Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก- ดูเอาฮาก็ไม่แย่ถ้าไม่แคร์สาระหนัก

ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

7.5

คุณภาพงานสร้าง

7.5/10

ความฮาของมุกในภาพรวม

7.5/10

นักแสดง

7.5/10

ความสนุก

7.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.5/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทีมนักแสดงตลกมาซัพพอร์ตทุกได้ดี
  • มุกส่วนใหญ่มีปริมาณคำหยาบน้อยมากแต่ได้ผล
  • จังหวะน้าค่อม โรเบิร์ตสายควันคือท็อปหอร์ม
  • โอ๊ต ปราโมทย์ สร้างสีสันในเรื่องได้ดีเลย
  • ฝน ศนันทฉัตร น่าร๊ากกกกก

จุดสังเกต

  • เราไม่ค่อยอินกับชีวิต ศักรินทร์ เท่าไหร่
  • เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังถูกใช้งานไม่คุ้ม
  • พาร์ตดราม่ายังไม่หนักแน่นพอให้รู้สึกตามไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เพราะครอบครัวคาดหวัง ศักรินทร์ (พีช พชร) เลยต้องใช้ชีวิตสองด้านโกหกแม่สุรี (เจนนิเฟอร์ คิ้ม)และยายที่เป็นโรคหัวใจว่าตัวทำงานแบงค์และกำลังเฮงได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้จัดการหวังให้ครอบครัวภูมิใจ แต่เมื่อรถไฟเทียบชานชาลา..เสื้อกั๊กส้มต้องมาพร้อมหมวกกันน็อกในวิถีชีวิตแบบไบค์แมน หรือ มอเตอร์ไซค์วิน แต่ชีวิตพกลมของศักรินทร์คงไม่กลายเป็นพายุ หากดั๊นไม่ได้เจอจ๋าย (ฝน ศนันธฉัตร) เพื่อนสมัยคอซองที่กลายมาเป็นสาวแบงค์คนสวย แต่ดันกลายเป็นคราวซวยเมื่อแฟนของจ๋ายอย่าง เอ (โอ๊ต ปราโมทย์) รองผู้จัดการแบงค์ขี้หลี ดั๊นเป็นหลานของเพื่อนแม่ซะอี๊ก แล้วความลับของศักรินทร์จะแตกมั้ยเนี่ย..?? 

 

 

เห็นสัญลักษณ์ รฤก แน่นอนว่าเราต้องนึกถึงชื่อนายห้างอย่าง ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพชร ผู้กำกับหนังตลกร้อยล้านตระกูลส่ายหน้าที่ต่อมาขอบิดมาทางโรแมนติกคอเมดี แต่คราวนี้ พี่ยอร์ช ขอถอยไปยืนมองข้างสนามแล้วส่ง พฤกษ์ เอมะรุจิ ผู้กำกับหนัง ป้าแฮปปี้ She ท่าเยอะ (2558) ที่ถนัดแนวทางผสมดรามากับคอเมดีเข้ากันได้อย่างดี มากุมบังเหียนและเขียนบทหนังชื่อแปลกที่เป็นเครื่องหมายสไตล์ยอร์ช ฤกษ์ชัย อย่าง ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก เรื่องนี้แทน  

ขอออกตัวก่อนเลยว่า รีวิวนี้วัดจากความรู้สึกตอนชมล้วนๆ ดังนั้นเรื่องบทหนังไม่สาเหตุสมผลขอไม่เอามาเป็นปัจจัยในการรีวิวนี้นะครับ เพราะคำถามที่หลายคนอยากรู้จริงๆคือหนังตลกมั้ย ฮามั้ย หรือแป๊กมั้ย ดังนั้นเรามาวัดกันไปเป็นเรื่องๆ 

เริ่มจากตัวละครนำอย่างศักรินทร์ ที่ได้ พีช พชร นักแสดงขาประจำของ GTH-GDH559 ที่ถ้าว่ากันในทางคอเมดี อันนี้ฟันธงเลยว่าแป๊กครับ! จังหวะการปล่อยมุกไม่คม รับส่งมุกกับคนอื่นไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ดูๆไปแล้ว ติดจะเอาไปเทียบกับคุณ แดน วรเวชใน แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า ที่รับบทลูสเซอร์บ้านๆได้มีเสน่ห์กว่า แต่พอถึงพาร์ตดราม่า อันนี้ยอมรับว่า ณ. ขณะที่พชรอยู่ในซีนที่ต้องสารภาพความผิดบาป เขาทำให้เราลืมได้เลยว่านี่คือลูกหลานเซ็นทรัล แม้ตั้งแต่ต้นเรื่องเราจะรู้สึกว่าเขาแค่เด็กรวยที่มาคอสเพลย์เป็น วิน มอเตอร์ไซค์ก็ตาม 

