Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Dark Crimes: การได้ 0% จากเว็บ Rotten Tomatoes มันไม่ยุติธรรมเลยเฟร้ย

Published

on

Dark Crimes วิปริตจิตฆาตกร

7.5

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.5/10

นักแสดง

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.5/10

จุดเด่น

  • งานภาพดี คุมโทนเก่ง แสงสวย
  • นักแสดงเล่นดีทุกคน
  • หนังมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปมา และบทสรุปที่กระแทกใจคนดู

จุดสังเกต

  • หนังมันสายยุโรปพอควร คอหนังบ้านเราคงไม่ชอบ
  • บทยังขาดเยอะจนทำให้ไม่อิน ไม่สนุก
  • เล่าช้าภาพเอื่อยน่าเมื่อยน่าหลับสูง
  • หนังมีภาพโป๊เต็มตัวและความรุนแรงด้านเพศเยอะเหมือนกัน

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

“ทาเดค” เป็นนักสืบที่รับหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรมนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ที่เขาและคนอื่น ๆ ต้องประหลาดใจมากก็คือ เรื่องราวมันเหมือนกับเรื่องในนิยายฆาตกรรมของนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อ “คอซโลว์” ขณะที่คดีนี้น่าจะเปิดและปิดได้ง่าย ๆ เหมือนคดีทั่ว ๆ ไป ทาเดคดูเหมือนจะสืบพบเรื่องในมุมมืดของคดีนี้ขึ้นมา นั่นเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้ทาเด็คดำดิ่งสู่อีกโลกที่มืดบอด และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หนังอาชญากรรมที่ได้ จิม แคร์รีย์ ตลกหน้าเป็นชื่อดัง พลิกเข้มมารับบทเจ้าหน้าที่สืบสวนของโปแลนด์ในคดีฆาตกรรมสุดลึกลับ โดยนำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาวปี 2007 ของประเทศโปแลนด์ด้วย แต่ความน่าสนใจทั้งหมดน่าจะถูกบดบังด้วยความเป็นหนังผลโหวต 0% มะเขือเทศเน่าสนิทจากเว็บ Rotten Tomatoes จากนักวิจารณ์ 34 คน แบบที่นาน ๆ จะเจอหนังเรื่องไหนได้สักที หนังเรื่องนี้มันต้องพิเศษโคตร ๆ จริง ๆ

ตามที่ได้เกริ่นไว้ หนังได้แรงบันดาลใจจากบทความปี 2008 ใน The New Yorker ของ เดวิด กรานน์ เรื่อง True Crime: A Postmodern Murder Mystery โดยนำมาจากคดีจริงที่ได้ขึ้นชื่อว่าแปลกประหลาดและมีชื่อเสียงอย่างมากของโปแลนด์ จนเกิดศัพท์ว่า Novel Killer ขึ้นมา อันนี้ขอเล่าเหตุการณ์ของคดีจริงแล้วกันเพราะในหนังดัดแปลงไปเยอะ จึงไม่น่าจะสปอยล์

เหตุการณ์มันเริ่มในปี 2000 เมื่อนักธุรกิจรายหนึ่งชื่อว่า ดาเรียส เจนิสซีวสกี ถูกฆาตกรรมและเอาศพทิ้งในทะเลสาบ ตำรวจไม่สามารถหาร่องรอยใด ๆ ต่อไปได้ จนคดีถูกทิ้งไว้นานหลายปี แล้วในปี 2003 ตำรวจก็ได้พบว่านิยายที่เพิ่งวางแผงชื่อ Amok ของ คริสเตียน บาล่า ซึ่งดันมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับการฆาตกรรมดาเรียสอย่างกับแกะแบบที่ควรมีแต่ฆาตกรตัวจริงเท่านั้นถึงจะรู้ จนนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนครั้งใหม่กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่มีคำตัดสินสิ้นสุดในปี 2007 ออกมา ซึ่งคริสเตียนก็สารภาพว่าได้ลงมือฆ่าดาเรียสเพราะจับได้ว่าดาเรียสเป็นชู้กับเมียของตนเอง

