Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว] A Simple Favor เพื่อนหายอย่าหา – หนังผู้หญิงวร้ายวร้าย..!! เมาธ์กระจายแต่ระทึกจิกเบาะ

A Simple Favor

10

ความสมบูรณ์ของบทหนัง

10.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

10.0/10

ความสมบูรณ์ของการแสดง

10.0/10

ความสนุกของหนัง

10.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

10.0/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทั้งฮาและระทึก
  • บทสนทนาฉลาดและคมคายมาก
  • หนังเดินตามสูตรฮิตช์ค็อกได้อย่างสร้างสรรค์
  • แอนนา เคนดริก เบลค ไลฟ์ลี่ คือเคมีเริ่ด ระทึกและร้อนแรง
  • คอสตูมคือที่สุด ดูแพง ดูเริ่ด ไม่อยากกระพริบตาเลย

จุดสังเกต

  • หนังไม่มีฉากโป๊นะ แต่มีภาพงานศิลปะนู้ดของ เบลค ไลฟ์ลี
  • ดูจบ คืออยากหาร้าน CD ซื้อซาวด์แทร็คมาก
  • คำหยาบกระจาย ไม่เหมาะกับเด็กนาจาาาา

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวสายไลฟ์สดอันแสนจืดชืดของสเตฟานีจบลง หลัง เอมีลี  คุณแม่พีอาร์สาวสุดเฉียบก้าวเข้ามาในชีวิต หลังตีสนิทจนเชื่อใจ เอมีลีได้วาน สเตฟานีให้ช่วยไปรับลูกชาย แล้วอยู่ดีๆนางก็หาย…ไลน์ไม่ตอบ เมื่อเห็นไม่ชอบมาพากล สเตฟานีเลยสวมบทนักสืบสาวขุดคุ้ยทางเบาะแสเพื่อหาตัวเพื่อนรัก แต่สิ่งที่เธอไม่คาดคิดคือนอกจากความลับอันดำมืดของเอมิลีแล้ว เธอยังต้องระวังตัณหามาครอบงำเมื่อได้ใกล้ชิดกับสามีสุดแซ่บของเพื่อนที่หายไปของเธอ แล้วเหตุการณ์อันซับซ้อนจากเรื่องไหว้วานง่ายๆจะจบลงเช่นไร ติดตามได้ใน A Simple Favor 

ยอมรับว่ามีหลายสิ่งที่เราคาดไม่ถึงนับตั้งแต่รู้ถึงการมีอยู่ของหนังชื่อ A Simple Favor ตั้งแต่โปสเตอร์ที่แทบไม่บอกอะไร แถมสื่อออกมาอย่างกับนิตยสารแฟชั่น กิมมิกทรงสามเหลี่ยมของแก้วมาร์ตินี่ที่เอามาเล่นกราฟิกในสื่อต่างๆ หรือแม้แต่การปรากฎกายของทั้ง แอนนา เคนดริก และ เบลค ไลฟ์ลี ที่ทั้งโปสเตอร์ ทั้งตัวอย่างก็แทบไม่ได้บอกอะไรเราเท่าไหร่นอกจากพลอตที่ว่าด้วยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสุดไฮเปอร์ที่พยายามตามหาเพื่อนหายและอาจได้เจอความลับอันดำมืดของเพื่อน ยิ่งไปกว่านั้นพอเห็นเครดิตว่า พอล ฟีก ผู้กำกับหนังผู้หญิงสุดฮาทั้ง Bride Maids, SPY และ Ghost Busters  ฉบับหญิงล้วนมากุมบังเหียนก็เริ่มท้าทายคนดูอย่างผมแล้วว่าตาฟีก แกจะมาไม้ไหนยิ่งตัวอย่างแทบไม่มีมุกตลกเลยจนมาได้ดูหนังจริงก็ถึงกับอึ้งกับการเปลี่ยนแนวของผู้กำกับและก็ได้รู้ว่าตัวอย่างหนังนั้น คุณ(เกือบ)จะหลอกดาวไปซะงั้น 

สิ่งที่ พอล ฟีก ทำกับ A Simple Favor นอกจากการคงความลึกลับตามนิยายของ ดาร์ซี เบลล์ (ดัดแปลงบทหนังโดย เจสสิกา ชาร์เซอร์) แล้วเขายังกำกับทั้งการแสดงและจังหวะหนังออกในโทนชิคลิต (Chic-Lit) คอเมดีอย่างถนัดมือ เรายังได้เห็นเพื่อนสาวเมาต์มอยเรื่องใต้สะดือกันได้แซ่บเวอร์ในขณะที่ปมความลึกลับของหนังค่อยๆขมวดความเข้มข้นขึ้นแบบยิ่งเดาก็ยิ่งผิด ยั่วเย้าให้คนดูนั่งไม่ติดเบาะไปพร้อมๆกับแหกปากหัวเราะลั่นโรง 

