Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Gravity of Love: หนังรักโรแมนติกขายพระนางสไตล์ละครหลังข่าว

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นหนังรักที่ได้ดาราไม่ธรรมดาอย่าง เต้ย จรินทร์พร และ บอย ปกรณ์ มารับบทนำ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกที่ญี่ปุ่น กับหนังที่ถูกปล่อยมาในช่วงปลายปีอย่างนี้ เชื่อเหลือเกินว่าแฟนคลับทั้งคู่คงจะตั้งตารอคอยผลงานที่ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากเคยทำติ่งฟินจากละคร The Cupids ตอน กามเทพหรรษา เมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่สุดแล้วจะมาเป็น Gravity of Love หรือ รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

หนังเรื่องนี้เล่ามุมมองความรักของ ฟ้า (เต้ย จรินทร์พร) สาวผู้เคยเชื่อในพรหมลิขิตที่จะทำให้เธอเจอรักแท้ แต่ความล้มเหลวในความสัมพันธ์ที่ผ่านมาทำให้ ฟ้า ไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตอีกต่อไป จนกระทั่งมาพบกับ เซน (บอย ปกรณ์) โดยบังเอิญระหว่างเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกับแก๊งเพื่อน ๆ หลังจากนั้น ฟ้า กับ เซน ก็ได้บังเอิญเจอกันอีกหลายครั้งจน เซนท้าพนันกับฟ้า ว่าความบังเอิญนี้คือพรหมลิขิตของทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม ฟ้า เอง ก็มีเพื่อนชายสนิทอย่าง เต้ (หลุยส์ สก็อต) ที่แอบชอบ ฟ้า มานานแล้วเหมือนกัน

เส้นเรื่องของ Gravity of Love ก็ไม่ได้ฉีกหนีจากพลอตละครแบบไทย ๆ ไปเท่าไหร่ ญี่ปุ่นเองก็เหมือนจะเป็นโลเกชันที่หนังไทยชอบใช้เวลาพระนางพบรักโรแมนติกกัน เรียกว่าเป็นประเทศที่ถูก ผกก. ไทยไปลุยกันจนช้ำ (ฮา) ตัวละครทั้งหมดก็ยังแบน ๆ พระเอกก็พระเอ๊กพระเอก แสนดี เลิศเลอ ฉะนั้นแล้ว นางเอกโก๊ะ ๆ อย่างเต้ย ย่อมเป็นตัวละครที่โดดเด่นที่สุดในเรื่อง ซึ่งก็ต้องยอมรับจริง ๆ นั่นแหละว่าเธอน่ารักสดใสจริง ๆ ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะลุคไหนก็ปัง ถ้าจะพูดตามตรง หนังเรื่องนี้ขายพระนางแบบว่าเนื้อเรื่องช่างแม่ง ที่เหลือเอาฮา (ฮา)

ภาพรวมก็ต้องบอกว่าตัวหนังดูได้เพลิน ๆ จากสีสันของแคแร็คเตอร์สมทบที่เรียกเสียงฮาได้เป็นระยะ เนื้อหาเดาได้ตั้งแต่ 5 นาทีแรกอยู่แล้วเหมือนละครไทยเรื่องหนึ่ง ได้เห็นภาพสวย ๆ จากฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ได้เห็นเต้ยในลุคต่าง ๆ นั่นคือสีสันที่นำพาเรื่องไปตลอดรอดฝั่ง อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ก็เพียบ บทบาทความสัมพันธ์ของตัวละครอื่น ๆ กลับเกลี่ยน้ำหนักได้ไม่ดี ไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย แคสไม่ได้ เคมีไม่ออก แคสเนี่ย ผมจะบอกว่ามันเหมือนแคสมาให้ครบ ๆ คือจบเรื่องออกมา ไม่มีภาพจำอะไรกับความสัมพันธ์หลาย ๆ คู่เลย นอกจากกะเทยป้าที่เฮฮาสร้างสีสันได้ บางช่วงยอมรับว่าบรรยากาศเกือบจะไปถึงพวก สายลับจับบ้านเล็ก หรือแม้แต่ กวนมึนโฮ อะไรเทือกนั้นแล้ว แต่บุคลิกตัวละครก็ไม่มีความโดดเด่นแตกต่างมากพอ  