บาลา ตัวจริง

หนังเรื่อง Dark Crimes เองเดิมใช้ชื่อว่า True Crimes เช่นเดียวกับตัวบทความที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผลงานการดัดแปลงโดย เจเรมี่ บร็อก มือเขียนบทรางวัล BAFTA จากเรื่อง The Last King of Scotland (2006) และได้ผู้กำกับชาวกรีกที่มีผลงานโด่งดังในเทศกาลประกวดเวนิส ปี 2013 อย่าง อเล็กซานดรอส อวรานาส มาถ่ายทอดด้วย หนังมีการดัดแปลงตัวละคร และเหตุการณ์หลายอย่างจนแทบจะเป็นคนละเรื่องกับคดีจริง เช่น ทาเดค ก็มาจากตำรวจตัวจริงที่ชื่อ จาเซค ส่วนนักเขียนนิยายตัวจริงอย่างคริสเตียน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น คอสโลว์ และคดีนี้ก็เกี่ยวโยงกับการเล่นเซ็กวิตถารของคลับลับที่ชื่อ เดอะเคจ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวละครจำนวนมาก โดยเรื่องของฆาตกรรมตามนิยายนั้นแทบจะเป็นเพียงส่วนจ้อยร่อยของหนังเท่านั้น

นายตำรวจโปแลนด์ ต้นแบบของจิม แครร์รียืในเรื่อง

ที่สำคัญหนังมีการหักมุมไปมา และเล่นกับจิตใจที่ถลำลึกในการหาความยุติธรรมอย่างบ้าคลั่งของตัว ทาเดค ได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งจุดจบที่ทุกอย่างขมวดแล้วนั้นก็เลวร้ายบัดซบกับตัวละครของ จิม แคร์รีย์ ได้ใจมาก แถมเสนอจุดที่หนังต้องการได้คมคาย เรื่อง ความจริง (Truth) และความสมจริง (Reality)

ทั้งหนังยังได้การแสดงที่ดีมาก ๆ จากนักแสดงนำทั้งหลายที่ใช้สกิลสายดราม่าแนวยุโรปซัดใส่กันได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะ จิม แคร์รีย์ ที่ก็ยืนยันชัดอีกครั้งว่าในสายดราม่าเขาก็เอกอุไม่แพ้สายคอเมดี้เลยสักนิด นอกจากนั้นโปรดักชั่นของหนังก็ดูดีทั้งภาพและเสียง มีกลิ่นไอความนัวร์ในแบบของ เดวิด ฟินเชอร์ มาก ๆ เสียดายเพียงแต่ว่าหนังเรื่องนี้มีวิธีการเล่าแบบยุโรปจ๋ามาก ๆ ซึ่งเป็นแนวการนำเสนอที่คนสายแมสอย่างฮอลลีวู้ดน่าจะอินยากมาก หนังเล่าค่อนข้างเชื่องช้า การเชื่อมโยงแต่ละฉากมีความโดด ๆ แบบที่คนดูต้องช่วยเชื่อมเองบ้าง ไม่อธิบายอะไรเลยมั่ง คือถ้ามันฉายแต่ตามเทศกาลหนังยุโรปอาจได้รับการตีคุณค่าที่ดีกว่านี้ แม้จะไม่ได้ดีมากก็ตาม โชคร้ายที่มันถูกมองว่าเป็นหนังสไตล์ฮอลลีวู้ดเพราะมี จิม แคร์รีย์ เล่นล่ะมั้ง

และอีกอย่างที่น่าเสียดายและเป็นการทำตัวเองของหนังคือ บทหนังที่ตัวเรื่องคิดมาน่าสนใจ แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดระหว่างทางให้น่าสนใจ ให้คนติดตามล่อหลอกได้มากพอ แถมบทสรุปก็ไม่ได้หักมุมว้าวจนเราตะลึงแต่อย่างใดด้วย จนทำให้การแสดงที่ดีหลาย ๆ ครั้งดูเป็นความล้นและไร้เหตุผลเพราะการเล่าเรื่องโดยรวมที่กระท่อนกระแท่นนั่นเอง

หนังเปิดตัวไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ไปตั้งแต่ปี 2016 แต่เพิ่งจะลงฉายทางการในหลายประเทศปีนี้เอง ซึ่งบ้านเราช่างโชคดีเพราะที่อื่นลงฉายในทีวี ลงแผ่น หรือสตรีมมิ่งแทบจะทันที แต่บ้านเราจะได้ชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ด้วย เย่! ไปพิสูจน์ความดาร์ก ความโป๊ ความรุนแรงกันได้เลยฮะ อ่อไม่เหมาะกับเด็กอย่างแรงนะจ๊ะ

ซื้อตั๋วแบบดาร์กๆต้องหาตั๋วผี ซื้อตั๋วแบบคนดีๆเชิญที่ภาพนี้เลยจ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Riverdale – เมืองคนบาปจากคนหายบานปลายสู่การเมือง

Published

on

Dark Crimes วิปริตจิตฆาตกร

7.5

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.5/10

นักแสดง

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.5/10

จุดเด่น

  • งานภาพดี คุมโทนเก่ง แสงสวย
  • นักแสดงเล่นดีทุกคน
  • หนังมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปมา และบทสรุปที่กระแทกใจคนดู