และถ้าสังเกตดีๆ พอล ฟีก ได้แอบคารวะ อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก ไว้ตามรายทางของเรื่องทั้ง ลุคของ เบลค ไลฟ์ลี ในบทเอมิลีสาวลึกลับผมบลอนด์ตามตำรา Femme Fatale สาวเสน่ห์อันตราย การเดินเรื่องในพลอตแบบ whodunit ใครคือฆาตกรที่หลอกล่อเราด้วยบทสรุปปลอมๆครั้งแล้วครั้งเล่า (false ending) เรื่อยไปจนถึง 2 คาแรกเตอร์สาวในเรื่องที่นอกจากประวัติอันดำมืดของเอมิลีแล้ว สเตฟานีเองก็มีปมผิดบาปที่ฝ่ายแรกสามารถขุดคุ้ยออกมาได้สำเร็จด้วย ‘มาร์ตินี’ ที่เธอชงมาปั่นหัวคุณแม่อ่อนโลกอย่างสเตฟานีอีกด้วย

ชมหนังไปแล้ว ขอเมาธ์บรรดาตัวแม่ของเรื่องหน่อย เบลค ไลฟ์ลี เมียพี่เดดพูล เอ้ย…พี่ไรอัน เรย์โนลด์นี่ นางแซ่บมากนะ แค่เปิดตัวนี่ก็ยอมแล้วชุดสูทบอยๆกางร่มฝ่าฝน #มีความผัว สูงมาก และทุกชุดของนางที่ออกแบบโดย เรนี เอิร์ลิช คาลฟัส ( Renee Ehrlich Kalfus)คือทั้งเท่ เซ็กซี่ แถมยังบ่งบอกความเป็นสาวลึกลับเดาทางไม่ถูกได้อย่างหมดจด เพราะลำพังแค่สูทบอยๆตอนแรกมาเฉลยด้วยการ ‘ถอดแยกชิ้น’ ได้นี่ก็รู้แล้วว่าคนดูไม่ควรเดาอะไรอีก ฮ่าาาาาา แถมนอกจากคอสตูมแล้ว ภาพนู้ดของเบลค ไลฟ์ลี่ ที่เจ้าตัวเสนอผู้กำกับยังทำงานกับคนดูได้ทั้งเรื่อง มันทั้งกระอักกระอ่วนและบ่งบอกตัวละครของนางได้แบบไม่ต้องใช้คำพูดเลยนะ #เก๋เวอร์

ส่วน แอนนา เคนดริก มีความยากประการเดียวเลยคือทำยังไงให้คาแรกเตอร์ของนาง ไม่ดู #ลำไย เพราะด้วยบทแบบเจ้าหนูจำไม ขนาดนี้คนดูมักเบือนหน้าหนีไม่ต่างจากจาร์จาร์บิง แต่ผิดคาด เฮ้ย! นางเอาอยู่ บทพูดมาก ไฮเปอร์ เนิร์ดของนาง นอกจากไม่น่ารำคาญแล้ว ยังทวีความฮอตไปกับ ความลับที่เปลี่ยนนางจาก หม้ายผัวตายชีวิตแห้งเฉาสู่สาว #วร้ายวร้าย ได้แซ่บเวอร์มาก รออะไรล่ะคะ… ตีมือเลยซี่ ฮ่าาาา. ส่วนสาวๆที่เคยหลงกับพ่อหนุ่มเครซี่ ริช เอเชี่ยน หนังเรื่องนี้ได้พา เฮนรี โกลดิง หนุ่มหน้าตี๋ก็พาซิกส์แพ็คและสำเนียงอังกฤษสุดเซ็กซี่ของเขามาเติมความร้อนแรงให้หนังทะลุปรอทไปอี๊ก 

และเมื่อส่วนผสมของหนังลึกลับสไตล์ฮิตช์ค็อกมาเขย่ารวมกับหนังเพื่อนสาวเมาต์กระจายโดย ‘พอล ฟีก’ เราเลยได้หนังทริลเลอร์ที่เปี่ยมฮอร์โมนหญิง มันแซ่บ มันฮา แต่ระทึกใจเต้นรัว ไม่ต่างจากมาร์ตินีรสละมุนที่ดื่มสนุกแต่ดีกรีความระทึกไต่ระดับจนฟินไม่รู้ลืมเลยล่ะตัวเอง 

ซื้อตั๋วไปปลุกความวร้าย-ฮากระจายแบบไม่ต้องไปรอหน้าโรงให้ลำไย คลิกที่รูปเลยสิจ๊ะ #สาจ๋า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] พี่นาค: หนังผีตลกไทยยังไม่หมดมุก