ฝน ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล หรือฝน ATM หรือ ฝน Hormones จะเรียกอะไรก็แล้วแต่.. แต่พอฝนปรากฎกายในชุดพนักงานแบงค์ นี่คือตัวละครที่พร้อมจะทำให้คนดูหลงรักได้ทันที ด้วยน้ำเสียงที่ดูสดใสน่ารักคู่กับหน้าตาแบ๊วๆหมวยๆ การมารับบทพนักงานแบงค์ เฟิร์สจ็อบเบอร์ เด็กจบใหม่ที่ไม่กล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน เลยกลายเป็นที่เหมือนเขียนมาให้เธอได้ และด้วยคุณสมบัติด้านแอ็คติ้ง เมื่อหนังถูกสับสวิตช์ไปโหมดดราม่า ฝนก็ยังคงรักษาระดับการแสดงไปคู่กับเคมีร่วมกับ พชร ได้อย่างน่าชื่นชม 

ส่วนทีมเอาฮา อันนี้ขอกล่าวรวมๆนะครับเริ่มจาก น้าค่อม ที่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ คุณน้าน่าชื่นชมมากครับ คงจังหวะการปล่อยมุกได้เฉียบเช่นเคย แต่ที่ต้องชื่นชมเป็นพิเศษคือคราวนี้ น้าลดปริมาณคำหยาบคายลงได้อย่างน่าตกใจ ที่สำคัญทุกซีนที่น้าร่วมจอกับคนอื่น น้ายังรับส่งมุกกับเขาได้อย่างไหลลื่นมว๊าก ควบคู่กันในสายตลกอาชีพ การมาถึง โรเบิร์ต สายควัน ก็คือการการันตีความฮาในเชิงปริมาณซึ่งนอกจสกจะไม่ซ้ำมุกกัญชาที่เราดูมาจนช้ำแล้ว แก๊กต่างๆที่ปล่อยมาก็เข้าเป้าทุกดอกอย่างน่าพอใจ ไม่แพ้กันกับหน้าใหม่อย่าง โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ในจักรวาลยอร์ช ฤกษ์ชัย ที่แม้เวลาบนจออาจไม่ต่างจากดารารับเชิญ แต่นอกจากบุคลิกฮาๆห่ามๆลามกที่เป็นต้นทุนเดิมแล้ว โอ๊ตยังสามารถถ่ายทอดแก๊กตามบทสั่งได้อย่างแม่นยำ ฉากลิ้นจุกปาก ต้องกลายเป็นคลิปไวรัลบนโซเชียลในอนาคตแน่นอน. 

แม้ตัวหนังจะเอา เจนนิเฟอร์ คิ้ม มาทำเสียของไปบ้างทั้งไม่มีฉากร้องเพลง หรือปล่อยมุกฮาๆ แต่ในฐานะนักแสดงเธอก็ทำหน้าที่ได้ดีนะครับ เล่นเป็นคนอยุธยาซะเหมือนเชียว 

เมื่อหักล้างเรื่องที่ว่า ศักรินทร์ ยังไม่ทำให้เราอยากลุ้น อยากเอาใจช่วยแล้ว แต่ในด้านความฮาที่เราคาดหวังก็ยังอยู่ในเกณฑ์สอบผ่านนะครับ ไม่ถึงกับนั่งเซ็งรอหนังจบให้รู้สึกลำไยแน่นอน 

เครียดกับงาน อยากหากับแฟน คลิกซื้อตั๋วไบค์แมนด้านล่างนี้เลย 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] The Favourite: แซ่บจริง อีเสน่ห์ร้ายยกกำลัง 3

