Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว] เณรกระโดดกำแพง: ก้าวข้ามความฝันกระโจนสู่ความจริง

ถือเป็นหนึ่งในคนที่จัดอยู่ในทำเนียบบุคลากรคุณภาพของแวดวงภาพยนตร์บ้านเราเลย สำหรับ สืบ บุญส่ง นาคภู่ ซึ่งหากใครไม่รู้จักแกก็อาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาจากบทเอ็กซ์ตร้าหนังไทยมาบ้าง แต่หากคนที่เคยได้ผ่านตาผลงานของแกแล้ว ก็แทบจะหลับตานึกถึงบรรยากาศหนังของแกได้ โดยเฉพาะวิธีการนำเสนอที่ดูมีความเป็นงานสารคดีที่ซ่อนเมสเซจทรงพลังจับต้องได้ มีความคลุกฝุ่นเปื้อนโคลนแบบลงไปขลุกเป็นชีวิตจริงเป็นลายเซนต์เฉพาะตัว

เณรกระโดดกำแพง มีสองเส้นเรื่องหลักที่เดินขนานกันไป คือ เรื่องชีวิตผู้กำกับสืบเองเดินทางกลับบ้านเกิดพร้อมพาน้อง ๆ ทีมงานมาดูโลเกชันถ่ายหนัง แถมยังต้องพยายามคุมงบจากทุนสร้างที่แสนจะจำกัดจำเขี่ยเพื่อให้ได้ทำหนังออกมา และอีกเส้นเรื่องคือ เรื่องราวของ รุ่ง เด็กหนุ่มบ้านนอกจน ๆ ที่ต้องออกมาหาโอกาสการศึกษาด้วยการบวชเณร โดยที่เจ้าตัวมีความฝันอยากเป็นนักแสดงอยู่ในหัวและมีเป้าหมายสอบมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าไปเรียนสาขาการละคร ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ มันก็คือเรื่องราวในชีวิตของตัวผู้กำกับเองทั้งหมด

เปรียบชีวิตของเณรน้อยคืออดีต และผู้กำกับหนังนอกกระแสที่ไม่ได้อยู่ในสปอร์ตไลต์คือปัจจุบัน หนังเล่าสลับชีวิตสองช่วงนี้ขนานกันไปในรูปแบบกึ่งสารคดี ซึ่งอบอวลไปด้วยบรรยากาศท้องนาตามต่างจังหวัด และสภาพแวดล้อมสังคมในชายผ้าเหลืองของตัวละคร ทั้งสองส่วนนี้มีเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึง ‘ทางเลือก’ ของตัวละคร มีเงื่อนไขตรงหน้าให้ต้องเลือก ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้อุดมการณ์หรือเมสเซจของตัวหนังเข้มแข็งชัดเจน ไม่ว่าเณรรุ่งที่ต้นทุนชีวิตไม่มี เขาจึงต้องมาบวชเณรเพื่อได้เรียนหนังสือ และความฝันที่อยากเป็นนักแสดงที่ดูโคตรจะห่างไกลความเป็นไปได้ หรือ ผกก. สืบ ที่เส้นทางการทำหนังของเขาดูไร้ซึ่งแสงสว่าง แต่ทั้งสองคน สองวัยที่แตกต่าง มีสิ่งที่โอบอุ้มเหมือนกันคือ ‘ความฝัน’

ส่วนตัวชอบความเรียบง่ายที่แสนธรรมดาของหนังเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะตัวละคร เณรรุ่ง ที่กำลังค้นพบตัวเอง กำลังรู้จักความรักแบบป๊อปปี้เลิฟ ที่ทำให้หนังมีสีสันและเติมเต็มภาพรวมของหนัง อาจมีจุดติดอยู่ตรงไดอะล็อกบางฉากที่ดูแปลก ๆ ไปนิด นักแสดงบางคนที่หลุดความเป็นตัวละครไปบ้าง รวมทั้งมีบางส่วนที่หนังไม่ได้เคลียร์ให้กระจ่างเท่าไหร่

เณรกระโดดกำแพงคือหนังอีกหนึ่งเรื่องของ สืบ บุญส่ง นาคภู่ ที่ยังคงอบอวลกลิ่นอายของคนจนในต่างจังหวัด บทเรียนและแรงบันดาลใจเรียล ๆ จากตัวหนัง ที่ไม่จำเป็นต้องโวยวายโหวกเหวก ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา แร้นแค้นแสนสาหัส ดราม่าร้อยแปด ก็ทำให้คนดูสามารถอิน และสร้างแรงฮึดให้ชีวิตได้ หนังมันสะท้อนความเชื่อในอุดมการณ์ของคน ๆ หนึ่ง ที่ดื้อรั้นทำสิ่งที่ตัวเองรัก ตัวเองเชื่อมาตลอด ไม่เปลี่ยนแนวทาง นี่คือเมสเซจที่ยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด ที่หนังส่งมาถึงคนดูให้รู้สึกและสัมผัสได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น