จุดสังเกต

  • หนังมันสายยุโรปพอควร คอหนังบ้านเราคงไม่ชอบ
  • บทยังขาดเยอะจนทำให้ไม่อิน ไม่สนุก
  • เล่าช้าภาพเอื่อยน่าเมื่อยน่าหลับสูง
  • หนังมีภาพโป๊เต็มตัวและความรุนแรงด้านเพศเยอะเหมือนกัน

สร้างสรรค์โดย โรเบอร์โต อาไกวร์ ซาคาซา (Roberto Aguirre-Sacasa)

เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ลึกลับมีวัยรุ่นหน้าตาดีๆเดินยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

สตรีมได้ทาง Netflix

การหายตัวไปของเจสัน บลอสซัม (เทรเวอร์ สไตนส์) ทำให้โฉมหน้าอันสวยหรูของริเวอร์เดลเปลี่ยนไป นอกจากความเศร้าโศกของ เชอรีล (แมตเดอเลน เพ็ตช์) น้องสาวตัวร้ายที่เป็นกัปตันทีมเชียร์ลีดเดอร์ริเวอร์วิกเซนแล้ว ยังมีเรื่องราวอันดำมืดรอการพิสูจน์จากกลุ่มเพื่อนรักชาวริเวอร์เดลไฮทั้ง เบตตี้ (ลิลี ไรน์ฮาร์ต) สาวน้อยอ่อนต่อโลกผู้มีด้านมืดอันซุกซ่อนอยู่, อาร์ชี่ (เคเจ เอปา) หนุ่มนักกีฬาสุดหล่อผู้เป็นที่หมายปองของสาวๆ ที่ดันมีสัมพันธ์ลับกับครูสอนดนตรีในเช้าวันเกิดเหตุ,เวโรนิกา (คามิลา เมนเดส) บุตรสาวมาเฟียตระกูลลอดจ์ที่มาพร้อมความลับอันดำมืดของครอบครัวเธอที่นำภัยร้ายมาสู่ริเวอร์เดล และ จั๊กเฮด (โคล สเปราส์) เด็กหนุ่มจากแดนใต้ที่ถูกเหยียดหยามในชาติกำเนิด พวกเขาต้องร่วมกันไขปริศนาก่อนภัยร้ายจะมาถึงตัว

หลังจาก Netflix ปล่อยซีรีส์วัยรุ่นลึกลับสุดดังอย่าง Stranger Things ออกมา แล้วเห็นลู่ทางความสำเร็จก็็ได้ร่วมมือกับ Warner Bros. Television ร่วมผลิต Riverdale ซีรีส์ลึกลับที่มีวัยรุ่นเป็นตัวดำเนินเรื่องโดยจะฉายคู่ขนานกับทางช่อง CW แบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์ ซึ่งด้วยผลตอบรับที่ดีมากก็ทำให้ขณะนี้ Riverdale ได้ดำเนินเรื่องราวมาถึงซีซันที่ 3 แล้วซึ่งมีหลายอย่างที่เหนือความคาดหมายของผมมากไปพอสมควรดังจะกล่าวถึงเป็นข้อๆ

นึกว่าเป็นซีรีส์ วัยรุ๊น วัยรุ่น ไฮสคูลวุ่นรัก

เอาจริงๆข้อนี้ก็ไม่ได้หนีหายไปไหนหรอก แต่ตอนแรกคิดว่าตัวเองจะจูนไม่ติดเพราะพอเห็นอาร์ตเวิร์กทั้งโปสเตอร์หรือแม้แต่โปรแกรมแนะนำใน Netflix เองเป็นรูปนักแสดงหน้าตาดีๆก็พาลไปนึกว่ามันจะซ้ำซากกับซีีรีส์หรือหนังวัยรุ่น แต่เปล่าเลยเพราะแม้องค์ประกอบหลายอย่างจะไม่ได้ใหม่มากแต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มความสนุกได้อย่างไม่น่าเชื่อคืออะไรรู้มั้ยครับ  “ความโง่” ของตัวละครไง ซึ่งอันนี้ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยนะครับ เพราะทีมเขียนบทเอาความหุนหันพลันแล่น ฮอร์โมนที่พุ่งพล่านของวัยรุ่นมาก่อหายนะครั้งแล้วครั้งเล่า ให้เราได้ลุ้นกันแทบทุกตอน ซึ่งฝรั่งคงมองว่าใหม่มากแต่คนไทยเราน่าจะคุ้นเคยกับความโง่ของตัวละครมาจากละครหลังข่าวกันดีอยู่แล้ว คงไม่ติดขัดอะไรหรอกมั้ง (ฮ่าาาาา)