Published

on

By

A Simple Favor

10

ความสมบูรณ์ของบทหนัง

10.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

10.0/10

ความสมบูรณ์ของการแสดง

10.0/10

ความสนุกของหนัง

10.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

10.0/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทั้งฮาและระทึก
  • บทสนทนาฉลาดและคมคายมาก
  • หนังเดินตามสูตรฮิตช์ค็อกได้อย่างสร้างสรรค์
  • แอนนา เคนดริก เบลค ไลฟ์ลี่ คือเคมีเริ่ด ระทึกและร้อนแรง
  • คอสตูมคือที่สุด ดูแพง ดูเริ่ด ไม่อยากกระพริบตาเลย

จุดสังเกต

  • หนังไม่มีฉากโป๊นะ แต่มีภาพงานศิลปะนู้ดของ เบลค ไลฟ์ลี
  • ดูจบ คืออยากหาร้าน CD ซื้อซาวด์แทร็คมาก
  • คำหยาบกระจาย ไม่เหมาะกับเด็กนาจาาาา

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

โหน่ง หนุ่มหล่อวัยเบญจเพสสุดซวย ที่ถูกหักอก และตกงานในเวลาเดียวกัน เขาหอบหิ้วความเสียใจขึ้นรถโดยสารเพื่อเดินทางกลับไปพักใจที่บ้านเกิด แต่กลับซวยซํ้าสอง เมื่อไปเจอกับเพื่อนเก่าอย่าง บอลลูน เฟิร์ส และก๊อต แก๊งกระเทยเพื่อนซี้ หอบหิ้วดีกรีแฟชั่นนิสต้า ที่หวังเคลมโหน่งอย่างออกนอกหน้าจนโหน่งเอือมระอา แต่เพื่อนซี้มีอันต้องซี้ไปจริงๆ เมื่อรถโดยสารที่พวกเขานั่งมา เกิดอุบัติเหตุจนทําให้ก๊อตเสียชีวิต ทั้งสามโศกเศร้า และยังหวาดผวาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงตกลงปลงใจจับมือพากันไปบวชล้างซวย แต่เคราะห์ซํ้ากรรมซัดขัดใจตุ๊ด เมื่อวัดที่ทั้งสามคนตั้งใจไปขอบวชนั้น มีเรื่องเล่าขานว่าวัดนี้มีผีพี่นาคที่เฮี้ยนแรงขั้นสุด เกิดเป็นอาถรรพ์อันน่าสะพรึงรอคอยอยู่ งานบวชก็ต้องมี เรื่องผีก็โผล่มา กลายเป็นความผวาเลเวลอัพ ทั้งสามจึงรวมพลังตั้งสติวีนวัดแตก เพื่อให้ได้บวชอย่างที่ตั้งใจ แต่การบวชครั้งนี้จะลุล่วงสมปรารถนา หรือพวกเขาจะกลายเป็นผีนาคเฝ้าวัดสานต่อตํานานสยองพี่นาคคนต่อไปต้องติดตามชม

ค่ายไฟว์สตาร์ส่งหนังผีประจำปีมาเสิร์ฟตลาดหนังไทยอีกครั้ง โดยนำผู้กำกับอย่าง ไมค์-ภณธฤต โชติกฤษฎาโสภณ เจ้าของผลงานผีตลกบทซับซ้อนอย่าง มอญซ่อนผี (2558) กลับมาทำงานกับพลอตแปลกล้อกับหนังผีไทยระดับตำนานตั้งแต่ชื่อ ซึ่งคงตั้งต้นไอเดียด้วย นางนาก + พี่มากพระโขนง + พลอตผีไม่กลัวพระ + ความเชื่อเรื่องการบวชนาค กลายมาเป็น พี่นาค ได้น่าสนใจดีทีเดียว

หนังขึ้นชื่อว่าเป็นหนังผีตลกอีกเรื่องหนึ่ง แบบว่าทำมายังไงก็ไม่ขาดทุน ในส่วนของความเป็นผีนั้นต้องชื่นชม ผกก. ที่มาจากสายงานกำกับศิลป์หนังไทยมาหลายต่อหลายเรื่อง ลองมาหมดแล้วแทบทุกแนว จึงแม่นในการสร้างบรรยากาศความหลอนได้สะพรึงมาก ทั้งวัดป่ากลางหุบเขาไร้ผู้คน ศาลเพียงตาที่ตั้งให้นาคที่ตายไปก่อนได้บวชจนมีตำนานว่าใครมาบวชวัดนี้ก็มักจะต้องตายไปก่อน ฉากการแห่นาคผีที่ทั้งขบวนเป็นคนไร้หัว และลานรูปปั้นพระอรหันต์เป็นสิบเป็นร้อยที่วัดใหญ่ชอบปั้นรายล้อมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ทั้งที่น่าจะอุ่นใจศักดิ์สิทธิ์ ก็เอามาขยี้ได้น่ากลัวด้วยเช่นกัน

