Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก- ดูเอาฮาก็ไม่แย่ถ้าไม่แคร์สาระหนัก

Published

on

ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

7.5

คุณภาพงานสร้าง

7.5/10

ความฮาของมุกในภาพรวม

7.5/10

นักแสดง

7.5/10

ความสนุก

7.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.5/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทีมนักแสดงตลกมาซัพพอร์ตทุกได้ดี
  • มุกส่วนใหญ่มีปริมาณคำหยาบน้อยมากแต่ได้ผล
  • จังหวะน้าค่อม โรเบิร์ตสายควันคือท็อปหอร์ม
  • โอ๊ต ปราโมทย์ สร้างสีสันในเรื่องได้ดีเลย
  • ฝน ศนันทฉัตร น่าร๊ากกกกก

จุดสังเกต

  • เราไม่ค่อยอินกับชีวิต ศักรินทร์ เท่าไหร่
  • เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังถูกใช้งานไม่คุ้ม
  • พาร์ตดราม่ายังไม่หนักแน่นพอให้รู้สึกตามไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เพราะครอบครัวคาดหวัง ศักรินทร์ (พีช พชร) เลยต้องใช้ชีวิตสองด้านโกหกแม่สุรี (เจนนิเฟอร์ คิ้ม)และยายที่เป็นโรคหัวใจว่าตัวทำงานแบงค์และกำลังเฮงได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้จัดการหวังให้ครอบครัวภูมิใจ แต่เมื่อรถไฟเทียบชานชาลา..เสื้อกั๊กส้มต้องมาพร้อมหมวกกันน็อกในวิถีชีวิตแบบไบค์แมน หรือ มอเตอร์ไซค์วิน แต่ชีวิตพกลมของศักรินทร์คงไม่กลายเป็นพายุ หากดั๊นไม่ได้เจอจ๋าย (ฝน ศนันธฉัตร) เพื่อนสมัยคอซองที่กลายมาเป็นสาวแบงค์คนสวย แต่ดันกลายเป็นคราวซวยเมื่อแฟนของจ๋ายอย่าง เอ (โอ๊ต ปราโมทย์) รองผู้จัดการแบงค์ขี้หลี ดั๊นเป็นหลานของเพื่อนแม่ซะอี๊ก แล้วความลับของศักรินทร์จะแตกมั้ยเนี่ย..?? 

 

 

เห็นสัญลักษณ์ รฤก แน่นอนว่าเราต้องนึกถึงชื่อนายห้างอย่าง ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพชร ผู้กำกับหนังตลกร้อยล้านตระกูลส่ายหน้าที่ต่อมาขอบิดมาทางโรแมนติกคอเมดี แต่คราวนี้ พี่ยอร์ช ขอถอยไปยืนมองข้างสนามแล้วส่ง พฤกษ์ เอมะรุจิ ผู้กำกับหนัง ป้าแฮปปี้ She ท่าเยอะ (2558) ที่ถนัดแนวทางผสมดรามากับคอเมดีเข้ากันได้อย่างดี มากุมบังเหียนและเขียนบทหนังชื่อแปลกที่เป็นเครื่องหมายสไตล์ยอร์ช ฤกษ์ชัย อย่าง ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก เรื่องนี้แทน  

ขอออกตัวก่อนเลยว่า รีวิวนี้วัดจากความรู้สึกตอนชมล้วนๆ ดังนั้นเรื่องบทหนังไม่สาเหตุสมผลขอไม่เอามาเป็นปัจจัยในการรีวิวนี้นะครับ เพราะคำถามที่หลายคนอยากรู้จริงๆคือหนังตลกมั้ย ฮามั้ย หรือแป๊กมั้ย ดังนั้นเรามาวัดกันไปเป็นเรื่องๆ 

