Connect with us

What The Fact

[รีวิว] First Man: ว่าที่หนังออสการ์ยอดเยี่ยม

First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์

10

คุณภาพงานสร้าง

10.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

10.0/10

ประสบการณ์การรับชม

10.0/10

ความสมจริง และสะเทือนอารมณ์

10.0/10

คุ้มค่าตั๋ว

10.0/10

จุดเด่น

  • ไม่พูดเยอะ ไม่มีอะไรจะติเลย

จุดสังเกต

  • ถ้าเกลียดหนังดราม่า ก็ไม่ควรดูนะ แต่ถ้าชอบหนังดี ก็ดูเถอะ

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เดเมี่ยน ชาเซลล์ ผู้กำกับที่สามารถคว้าออสการ์ 6 รางวัลมาครอง จากภาพยนตร์ La La Land และ ไรอัน กอสลิง กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ใน First Man ภาพยนตร์เล่าเรื่องราวภารกิจของนาซ่าในการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ โดยเน้นเล่าเรื่อง นีล อาร์มสตรอง ในช่วงระหว่างปี 1961-1969 เรื่องราวของมนุษย์คนแรกที่เดินทางไปถึงดวงจันทร์สร้างจากหนังสือของ เจมส์ อาร์. แฮนเซน โดยภาพยนตร์จะเผยเรื่องราวการเสียสละและความสำคัญที่มีต่ออาร์มสตรองและต่อชาติ

เชื่อว่านี่คือการกลับมาล้างแค้นของ ดาเมี่ยน ชาเซลล์ เพราะเขาคือผู้กำกับตัวเก็งออสการ์หนังยอดเยี่ยมเมื่อ 2 ปีก่อน ด้วยหนังอย่าง La La Land ซึ่งเป็นขวัญใจมหาชนและฮอลลีวู้ดอย่างไรคำติติง แต่ก็ต้องกลับแพ้ให้หนังอย่าง Moonlight ที่งดงามราวกวีและได้เปรียบในเรื่องประเด็นการยอมรับความต่างทั้งเรื่องชาติพันธุ์ ผิวสี และรสนิยมทางเพศ ซึ่งด้วยกระแสสังคมที่เรียกร้องความเป็นธรรมในเรื่องนี้กำลังคุกรุ่น หนังนอกสายตาเรื่องนี้จึงชนะหนังของชาเซลล์ไปแบบเหนือความคาดหมายนิด ๆ

ดาเมี่ยน ชาเซลล์ ผู้กำกับรางวัลออสการ์สาขากำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

นี่บอกว่าเป็นการมาทวงรางวัลที่ควรได้คืน เพราะนอกจากหนัง First Man นั้นจะลงมาฉายในเดือนตุลาคม ต่างจาก La La Land ที่ไปฉายสิ้นปี แล้วแพ้ให้หนัง Moonlight ที่ฉายในเดือนตุลาคมแล้ว หนังยังสะท้อนแนวคิดสังคมปัจจุบันหลายอย่างมาก แม้จะว่าด้วยเรื่องชีวประวัติของ นีล อาร์มสตรอง ฮีโร่ชาวอเมริกัน และมนุษย์คนแรกที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์ และมีพื้นหลังอยู่ในช่วงปีทศวรรษที่ 1960 – 1970 ซึ่งเป็นช่วงกระแสงครามเย็นสุกงอมระหว่างโซเวียตกับอเมริกัน ซึ่งหนังส่วนใหญ่คงจะเล่นประเด็นเชิดชูความเป็นฮีโร่อเมริกันไปเลย ซึ่งค่ายหนังก็เคยมองว่าอยากให้ คลิ้นท์ อีสวู้ด ที่ถนัดหนังแนวนี้มากำกับเหมือนกัน แต่ในฉบับของ ดาเมี่ยน ชาเซลล์ นี้ เขากลับหยอดมุมเล็กมุมน้อยที่สื่อเรื่องที่ใหญ่กว่าได้อย่างน่าสนใจ

ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเป็นภรรยาผู้เข้มแข็งอย่าง เจเน็ต ที่แสดงโดย แคลร์ ฟอย (คิดว่ามีลุ้นออสการ์นะ) หญิงแกร่งที่สื่อถึงผู้หญิงในยุคปัจจุบันอย่างเฉียบคม พวกเธอต้องเป็นทั้งภรรยา ทั้งแม่ และคนแบกรับความทุกข์ส่วนที่เหลือของทั้งตนเองและคนในครอบครัว ซึ่งก็เป็นหน้าที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าพวกผู้ชายที่กำลังขึ้นไปอวกาศเลยสักนิด แม้ฟอยจะไม่ได้พื้นที่ในการแสดงมากนักในหนัง แต่ในทุกฉากที่เป็นของเธอ เธอคือราชินีของฉากนั้น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเป็นฉากที่ดูไม่มีอะไรเลยก็ตามครับ สุดยอดมาก

ฉากโต๊ะอาหารก่อนบิน คือฉากดราม่าที่น่าจดจำที่สุดของหนัง และฟอยก็ส่งพลังให้ฉากนี้คุกรุ่นมาก

ในด้านของสีผิว และชาติพันธุ์ หนังเลยจุดนั้นอย่างสวยงาม แม้ในหนังจะมีฉากในประวัติศาสตร์ที่คนผิวสีออกมาประท้วงว่าคนขาวผลาญเงินไปอวกาศก็ตาม แต่ที่สุดแล้วหนังพาเราไปถึงจุดที่ว่ามันไม่มีสีผิว หรือไม่มีคำว่าชาติอยู่ตั้งแต่ต้นแล้วในมุมของ นีล และของหนัง หนังไม่มีแม้กระทั่งฉากประจำของหนังอวกาศอย่างการปักธงชาติสหรัฐบนดวงจันทร์แบบเน้น ๆ ด้วยซ้ำ จนกลายเป็นดราม่าตอนที่ไปฉายครั้งแรกในเทศกาลเวนิส และ ไรอันน กอสลิง ก็ทำให้ประเด็นนี้จบชัดมากด้วยการสัมภาษณ์ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของชาติ แต่มันคือเรื่องของคน คนที่ชื่อนีล อาร์มสตรองเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าประเด็นทางสังคมที่ชาเซลล์พลาดท่าในตอนชิงออสการ์รอบก่อน มารอบนี้จัดครบจัดหนักเลยทีเดียว

และสำคัญที่สุดที่เอาหนังอยู่ทั้งเรื่องคือ ภาวะความเป็นมนุษย์ธรรมดาของ นีล อาร์มสตรอง ที่เราก็เพิ่งรู้จักจริง ๆ นี่ล่ะ ว่าเขาไม่ใช่คนที่ยิ้มหล่อ ๆ ในรูปตามตำราเรียน หากแต่เป็นมนุษย์ที่มีทุกข์สุขความกดดัน อัตตาการยึดติดความผิดบาปเสียใจ เหมือนเรา ๆ มีภาระความเป็นทหารอาชีพที่ต้องเสียสละเพื่อชาติ มีภาระความเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบลูกเมีย ในขณะที่อีกด้านเขาก็ต้องรับมือกับการเป็นความหวังของชาติในการนำพาอเมริกาสู่ยุคแห่งความหวัง ซึ่งก็ไม่ได้ราบเรียบสะดวกสบาย ทั้งการทดลองไปดวงจันทร์ล้วนแต่มีความเสี่ยง เทคโนโลยีที่เป็นเหล็กโบราณไม่เหมือนสมัยใหม่ ดวงจันทร์ที่ไม่เคยมีใครลงไปจริง ๆ คือทุกอย่างไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะรอดกลับมาได้เลย แล้วนอกจากความรู้สึกต่อต้านที่เขาก็ไม่อยากเสียคนที่รักจากคนที่รักไปอีกดั่งในอดีต ไม่อยากทำให้เมียเป็นหม้าย ไม่อยากให้ลูกเป็นกำพร้า กระแสสังคมก็ไม่ได้ส่งเสริมเขาเลยทั้งคำถามของนักวิชาการว่าองค์การอวกาศแห่งชาติถลุงเงินเป็นหมื่นล้านนี่มันคุ้มค่ากับความอดอยากของประชาชีแล้วหรือ? ทั้งหมดทำให้เราเห็นว่าภาพฝันสวยงามของ อะพอลโล 11 ในตำราหนังสือหรือเรื่องเล่านั้น แท้จริงโหดร้ายแก่ตัวตนมนุษย์คนหนึ่งอย่างมากทีเดียว