Published

on

By

ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

7.5

คุณภาพงานสร้าง

7.5/10

ความฮาของมุกในภาพรวม

7.5/10

นักแสดง

7.5/10

ความสนุก

7.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.5/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทีมนักแสดงตลกมาซัพพอร์ตทุกได้ดี
  • มุกส่วนใหญ่มีปริมาณคำหยาบน้อยมากแต่ได้ผล
  • จังหวะน้าค่อม โรเบิร์ตสายควันคือท็อปหอร์ม
  • โอ๊ต ปราโมทย์ สร้างสีสันในเรื่องได้ดีเลย
  • ฝน ศนันทฉัตร น่าร๊ากกกกก

จุดสังเกต

  • เราไม่ค่อยอินกับชีวิต ศักรินทร์ เท่าไหร่
  • เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังถูกใช้งานไม่คุ้ม
  • พาร์ตดราม่ายังไม่หนักแน่นพอให้รู้สึกตามไป

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เรื่องราวในรั้วในวังอังกฤษยุคศตวรรษที่ 17 เมื่อสมเด็จพระราชินีแอนน์ ต้องอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมืองพรรครัฐบาลกับฝ่ายค้านที่ยั่วยุและเห็นตรงข้ามกันในการสู้รบกับฝรั่งเศส ทว่าความสาหัสที่แท้จริงสำหรับพระองค์นั้น กลับเป็นการขัดแข้งขัดขาชิงดีชิงเด่นเป็นคนโปรดของพระองค์ระหว่าง ซาร่าห์ และ อบิเกล และเมื่อเหล่าอีลิทเปิดศึกกันแบบนางร้ายละครตลาด ความมัน ความแซ่บ จึงบังเกิด

ผู้กำกับ ยอร์กอส ลานธิมอส กับผลงานเรื่องล่าสุดในแบบที่บอกว่า เฮี้ยน ไม่มาก แต่ แซ่บ สุดทีน สำหรับ The Favourite สมควรจริง ๆ ที่ชื่อไทยจะตั้งว่า อีเสน่ห์ร้าย คือลงตัวกับเรื่องราวจริง ๆ ด้วยความที่รอบนี้ตัวยอร์กอสไม่ได้เขียนบทเอง แต่นำบทของ เดบราห์ เดวีส และโทนี่ แม็คนามารา มากำกับ จึงทำให้หนังลดราวาศอกกับเรื่องสัญญะหรือนัยยะแบบซ่อนลึกที่เป็นความเฮี้ยนประจำตัวลงไปพอประมาณ แต่กระนั้นหนังก็ยังมีลายเซ็นแบบฉบับของหนังยอร์กอสให้เห็นชัดเจน ในเรื่องนัยยะที่มักอยู่ในสัตว์ซึ่งปรากฏในเรื่อง อย่าง The Lobster ก็มีกุ้งล็อบสเตอร์ หรือใน The Killing of a Sacred Deer ก็มีกวาง และสำหรับเรื่องนี้เขาก็นำเสนอนัยบางอย่างผ่าน กระต่าย สัตว์เลี้ยงประจำกายของควีนแอนน์ ซึ่งก็ตีความได้ง่ายกว่ากุ้งกับกวางนั่นด้วย

หนังเรื่องนี้ได้นำเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของอังกฤษ ยุคของพระราชินีแอนน์ ในช่วงปี 1704 มาเติมแต่งใส่สีตีไข่เพิ่มเติม อันว่าด้วยเรื่องความสนิทสนมระหว่างพระองค์กับ ซาราห์ เชอร์ชิล ดัชเชสแห่งมาร์ลบะระ ต้นตระกูลของ วินสตัน เชอร์ชิล ผู้ใช้สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเจ้าครองนครมาเป็นเครื่องมือในการคุมการเมืองระบบรัฐสภาเพื่อส่งเสริมสามีของตน ในขณะที่พระนางเจ้าแอนน์เองก็ไม่ต่างจากชนชั้นสูงผู้เปลี่ยวเหงาเติบโตในรั่ววังอย่างผิดรูปจนตกเป็นเครื่องมือของผู้อื่น แต่ความไร้เดียงสาเอาแต่ใจของพระองค์ก็บันดาลอำนาจส่งเสริมหรือทำลายผู้ใดก็ได้อย่างไม่อาจคาดเดา หนังได้นำเรื่องราวนี้มาขยายกลายเป็นละครริษยาชิงชังอย่างละครไทยได้เข้มพะยะค่ะมาก ๆ โดยใส่ตัวละครอย่าง อบิเกล มาเป็นตัวขยี้ที่ฉุดรั้งความสัมพันธ์ระหว่างพระราชินีกับซาราห์ให้ดิ่งลงเหว พร้อมกันอบิเกลก็พยายามเหยียบย่ำญาติผู้พี่อย่างซาราห์ขึ้นเป็นคนพิเศษข้างกายพระราชินีเสียเองด้วยมารยาหญิงเต็มพิกัด เกริ่นแค่นี้ก็เห็นความมันในความเป็นอีเสน่ห์ร้ายของแต่ละตัวละครแล้วมั้ยใช่ล่ะ