นอกจากนี้ การเดินเรื่องที่พยายามจะปรับวิธีเล่าให้น่าสนใจ แต่ก็ทำได้ไม่ดีพอ หนังไม่มีลายเซนต์ใด ๆ ให้จดจำ เหมือนดูละครหลังข่าว สิ่งที่คุณจะได้คือความน่ารักสดใสของเต้ย ความเท่ของบอย บรรยากาศและโลเกชันสวย ๆ ของญี่ปุ่น ที่เหลือก็ความรักฟุ้งเฟ้อมอมเมาตามประสาละครไทยเท่านั้น หาใช่แรงดึงดูดของพรหมลิขิต

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

“คิดถึง” จากปาล์มมี่ ซิงเกิ้ลนี้ถ้าอยากฟังต้องเล่นเอง !!!

Published

on

ถือว่าเป็นวิธีการโปรโมตเพลงที่ไม่ธรรมดาเลยสำหรับ ซิงเกิ้ลที่ 4 จากอัลบั้มใหม่ของปาล์มมี่ ที่ใช้ชื่อว่า “คิดถึง” ที่ออกมาในรูปแบบของโน้ตพร้อมเนื้อเพลงจำนวน 4 หน้า พร้อมกับข้อความว่า มาแล้วค่ะเพลงใหม่ซิงเกิ้ลที่สี่ เชิญแกะเล่นกันตามสบายเลยค่ะ” ทำเอาแฟนๆอยากรู้ อยากลอง เข้าไปใหญ่ว่าเพลงนี้จะเป็นเช่นไร คราวนี้ก็เลยสนุกกันใหญ่ ต่างเข้ามาส่งการบ้านกันเต็ม ต่างคนก็ต่างมีเวอร์ชั่นของตัวเองออกมาให้ได้ฟังกัน เรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ของวงการเพลงบ้านเราเลยทีเดียว

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อวาน (วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์) ตอนราวๆ 3 โมง ปาล์มมี่ได้ประกาศใน facebook ของเธอว่า “วันนี้ห้าโมงเย็นมี่จะปล่อยเพลงใหม่นะคะ” ทำเอาแฟนๆตื่นเต้นและเฝ้ารอที่จะฟังเพลงใหม่ของเธอ จนกระทั่ง 4 โมง 59 นาที ปาล์มมี่ก็ได้โพสต์โน้ตเพลงพร้อมเชิญชวนให้แฟนๆแกะเล่นกันตามสบาย คราวนี้ก็งงกันเลยว่า เฮ้ยนี่มันอะไร ??? เพราะโดยปกติแล้วการปล่อยเพลงถ้าไม่ออกมาเป็น official audio หรือ lyric video ก่อนก็มักจะมาพร้อม MV เลย แต่คราวนี้มีแค่โน้ตเพลงเท่านั้น

ต้องบอกว่านี่เป็นกลยุทธการโปรโมทที่น่าสนใจในโลกทุกวันนี้ ที่ศิลปินกับแฟนเพลงสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรงผ่านสื่อโซเชียลทั้งหลาย และการที่ให้แฟนเพลงได้มีส่วนร่วมในบทเพลงของศิลปินยิ่งทำให้รู้สึกใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นและก่อให้เกิดกระแสแชร์ต่อกันไปเรื่อยๆ ตอนนี้ยอดไลค์ก็ปาไป 26,000 กว่าไลค์แล้ว รวมไปถึงยอดแชร์อีกร่วม 7,000 แชร์ ส่วนแฟนเพลงที่ส่งการบ้านในโพสต์ก็มีร่วมร้อย ก่อให้เกิดปรากฏการณ์มุมกลับที่แตกต่างไป จากเดิมที่มี ต้นฉบับก่อนแล้วจึงค่อยคัฟเวอร์ กลายมาเป็นคัฟเวอร์ก่อนแล้วค่อยไปฟังต้นฉบับ  !!!