ไหนว่าซีรีส์ทันสมัย อ้างอิงอะไรเยอะแยะ

อันนี้ตั้งแต่ชื่อตอนของซีรีส์ 2 ซีซันแรกเลยที่จงใจตั้งชื่อตามหนังดังบ้างเช่น There Will Be Blood หรือย้อนไปไกลอย่าง Faster, Pussycats! Kill! Kill! ที่จงใจเอาชื่อหนังคัลต์ปี 1965 มาเล่นโน่นเลย นี่ยังไม่รวมไปถึงการอ้างอิงหนังและเพลงดังๆจากหนังยุคก่อนหน้าทั้งเพลง Bitter Sweet Symphony จากหนัง Cruel Intentions(1999) หรือเพลง Mad World เพลงประกอบหนังคัลต์อย่าง Donnie Darko (2001) ซึ่งเรียกง่ายๆเลยว่าถึงตัวละครในเรื่องจะอายุ 16,17 แต่จริตการฟังเพลงและดูหนังนี่คนอายุใกล้ 30 มากเลยครับ จนผู้ชมอย่างเราๆที่ห่างวัยรุ่นมานานประมาณนึงแล้วก็น่าจะเอนจอยกับเพลงและหนังที่อ้างอิงได้ไม่ยาก

เริ่มที่ลึกลับ ไปๆมาๆเหมือนวิพากษ์อเมริกาได้ไงหว่า

การเปลี่ยนผ่านจากหนังวัยรุ่นนักสืบมาสู่หนังวิพากษ์การเมืองเริ่มมาเข้มข้นในซีซัน2 นี่แหละครับเมื่อหนังเริ่มให้เราได้รู้จักตื้นลึกหนาบางของตัวละครพ่อแม่ของทั้ง เบตตี้ เวโรนิกา อาร์ชี่ และจั๊กเฮด โดยมีการเมืองเรื่องแดนเหนือ อันเป็นที่อยู่ของอภิสิทธิชน และแดนใต้ แหล่งเสื่อมโทรมที่มีบรรดาแก๊ง อันธพาลและยาเสพย์ติดจนทางการคิดจะกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคน แต่ภายใต้การสู้รบอย่างดุเดือดกลับมีผลประโยชน์แอบแฝงของคนบางกลุ่ม จนจากที่เราแค่เอาใจช่วยบรรดาตัวละครวัยรุ่นหนุ่มสาวหน้าตาดีให้รอดพ้นเงื้อมมือฆาตกรหรือภัยมืดต่างๆนานาแล้วก็ยังต้องมาลุ้นกับชะตากรรมริเวอร์เดลอีก ยิ่งตอนท้ายๆของซีซัน 2 มีการเลือกตั้งแล้วประชาชนดันเลือกนอมินีของผู้มีอิทธิพลมาเป็นนายกเทศมนตรีก็อดจะนึกถึงสถานการณ์การเมืองของสหรัฐไม่ได้จริงๆ

เอาล่ะ ข้อดีและความสนุกต่างๆเราพูดไปแล้ว ทีนี้สิ่งที่ต้องเตือนไว้ก่อนดูซีรีส์เรื่องนี้คือต้องมีเวลาว่างจริงๆ เพราะความยาวของแต่ละซีซันเข้าขั้นมหาโหดเหมือนกัน โดยเปิดตัวซีซันแรกที่ 15 ตอน และซีซันสองและสามขยายตัวไปถึง ซีซันละ 22 ตอนเลยทีเดียว แต่รับรองความสนุก ความติดหนึบว่าไม่ได้หลับได้นอนชัวร์!

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] LANY “Malibu Nights” ความเจ็บนี้ขอเปลี่ยนเป็นบทเพลงดีๆ

Published

on

Dark Crimes วิปริตจิตฆาตกร

7.5

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.5/10

นักแสดง

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.5/10

จุดเด่น

  • งานภาพดี คุมโทนเก่ง แสงสวย
  • นักแสดงเล่นดีทุกคน
  • หนังมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปมา และบทสรุปที่กระแทกใจคนดู

จุดสังเกต

  • หนังมันสายยุโรปพอควร คอหนังบ้านเราคงไม่ชอบ
  • บทยังขาดเยอะจนทำให้ไม่อิน ไม่สนุก
  • เล่าช้าภาพเอื่อยน่าเมื่อยน่าหลับสูง
  • หนังมีภาพโป๊เต็มตัวและความรุนแรงด้านเพศเยอะเหมือนกัน