ทั้งนี้ต้องชื่นชมความแม่นในการแสดงที่ยากเอาเรื่อง ทั้งดราม่าและความตลกร้ายตลกหน้าตายที่เป็นทักษะยากประการหนึ่ง การแสดงที่ปลดปล่อยความดิบเถื่อนออกมาทะลุผ้าผ่อนที่สูงศักดิ์ จนกลายเป็นความขำลั่นโรง และความน่าตกตะลึงสำหรับผู้ชมตลอดเวลา ก็สมควรแล้วที่เหล่านักแสดงนำทั้ง 3 จะโดดเด่นในเวทีการประกวดแข่งขันต่าง ๆ ในปีนี้ ทั้ง โอลิเวีย โคลแมน ในบทพระราชินีแอนน์ ที่เพิ่งส่งให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำครั้งล่าสุดไปด้วย และยังเหลือเวทีใหญ่อย่างออสการ์อีกรางวัลที่มีลุ้นเช่นกัน

ซึ่งคงต้องขอลุ้นไปพร้อมกับ ราเชล ไวซ์ ในบทซาราห์ และ เอ็มม่า สโตน ในบทอบิเกล ที่เข้าชิงในสาขานักแสดงหญิงสมบทยอดเยี่ยมด้วย แม้รายแรกจะเคยได้รางวัลนี้มาแล้วจากหนัง The Constant Gardener และรายหลังจะเคยได้รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาแล้วเช่นกันจาก La La Land แต่กับการทุ่มเทฟาดฟันเชือดเฉือนกันในหนังรอบนี้ของทั้งคู่ ก็ประทับใจผู้ที่ได้ชมอยู่ไม่เบาเลย นอกจากนี้หนังยังมีดาราดังมาร่วมเล่นอีกหลายคน คุ้นหน้าสุดก็อย่าง นิโคลัส ฮอลท์ เป็นอาทิ

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีฝั่งบริทิชอย่าง BAFTA Awards ที่คงถูกจริตเป็นพิเศษเพราะทั้งเรื่องราว บรรยากาศ โปรดักชั่น ทุกอย่างมันถ่ายทอดความเป็นหนังอังกฤษออกมาได้พวยพุ่งมาก ๆ การถ่ายด้วยเลนส์ไวด์เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของโถงอาคารและห้องหับต่าง ๆ ในพระราชวังถูกใช้อย่างมีนัยยะสำคัญ การแพนกล้องเองก็มีความเป็นหนังยุโรปที่คงเอกลักษณ์การเคลื่อนกล้องต่างจากหนังฝั่งฮอลลีวู้ดที่ขยันตัดต่อเอามากกว่า ตรงนี้จึงอาจเป็นดาบสองคมเช่นกันที่อาจทำให้ไม่โดนจริตกรรมการฝั่งอเมริกาเท่าไหร่ แต่ที่ค่อนข้างโดดเด่นมากและควรได้รางวัลปีนี้คงเป็นงานคอสตูมของหนังนั่นเอง ใครสายอีลิทไฮโซไปดูจะอู้หูวโอโหกับโปรดังชั่นเหล่านี้มาก ๆ ทั้งฉาก พร็อพ คอสตูม ส่วนสายถ่ายภาพก็น่าสนใจมากเช่นกันเพราะหนังใช้แสงธรรมชาติถ่ายแทบทั้งหมด เป็นอีกหนึ่งความทะเยอทะยานของหนังที่ต้องชื่นชมเลย