ตัวผีพี่นาคได้ ชิน-ชินวุฒ อินทรคูสิน มารับบทผีอาฆาตที่มีเป้าหมายแน่นอน แต่ก็ยากจะทำให้พึงพอใจ ซึ่งไอ้ความไม่ชัดเจนนี้ก็เป็นสูตรของผีแค้นที่เหมือนไร้เหตุผล คุยกันไม่รู้เรื่อง แถมหยิบพระพุทธรูป เดินในวัดวาแบบไม่เกรงกลัวใด ๆ ก็ทำให้เราต้องเอาใจช่วยฝั่งมนุษย์กับพระพอสมควร นับว่าดึงสูตรสำเร็จที่ดีในการเป็นหนังผีมาใช้ได้ลงตัวทั้งบรรยากาศ และตัวผีเอง

ในด้านความบันเทิงก็ใช้สูตรตุ๊ดสูตรคำสบถ ตามแนวหนังผีที่ไฟว์สตาร์ถนัดมาก่อนจากพวก หอแต๋วแตก  มาใช้ แต่ข้อดีคือหย่อนลงตามเหมาะสมไม่ได้ถึงกับยอมเสียแกนเรื่องเพื่อสร้างสถานการณืตลกอย่างที่หนังไทยบางเรื่องทำ และการได้ เอม-วิทวัส  รัตนบุญบารมี หรือ เอม ตามใจตุ๊ด มาจับคู่ปล่อยฮากับ เจมส์-ภูวดล เวชวงศา ที่คนหลังปรับลุคเป็นตุ๊ดบ้าผู้ชายได้ลืมภาพเดิมไปมาก ก็เรียกว่าลงตัวมากกว่าที่คาด แม้จะมีบ้างที่ดูบทต่อล้อต่อเถียงจะต่อไม่ติดเป๊ะแต่เคมีโดยรวมถือว่าพยุงหนังได้ไม่น่าเบื่อ

ในขณะที่ฝั่งดราม่าแกนหลักเป็นหน้าที่ของ ออกัส-วชิรวิชญ์ ไพศาลกุลวงศ์ ที่มีดราม่าเรื่องพ่อบีบบังคับ และตัวเขาไม่มีความต้องการบวชไม่ได้ศรัทธา ซึ่งจะเป็นตัวที่ต้องนำพาผู้ชมเรียนรู้ผ่านการพัฒนาตัวละครนี้ให้ซาบซึ้งกับความหมายของการบวช โดยมีดอกไม้หนึ่งเดียวอย่างพลอยชมพู-ญานนีน ภารวี ไวเกล มาเป็นตัวเสริมให้พระเอกเข้าใจตัวเองมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนทางผู้สร้างก็มีทัศนคติและความตั้งใจดีในการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าแห่งผ้าเหลือง ผ่านกิมมิกนาคในตำนานพุทธศาสนาที่ปรารถนาจะบวชแต่บวชไม่ได้ เช่นเดียวกับผีนาคที่อยากบวชแต่ก็บวชไม่ได้ ในขณะที่คนที่บวชได้อย่างพระเอกกลับไม่ได้มีความใส่ใจเล็งเห็นผลในสิ่งที่เขามีสิทธิ์อย่างสบาย ๆ นี้เลย

แต่กระนั้นการเล่าเรื่องผ่านเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงนี้เองที่เป็นเรื่องน่าติง เพราะครึ่งเรื่องแรกดูปูหลายอย่างมาดีทั้งมู้ดความน่ากลัว ความตลก ปมดราม่าของตัวละคร และปมปริศนาของเรื่องราว แต่ทว่าพอหนังเข้าครึ่งหลัง กลับเล่นง่ายด้วยมุกที่คนดูเดาได้จนจบแต่ตัวละครยังใบ้อึ้งจับต้นชนปลายไม่ถูกอย่างน่าเวทนา ทั้งความแข็งแรงของการเล่าเรื่องก็เริ่มล้าไอเดียและพึ่งพิงการใช้แฟลชแบ็กขยายความเอาง่าย ๆ อย่างไม่จำเป็น ซึ่งส่วนมากเป็นฉากสำคัญในพัฒนาการความคิดของพระเอกด้วย ยิ่งหนังเดินเรื่องไปมากขึ้น ๆ เราก็ยิ่งเห็นบาดแผลในการจะประสานฉากจบที่คิดไว้ การหาแลนดิ้งสวย ๆ ให้ตัวเองเป็นความพยายามที่เราในฐานะคนดูเหนื่อยอยู่พอสมควร แต่กระนั้นฉากหลังไคลแม็กซ์ที่หนังยังเก็บมุกเด็ดไว้ ก็ถือว่ามาได้เหนือคาดหมายพอสมควร แม้จะไม่มีหักมุมใหญ่ให้น่าจดจำ แต่หนังก็เก็บเล็กประสมน้อยจนพอผ่านมาตรฐานหนังไทยที่พอไปวัดไปวาได้เช่นกัน (ก็แน่ล่ะทั้งเรื่องเล่นกันอยู่ในวัดนี่นะ 55) เป็นอีกหนึ่งหนังที่บันเทิงน่าจะถูกใจคอหนังผีตลกไทยครับ

