคนดูหนังแล้วมันเป็นมุกปกติที่เราเห็นได้ทั่วไป วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเกม Resident Evil 7 ได้หยิบยืมแนวหนังแบบใดมาใช้บ้าง ถ้าพร้อมแล้วตามมาเลย

Demo Resident Evil 7 กับหนัง The Blair Witch Project

เริ่มต้นจากตัว Demo ในเกม Resident Evil 7 ที่เราได้เล่นกันก่อน ที่ในเกมนั้นเราจะได้รับบทเป็นรายการทีวี ที่มาถ่ายทำรายการบุกบ้านผี และเราจะได้เห็นมุมมองผ่านกล้องวีดีโอของตัวละครใน Demo ตัวนี้ ซึ่งถ้าใครที่ชอบดูหนังสยองขวัญยุคเก่าๆ หน่อย อาจจะคุ้นเคยกับตัวหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านกล้องวีดีโอธรรมดา ซึ่งหนังเรื่องแรกๆ ที่ใช้การเล่าเรื่องแบบนี้ และสร้างปรากฏการณ์หนังผีแนวนี้ให้เกิดขึ้น ก็คือเรื่อง The Blair Witch Project หรือในชื่อไทยคือ สอดรู้ สอดเห็น สอดเป็น สอดตาย ที่เรื่องราวของสามนักศึกษาที่มาถ่ายวีดีโอเรื่องราวของป่าต้องสาป โดยหนังจะเล่าเรื่องราวผ่านกล้องวีดีโอตลอดทั้งเรื่อง แถมฉากตัวละครยืนหันหลังให้กล้อง ก่อนจะหันมาในสภาพศพ ก็ช่างเหมือนกันจริงๆ

ตามหาเมีย (หาลูก) ท่ามกลางฆาตกรโรคจิต  The Hills Have Eyes

สำหรับเรื่องราวของครอบครัวฆาตกรโรคจิตในโลกของเกมนั้น อาจจะดูเป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่น่าสนใจ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ในโลกของภาพยนตร์นั้น เรื่องนี้แบบนี้มักจะเป็นเรื่องปกติที่ เรามักจะเห็นกันได้บ่อยๆ แต่เรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวฆาตกรโรคจิตสุดโหดตายยาก และตัวเอกเป็นผู้ชายที่ไร้ ซึ่งแต่เขาต้องเข้าไปช่วยเหลือคนที่รักจากดงศัตรู เรื่อง The Hills Have Eyes หรือชื่อไทยคือ โชคดีที่ตายก่อน ดูจะตรงกับเรื่องราวใน Resident Evil 7 มากที่สุด เพราะเรื่องราวใน The Hills Have Eyes จะเล่าถึงครอบครัวใหญ่ที่มารถเสียกลางทะเลทราย ก่อนจะเจอครอบครัวฆาตกรโรคจิตมาฆ่าทุกคน และจับลูกสาวของพระเอกไป  ตัวเอกที่ดูเป็นคนธรรมดาไร้ทางสู้ ต้องหาทางไปช่วยลูกสาวของตน ซึ่งคล้ายกับที่ Ethan Winters ทำใน Resident Evil 7 ไม่มีผิด แถมยังใส่ชุดคล้ายๆกันด้วย

เกมมรณะของ Lucas Baker Saw

อีกหนึ่งความน่าสนใจและสนุกของเกม Resident Evil 7 นั้นคือการที่เราต้องเล่นเกมมรณะของเจ้า Lucas Baker ที่แต่ละเกมนั้นก็สุดโหด ถ้าพลาดคือความตายแบบไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว ซึ่งไอ้มุกเกมมรณะที่เล่นผ่านรอดเล่นพลาดตายนั้น มันช่างเหมือนกับหนังเรื่อง Saw หรือในชื่อไทย เกมต่อตาย..ตัดเป็น ที่ตัวหนังจะเล่าถึงกลุ่มคนที่ไม่เห็นคุณค่าในชีวิตตัวเอง (พวกติดยาฆ่าตัวตายโจร) เอามาเล่นเกมมรณะ ที่เดิมพันด้วยชีวิตของตัวเอง ซึ่งถ้าเล่นผ่านก็จะรอดชีวิต แต่ถ้าพลาดคือตาย แถมรูปแบบของเกมใน Resident Evil 7 ก็คล้ายๆ กับในหนัง และฉากล้วงมือลงไปในชักโครกก็คล้ายกันมากๆอีกด้วย

คนคลั่งใช้อาวุธฆ่าคน The Crazies

ยังอยู่กับครอบครัว Baker ที่ถ้าใครซึ่งได้เล่นเกม Resident Evil 7 มาก่อน คงจะทราบดีว่าเรานั้นต้องต่อสู้กับคนในครอบครัว Baker ที่ดูเหมือนจะมีสติ ที่สามารถพูดได้สื่อสารกับเราและกินอาหารได้ แถมยังสามารถใช้อาวุธในการต่อสู้ ซึ่งดูแล้วมันก็คล้ายๆกับผู้คนในเกม Resident Evil 4 แต่จะเชื่อรึเปล่าว่าแนวทางของตัวละครคนคลั่งแบบนี้นั้น มีมานานแล้วในโลกของภาพยนตร์ ซึ่งเรื่อง The Crazies ก็คือต้นแบบชั้นดีที่เหมือนกับเรื่องราวในเกม Resident Evil 4 และ 7 มากๆ ทั้งกลุ่มคนที่มีสติแต่เหมือนไม่มีสติที่ออกฆ่าคน แถมยังสามารถสื่อสารกันและใช้อาวุธในการต่อสู้ได้ แบบเดียวกับที่ครอบครัว Baker ทำไม่มีผิด แต่ตัวหนังนั้นจะไม่ได้บอกเล่าตรงๆ ว่าอาการคลั่งของผู้คนนั้นเกิดมาจากอะไรเท่านั้น