อย่างที่กล่าวมาว่าหนังค่อนข้างดูง่ายขึ้นเยอะมาก เรียกว่าเป็นหนังบันเทิงในแบบฉบับยอร์กอสเลยก็ว่าได้ หนังมีความตลกร้าย เล่นล้อกับความขัดแย้งได้มันสุด ๆ เมื่อเหล่าอีลิทในรั้ววังบริทิช ต่างใช้วาจาสถบ เหน็บแนม เสียดแทงกันราวกับแม่ค้าตลาดนัด หรือเมียน้อยเมียหลวงในละครไทยนางทาสก็ไม่ปาน ในขณะที่พระราชินีเองก็อยู่ในบทคุณหลวงผู้ไม่ประสายากจะทันเล่ห์งูพิษรอบ ๆ ตัว หนังจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เสียดเย้ยเรื่องเพศ สตรีนิยม อยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้หญิงแสร้งเป็นชายเพื่อถืออำนาจข่มขุนนางผู้ชาย หรือแม้แต่ข่มพวกผู้หญิงกันเอง ทำให้หนังเป็นมากกว่าแค่การชิงดีชิงเด่นกันของตัวละคร จุดนี้จึงเปิดช่องให้ยอร์กอสใส่การตีความอันหลากหลายพ่วงเข้ามาบนเส้นเรื่องที่สนุกเป็นทุนอย่างมันมือทีเดียว

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะแสร้งว่ามี พระราชินีเป็นบทนำหญิงเพียงผู้เดียวตามรางวัลที่เสนอเข้าชิง แต่เชื่อว่าใครได้ดูคงคิดเช่นกันว่าจริงแล้ว ทั้งซาราห์และอบิเกล ก็ถือเป็นบทนำได้ทั้งคู่เช่นกัน สมแล้วล่ะที่ควรฟาดฟันกันตั้งแต่ในหนังยันเวทีประกวดแบบไม่มีใครเป็นรองใครทีเดียว อยากให้มาพิสูจน์ความแซ่บแปลกใหม่ และไม่อาตคาดเดาใด ๆ ได้ทั้งสิ้น กันในโรงก่อนผลออสการ์จะประกาศในสัปดาห์ถัดไปครับ

สามสาวอาจจะอีเสน่ห์ร้าย แต่อี-ทิคเก็ตซื้อไวจองสบาย กดได้ที่รูปเลย

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] IF BEALE STREET COULD TALK: รักปอนปอนในโลกแห่งความเหลื่อมล้ำ

Published

on

ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

7.5

คุณภาพงานสร้าง

7.5/10

ความฮาของมุกในภาพรวม

7.5/10

นักแสดง

7.5/10

ความสนุก

7.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.5/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทีมนักแสดงตลกมาซัพพอร์ตทุกได้ดี
  • มุกส่วนใหญ่มีปริมาณคำหยาบน้อยมากแต่ได้ผล
  • จังหวะน้าค่อม โรเบิร์ตสายควันคือท็อปหอร์ม
  • โอ๊ต ปราโมทย์ สร้างสีสันในเรื่องได้ดีเลย
  • ฝน ศนันทฉัตร น่าร๊ากกกกก

จุดสังเกต

  • เราไม่ค่อยอินกับชีวิต ศักรินทร์ เท่าไหร่
  • เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังถูกใช้งานไม่คุ้ม
  • พาร์ตดราม่ายังไม่หนักแน่นพอให้รู้สึกตามไป

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน อยู่ ๆ ชื่อของ แบร์รี เจนกินส์  ก็ปรากฏกลายเป็นสปอร์ตไลท์ดวงเบอเร่อในวงการภาพยนตร์ เมื่อ Moonlight กลายเป็นหนังม้ามืดที่อาจหาญก้าวขึ้นมาท้าทาย La La Land ได้ในเวทีออสการ์ พร้อมยี่ห้อกลิ่นอายของคนทำหนังละมุนละไม ทอดอารมณ์ตัวละครแบบเรียล ๆ บวกองค์ประกอบภาพเล่นสีสันสไตล์หว่องกาไว แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือหนังที่จับประเด็นทางสังคมแล้วถ่ายทอดออกมาได้ทรงพลังมาก ๆ เรียกว่า ต่อให้แวดล้อมของคนดูจะไม่ได้ใกล้เคียงกับบริบทในหนังเลย อยู่ ๆ ก็สามารถอินกับบรรยากาศ และเริ่มตั้งคำถามกับเรื่องราวในหนังได้หลังจากออกมาจากโรง