เป็นวงหน้าใหม่ที่เนื้อหอมใช่เล่น มาไทยสองครั้งก็ขายบัตรหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็วทั้งสองครั้ง สำหรับ LANY วงอินดี้ป็อป ซินธ์ป็อปจากอเมริกาที่คราวนี้มาพร้อมอัลบั้มใหม่ Malibu Nights สตูดิโออัลบั้มลำดับที่สองของวง

สมาชิกยังอยู่กันครบถ้วนทั้งสามนายได้แก่

พอล เจสัน ไคลน์ (Paul Jason Klein)  ร้องนำคีย์บอร์ด

เจค กอส (Jake Goss) – กลอง แซมปลิ้ง

และ เลส พรีส (Les Priest) – ซินธ์ ร้องประสาน กีตาร์

อัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยบทเพลงทั้งหมด 9 เพลง (จากเดิมที่อัลบั้มเดบิวต์ปาไปตั้ง 17 เพลง) เนื้อหาโดยรวมของอัลบั้มนี้พูดถึงเรื่องของความรัก ความผูกพัน และการสูญเสียรักไป เป็นอัลบั้มที่เกิดจากการเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นความสร้างสรรค์ สมกับคำกล่าวที่ว่า “No Pain No Gain” จริงๆ

เอกลักษณ์ของ LANY ยังอยู่ครบทั้งท่วงทำนองแบบซินธ์ป็อปที่ล่องลอย เบาพลิ้ว เสียงร้องฟังสบายจาก พอล ไคลน์ แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาคือการเติมส่วนของกีตาร์ เปียโน และกลองลงไปให้เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ง่ายๆจากเพลง “Let Me Know” และ “Taking Me Back “  รวมไปถึงแทร็คปิดอัลบั้มชื่อเดียวกันกับชื่ออัลบั้ม “Malibu Nights” ที่ปลุกอารมณ์เปลี่ยวโดดเดี่ยวไปด้วยเสียงเปียโนหวานหู

และที่ยอดเยี่ยมเลยก็คือ เพื่อนๆสามารถฟังงานเพลงจากอัลบั้มนี้ได้ฟรีๆผ่านทาง youtube channel ของวงเลยครับ

ก่อนอื่นเราเรามาชม teaser ของอัลบั้มนี้กันก่อนครับ แค่ teaser ก็พีคแล้ว เมื่อได้เห็นพอล ไคลน์ในช่วงอารมณ์เศร้า และการเปลี่ยนผ่านจากผมยาวไปสู่ผมสั้น อันเป็นเสมือนภาพแทนของการสละทิ้งบางสิ่งที่ทำให้เจ็บปวด

คราวนี้เรามาลองฟังกันเลยดีกว่าครับว่าทั้ง 9 บทเพลงจากอัลบั้มนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

1) Thick And Thin

เป็นซิงเกิ้ลที่สามที่ปล่อยออกมา แต่เป็นแทร็คแรกของอัลบั้ม เนื้อหาเป็นเพลงเศร้าบอกเล่าอารมณ์สับสนหลังจากการเลิกรา แต่ดนตรีกลับให้ความรู้สึกชวนขยับอย่างไรไม่รู้ ทำให้รู้ว่าเพลงเศร้าแต่ดนตรีไม่จำเป็นต้องเศร้าก็ได้ เปิดอัลบั้มมาจังหวะแบบนี้น่ะดีแล้ว

2) Taking Me Back

เพลงนี้ทางวงเหมือนได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ มีกลิ่นแบบเดิมแต่เพิ่มเติมคือจังหวะกลองที่หนักแน่นขึ้น และการวางจังหวะท่อนร้องที่กระชับ สั้น เร็ว จัดว่าทำได้ดี

3) If You See Her

เนื้อหาอาจจะดูถวิลหาเล็กๆ เหมือนฝากบอกคนนู้นคนนี้ว่า หากพบเธอให้บอกเธอว่าฉันยังรักเธออยู่ เหมือนกับ Thick And Thin เนื้อหาเศร้าแต่เร้าอารมณ์ให้ขยับ จังหวะจะโคนหนักแน่น เข้มข้นพอตัว