นีล อาร์มสตรอง, บั๊ซ เอ็ดวิน อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์

คำถามสำคัญที่หนังต้องเอาชนะให้ได้คือ หนังจะตรึงคนดูให้อยู่กับหนังที่รู้บทสรุปอยู่แล้วนี่อย่างไร ซึ่งเป็นโจทย์ที่หนังสะท้อนประวัติศาสตร์ทั้งหลายต้องตีให้แตก และหากทำสำเร็จนั่นคือการยกระดับหนังจากหนังที่แม่นยำน่าเชื่อถือสำหรับนักวิชาการประวัติศาสตร์ สู่หนังที่สนุกและได้คุณภาพความบันเทิงและศิลปะในระดับสูงสำหรับคนดูหนังอย่างแท้จริง

เทียบตัวจริงจากซ้ายไปขวา นีล อาร์มสตรอง, ไมเคิล คอลลินส์ และเอ็ดวิน อัลดริน

ซึ่งบอกเลยว่า ดาเมี่ยน ชาเซลล์ ทำสำเร็จอย่างงดงามเลยล่ะครับ หนังได้รับการดัดแปลงบทจากหนังสือที่มีคุณภาพสูงอย่าง First Man: The Life of Neil A. Armstrong ของ เจมส์ อาร์. แฮนเซ็น นักเขียนที่ได้รับการเชิญเสนอชื่อชิงพูลิตเซอร์ถึง 2 ครั้ง แถมยังได้ จอช ซิงเกอร์ เจ้าของรางวัลบทภาพยนตร์ออสการ์ยอดเยี่ยมจาก Spotlight ที่ดูจะถนัดงานดัดแปลงดราม่าจากเรื่องจริงมาทำบทให้อีก ทำให้หนังมีความสมจริงสูงมากในการเล่า และยังตัดตอนการเล่ามาได้อย่างไม่น่าเบื่อเลย หนังแทบไม่เกริ่นปูพื้นตัวละครที่น่าเบื่อเลย แต่กลับเข้าเรื่องรวดเร็วในภารกิจเจมิไนที่เป็นช่วงทดสอบก่อนโครงการอะพอลโลเกิด แล้วปล่อยให้เราค่อย ๆ เรียนรู้จักตัวละครผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ แทน หนังยังมีบทพูดที่น่าจดจำเยอะมากด้วยครับ อย่างฉากหนึ่งที่ว่า เราต้องพลาดตรงนี้เพื่อไม่ให้พลาดบนนั้น และในซีนเดียวกันที่นีลตอบคำถามผู้ใหญ่ว่าต้องเสียสละชีวิตคนอีกเท่าไหร่เพื่อภารกิจนี้ (อยากให้หยุด) แล้วนีลตอบว่า เราเลยจุดที่ต้องถามคำถามนั้นมาไกลแล้ว คือบทมันไม่ต้องมากเลยครับ แค่คำพูดสั้น ๆ ก็สะเทือนและตอบทุกสิ่งจบในประโยคนั้นเลย

และหนังสมจริงในการถ่ายทอดความเป็นนีล อาร์มสตรอง ถึงขนาดว่า เราลืมไปเลยว่านั่นคือ ไรอัน กอสลิง การแสดงของเขานิ่งและคมขึ้นมาก ซึ่งดูเหมือนการแสดงเป็นคนนิ่ง ๆ แต่ต้องชิงสายตาคนดูบนซีนน่าจะเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก แต่กอสลิงก็ทำสำเร็จเราเห็นสายตาแห่งความหวาดหวั่นไม่มั่นคงในตัวนีล ซึ่งในอีกมุมหนึ่งเขาต้องแอบซ่อนมันให้ลึกสุดใจจากคนรอบตัวด้วยอย่างชัดเจน คือกอสลิงเก่งมาก ๆ ตรงจุดนี้ และเขาเองก็น่าจะได้ชิงออสการ์อีกครั้งเช่นกัน