If Beale Street Could Talk สร้างมาจากนิยายของ เจมส์ บอลด์วิน นักเขียนชั้นครูผู้ล่วงลับเล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวผิวสีคู่หนึ่งในย่านฮาร์เล็มของนิวยอร์กช่วงยุค 1970 ซึ่งต้องเจออุปสรรคการกดขี่เหยียดผิวที่รุนแรงหนักหน่วงในสังคมอเมริกัน ความรักทรหดของ ทริช (กีกี เลย์น) หญิงสาวผิวดำวัยเพียง 19 ปี ที่ไปตกหลุมรัก ฟอนนี (สตีเฟ่น เจมส์) นักปฏิมากรหนุ่มวัย 22 เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ ฟอนนี ถูกกล่าวหาในคดีอาชญากรรมที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ขณะที่ ทริช เพิ่งตั้งครรภ์ เธอพยายามต่อสู้เพื่อให้ฟอนนีได้ออกมาอยู่พร้อมหน้าสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่อุปสรรคเรื่องเงินและการต่อต้านจากแม่สามี ก็เป็นโจทย์สำคัญที่เธอต้องผ่านไปให้ได้

บอกตามตรงว่าตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ 10 นาทีแรก หนังเซตฉากและคอสตูมนิวยอร์กในยุค 70 ออกมาได้สมจริงมาก ๆ รู้สึกถึงกลิ่นอายและบรรยากาศในช่วงเวลานั้นแบบไม่มีติดขัดเลยตลอด 2 ชั่วโมง หนังเก็บรายละเอียดดีเยี่ยม โดยเฉพาะเพลงประกอบที่ลงตัวมาก ๆ ในแต่ละซีน ตัวหนังอาจเดินเรื่องช้า ๆ เนิบ ๆ ละเลียดไปกับความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแต่ละตัวแบบพินิจพิเคราะห์จริง ๆ ไม่รีบร้อนจะนำพาคนดูไปจุดใดจุดหนึ่ง บางครั้งเราจะได้เห็นฉากลองเทคที่รู้สึกว่ามีก็ได้ไม่มีก็ได้ผ่านตาเป็นระยะ

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ การตัดสลับเล่าเรื่องระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และอนาคตในมายาคติของ ทริช และ ฟอนนี หนังพาเราล่องลอยไปกับความฝัน การปลดล็อคพันธนาการ แล้วจากนั้นก็ดึงอารมณ์คนดูให้กลับมาสู่โลกความเป็นจริง ความจริงของผัวเมียผิวสีที่กำลังตกที่นั่งลำบาก จากนั้นก็สลับไปเห็นว่า ทั้งคู่เจอกันได้อย่างไร ซึ่งถือว่าแม้จะยังมีตกหล่นในหลาย ๆ จังหวะ แต่ภาพรวมก็ถือว่าค่อนข้างสมูท มีลูกเล่นแทรกแปลกตาดี และยังคงโทนสีและคอสตูมที่จัดจ้านเช่นเคย

สิ่งที่หนังประสบความสำเร็จมาก ๆ เลยก็คือ เมสเซจ ที่สื่อออกมาถึงความยากลำบากของตัวละครผัวเมียคู่นี้ ในการฟันฝ่าความเฮงซวยของโชคชะตา ความเฮงซวยของค่านิยมในสังคม หนังพยายามทำให้เราคนดูรู้สึกหนักอึ้ง หน่วง ๆ อึน ๆ คิดแทนตัวละครแล้วก็หาทางออกได้ยากเหลือเกิน เพราะปัญหาส่วนใหญ่มาจากอุปสรรคเรื่องความคิดที่อคติรุนแรงของคนรอบข้างที่เป็น toxic นี่เป็นหนังครอบครัวชั้นดีที่ไม่ได้พยายามจะชี้บทเรียนใด ๆ แต่บอกเล่าความเป็นไปและเวรกรรมที่เราทุกคนต่างต้องพบเจอ และบางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ไปกับมัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]The Quake : จากหนังแผ่นดินไหวกลายเป็นมหาภัยตึกนรก