4) I Don’t Wanna Love You Anymore

ซิงเกิ้ลที่สองของอัลบั้ม เรื่องราวดำเนินมาถึงช่วงเวลาของการพยายามตัดใจ ด้วยการบอกกับตัวเองว่า “I Don’t Wanna Love You Anymore” เพราะเหมือนจะเป็นทางเดียวที่ทำให้ลืมเธอได้  เพลงนี้กลั่นออกมาจากความรู้สึกที่เศร้าลึกอยู่ภายในใจของพอล ไคลน์  มันเป็นช่วงเวลาที่เขายังลืมอดีตคนรักของเขาไม่ได้ ซึ่งไคลน์ได้เล่าว่า “หลังจากผมเขียนเพลงนี้จบ ผมก็บึ่งรถไปที่ เมคีกาลี (เมืองหลวงของรัฐบาฮากาลิฟอร์เนีย ประเทศเม็กซิโก) ผ่านทางถนนเวนทูล่า บูเลอวาร์ด ขับรถคนเดียว ทานข้าวคนเดียวโดยสวมเฮดโฟนเอาไว้ จากนั้นผมขับไปที่มาลิบู อยู่ดีๆผมก็ร้องไห้ขึ้นมา ช่วงเวลานี้นี่แหละที่เป็นที่มาของท่อนสุดท้ายในเพลง “Thru These Tears”

Driving home on an empty highway

I thought about you and I hit the brakes

What we had and who we were was so clear

But right now I can’t see nothing through these tears

5) Let Me Know

เหมาะมากที่วางเพลงนี้ไว้กลางอัลบั้ม แทร็คนี้เป็นหนึ่งในแทร็คที่ชอบที่สุดของอัลบั้มนี้ มาในจังหวะช้าปานกลาง เครื่องดนตรีน้อยๆ แต่เน้นด้วยอารมณ์ เพลงนี้เห็นถึงการเติมเต็มในส่วนของดนตรีเพื่อทำให้บทเพลงมีความกลมกล่อมได้อย่างชัดเจน เมโลดี้ท่อนฮุคชวนจดจำ อีกทั้งเสียงกีตาร์ในช่วงท้ายเพลงนี้ส่งอารมณ์ไปสู่จุดอันอิ่มเอมจริงๆ

6) Run

เนื้อหาของเพลงพูดถึงความเจ็บปวดที่ถูกคนรักจากลาและหลอกเรามาตลอด สุดท้ายเธอก็เลิกกับเราไปคบกับเขาคนเก่า ทำได้เพียงพูดด้วยความเจ็บปวด

So go ahead and run, run, run

Back to who you were running from

Just make sure you

Don’t run back to me when you’re done

เดินจากไปเถอะ เพราะเธอคงไม่มีโอกาสวิ่งหนีกลับมาหาฉันได้อีกแล้ว

7) Valentine’s Day

อีกหนึ่งบทเพลงที่มีความละมุน ให้ความรู้สึกเศร้า เหงาได้อย่างลงตัว เมื่อความรักเดินทางมาถึงจุดที่เรากำลังเปิดใจคบใครคนใหม่ และใครคนนั้นก็อาจช่วยเติมเต็มความรู้สึกอ้างว้างได้ ถึงแม้มันจะเติมไม่เต็มและความคิดคำนึงถึงเธอยังคงมีอยู่ก็ตาม

8) Thru These Tears

ซิงเกิ้ลแรกเปิดอัลบั้ม  Thru These Tears เป็นเพลงที่ลงตัวมากๆทั้งเนื้อหาและท่วงทำนอง ที่เป็นเสมือนการเดินทางข้ามผ่านความบอบช้ำจากรักในค่ำคืนแห่งความเจ็บปวดอันยาวนาน เพื่อไปพบกับแสดงสว่างที่จุดเริ่มต้นของวันพรุ่ง บทเพลงมีการไล่อารมณ์จากเบาไปเข้มข้น ได้อย่างกลมกล่อม พอจบเพลงแล้วสิ่งที่เหลือทิ้งไว้ก็คือพลังใจที่อิ่มเอม

เป็นบทเพลงที่เหมาะแก่การเป็นซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มนี้ เป็นบทเพลงที่เสมือนกล่าวความนัยจากอัลบั้มนี้ได้อย่างชัดเจน ถ้วนทั่ว งดงาม

9) Malibu Nights

แทร็คปิดอัลบั้ม โดดเดี่ยวด้วยเสียงเปียโน เปลี่ยวเหงา เหมือนกับเป็นการทิ้งทวนความเศร้าทั้งหมดที่มีมา ก่อนที่จะปล่อยมันออกไป เสมือนเป็นค่ำคืนสุดท้ายแห่งความเหงาที่เราเดินทางมาตลอดทั้งอัลบั้ม งดงามทั้งเนื้อหาของเพลงและส่วนผสมของดนตรีที่ลงตัว ฟังแล้วรู้สึกเสมือนได้สัมผัสกับรสชาติของความเหงา เสพย์สัมผัส เรียนรู้มัน การที่จะค่อยๆปล่อยมือจากมันไปพร้อมน้ำตาหลดสุดท้ายที่กำลังจะแห้งเหือด ยอดไปเลยครับ!