เริ่มจากตัวละครนำอย่างศักรินทร์ ที่ได้ พีช พชร นักแสดงขาประจำของ GTH-GDH559 ที่ถ้าว่ากันในทางคอเมดี อันนี้ฟันธงเลยว่าแป๊กครับ! จังหวะการปล่อยมุกไม่คม รับส่งมุกกับคนอื่นไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ดูๆไปแล้ว ติดจะเอาไปเทียบกับคุณ แดน วรเวชใน แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า ที่รับบทลูสเซอร์บ้านๆได้มีเสน่ห์กว่า แต่พอถึงพาร์ตดราม่า อันนี้ยอมรับว่า ณ. ขณะที่พชรอยู่ในซีนที่ต้องสารภาพความผิดบาป เขาทำให้เราลืมได้เลยว่านี่คือลูกหลานเซ็นทรัล แม้ตั้งแต่ต้นเรื่องเราจะรู้สึกว่าเขาแค่เด็กรวยที่มาคอสเพลย์เป็น วิน มอเตอร์ไซค์ก็ตาม 

ฝน ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล หรือฝน ATM หรือ ฝน Hormones จะเรียกอะไรก็แล้วแต่.. แต่พอฝนปรากฎกายในชุดพนักงานแบงค์ นี่คือตัวละครที่พร้อมจะทำให้คนดูหลงรักได้ทันที ด้วยน้ำเสียงที่ดูสดใสน่ารักคู่กับหน้าตาแบ๊วๆหมวยๆ การมารับบทพนักงานแบงค์ เฟิร์สจ็อบเบอร์ เด็กจบใหม่ที่ไม่กล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน เลยกลายเป็นที่เหมือนเขียนมาให้เธอได้ และด้วยคุณสมบัติด้านแอ็คติ้ง เมื่อหนังถูกสับสวิตช์ไปโหมดดราม่า ฝนก็ยังคงรักษาระดับการแสดงไปคู่กับเคมีร่วมกับ พชร ได้อย่างน่าชื่นชม 

ส่วนทีมเอาฮา อันนี้ขอกล่าวรวมๆนะครับเริ่มจาก น้าค่อม ที่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ คุณน้าน่าชื่นชมมากครับ คงจังหวะการปล่อยมุกได้เฉียบเช่นเคย แต่ที่ต้องชื่นชมเป็นพิเศษคือคราวนี้ น้าลดปริมาณคำหยาบคายลงได้อย่างน่าตกใจ ที่สำคัญทุกซีนที่น้าร่วมจอกับคนอื่น น้ายังรับส่งมุกกับเขาได้อย่างไหลลื่นมว๊าก ควบคู่กันในสายตลกอาชีพ การมาถึง โรเบิร์ต สายควัน ก็คือการการันตีความฮาในเชิงปริมาณซึ่งนอกจสกจะไม่ซ้ำมุกกัญชาที่เราดูมาจนช้ำแล้ว แก๊กต่างๆที่ปล่อยมาก็เข้าเป้าทุกดอกอย่างน่าพอใจ ไม่แพ้กันกับหน้าใหม่อย่าง โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ในจักรวาลยอร์ช ฤกษ์ชัย ที่แม้เวลาบนจออาจไม่ต่างจากดารารับเชิญ แต่นอกจากบุคลิกฮาๆห่ามๆลามกที่เป็นต้นทุนเดิมแล้ว โอ๊ตยังสามารถถ่ายทอดแก๊กตามบทสั่งได้อย่างแม่นยำ ฉากลิ้นจุกปาก ต้องกลายเป็นคลิปไวรัลบนโซเชียลในอนาคตแน่นอน. 

แม้ตัวหนังจะเอา เจนนิเฟอร์ คิ้ม มาทำเสียของไปบ้างทั้งไม่มีฉากร้องเพลง หรือปล่อยมุกฮาๆ แต่ในฐานะนักแสดงเธอก็ทำหน้าที่ได้ดีนะครับ เล่นเป็นคนอยุธยาซะเหมือนเชียว 

เมื่อหักล้างเรื่องที่ว่า ศักรินทร์ ยังไม่ทำให้เราอยากลุ้น อยากเอาใจช่วยแล้ว แต่ในด้านความฮาที่เราคาดหวังก็ยังอยู่ในเกณฑ์สอบผ่านนะครับ ไม่ถึงกับนั่งเซ็งรอหนังจบให้รู้สึกลำไยแน่นอน 

เครียดกับงาน อยากหากับแฟน คลิกซื้อตั๋วไบค์แมนด้านล่างนี้เลย 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Rolling to You: รอมคอมรุ่นใหญ่ได้กลิ่นอายหนังรักขึ้นหิ้ง