Published

on

ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

7.5

คุณภาพงานสร้าง

7.5/10

ความฮาของมุกในภาพรวม

7.5/10

นักแสดง

7.5/10

ความสนุก

7.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.5/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทีมนักแสดงตลกมาซัพพอร์ตทุกได้ดี
  • มุกส่วนใหญ่มีปริมาณคำหยาบน้อยมากแต่ได้ผล
  • จังหวะน้าค่อม โรเบิร์ตสายควันคือท็อปหอร์ม
  • โอ๊ต ปราโมทย์ สร้างสีสันในเรื่องได้ดีเลย
  • ฝน ศนันทฉัตร น่าร๊ากกกกก

จุดสังเกต

  • เราไม่ค่อยอินกับชีวิต ศักรินทร์ เท่าไหร่
  • เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังถูกใช้งานไม่คุ้ม
  • พาร์ตดราม่ายังไม่หนักแน่นพอให้รู้สึกตามไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ภาคต่อของ The Wave หนังสัญชาตินอร์เวย์ ที่เข้าฉายบ้านเราไปเมื่อปี 2559 ในชื่อ “มหาวิบัติ สึนามิถล่มโลก” เป็นหนังเชิดหน้าชูตาของประเทศนอร์เวย์ ที่แสดงศักยภาพให้โลกเห็นว่าอุตสาหกรรมหนังบ้านเค้า รุดหน้าไปไกล โดยเฉพาะงานภาพซีจีที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเทียบเท่าฮอลลีวู้ดเลยก็ว่าได้ ในงบประมาณที่ใช้ไปแค่ 6 ล้านเหรียญเท่านั้น และ The Wave ยังได้ทำหน้าที่เป็นหนังตัวแทนของนอร์เวย์ ไปเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศอีกด้วย ด้วยความสำเร็จของ The Wave เลยส่งให้ผู้กำกับ รอร์ ยูทวก ได้มีอนาคตในฮอลลีวู้ด แล้วได้รับมอบหมายงานสำคัญด้วยการเป็นผู้รับผิดชอบการรีบู๊ด Tomb Raider เวอร์ชั่นอลิเซีย วิกันเดอร์ ก่อนที่หนังจะคว่ำทั้งรายได้และเสียงตอบรับ จนเป็นการปิดประตูแฟรนไชส์ไปเสียตั้งแต่ภาคแรก เช่นเดียวกับอนาคตของ รอร์ ยูทวก ที่ไม่มีงานต่อนับจาก Tomb Raider อีกแลย

ผ่านมา 4 ปี ทีมงานผู้สร้าง The Wave ตัดสินใจเข็นภาคต่อในชื่อ The Quake แต่รอ รอร์ ยูทวก ผู้กำกับเดิมที่ติดงานกำกับ Tomb Raider อยู่ในขณะนั้น ก็เลยเปลี่ยนผู้กำกับใหม่เป็น จอห์น แอนเดรีย แอนเดอร์สัน ผู้กำกับภาพมือเก๋าของนอร์เวย์ ที่เพิ่งชิมลางงานกำกับมาไม่กี่เรื่อง หนังดำเนินเรื่องต่อจากเหตุการณ์ในภาคแรก 3 ปีให้หลัง คริสเตียน พระเอกของเรื่องได้แยกทางกับภรรยาและลูก ๆ เขายังคงปักหลักอยู่ในไกแรงเกอร์ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของนอร์เวย์ และเป็นสถานที่เกิดเหตุสึนามิถล่มในภาคแรก คริสเตียนเริ่มรู้สึกถึงเหตุไม่ชอบมาพากลเมื่อเพื่อนร่วมงานของเขาเสียชีวิตขณะเข้าไปสำรวจอะไรบางอย่างในอุโมงค์ คริสเตียนตัดสินใจเดินทางไปออสโลเมืองหลวงของนอร์เวย์ และสานต่องานค้นคว้าของเพื่อน จนพบว่าออสโลกำลังจะเผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เขารีบไปหาหัวหน้าให้เตรียมรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ แต่หัวหน้ากลับไม่เชื่อ คริสเตียนจึงตัดสินใจตามหาลูกและภรรยาเพื่อเอาชีวิตรอดจากภัยแผ่นดินไหวครั้งนี้