“Malibu Nights” คือ การข้ามผ่านช่วงข้ามคืนแห่งความเจ็บช้ำ ไปสู่แสงแห่งความหวังในเช้าวันใหม่ เป็นบทเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความผิดหวัง เจ็บช้ำ เสียใจ แต่ด้วยการเผชิญหน้าเรียนรู้ อยู่กับมันสิ่งนี้จึงได้ถูกเปลี่ยนเป็นพลังสร้างสรรค์ และผลงานเพลงจากอัลบั้มนี้คือคำตอบของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น หวังว่าเพื่อนๆจะมีความสุขกับงานฟังงานเพลงในอัลบั้มนี้ และมีแรงพลังในการก้าวเดินท่ามกลางแสงแห่งความหวังในทุกๆเช้าวันต่อไปนะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

หลุดคำบรรยายตัวอย่าง “Avengers 4” : มีสปอยล์นะ

หลุดคำบรรยายตัวอย่าง Avengers 4 ดูดีมากจนไม่แน่ใจว่างจริงหรือไม่

Published

on

Dark Crimes วิปริตจิตฆาตกร

7.5

คุณภาพงานสร้าง

8.5/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.5/10

นักแสดง

9.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

6.5/10

จุดเด่น

  • งานภาพดี คุมโทนเก่ง แสงสวย
  • นักแสดงเล่นดีทุกคน
  • หนังมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนไปมา และบทสรุปที่กระแทกใจคนดู

จุดสังเกต

  • หนังมันสายยุโรปพอควร คอหนังบ้านเราคงไม่ชอบ
  • บทยังขาดเยอะจนทำให้ไม่อิน ไม่สนุก
  • เล่าช้าภาพเอื่อยน่าเมื่อยน่าหลับสูง
  • หนังมีภาพโป๊เต็มตัวและความรุนแรงด้านเพศเยอะเหมือนกัน

Daily Express ได้เปิดเผยคำบรรยายจากตัวอย่าง Avengers 4 ที่แฟน ๆ ทั่วโลกต่างรอคอย จากผู้ใช้ Reddit โดยอธิบายรายละเอียดตั้งแต่ถุงมือ Infinity Gauntlet ที่เสียหาย ตามมาด้วยการกลับมารวมทีมกันของ Tony Stark และ Steve Rogers รวมถึงการกลับมาของ Clint Barton หรือ Hawkeye ที่เปลี่ยนเป็น Ronin, ย้อนกลับไปยังการต่อสู้กันครั้แรกที่นิวยอร์ก, มิติ Quantum Realm, ยานของชาว Kree และดาว Vormir ก็ได้รับการบรรยายถึงด้วย

เรามาดูคำบรรยายเต็มๆกัน (มีสปอยล์นะครับ)

ตัวอย่างเริ่มต้นที่ดาวดวงหนึ่งซึ่งมีการทำฟาร์ม กล้องได้โฟกัสไปที่ตัวถุงมือ Infinity Gauntlet ที่เสียหาย เราได้ยินเสียง Tony Stark กล่าวว่า “ชะตากำหนดให้เราแพ้” จากนั้นตามมาด้วยเสียงดนตรีระดับอลังการ

ยาน Quinjet ลงจอดที่ดินแดนรกร้างของ Wakanda แล้วมีเสียงของ Steve Rogers กล่าวว่า “เรามาไกลมากแล้ว” Tony และ Nebula ได้ก้าวลงจากยาน และทีม Avengers ที่เหลือก็ปรากฏตัว

Steve Rogers ที่ไม่มีท่าทีตึงเครียดมาก ได้เอ่ยขึ้นว่า “Tony” ซึ่ง Tony Stark ที่สภาพเพิ่งพ่ายแพ้มา ได้ส่ายหน้าและยิ้มอย่างเป็นมิตรกลับไปให้ Steve Rogers

จากนั้นขึ้นโลโก้ Marvel Studios…

เราได้ย้อนกลับไปดูการต่อสู้ที่นิยอร์กใน Avengers เมื่อปี 2012 ซึ่ง Loki ได้แสดงท่าทีตื่นตะหนก ในขณะที่ยืนอยู่บนยอดตึก Stark Tower แล้วจึงมีแสงสีฟ้าฉายออกมา แล้วกล้องก็มืดไป

ตัดกลับมาที่ M’Baku ซึ่งได้ขึ้นครองบัลลังก์ Wakanda และล้อมรอบด้วยเหล่าองค์รักษ์ที่มีเหล่านักรบหญิง Dora Milaje และชนเผ่ารวมกัน ส่วน Shuri และ Banner ก็ได้ร่วมงาานกันในห้องแล็บ