Published

on

ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

7.5

คุณภาพงานสร้าง

7.5/10

ความฮาของมุกในภาพรวม

7.5/10

นักแสดง

7.5/10

ความสนุก

7.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.5/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทีมนักแสดงตลกมาซัพพอร์ตทุกได้ดี
  • มุกส่วนใหญ่มีปริมาณคำหยาบน้อยมากแต่ได้ผล
  • จังหวะน้าค่อม โรเบิร์ตสายควันคือท็อปหอร์ม
  • โอ๊ต ปราโมทย์ สร้างสีสันในเรื่องได้ดีเลย
  • ฝน ศนันทฉัตร น่าร๊ากกกกก

จุดสังเกต

  • เราไม่ค่อยอินกับชีวิต ศักรินทร์ เท่าไหร่
  • เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังถูกใช้งานไม่คุ้ม
  • พาร์ตดราม่ายังไม่หนักแน่นพอให้รู้สึกตามไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ถือเป็นหนังฟอร์มม้านอกสายตาที่ดูจากทีเซอร์แล้วหลายคนอาจคิดว่ามันจะออกไปทางดราม่าเรื่องความเป็นคนวีลแชร์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นพลอตเรื่องอีกรสชาติหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ลิ้มรสกันบ่อยเท่าไหร่นัก กับความรักโรแมนติกระดับรุ่นพ่อรุ่นแม่เขาคุยกัน กับบรรยากาศของตัวหนังที่ทำให้เรารู้สึกสัมผัสถึงกลิ่นของหนังรักดังในอดีตหลายเรื่องเลย

Rolling to You เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสผลงานกำกับเรื่องแรกของนักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง Franck Dubosc ซึ่งเฮียแกทั้งเล่นเองกำกับเองในบทบาทของ โยเซลีน นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ผู้มั่งคั่งแถมเป็นเสือผู้หญิงจอมกะล่อน วันหนึ่งเมื่อเขากลับไปยังบ้านแม่เพื่อเก็บข้าวของก็บังเอิญพบกับ จูลี (Caroline Anglade) สาวสวยทรงโตนักกายภาพที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านข้าง ๆ และนั่นทำให้ โยเซลิน เกิดความคิดหื่นกาม กุเรื่องให้ตัวเองได้สนิทชิดเชื้อกับ จูลี ด้วยการโกหกว่าตนเองเป็นคนพิการ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อ จูลี ชวน โยเซลีน ไปที่บ้าน เขาก็ได้พบกับ ฟลอรองซ์ (Alexandra Lamy) พี่สาวของเธอที่เป็นผู้พิการนั่งวีลแชร์เหมือนกับเขา และเมื่อทั้งสองเริ่มพูดคุยถูกชะตากัน การสานความสัมพันธ์เบื้องหลังการโกหกคำโตของ โยเซลิน ก็เริ่มกลายเป็นอุปสรรครักครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่จริงแล้ว เนื้อหาของ Rolling to You ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แถมการปะติดปะต่อเรื่องราวดูจะดูไม่สมูทให้ชวนเชื่อเสียด้วยซ้ำในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม พาร์ทในส่วนของคอเมดี้และอินเนอร์ของนักแสดงในเรื่องนี้ยังทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจไปได้ตลอดรอดฝั่ง โดยเฉพาะความกะล่อนของ Franck Dubosc และความมีเสน่ห์ในแบบสาวใหญ่ของ Lamy

หนังใช้การเปรียบเทียบความรักจากจิตใจข้างในกับภาพลักษณ์ภายนอกคือความเป็นคนพิการ การพูดถึงประเด็นการให้อภัยและทำความเข้าใจคนรัก แม้จะรู้ว่าเขากำลังโกหกบางอย่าง เป็นรักรุ่นใหญ่อีกรสชาติที่แอบเห็นมุมน่ารักแบบหนุ่มสาวและตายายในคราวเดียวกัน แต่รวม ๆ แล้วพาร์ทโรแมนติกยังไม่ได้ทรงพลังซึ้งกินใจอะไรมากมายเหมือนหนังประเภท One Day หรือว่า Eat Pray Love อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดอาจถูกมองข้ามไป เมื่อมีบางฉากโรแมนติกระดับตำนานมาลบล้าง มายกระดับให้หนังเรื่องนี้ได้ถูกจดจำ