นาคไม่ไปเกิดเพราะอดบวช คนดูหนังไทยอย่าชวดรีบจองตั๋ว กดที่รูปโดยไว เดี๋ยวคาใจอดดูจะหาว่าไม่เตือน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] Cafe’ Funiculi Funicula เพียงชั่วเวลา กาแฟยังอุ่น – ไม่ใช่แค่ย้อนเวลาแต่ให้บทเรียนอันมีค่าจนน้ำตารื้น

Published

on

A Simple Favor

10

ความสมบูรณ์ของบทหนัง

10.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

10.0/10

ความสมบูรณ์ของการแสดง

10.0/10

ความสนุกของหนัง

10.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

10.0/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทั้งฮาและระทึก
  • บทสนทนาฉลาดและคมคายมาก
  • หนังเดินตามสูตรฮิตช์ค็อกได้อย่างสร้างสรรค์
  • แอนนา เคนดริก เบลค ไลฟ์ลี่ คือเคมีเริ่ด ระทึกและร้อนแรง
  • คอสตูมคือที่สุด ดูแพง ดูเริ่ด ไม่อยากกระพริบตาเลย

จุดสังเกต

  • หนังไม่มีฉากโป๊นะ แต่มีภาพงานศิลปะนู้ดของ เบลค ไลฟ์ลี
  • ดูจบ คืออยากหาร้าน CD ซื้อซาวด์แทร็คมาก
  • คำหยาบกระจาย ไม่เหมาะกับเด็กนาจาาาา
ณ.คาเฟ่ ฟูนิคูลิ ฟูนิคูล่า จะมีที่โต๊ะหนึ่งที่สามารถพาคุณย้อนเวลากลับไปยังอดีตในชั่วเวลาเพียงกาแฟยังอุ่นและต้องดื่มให้หมดก่อนกาแฟเย็นหากไม่อยากติดอยู่ที่โต๊ะนี้ไปตลอดกาล และสิ่งที่ทำในอดีตไม่อาจเปลี่ยนแปลงปัจจุบันได้ นี่คือกฎที่ คาสุ (คาซูมิ อาริมูระ) บาริสตาของร้านพร่ำบอกกับผู้คนที่ต้องการกลับไปยังอดีตที่มีทั้ง ฟูมิโกะ (ฮารุ) หญิงสาวที่ไม่เคยได้รู้ความในใจของเพื่อนสนิทในวันที่เขากำลังจะไปเรียนต่อที่อเมริกา, ยาสุโนริ (ยูทากะ มัตซุชิเกะ) บุรุษพยาบาลผู้ไม่เคยรับรู้ความลับของ คาโยะ (ฮิโรโกะ ยากูชิมารุ) ภรรยาของเขาก่อนเป็นอัลไซเมอร์ และ ฮิราอิ (โย โยชิดะ) สาวใหญ่สุดซ่าผู้ไม่เคยรับรู้ความในใจของน้องสาว และตลอดเวลาที่ได้ช่วยให้ใครต่อใครได้ย้อนเวลา คาสุ กลับเป็นคนเดียวที่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปหาคำตอบว่าทำไมแม่ถึงทิ้งเธอไปและความรู้สึกที่เธอมีต่อ เรียวสุเกะ (เคนทาโร อิโต) จะลงเอยเช่นไร 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

บทประพันธ์ต้นธารอย่าง Coffee ga Samenai Uchi ni ของ โทชิคาสุ คาวากูชิ ได้สั่งสมความประทับใจของนักอ่านมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว และบ้านเราก็เพิ่งมีฉบับแปลภาษาไทย วางขายเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ซึ่งโดยรายละเอียดแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร โดย ซาโตโกะ โอกูเดระ ได้ดัดแปลงเรื่องราวครึ่งหนึ่งทั้งโดยรายละเอียดอย่างการเปลี่ยนแปลงเรื่องของ โคตาเกะ พยาบาลสาวใหญ่ ให้กลายเป็นเรื่องราวของบุรุษพยาบาลอย่าง ยาสุโนริ ซึ่งก็ถือว่าให้ความหนักแน่นของอารมณ์ดราม่าได้ดีทีเดียว เนื่องจากได้นักแสดงยอดฝีมืออย่าง ยูทากะ มัตซุชิเกะ ในบทบุรุษพยาบาลผู้อดทนดูแลภรรยาที่เป็นอัลไซเมอร์ และได้ ฮิโรโกะ ยากูชิมารุ หญิงสาวผู้จำสามีตัวเองไม่ได้ ยิ่งทั้งคู่อยู่ด้วยกันทั้งซีนอดีตและปัจจุบันมันยิ่งสร้างเมจิกโมเมนต์สอนคนดูให้สัมผัสได้ถึงรักแท้ที่โรคร้ายก็ไม่อาจปิดกั้นทั้งคู่ได้จนคนดูยอมเสียน้ำตาเลยทีเดียว และอีกส่วนคือการดัดแปลงเรื่องราวของภรรยาเจ้าของร้านกาแฟที่ตั้งครรภ์โดยร่างกายอ่อนแอ ให้กลายเป็นเรื่องราวของ คาสุ บาริสตานางเอกของเรื่องที่มีปมเรื่องแม่แทน ซึ่งก็นับว่าเป็นการตัดสินใจที่เฉียบขาดมาก เพราะตัวนิยายจะเล่าเป็นบทๆแต่หากดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพลอตแกนกลางที่เชื่อมร้อยเรื่องราวย่อยๆมากมายให้เป็นหนึ่งเดียว นั่นทำให้ Cafe’ Funiculi Funicula มีบทภาพยนตร์ดัดแปลงที่แข็งแรงจนสามารถทำให้คนดูติดตามเรื่องราวต่างๆได้โดยไม่สะดุดเลย