หนังยาวเพียง 106 นาที แต่หนังอ้อยอิ่งอยู่เกือบครึ่งเรื่อง กับการปูความตัวละครหลัก ให้เราเห็นสภาพจิตของคริสเตียน ที่อยู่ในสภาพอมทุกข์หลังแยกทางกับครอบครัว และยังไม่ลืมความน่ากลัวของมหาภัยสึนามิเมื่อ 3 ปีก่อน หลายคนที่ซื้อตั๋วเพื่อตั้งใจมาดูฉากภัยพิบัติคงจะอึดอัดหงุดหงิดพอประมาณ หรืออาจจะหลับไปก่อน เพราะกว่าที่จะเห็นความอลหม่านก็ผ่านไปเกือบชั่วโมง ฉากแผ่นดินไหวโจมตีกรุงออสโลมีให้เห็นประมาณ 10 วินาที เป็นภาพที่เราเห็นไปแล้วในตัวอย่างหนัง ทำได้เนียนสมจริงแต่ก็มีแค่นั้นแหละ มีเพิ่มเติมจากนั้นก็เป็นภาพตึกระฟ้าถล่มมาทับกัน จากเดิมที่เข้าใจว่าหนังจะเล่าเรื่องราวหายนะแผ่นดินไหวในมุมกว้าง แต่เอาเข้าจริงหนังกลับลดขอบเขตของเรื่องราวอยู่แค่การเอาชีวิตรอดในตึกระฟ้า

แม้ว่าฉากระทึกจะมาช้า แต่พอมาก็จัดเต็มแบบไม่ให้พักว่ากันยาว ๆ ไป กับการเล่าวีรกรรมของคริสเตียน และมาริต ลูกสาวของเพื่อนคริสเตียนที่ตายไป ต้องมาผจญภัยร่วมกันบนตึกระฟ้าที่กำลังจะถล่มหลังเผชิญเหตุแผ่นดินไหว คริสเตียนต้องช่วยเมียและลูกสาวออกจากตึกให้ได้ก่อนตึกถล่ม หนังใส่ฉากระทึกยาว ๆ 2 ฉากต่อกัน ฉากช่วยเมียในปล่องลิฟต์ และฉากช่วยลูกสาวจากยอดตึกที่เอียง 45 องศา ทั้ง 2 ฉากบอกได้เลย ลุ้นระทึกกันตีนจิกตลอดทุกนาทีที่เดินหน้าไป

ทีมงานคิดสถานการณ์ต่าง ๆ นานาออกมาแกล้งครอบครัวนี้ได้อย่างน่าสงสาร หยิบข้าวของรอบข้างมาใช้ประโยชน์ได้หมด ในลิฟต์นี่ก็ต้องลุ้นกับตัวลิฟต์ที่จะร่วงลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สายสลิงที่แกว่งไปมา ลูกตุ้มน้ำหนักถ่วงลิฟต์ที่หล่นฟิ่วมาอย่างน่ากลัว ฉากยอดตึกเอียงนี่ก็ต้องลุ้นกับการเอาชีวิตรอดกับชีวิตที่แขวนไว้บนซากปรักหักพังที่ค่อย ๆ หักโค่นไปทุกนาที ต้องหาที่ยึดเกาะไม่ให้ตัวเองร่วงไป แล้วก็ยังต้องหลบบรรดาโต๊ะเก้าอี้ที่ไหลเทไปตามแรงดึงดูด หนังก๊อปฉากตัวละครเคราะห์ร้าย ร่วงไปบนแผ่นกระจก ที่ค่อย ๆ แตกเปรี๊ยะ ๆ ฉากดังจาก Jurassic Park : The Lost World แม้ถูกลอกเลียนก็ยังชวนลุ้นอยู่ดี

ก็ค่อนข้างผิดคาดครับ กับหน้าหนังที่คิดว่าจะเล่าเรื่องราวแผ่นดินไหวในมุมกว้าง แต่สุดท้ายก็เป็นการผจญภัยเอาชีวิตรอดในซากตึก แม้จะเล่าเรื่องราวในขอบเขตที่แคบลง แต่ก็ต้องบอกว่า 30 นาทีท้ายของเรื่องทำได้ลุ้น ตื่นเต้นได้ทุกนาที จะว่าไปกินป๊อปคอร์นแล้วนอนรอลุ้นฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องก็รู้เรื่องนะ ไม่พลาดขาดใจความสำคัญตรงไหนไปหรอก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!