งั้นเรามาดูกันก่อนดีกว่าครับว่า องค์ประกอบของเพลง “คิดถึง” นี้เป็นอย่างไรบ้าง เผื่อพอจะจินตนาการอารมณ์และรสชาติของเพลงนี้ได้บ้าง

1. ความเร็วของเพลง (Tempo)

อย่างแรกเลยคือ Tempo ความเร็วของเพลงอยู่ที่โน้ตตัวดำเท่ากับ 62 ถือว่าเป็นเพลงช้าอย่างแน่นอน และค่อนข้างช้ามาก

2. อัตราจังหวะ (Time Signature)

อัตราจังหวะของเพลงเป็นแบบ 4/4 ซึ่งก็คืออัตราจังหวะมาตราฐานนับบีท 1-2-3-4 ที่พบในเพลงส่วนใหญ่ทั่วไป โดยเฉพาะเพลงป็อป เพลงร็อค

3. คีย์เพลง (Key Signature)

ดูจากบันไดเสียงแล้วพบว่าเพลงนี้อยู่ในคีย์ Bb major ซึ่งเป็นคีย์ที่ให้ความรู้สึกด้านบวก ความรัก ความเบิกบาน ความสงบอะไรประมาณนี้ หากทำเป็นเพลงช้าก็จะเป็นเพลงช้าที่ซาบซึ้งตรึงอารมณ์เลยทีเดียว ยกตัวอย่างเพลงดังๆที่อยู่ในคีย์นี้ก็เช่น Bohemian Rhapsody ของวง Queen , Rocket Man ของ Elton John , A Thousand Years ของ Christina Perri  เป็นต้น

4.จังหวะ (Rhythm)

ส่วนจังหวะของเพลงแอบมีใส่ลูกเล่นที่น่าสนใจด้วย โดยในท่อน verse กับท่อน chorus จะเป็นจังหวะแบบ Shuffle Feel ซึ่งก็จะมีระบุไว้ในโน้ต ส่วนท่อน pre-chorus กับท่อนที่เป็น instrumental จะเป็นจังหวะแบบ  Straight Rhythm ครับ

5. เนื้อเพลง (Lyric)

แค่อ่านเฉยๆก็จะร้องแล้ว ทั้งซึ้งทั้งเศร้า ทำเอาอยากเดามากๆเลยว่าใครแต่งเนื้อเพลงนี้กันนะ

ทุกๆ สิ่งนั้นเปลี่ยนไป

เมื่อตอนลืมตาขึ้นมา

และมองท้องฟ้าในตอนไหน

เหงาเหลือเกิน เมื่อเธอจากไป

เหม่อมองพระจันทร์ทุกคืน

ฉันคิดถึงเธอเกินทนไหว

 

*โอ้ว บางครั้งที่ใจอ่อนไหว

น้ำตายิ่งบีบยิ่งคั้น ร้องออกมาเท่าไหร่

เธอรู้ไหม

 

**แต่ละคืนที่มองไม่เห็นใคร

อดทนไว้หัวใจยังสั่น แต่ละวันเดือนปีที่หมุนไป

เธอรู้ไหมว่าใครคิดถึงเธอ

ตรงนี้ไม่มีเธอแล้ว

แต่ย้ำทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

 

เพราะโอกาสที่เราเจอกัน

แค่เพียงในยามค่ำคืน

เวลาฉันนอนหลับตาฝัน

ทุกๆ สิ่งที่เราผูกพัน แต่ฉันยังภาวนา

เพื่อขอให้เธออยู่ตรงนั้น

(ซ้ำ *,**,**)

เธอจะรู้บ้างไหม

บ้างไหม บ้างไหม

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

ฉันคิดถึงเธอเหลือเกิน

6. คอร์ด (Chord)

ดูจากคอร์ดที่มากันแบบจัดเต็มทั้ง maj7 , min7 , min6 , sus4 เป็นคอร์ดที่มีตัว extension คือตัวเสริมเติมเข้ามา รับรองเลยว่าโรแมนติค เศร้าซึ้งแน่นอน เพราะคอร์ดที่มีการเติมโน้ตเข้ามา มักจะใช้ในเพลงโซล แจ๊ซ อาร์แอนด์บี แบบนี้เป็นต้น ยกตัวอย่างวงที่แต่งเพลงแล้วใช้คอร์ดแนวนี้บ่อยๆก็เช่น Tattoo Colour หรือ The Parkinson เป็นต้น