ส่วนใครดูตัวอย่างแล้วกลัวหนังมาทางดราม่าจัดๆ ต้องบอกว่าตัวหนังเองเล่าเรื่องผสนผสานความเป็นแฟนตาซีได้ลงตัวเลย โดยเฉพาะการยึดกฎในการย้อนเวลาทั้งการที่กำหนดให้เหตุการณ์ต้องเกิดขึ้นในร้านกาแฟร้านนี้โดยที่บุคคลที่จะย้อนเวลาไปหาต้องเคยมานั่งที่คาเฟ่แห่งนี้ หรือการกำหนดช่วงเวลาในการย้อนเวลาเองก็สามารถสร้างทั้งความตื่นเต้นและความสะเทือนใจให้คนดูได้เป็นอย่างดีเพราะเราต้องลุ้นให้ตัวละครดื่มกาแฟให้ทันก่อนติดอยู่ในกาลเวลา แถมหนังยังมีเรื่องราวกุ๊กกิ๊กพอหอมปากหอมคอระหว่างคาสุ กับ เรียวสุเกะ ให้ได้อารมณ์หวานๆอยากทานกาแฟกันแบบพอดิบพอดีไม่เบียดบังประเด็นหลักของเรื่องแต่อย่างใด อีกทั้งหนังยังมาพร้อมงานวิช่วลตอนย้อนเวลาที่แปลกใหม่และเปี่ยมศิลปะอีกด้วย

ใครได้ดู Cafe’ Funiculi Funicula คงอดที่จะหลงรัก คาซูมิ อาริมูระ ที่เคยทำคนดูหลงรักจากบทซอมบี้กินอาหารใน I AM A HERO เมื่อปี 2016 ก็กลับมาด้วยลุคที่น่ารักและโดนใจคอกาแฟอย่างผมเป็นพิเศษ ทั้งๆที่ในเรื่องก็ใส่ชุดที่ไม่ได้เย้ายวนหรือดูน่ารักแบบจงใจ แต่สเน่ห์ของ คาซูมิ ก็ยังหอมกลมกล่อมในทุกฉาก แถมแอ็คติ้งของน้องยังทำให้เราเข้าใจถึงความผิดบาปและภาระหนักอึ้งในใจทุกครั้งที่ต้องรินกาแฟพาคนย้อนเวลากลับไป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]The Upside : เลือกเก็บของเก่าได้สวยงาม เติมใหม่ได้พอดี

Published

on

A Simple Favor

10

ความสมบูรณ์ของบทหนัง

10.0/10

ความสมบูรณ์ของงานสร้าง

10.0/10

ความสมบูรณ์ของการแสดง

10.0/10

ความสนุกของหนัง

10.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

10.0/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทั้งฮาและระทึก
  • บทสนทนาฉลาดและคมคายมาก
  • หนังเดินตามสูตรฮิตช์ค็อกได้อย่างสร้างสรรค์
  • แอนนา เคนดริก เบลค ไลฟ์ลี่ คือเคมีเริ่ด ระทึกและร้อนแรง
  • คอสตูมคือที่สุด ดูแพง ดูเริ่ด ไม่อยากกระพริบตาเลย

จุดสังเกต

  • หนังไม่มีฉากโป๊นะ แต่มีภาพงานศิลปะนู้ดของ เบลค ไลฟ์ลี
  • ดูจบ คืออยากหาร้าน CD ซื้อซาวด์แทร็คมาก
  • คำหยาบกระจาย ไม่เหมาะกับเด็กนาจาาาา