ด้านเทคนิคภาพยนตร์ ต้องบอกว่าหนังสมจริงมากเพราะเล่นใช้โคลสอัปหน้าตัวละคร หรือบางฉากก็แทนสายตาตัวละครอย่างนีลเลยด้วย ซึ่งมันเป็นธีมการนำเสนอหลักเลย ทั้งเรื่องเราแทบไม่เห็นภาพจากสายตาบุคคลที่สาม อย่างที่หนังอวกาศเป็น ไม่มีฉากที่เห็นอะพอลโลลอยกว้าง ๆ มีดวงจันทร์หรือโลกเป็นฉากหลัง มีแต่ภาพมองผ่านหน้าต่างกระจกเล็ก ๆ ในห้องนักบินเท่านั้น แบบเราเป็นนักบินในยานอะพอลโล 11 ด้วยเลย หรือแม้แต่การก้าวบันไดลงจากยานเราก็เห็นมือนีลสั่นกลัวอย่างชัดเจน ฉากที่มองยานที่ต้องนั่งไปครั้งแรกกล้องก็แทนสายตาไล่มองจากบนลงล่างอย่างหวาดหวั่น ใช่มันไม่ได้เป็นกล้องที่บอกสถานการณ์ แต่เป็นสายตาที่บอกอารมณ์ของตัวละคร ซึ่งมันส่งมาถึงเราอย่างตรง ๆ ทุกครั้งที่ยานออกตัวสั่นสะเทือน เราแทบจะคลื่นไส้ตามตัวละคร หรือเวลาเกิดปัญหาต่าง ๆ เราก็ลุ้นไปด้วยหมด ไม่มีความรู้สึกสักนิดว่าตูหรือนีลมันจะรอด

นี่ไงหนังโคตรทำสำเร็จ เราลืมไปแล้วว่าเรื่องนี้มันจบแบบทุกคนปลอดภัย หนังมันทำได้จริง ๆ แถมช่วงสุดท้ายหนังก็บรรลุการนำเสนอด้วยฉากความคิดของนีลที่เริ่มถอยห่างออกจากความทรงจำตัวเองเป็นภาพบุคคลที่สามได้อย่างฉลาดมากอยากให้ลองสังเกตดู จะเห็นว่าหนังใช้รายละเอียดเล็กน้อยสื่อความหมายได้ละเมียดมากจริง ๆ

และที่หลายคนน่าจะกล่าวถึงคือมันถ่ายด้วยกล้องไอแม็กซ์ครั้งแรกของค่ายยูนิเวอร์แซลด้วย และเมื่อถึงฉาก ๆ หนึ่ง ภาพบนจอจะขยายออกจากปกติจนเต็มพื้นที่ อย่างเจ๋ง และมันก็ทรงพลังมาก ฉลาดมากด้วย ต้องลองไอแม็กซ์เลยล่ะครับถ้ามีโอกาส

สุดท้ายไม่มีคำพูดอะไรดีไปกว่า เทศกาลชิงชัยออสการ์ปีนี้มีหนังเรื่องนี้เป็นตัวเต็งเบอร์ 1 เรียบร้อยแล้ว

อยากเป็นนักบินอวกาศไม่ต้องจ่ายเป็นร้อยล้าน แค่หลักร้อยก็เป็นได้ กดที่รูปเลยจ้า

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Sex Education เพศศึกษา (หลักสูตรเร่งรัก) – ก้าวข้ามวัยแบบจั๊กกะจี้หัวใจที่ใครๆก็อยากบวก

Published

on

First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์

10

คุณภาพงานสร้าง

10.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

10.0/10

ประสบการณ์การรับชม

10.0/10

ความสมจริง และสะเทือนอารมณ์

10.0/10

คุ้มค่าตั๋ว

10.0/10

จุดเด่น

  • ไม่พูดเยอะ ไม่มีอะไรจะติเลย

จุดสังเกต

  • ถ้าเกลียดหนังดราม่า ก็ไม่ควรดูนะ แต่ถ้าชอบหนังดี ก็ดูเถอะ
  • สร้างสรรค์โดย : ลอรี นันน์
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่ชื่นชอบซีรีส์หรือหนังวัยรุ่นทะลึ่งทะเล้นแต่แอบซ่อนประเด็นการก้าวข้ามวัย (coming of age)
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)
  • คำเตือน มีฉากเซ็กส์แบบเห็นหน้าอกผู้หญิง และ เห็นอวัยวะเพศชาย