มาขนาดนี้ รอฟังต้นฉบับไม่ไหวแล้วครับ ตอนนี้ขอแอบไปฟังของพี่ๆเพื่อนๆ แฟนเพลงของปาล์มมี่กันก่อนดีกว่าว่ามีเวอร์ชั่นไหนเข้าเค้าบ้าง ซึ่งผมก็คัดมาฝากเพื่อนๆสัก 2-3 เวอร์ชั่นพอเป็นน้ำจิ้มนะครับ ส่วนใครได้ลิ้มลองทำเวอร์ชั่นของตัวเองบ้างแล้วก็อย่าลืมแชร์มาให้ฟังกันบ้างนะครับผม

เวอร์ชั่นนี้เป็นของคุณ Kuljaesol ครับ มาเป็นเวอร์ชั่นเดี่ยวเปียโนเลย ฟังแล้วเพราะมากๆ ซึ้งสุดๆ ชวนให้คิดถึงเพลงเกาหลีช้าๆซึ้งๆแบบพวกเพลงประกอบซีรีย์ หรือ เพลงของ Yiruma อะไรแบบนี้เลย

ส่วนเวอร์ชั่นนี้เป็นของ Madpuppet Studio ครับ มาในแบบติดกลิ่นอาร์แอนด์บีเลย เพราะมาก ซึ้งมากครับ ฟังดูแล้วคิดว่ามีแนวโน้มใกล้เคียงเวอร์ชั่นจริงอยู่พอสมควรครับ คือจังหวะนี่มาเป๊ะๆเลย

เวอร์ชั่นนี้เป็นของคุณ NunNY_Indy ลองมาฟังเสียงร้องแบบผู้หญิงร้องดูบ้างครับเผื่อจะจินตนาการอารมณ์เสียงแบบปาล์มมี่ออก

สำหรับใครอยากลองโหลดโน้ตเพลง “คิดถึง” ไปเล่นดูสามารถเข้าไปโหลดได้ที่เพจเฟซบุ๊คของ PALMY เลยครับ 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] The Favourite: แซ่บจริง อีเสน่ห์ร้ายยกกำลัง 3

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เรื่องราวในรั้วในวังอังกฤษยุคศตวรรษที่ 17 เมื่อสมเด็จพระราชินีแอนน์ ต้องอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมืองพรรครัฐบาลกับฝ่ายค้านที่ยั่วยุและเห็นตรงข้ามกันในการสู้รบกับฝรั่งเศส ทว่าความสาหัสที่แท้จริงสำหรับพระองค์นั้น กลับเป็นการขัดแข้งขัดขาชิงดีชิงเด่นเป็นคนโปรดของพระองค์ระหว่าง ซาร่าห์ และ อบิเกล และเมื่อเหล่าอีลิทเปิดศึกกันแบบนางร้ายละครตลาด ความมัน ความแซ่บ จึงบังเกิด

ผู้กำกับ ยอร์กอส ลานธิมอส กับผลงานเรื่องล่าสุดในแบบที่บอกว่า เฮี้ยน ไม่มาก แต่ แซ่บ สุดทีน สำหรับ The Favourite สมควรจริง ๆ ที่ชื่อไทยจะตั้งว่า อีเสน่ห์ร้าย คือลงตัวกับเรื่องราวจริง ๆ ด้วยความที่รอบนี้ตัวยอร์กอสไม่ได้เขียนบทเอง แต่นำบทของ เดบราห์ เดวีส และโทนี่ แม็คนามารา มากำกับ จึงทำให้หนังลดราวาศอกกับเรื่องสัญญะหรือนัยยะแบบซ่อนลึกที่เป็นความเฮี้ยนประจำตัวลงไปพอประมาณ แต่กระนั้นหนังก็ยังมีลายเซ็นแบบฉบับของหนังยอร์กอสให้เห็นชัดเจน ในเรื่องนัยยะที่มักอยู่ในสัตว์ซึ่งปรากฏในเรื่อง อย่าง The Lobster ก็มีกุ้งล็อบสเตอร์ หรือใน The Killing of a Sacred Deer ก็มีกวาง และสำหรับเรื่องนี้เขาก็นำเสนอนัยบางอย่างผ่าน กระต่าย สัตว์เลี้ยงประจำกายของควีนแอนน์ ซึ่งก็ตีความได้ง่ายกว่ากุ้งกับกวางนั่นด้วย