โดยรวมแล้ว Rolling to You ก็เดินตามสูตรสำเร็จของหนังรอมคอมทุกประการ อาจไม่ถึงกับสมบูรณ์ดีเลิศมาก แต่ดูแล้วก็ได้ฮา ได้ยิ้มเขินอยู่บ้าง เมื่อถึงเวลาล้อวีลแชร์ของลุงป้าสุดวัยรุ่นคู่นี้ได้หมุนมาเจอกัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Doraemon The Movie 2018: เกาะมหาสมบัติของโนบิตะ

Published

on

ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

7.5

คุณภาพงานสร้าง

7.5/10

ความฮาของมุกในภาพรวม

7.5/10

นักแสดง

7.5/10

ความสนุก

7.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.5/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทีมนักแสดงตลกมาซัพพอร์ตทุกได้ดี
  • มุกส่วนใหญ่มีปริมาณคำหยาบน้อยมากแต่ได้ผล
  • จังหวะน้าค่อม โรเบิร์ตสายควันคือท็อปหอร์ม
  • โอ๊ต ปราโมทย์ สร้างสีสันในเรื่องได้ดีเลย
  • ฝน ศนันทฉัตร น่าร๊ากกกกก

จุดสังเกต

  • เราไม่ค่อยอินกับชีวิต ศักรินทร์ เท่าไหร่
  • เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังถูกใช้งานไม่คุ้ม
  • พาร์ตดราม่ายังไม่หนักแน่นพอให้รู้สึกตามไป

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ก่อนหน้าที่จะเปิดตัวฉายในบ้านเรา ก็ได้ยินกิตติศัพท์มาแล้วว่า เดอะ มูฟวี่ ภาคนี้ (นับรวมภาคที่ 38, ภาคที่ 13 ของทีมสร้างชุดใหม่) มีฟีดแบ็กที่ดีมากแถมยังทำเงินได้มากที่สุดในบรรดาเดอะมูฟวีของเจ้าแมวสีฟ้าทุกภาคที่ผ่านมาเลย โดย Doraemon The Movie 2018: เกาะมหาสมบัติของโนบิตะนั้นมีเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากนวนิยาย Treasure Island ของ โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน แถมน่าสนใจตรงที่ได้ คาวามุระ เกนคิ คนเขียนบทหนังดังอย่าง If Cats Disappeared from the World มาช่วยเขียนบทในภาคนี้อีกด้วย

สำหรับเนื้อหาในภาคนี้เริ่มจากไอเดียของ โนบิตะ ที่เกิดความอยากออกไปผจญภัยหาสมบัติในท้องทะเล ร้อนถึงโดราเอมอนต้องงัดอุปกรณ์มาสนองนี๊ดเช่นเคย และเมื่อการล่องเรือเริ่มขึ้นพวกเขาทั้ง 5 ก็แล่นเรือสมุทรที่ชื่อ ‘โนบิตะโอร่า’ ออกเดินทางตามหาสมบัติ ซึ่งจากแผนที่นั้นพบสัญญาณของสมบัติล้ำค่ากลางมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเดินทางนั้นพวกโดราเอมอนได้พบเกาะลึกลับจึงเตรียมจอดเพื่อสำรวจ แต่แล้วกลับถูกกลุ่มโจรสลัดลึกลับโจมตีอย่างหนัก ซึ่งก็ทำให้ ชิซูกะ ถูกจับตัวหายไปในมหาสมุทร ขณะเดียวกันพวกโดราเอมอนก็ได้พบกับ ฟร็อก เด็กชายผมทองพร้อมกับ ควิซ หุ่นยนต์นกแก้วแสนรู้ ที่เชื่อมโยงเบาะแสนำไปสู่การค้นพบความลับของสมบัติใต้ทะเล