สนับสนุนเนื้อหาโดย

รีเมคจากหนังฝรั่งเศส The Intouchables ปี 2012 เป็นหนังฝรั่งเศสที่ฮิตที่สุดในประวัติศาสตร์ จากทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญ แต่ทำรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 426 ล้านเหรียญ ส่งผลให้ โอมาร์ ซี กลายเป็นดาราชื่อดัง และก่อนหน้า The Upside อินเดียก็ชิงรีเมคไปก่อนหน้าแล้วในชื่อเรื่อง Oopiri ออกฉายเมื่อปี 2016 เป็นหนังพูดภาษาทมิฬ และเวอร์ชั่นภาษาฮินดีก็กำลังอยู่ในระหว่างงานสร้าง แล้วก็ยังจะมีเวอร์ชั่นของประเทศอาร์เจนตินาอีกด้วย

the intouchables หนังฝรั่งเศสต้นฉบับ

หนังดัดแปลงมาจากเรื่องจริงของ ฟิลลิป ปอซโซ ดิ บอร์โก นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสผู้ประสบความสำเร็จแต่ประสบอุบัติเหตุเครื่องร่อนทำให้เป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมาไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ เขาเลือกจ้าง อับเดล เซลลู ผู้ดูแลส่วนตัวคนใหม่ท่ามกลางเสียงคัดค้านของผู้คนรอบด้าน เพราะอับเดลเป็นขี้คุกและไม่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยอัมพาต กลายมาเป็นเรื่องราวของนายและบ่าวที่ต่างกันสุดขั้วทั้งพื้นฐานครอบครัว การศึกษา และรสนิยมการดำเนินชีวิต ซึ่งทั้งเวอร์ชั่นต้นฉบับและเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดต่างก็ถ่ายทอดหัวใจของหนังตรงนี้ออกมาได้ดี ในช่วงเวลา 6 เดือนที่ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันต่างก็ซึมซับมุมมองการดำเนินชีวิตของกันและกัน ซึ่งล้วนทำให้โลกของทั้งคู่มีชีวิตชีวาขึ้นมาก อับเดล ซึมซับการฟังเพลงคลาสสิกมาจากฟิลลิป เริ่มมองเห็นคุณค่าของชีวิต สนใจเรื่องการทำธุรกิจอยากจะมีชีวิตที่ก้าวหน้ามากขึ้น ส่วนฟิลลิปก็สนุกไปกับการได้ลองใช้ชีวิตโลดโผนดูบ้าง ได้ลองดูดกัญชาขับรถซิ่ง ฟังเพลงโซลอเมริกัน ซื้อบริการโสเภณี ทำให้ชีวิตซังกะตายของผู้ป่วยกลับมามีสีสันมากขึ้น

เวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดเป็นผลงานกำกับของ นีล เบอร์เกอร์ ที่ไม่ค่อยมีงานกำกับออกมาบ่อยนัก เรื่องสุดท้ายที่เราได้ดูกันก็คือ Divergent (2014) กำกับจากบทภาพยนตร์ของ จอน ฮาร์ตเมีย มือเขียนบทหน้าใหม่ ที่ปรับเปลี่ยนบทจากเวอร์ชั่นฝรั่งเศสไปไกลลิบ แต่ด้วยเนื้อหาที่มีความเป็นอเมริกันมากขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนใจนีล เบอร์เกอร์ ที่ได้อ่านบทร่างแรกแล้วบอกปฎิเสธไป แต่เมื่อได้อ่านบทของจอน ฮาร์ตเมีย แล้วประทับใจตกลงกำกับ บทมหาเศรษฐี ฟิลลิป ลาคาส ของไบรอัน แครนสตัน ดูมีความใกล้เคียงกับเวอร์ชั่นต้นฉบับมากสุด ส่วนบทอื่นถูกปรับแต่งใหม่เสียมาก

โดยเฉพาะตัว “ดริส” ในเวอร์ชั่นฝรั่งเศส ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “เดล สก็อตต์” แล้วก็เลือกให้เควิน ฮาร์ต มารับบท ซึ่งนับว่าเป็นการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของดาราตลกร่างเล็กคนนี้ไปพอควร เมื่อต้องมารับบทในหนังดราม่าแบบนี้ เควิน ถ่ายทอดภาพลักษณ์ขี้คุกของ เดลออกมาดูน่าเชื่อ กับการไว้หนวดไว้เครา แต่ในฉากฮา เควิน ก็ปล่อยตัวตนเดิมออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ผู้สร้างเลือกเควิน ฮาร์ต มาแทน เจมี่ ฟ็อกซ์ และ ไอดริส เอลบ้า เพราะว่าบทหนังเพิ่มฉากฮาเข้าไปเยอะมาก หลาย ๆ ฉากขำมาก โดยเฉพาะฉากที่เดลจะต้องใส่ท่อยางกับจุ๊ดจู๋ของฟิลลิป ซึ่งเราขำได้แรง ๆ กับลีลาท่าทางของเควิน ฮาร์ต ที่เป็นงานถนัดของเขา แต่บทก็ปรับเปลี่ยนเรื่องราวส่วนตัวของเดลให้หนักมากขึ้น ด้วยการเขียนฉากหลังครอบครัวของเดลเสียใหม่ จากเดิมที่อยู่กับแม่และน้องอีก 5 คน ให้เป็นขี้คุกที่พยายามสานความสัมพันธ์กับลูกและมีย