Black Widow แต่งชุดเต็ม ยืนอยู่ที่บ้านของครอบครัว Hawkeye (จาก Age of Ultron) ที่ดูเหมือนถูกทำลาย เธอกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับแผนที่ซึ่งมีภาพและสถานที่ต่าง ๆ ประกอบกัน 

จากนั้นภาพตัดมาอย่างรวดเร็วที่ Thanos ได้ปรากฏตัวพร้อมดาบยาว เดินลงมาในตรอกของนิวยอร์ก และตามมาด้วยชายชุดดำสวมฮูด, ดวงตาเรืองแสง กำลังเล็งธนู แล้วจึงยิงมาที่หน้ากล้อง

ปรากฏฉากในมิติ Quantum Realm เล็กน้อย แล้วจึงเป็นฉาก Scott Lang ที่ไม่ได้สวมชุด Ant-Man กำลังวิ่งหลบระเบิดในสวนสาธารณะ

ตัดมาที่อวกาศ Thanos และ Valkyrie ได้ขึ้นมาบนยานของชาว Kree โดย Thanos ได้กล่าวว่า “ถ้าหากเรื่องนี้เป็นความจริง เจ้าก็เป็นความหวังสุดท้ายของจักรวาลของเรา ถ้าหากสิ่งเหล่านี้ยังมีอยู่จริง”

ต่อมาเป็นฉากที่ Tony Stark ได้สูงวัยขึ้น เดินอยู่ในสำนักงานใหญ่ของ SHIELD ในนิวยอร์ก เขาแต่งกายในชุดของ SHIELD และถือกระเป๋าเอกสารสีส้มมาด้วย ส่วน Bruce Banner ซึ่งสวมผ้าเส้นใยสแปนเด็กซ์ ก็กำลังวิ่งหนีบางสิ่งอย่างพรั่นพรึง และตัดมาที่ Ant-Man ที่ปรากฏตัวออกมาจากลำแสงลงบนที่รกร้างแห่งหนึ่ง เราได้เห็นจากมุมมองของ Ant-Man ที่มองจากซ้ายไปขวา แล้วพลันพูดขึ้นว่า “อะไรอยู่ใน……”

เราได้เห็น Captain Marvel พร้อมกำปั้นที่ลุกเป็นไฟ และดวงตาของเธอเบิกกว้าง, Thanos กำลังอยู่ในอัญมณีวิญญาณ พร้อมกับ Gamora ในวัยเยาว์ที่กรีดร้องใส่หน้าเขา, Loki และ Thor สู้กับพวก Chitauri ด้วยกัน และ Tony ก็ได้มอบโล่ใหม่ให้ Steve ในห้องบัลลังก์ของ Wakanda

ตัดกลับมาที่ Tony และ Scott, Tony ได้เปิดกระเป๋าเอกสารสีส้มออก ในขณะที่ Scott ได้ยื่นสร้อยข้อมือให้เขา จากนั้น Tony ได้ถามว่า “ยังไงกัน? …นี่เป็นไปได้เหรอ?”

Iron Man และ Ant-Man ได้เดินทางเข้ามาในมิติ Quantum Realm และย้อนกลับไปยังการต่อสู้ที่นิวยอร์กเมื่อปี 2012

ฉากสุดท้ายเป็น Infinity Stone ที่หายไปจากถุงมือของ Thanos ที่ได้รับความเสียหาย เขาได้ลุกขึ้นและสวมเกราะ ซึ่งเขาดูโกรธมากพร้อมรอยยิ้มที่น่ากลับบนใบหน้า

และขึ้นชื่อ Avengers: Annihilation

แล้วก็ตัดมาอย่างรวดเร็วที่ Hulk กำลังฝึกอย่างหนักอยู่ที่ตึกใหม่ของ SHIELD ร่วมกับ Black Widow ซึ่ง Steve ได้ถามว่าทำไม? Hulk ก็ตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดาของ Banner ว่า “แมตช์ล้างตา! ของฉันกำลังจะมาถึงแล้ว ฉันรู้สึกได้”

ในช่วงหลายเดือนมานี้มีข่าวลือมากมายเกี่ยวกับ Avengers 4 ซึ่งทีมงานและนักแสดงได้ปิดข่าวกันเป็นอย่างดี โดยมีการเปิดเผยรายละเอียดปลีกย่อยเล็กน้อยจากการถ่ายซ่อม และจากปากของนักแสดงบางคน ซึ่งคาดว่าเป็นแผนการตลาดอันชาญฉลาดของ Marvel Studios และ Disney ซึ่งทำให้แฟน ๆ พึงพอใจได้ในระดับหนึ่ง

Avengers มีกำหนดฉายในวันที่ 3 พฤษภาคม 2019

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!