เดอะ มูฟวี ภาคนี้ ถือได้ว่าเดินเรื่องได้สนุก รวดเร็ว กระชับ มีรสชาติ ตัวละครมีมิติ ไม่เด็กเกินไป แต่เป็นเด็กที่มีความคิดไม่ธรรมดา การตัดสินใจที่เป็นผู้ใหญ่ ดูแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นการ์ตูนเด็กจ๋า เหมือนเดอะ มูฟวี บางภาค กระจายบทได้ดี แถมภาคนี้ชิซูกะได้บทเด่นด้วย นอกจากนี้ ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ภาพรวมของเนื้อหา เป็น เดอะ มูฟวี ที่มีเรื่องราวของความไฮเทคเข้ามาเยอะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่าดัดแปลงตัดแต่งพันธุกรรมกลายเป็นการ์ตูนร่วมสมัยดูสนุกไปเลย และยังคงคีพเมสเซจเรื่องมิตรภาพและความสามัคคี รวมทั้งจังหวะฮาขบขันเปิ่น ๆ ต๊อง ๆ แบบโดราเอมอน ให้ได้นึกถึง งานของทีมสร้างชุดเก่าได้บ้าง

เกาะมหาสมบัติของโนบิตะ ถือว่าเป็นแอนิเมชันงานคุณภาพของปีเรื่องหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ตัวละครมีความน่ารัก มีปม มีรายละเอียดที่ผู้ใหญ่สามารถดูได้เพลิน ไม่หวานเลี่ยน ไม่บดขยี้น้ำตาจนเกินไป หลายคนที่ห่างหายจากการดูโดราเอมอนไปนาน ๆ กลับมาดูอีกครั้งก็รู้สึกอินและประทับใจหัวจิตหัวใจของตัวละคร ที่ยังเปี่ยมไปด้วยไฟและความกล้าหาญ กล้าคิดกล้าทำของความเป็นเด็ก ซึ่งไม่เคยหายไปจากตัวละครที่ชื่อ โนบิตะ เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Pokemon The Movie: เรื่องราวแห่งผองเรา

Published

on

ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก

7.5

คุณภาพงานสร้าง

7.5/10

ความฮาของมุกในภาพรวม

7.5/10

นักแสดง

7.5/10

ความสนุก

7.5/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.5/10

จุดเด่น

  • หนังได้ทีมนักแสดงตลกมาซัพพอร์ตทุกได้ดี
  • มุกส่วนใหญ่มีปริมาณคำหยาบน้อยมากแต่ได้ผล
  • จังหวะน้าค่อม โรเบิร์ตสายควันคือท็อปหอร์ม
  • โอ๊ต ปราโมทย์ สร้างสีสันในเรื่องได้ดีเลย
  • ฝน ศนันทฉัตร น่าร๊ากกกกก

จุดสังเกต

  • เราไม่ค่อยอินกับชีวิต ศักรินทร์ เท่าไหร่
  • เจนนิเฟอร์ คิ้ม ยังถูกใช้งานไม่คุ้ม
  • พาร์ตดราม่ายังไม่หนักแน่นพอให้รู้สึกตามไป

กลับมาอีกครั้งกับ โปเกม่อน เดอะ มูฟวี่ ซึ่งเดินทางมาถึงภาคที่ 21 เข้าไปแล้ว แต่ในภาคนี้พิเศษตรงที่ไม่ใช่ภาคแยกจากซีรีส์เหมือนภาคอื่น ๆ ทั้ง 19 ภาค แต่เป็นภาคต่อจากเดอะมูฟวี่ภาคที่ 20: ฉันเลือกนาย โดยหากจำกันได้ในช่วง End Credit ของภาคที่แล้ว (ฉันเลือกนาย) ได้มีการแผ้วทางมาถึงโปเกมอนลึกลับอย่าง ลูเกีย ที่เผยเป็นนัยว่าในภาคใหม่นี้จะเข้ามามีบทบาทแน่นอน