นอกจากบท เดล ที่ถูกปรับเปลี่ยนแล้ว “อีวอน” บทเลขาส่วนตัวของฟิลลิปที่เวอร์ชั่นนี้ได้ นิโคล คิดแมน มารับบท ก็ถูกยกระดับให้เป็นตัวละครนำ จากเดิมที่เป็นแค่ตัวประกอบ ก็นับว่าการยกระดับบทของเธอช่วยเพิ่มสีสันให้หนังได้อย่างมาก กับการเป็นเลขาที่รักและผูกพันกับฟิลลิปอย่างมาก เธอไม่พอใจที่ฟิลลิปเลือกเดลมารับงานนี้ และตั้งกฏเหล็กขึ้นมาเพื่อหาทางกำจัดเดลออกไป ซึ่งเดลก็สามารถพิสูจน์ความสามารถและความจริงใจให้อีวอนยอมรับได้ในท้ายที่สุด

ผู้กำกับ นีล เบอร์เกอร์ และ เควิน ฮาร์ต

เวอร์ชั่นนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มฉากฮา แต่กับสัดส่วนดราม่าของหนังก็ถูกยกระดับขึ้นมาให้ตึงเครียดมากขึ้นเช่นกัน ด้วยการเขียนให้ฟิลลิปและเดลมีปากเสียงกันถึงขั้นโบกมือลา ซึ่งในเวอร์ชั่นต้นฉบับนั้นคู่นี้จากกันด้วยดี ก็เป็นการเสริมเข้าไปได้ถูกจังหวะจะโคน ทำให้เรื่องราวของหนังมีจุดวิกฤตและน่าติดตามว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะลงเอยอย่างไร ไม่เพียงแต่การปรับเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นอเมริกันมากขึ้น ด้วยความที่เวอร์ชั่นนี้ห่างจากต้นฉบับถึง 7 ปี ก็เลยเพิ่มเรื่องราวของเทคโนโลยีเข้าไป อย่างเช่นเรื่องราวของกูเกิ้ล ที่ต่อยอดไปถึงจุดดราม่าของหนังได้ รถหรูของฟิลลิปก็เป็นแบรนด์อเมริกันล้วน สั่งให้เล่นเพลงด้วยคำสั่งเสียงพูด

ฟิลลิป รอซโซ และ อับเดล เซลลู นายและบ่าวตัวจริงจุดกำเนิดเรื่องราว

หนังเลือกใช้ อาเรธา แฟรงคลิน ดีว่าหญิงระดับตำนานมาเป็นตัวแทนของบทสรุปที่รสนิยมของทั้งคู่จูนมาหาจุดกึ่งกลางกันได้อย่างสวยงาม แม้จะชอบกับการปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างในเวอร์ชั่นฮอลลีวู้ดนี้ แต่ผู้เขียนก็ยังประทับใจกับฉากจบของต้นฉบับมากกว่า กับภาพที่”ดริส” (ชื่อในเวอร์ชั่นต้นฉบับ) เดินจากฟิลลิปไป กับภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือนายกำลังยิ้มมีความสุขกับแขกเซอร์ไพรส์ที่ดริสจัดมาให้ แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหน เรื่องราวของ ฟิลลิป และ อับเดล ตัวจริง ก็เป็นมิตรภาพที่สวยงาม จากคนต่างขั้วที่เลือกรับและถ่ายทอดสิ่งดี ๆ ให้แก่กัน เป็นเรื่องราวที่สมควรเล่าต่อไปอีกหลาย ๆ เวอร์ชั่น ถ้ายังคงหัวใจของความสัมพันธ์นี้ไว้และสื่อออกมาได้อย่างต้นฉบับ

ก็ยอมรับว่า The Upside เป็นการรีเมคที่ฉลาด เลือกคงบางฉากที่เป็นหัวใจหลักของเรื่องราวจากต้นฉบับไว้ และเลือกเสริมเติมแต่งที่ทำให้หนังมีสีสันมากขึ้น ลงเอยเป็นหนังที่ครบรสชาติ ทั้งมุกฮาที่หัวร่อได้ถี่ ๆ ทั้งเรื่อง ดราม่าแรง ๆ เครียด ๆ แต่ยังคงสาระเรื่องการให้โอกาส ไม่ตัดสินคนแค่ภายนอก ที่เล่าออกมาได้อย่างมีสีสัน ดาราที่คัดมา ก็ระดับยอดฝีมือในวงการทั้งสิ้น สมควรที่หนังประสบความสำเร็จตังแต่สัปดาห์แรกที่เปิดตัว ไม่ควรพลาดครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!