คำว่า Loser บนแขน Ethan กับหุ่นกระบอกตัวตลก IT

อันนี้ดูเหมือนจะเป็นความจงใจของทีมพัฒนาเกม Resident Evil 7 ที่จงใจทำหุ่นกระบอกในห้องเล่นเกมมรณะของ Lucas Baker ที่ดูแล้วคล้ายกับเจ้าตัวตลกปีศาจที่ชื่อว่า Pennywise ในหนังเรื่อง IT ไม่มีผิด แถมคำว่า Loser ที่ถูกสลักบนแขนของ Ethan นั้น ก็เป็นชื่อของกลุ่มตัวเอกที่เรียกตัวเองว่า Losers Club ที่มีความหมายเดียวกันแบบจงใจ จนคนที่เล่นเคยดูหนังเรื่องนี้ต้องต้องคิดแบบเดียวกันอย่างแน่นอน โดยตัวหนังนั้นไม่ได้มีส่วนอะไรที่ตรงกับในเกม เป็นเพียงแค่หยิบยืมบางส่วนของหนังเรื่องนี้มาใส่ในเกมเท่านั้น

เด็กขาดครอบครัวใน Orphan

ถ้าใครที่ได้เล่นเกม Resident Evil 7 จนจบ จะทราบดีว่าเรื่องราวภายในเกมนี้นั้น ต้องการสื่อถึงเรื่องราวการขาดความรักของเด็กสาว ที่ชื่อ Eveline ที่เธอต้องเติบในห้องทดลอง และสิ่งที่เธอต้องการนั่นคือครอบครัวแบบคนทั่วไป ซึ่งเรื่องราวตรงนี้มันช่างคล้ายกับหนังเรื่อง Orphan หรือในชื่อไทยคือเด็กนรก แต่เรื่องราวในเกม Resident Evil 7 กับในหนังเรื่อง Orphan จะสลับกันเล็กน้อย

สปอยล์ทั้งหนังและเกมนะก๊ะ
เพราะในเกมนั้นตัวของ Eveline จะค่อยๆ แก่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการขาดไวรัสในการคงอายุ แต่ในหนังเรื่อง Orphan จะต่างกันตรงที่ตัวของเด็กหญิงนั้น ความจริงคือคนอายุ 30 กว่าแล้ว แต่ด้วยความผิดปกติของสมองจึงทำให้เธอไม่โตแบบคนทั่วไป (ให้คิดถึงนักสืบจิ๋วโคนัน) แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเด็ก(อีกคนไม่ใช่เด็กแล้ว)

ต่างต้องการครอบครัวที่มีความสุข แต่สิ่งที่เธอทั้งคู่ทำไปนั้น มันค่อนข้างจะผิดไปอยู่มากเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็เหมือนกันมากๆเลยทีเดียว

หญิงสาวชุดขาวไร้ทางสู้กับกลุ่มฆาตกร Wrong Turn

ปิดท้ายด้วยสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญ ที่ในยุคหนึ่งเกือบทุกเรื่องจะต้องมีแบบนี้ นั่นคือหญิงสาวไร้ทางสู้ ที่สวมเสื้อกล้ามสีขาวกับกลุ่มคนฆาตกรปีศาจสัตว์ประหลาดซอมบี้โรคจิต ที่ตามไล่ล่าเราก่อนที่เธอเหล่านั้นจะเอาคืนแบบสาสม ซึ่งหนังที่ดูแล้วจะตรงกับเรื่องราวใน Resident Evil 7 มากที่สุด ก็น่าจะเป็นเรื่อง Wrong Turn หรือชื่อไทยสุดน่ากลัวว่าหวีดเขมือบคน ที่เล่าถึงกลุ่มคนที่เดินทางโดยใช้ทางรัดพิเศษที่ไม่ค่อยมีคนใช้ ซึ่งคนที่ผ่านมาทางนี้จะถูกกลุ่มคนฆาตกรโรคจิตตามล่า และตัวเอกของเราไม่ว่าจะดูมุมไหนก็ช่างคล้ายกับ Mia Winters มากๆ และสิ่งที่เธอต้องเจอและทำในช่วงหลังๆ ของเกม ก็คล้ายๆ กับในหนัง Wrong Turn ภาคแรกมากๆ อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการรวมแนวหนังสยองขวัญที่อยู่ในเกม Resident Evil 7 ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ซึ่งทั้งหมดที่เรากล่าวมานั้น ไม่ใช่การยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Capcom แต่เป็นการคาดเดาจากประสบการณ์ดูหนังของทีมงาน ที่มองเห็นสิ่งต่างๆในเกม Resident Evil 7 ที่เหมือนกับหนังสยองขวัญเรื่องต่างๆที่เคยดู โดยเราจะขอข้ามเรื่องราวของ The X-Files ที่คล้ายกับในเกม Resident Evil 7 ออกไป เพราะตรงนั้นทุกคนคงจะทราบกันอยู่แล้ว  และถ้าเรามีเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวกับ Resident Evil อีก เราจะรวบรวมมาให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกอย่างแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!