สำหรับโปเกม่อน เดอะ มูฟวี ในภาคนี้กลับมาคงคอนเซปต์เดิมคือ การผจญภัยของ ซาโตชิ และ ปิกาจู พร้อมด้วยผองเพื่อนโปเกม่อน และมีโปเกมอนระดับตำนานปรากฏตัวออกมาเป็นสีสันในเรื่องหลัก โดยภาคนี้จะเป็นเรื่องราวของเทศกาลสายลมในเมือง Fura City เมืองซึ่งประชากรทุกคนให้ความเคารพนับถือโปเกมอนตำนานอย่างลูเกีย ขณะเดียวกันในภาคนี้ก็จะมีตัวละครหน้าใหม่ที่มารับบทบาทเด่นอย่าง ริสะ สาวน้อยจอมแก่นที่เพิ่งจะเรียนรู้การเป็น Pokemon Trainer, คาราชิ ลุงวัยกลางคนที่มักจะชอบโกหกทำตัวเป็นวีรบุรุษเพื่อทำให้หลานของเขาภูมิใจ, โทริโตะ นักวิจัยผู้ขาดความมั่นใจ, ป้าฮิสุอิ ที่มีปมหลังกับโปเกม่อนสมัยยังเด็ก ซึ่งตัวละครเหล่านี้เรียกว่าเป็นสมทบที่ตัวหนังเกลี่ยบทได้ลงตัวมาก ๆ ให้รู้สึกได้ว่า แต่ละคนโดดเด่นมีแคแรคเตอร์ชัด แต่ก็ไม่มากไปกว่า ซาโตชิ และ ปิกาจู เอาจริง ๆ การ์ตูนเดอะมูฟวี่ของโปเกมอน เป็นแอนิเมชันที่ให้น้ำหนักตัวละครได้เยี่ยมกว่าพลอตหนังจอเงินทั่วไปหลายเรื่องด้วยซ้ำ

ถือเป็นเรื่องน่าสนใจเมื่อ กลยุทธ์การตลาดมาถูกวางไว้คล้าย ๆ เป็นการรีเซ็ตใหม่ ซึ่งเหลือไว้เพียงละครหลักไม่กี่ตัวจากเวอร์ชันทีวีซีรีส์ที่คุ้นเคย และโฟกัสไปที่การวางพลอตให้แฟนบอยหน้าใหม่ที่เพิ่งเคยดูโปเกม่อนดูง่ายและสมัครตัวเป็นโอตะได้ง่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาตัวเรื่องที่นำพาคนดูเสมือนร่วมผจญภัยไปกับพวกซาโตชิและปิกาจู ไปเจอตัวละครใหม่ ๆ ทั้งหมด รวมทั้งโปเกมอนในตำนานอย่าง ลูเกีย และ เซราโอร่า

เนื้อหาในภาคนี้อาจไม่ได้เน้นพะบู๊แอ็คชันตระการตาเหมือนภาคก่อน ๆ แต่ที่น่าสนใจคือมันมีเมสเซจเรื่องมิตรภาคและความสามัคคีที่ทรงพลังมาก บวกกับการกระจายที่บอกไปแล้วตอนต้นว่าทำได้ดีเยี่ยม การดึงโปเกมอนมาอยู่ในตำแหน่งของตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์ของมิตรภาพ การก้าวข้ามปมในใจของทั้งมนุษย์และโปเกมอนเอง ตรงนี้ประทับใจมาก นอกจากเด็ก ๆ แล้ว เมจเซจเหล่านี้ก็ก้าวข้ามมาถึงผู้ใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน เหมือนมาทำความเข้าใจใหม่ว่า คำว่าเพื่อน คำว่ามิตรภาพ ที่เราเคยรู้จักมันในวัยเด็กมันเป็นอย่างไร และมันถูกละเลยเปลี่ยนแปรมาไกลแค่ไหนเมื่อเราก้าวมาเป็นผู้ใหญ่ ดูแล้วทำให้รู้สึกอยากจะเปลี่ยนมุมมองบางอย่างกลับไปเป็นวัยเด็กอีกครั้ง นั่นคือการไม่คิดลับหลังให้ซับซ้อนกับคำว่ามิตรภาพ

โปเกม่อน เดอะ มูฟวี่ ในภาคที่ 21 นี้ถือได้ว่าเป็นไทม์ไลน์ที่แยกออกมาแล้วทำได้ดูสนุกเลยทีเดียว แน่นอนว่าเมื่อทางผู้สร้างกำหนดเส้นทาง เดอะ มูฟวี่ มาแบบนี้ อาจทำให้แฟนบอยดั้งเดิมบางส่วนรู้สึกเซ็งบ้าง แต่เมื่อได้มาสัมผัสเนื้อหาในแอนิเมะจริง ๆ ก็จะยังรู้สึกฟีลกู้ดและเติมเต็มได้เหมือนเดิม

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!