หนุ่มสาวคนไหนเซ็กส์มีปัญหาต้องมาหาพวกเขา! เมื่อ โอทิส (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เมฟ (เอ็มมา แม็คคีย์) และ อีริค (นคูติ กัตวา) เปิดคลินิกลับบำบัดเรื่องเซ็กส์ ทั้งหนุ่มล่ำที่ไม่ถึงจุดสุดยอด, เลสเบี้ยนที่ไม่เคยเสพย์สุขทางเพศ หรือกระทั่งสาวติดเซ็กส์ที่ไม่เคยรู้ความต้องการในเรื่องเซ็กส์ของตัวเอง แต่ยิ่งนานวันโอทิสกลับกำลังตกหลุมรักเมฟ ทั้งที่เธอไม่เคยคิดกับเขาเกินเพื่อน งานนี้ปัญหาวุ่นๆทั้งหัวใจและใต้สะดือจะมีคำตอบตำราหรือไม่ ติดตามได้ใน Sex Education 

Sex Education คือซีรีส์อังกฤษจาก Netflix ที่นำเรื่องเพศกับวัยรุ่นมาเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่บอกแบบนี้อย่านึกว่าหนังจะมาทางมุกสัปดนแบบ American Pie หรือ Porky หนังวัยรุ่นวุ่นใต้สะดือจากฝั่งอเมริกันนะครับ เพราะจุดเด่นจริงๆคือซีรีส์สามารถนำเรื่องเซ็กส์มาโยงใยถึงการก้าวข้ามวัยได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว โดยบทซีรีส์โดดเด่นมากในการสร้างคาแรกเตอร์ทุกตัวเลย คือดูๆไปเราจะไม่รู้สึกว่าตัวละครไหนกำลังทำให้เรารำคาญกับความสัปดนของมันตรงกันข้าม เซ็กส์กลับค่อยๆเปิดเผยให้เห็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่บางคนภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ความรักและเซ็กส์ก็พาเธอไปสู่คลินิกทำแท้ง หรือกระทั่งตัวพระเอกอย่าง โอทิส เองก็เป็นคนขาดความมั่นใจในเรื่องเซ็กส์มีปัญหากระทั่งไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และเหตุการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายเมื่อเขาดันมีแม่เป็นนักบำบัดด้านเพศสัมพันธ์ที่พยายามก้าวก่ายเรื่องใต้สะดือของเขาเหลือเกิน ทำให้เห็นว่าบทซีีรีส์มองเรื่องเซ็กส์ในมุมมองรอบด้านและสามารถอธิบายความสัมพันธ์และความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากบทแล้ว นักแสดงทุกคนคือจุดเด่นและสามารถนำพาคนดูไปร่วมรู้สึกกับเรื่องราวได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่หลังจาก Ender’s Game (2013) แล้วก็มักได้แต่บทโชว์หล่อสไตล์วัยรุ่นชายหน้าตาดี แม้ใน Sex Education เขาก็ยังได้โชว์หล่ออยู่ดี (ฮ่าาาา) แต่สิ่งที่ อาซา ได้เพิ่มให้ตัวละครโอทิส มีชีวิตมีเลือดเนื้อจริงๆ เขาทำให้เห็นถึงความเปราะบางของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไง ยิ่งต้องใกล้กับสาวกร้านโลกที่เขาหลงรักก็ยิ่งรู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ จนหลายคนเอาไปแทนความรู้สึกตัวเองเวลาแอบรักใครสักคนและประเด็นนี้เองที่ดูจะโดนใจชาวโซเชี่ยลไทยเป็นพิเศษด้วย