หนังเรื่องนี้ได้นำเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของอังกฤษ ยุคของพระราชินีแอนน์ ในช่วงปี 1704 มาเติมแต่งใส่สีตีไข่เพิ่มเติม อันว่าด้วยเรื่องความสนิทสนมระหว่างพระองค์กับ ซาราห์ เชอร์ชิล ดัชเชสแห่งมาร์ลบะระ ต้นตระกูลของ วินสตัน เชอร์ชิล ผู้ใช้สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเจ้าครองนครมาเป็นเครื่องมือในการคุมการเมืองระบบรัฐสภาเพื่อส่งเสริมสามีของตน ในขณะที่พระนางเจ้าแอนน์เองก็ไม่ต่างจากชนชั้นสูงผู้เปลี่ยวเหงาเติบโตในรั่ววังอย่างผิดรูปจนตกเป็นเครื่องมือของผู้อื่น แต่ความไร้เดียงสาเอาแต่ใจของพระองค์ก็บันดาลอำนาจส่งเสริมหรือทำลายผู้ใดก็ได้อย่างไม่อาจคาดเดา หนังได้นำเรื่องราวนี้มาขยายกลายเป็นละครริษยาชิงชังอย่างละครไทยได้เข้มพะยะค่ะมาก ๆ โดยใส่ตัวละครอย่าง อบิเกล มาเป็นตัวขยี้ที่ฉุดรั้งความสัมพันธ์ระหว่างพระราชินีกับซาราห์ให้ดิ่งลงเหว พร้อมกันอบิเกลก็พยายามเหยียบย่ำญาติผู้พี่อย่างซาราห์ขึ้นเป็นคนพิเศษข้างกายพระราชินีเสียเองด้วยมารยาหญิงเต็มพิกัด เกริ่นแค่นี้ก็เห็นความมันในความเป็นอีเสน่ห์ร้ายของแต่ละตัวละครแล้วมั้ยใช่ล่ะ

ทั้งนี้ต้องชื่นชมความแม่นในการแสดงที่ยากเอาเรื่อง ทั้งดราม่าและความตลกร้ายตลกหน้าตายที่เป็นทักษะยากประการหนึ่ง การแสดงที่ปลดปล่อยความดิบเถื่อนออกมาทะลุผ้าผ่อนที่สูงศักดิ์ จนกลายเป็นความขำลั่นโรง และความน่าตกตะลึงสำหรับผู้ชมตลอดเวลา ก็สมควรแล้วที่เหล่านักแสดงนำทั้ง 3 จะโดดเด่นในเวทีการประกวดแข่งขันต่าง ๆ ในปีนี้ ทั้ง โอลิเวีย โคลแมน ในบทพระราชินีแอนน์ ที่เพิ่งส่งให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำครั้งล่าสุดไปด้วย และยังเหลือเวทีใหญ่อย่างออสการ์อีกรางวัลที่มีลุ้นเช่นกัน

ซึ่งคงต้องขอลุ้นไปพร้อมกับ ราเชล ไวซ์ ในบทซาราห์ และ เอ็มม่า สโตน ในบทอบิเกล ที่เข้าชิงในสาขานักแสดงหญิงสมบทยอดเยี่ยมด้วย แม้รายแรกจะเคยได้รางวัลนี้มาแล้วจากหนัง The Constant Gardener และรายหลังจะเคยได้รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาแล้วเช่นกันจาก La La Land แต่กับการทุ่มเทฟาดฟันเชือดเฉือนกันในหนังรอบนี้ของทั้งคู่ ก็ประทับใจผู้ที่ได้ชมอยู่ไม่เบาเลย นอกจากนี้หนังยังมีดาราดังมาร่วมเล่นอีกหลายคน คุ้นหน้าสุดก็อย่าง นิโคลัส ฮอลท์ เป็นอาทิ