สำหรับสาว เอ็มมา แม็คคีย์ เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะแจ้งเกิดให้เธอได้ไม่ยาก บทสาวเมฟถูกเขียนมาท้าทายนักแสดงอย่างแท้จริงเพราะภายใต้บุคลิกสาวกร้านโลก ยังเต็มไปด้วยความว้าเหว่จากการเป็นเด็กถูกทิ้งทั้งจากครอบครัวและพี่ชาย แถมยังกดเก็บความฉลาดแล้วแสดงออกแต่พฤติกรรมแย่ๆทำลายตัวเองไปเป็นวันๆ ยิ่งเรื่องหัวใจที่เธอหลงรักนักกีฬาว่ายน้ำดาวเด่นของโรงเรียนแต่กลับคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ยิ่งได้พลังการแสดงทั้งสายตาและแอ็คติ้งที่เข้าใจตัวละครของ เอ็มมา ก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกใจสลายไปกับเธอได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และสำหรับ นคูติ กัตวา ดาราหนุ่มผิวสีในบทเพื่อนรักของโอทิส ก็เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้เรื่องราวสนุกได้ทุกตอน ทุกมุกตลกและมิตรภาพระหว่างโอทิส กับอีริคคือส่วนที่น่ารักมากของเรื่องราว ยิ่งได้นคูติที่สามารถมารับบทเกย์ที่พยายามให้คำปรึกษาเพื่อนรักและในขณะเดียวกันก็ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เขาต้องปกปิดตัวตนทางเพศไว้ได้อย่างน่าเห็นใจและถ่ายทอดให้คนดูรักและเอาใจช่วยให้ อีริค ได้เติบโตและกล้าเปิดตัวตนของตัวเองเสียทีได้อย่างหมดใจที่สำคัญเขายังเป็นเจ้าของฉากที่ชวนตัวบิดที่สุดของเรื่องอีกด้วย (จะเป็นฉากไหน กับใครไปดูกันเองจ้า)

นอกจากนี้ Sex Education ยังเป็นการกลับมาของนักแสดงรุ่นใหญ่แต่กลับได้รับบทที่ทรงเสน่ห์ที่สุดนั่นคือ จิลเลียน แอนเดอร์สัน ที่เด็ก 90 รู้จักเธอดีจากบทเอเจนต์ สกัลลี่ แห่ง The X-Files แต่คราวนี้ จิลเลียน เธอมาในบทแม่ของโอทิสที่เป็นนักบำบัดด้านเซ็กส์ แต่เชื่อไหมครับว่าลุคผมสั้นสีดอกเลากลับยิ่งทำให้เธอดู ฮอต ยิ่งกว่าตอนสาวๆเสียอีก เรียกง่ายๆว่ายามใดเธอปรากฎตัวก็ทำให้หนุ่มๆกระชุ่มกระชวยไม่แพ้สาวๆคนอื่นๆในเรื่องเลย

ด้วยบทที่เขียนมาอย่างดี มีตัวละครที่คนดูจะหลงรัก บวกกับประเด็นเรื่องเพศในวัยรุ่นที่แม้ซีรีส์จะมีฉากเซ็กส์และพูดถึงเรื่องเซ็กส์แทบทุกตอน แต่มันกลับสะท้อนด้านที่อ่อนไหวของวัยรุ่นและอุปสรรคที่ต้องเจอในรายทางระหว่างการเติบโตได้อย่างเข้าอกเข้าใจและยังสร้างความประทับใจให้คนดูได้อีกด้วย

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์

10

คุณภาพงานสร้าง

10.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

10.0/10

ประสบการณ์การรับชม

10.0/10

ความสมจริง และสะเทือนอารมณ์

10.0/10

คุ้มค่าตั๋ว

10.0/10

จุดเด่น

  • ไม่พูดเยอะ ไม่มีอะไรจะติเลย

จุดสังเกต

  • ถ้าเกลียดหนังดราม่า ก็ไม่ควรดูนะ แต่ถ้าชอบหนังดี ก็ดูเถอะ

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

First Man มนุษย์คนแรกบนดวงจันทร์

10

คุณภาพงานสร้าง

10.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

10.0/10

ประสบการณ์การรับชม

10.0/10

ความสมจริง และสะเทือนอารมณ์

10.0/10

คุ้มค่าตั๋ว

10.0/10

จุดเด่น

  • ไม่พูดเยอะ ไม่มีอะไรจะติเลย

จุดสังเกต

  • ถ้าเกลียดหนังดราม่า ก็ไม่ควรดูนะ แต่ถ้าชอบหนังดี ก็ดูเถอะ

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!