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีฝั่งบริทิชอย่าง BAFTA Awards ที่คงถูกจริตเป็นพิเศษเพราะทั้งเรื่องราว บรรยากาศ โปรดักชั่น ทุกอย่างมันถ่ายทอดความเป็นหนังอังกฤษออกมาได้พวยพุ่งมาก ๆ การถ่ายด้วยเลนส์ไวด์เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของโถงอาคารและห้องหับต่าง ๆ ในพระราชวังถูกใช้อย่างมีนัยยะสำคัญ การแพนกล้องเองก็มีความเป็นหนังยุโรปที่คงเอกลักษณ์การเคลื่อนกล้องต่างจากหนังฝั่งฮอลลีวู้ดที่ขยันตัดต่อเอามากกว่า ตรงนี้จึงอาจเป็นดาบสองคมเช่นกันที่อาจทำให้ไม่โดนจริตกรรมการฝั่งอเมริกาเท่าไหร่ แต่ที่ค่อนข้างโดดเด่นมากและควรได้รางวัลปีนี้คงเป็นงานคอสตูมของหนังนั่นเอง ใครสายอีลิทไฮโซไปดูจะอู้หูวโอโหกับโปรดังชั่นเหล่านี้มาก ๆ ทั้งฉาก พร็อพ คอสตูม ส่วนสายถ่ายภาพก็น่าสนใจมากเช่นกันเพราะหนังใช้แสงธรรมชาติถ่ายแทบทั้งหมด เป็นอีกหนึ่งความทะเยอทะยานของหนังที่ต้องชื่นชมเลย

อย่างที่กล่าวมาว่าหนังค่อนข้างดูง่ายขึ้นเยอะมาก เรียกว่าเป็นหนังบันเทิงในแบบฉบับยอร์กอสเลยก็ว่าได้ หนังมีความตลกร้าย เล่นล้อกับความขัดแย้งได้มันสุด ๆ เมื่อเหล่าอีลิทในรั้ววังบริทิช ต่างใช้วาจาสถบ เหน็บแนม เสียดแทงกันราวกับแม่ค้าตลาดนัด หรือเมียน้อยเมียหลวงในละครไทยนางทาสก็ไม่ปาน ในขณะที่พระราชินีเองก็อยู่ในบทคุณหลวงผู้ไม่ประสายากจะทันเล่ห์งูพิษรอบ ๆ ตัว หนังจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เสียดเย้ยเรื่องเพศ สตรีนิยม อยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้หญิงแสร้งเป็นชายเพื่อถืออำนาจข่มขุนนางผู้ชาย หรือแม้แต่ข่มพวกผู้หญิงกันเอง ทำให้หนังเป็นมากกว่าแค่การชิงดีชิงเด่นกันของตัวละคร จุดนี้จึงเปิดช่องให้ยอร์กอสใส่การตีความอันหลากหลายพ่วงเข้ามาบนเส้นเรื่องที่สนุกเป็นทุนอย่างมันมือทีเดียว

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะแสร้งว่ามี พระราชินีเป็นบทนำหญิงเพียงผู้เดียวตามรางวัลที่เสนอเข้าชิง แต่เชื่อว่าใครได้ดูคงคิดเช่นกันว่าจริงแล้ว ทั้งซาราห์และอบิเกล ก็ถือเป็นบทนำได้ทั้งคู่เช่นกัน สมแล้วล่ะที่ควรฟาดฟันกันตั้งแต่ในหนังยันเวทีประกวดแบบไม่มีใครเป็นรองใครทีเดียว อยากให้มาพิสูจน์ความแซ่บแปลกใหม่ และไม่อาตคาดเดาใด ๆ ได้ทั้งสิ้น กันในโรงก่อนผลออสการ์จะประกาศในสัปดาห์ถัดไปครับ

สามสาวอาจจะอีเสน่ห์ร้าย แต่อี-ทิคเก็ตซื้อไวจองสบาย กดได้ที่รูปเลย

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] IF BEALE STREET COULD TALK: รักปอนปอนในโลกแห่งความเหลื่อมล้ำ

Published

on

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน อยู่ ๆ ชื่อของ แบร์รี เจนกินส์  ก็ปรากฏกลายเป็นสปอร์ตไลท์ดวงเบอเร่อในวงการภาพยนตร์ เมื่อ Moonlight กลายเป็นหนังม้ามืดที่อาจหาญก้าวขึ้นมาท้าทาย La La Land ได้ในเวทีออสการ์ พร้อมยี่ห้อกลิ่นอายของคนทำหนังละมุนละไม ทอดอารมณ์ตัวละครแบบเรียล ๆ บวกองค์ประกอบภาพเล่นสีสันสไตล์หว่องกาไว แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือหนังที่จับประเด็นทางสังคมแล้วถ่ายทอดออกมาได้ทรงพลังมาก ๆ เรียกว่า ต่อให้แวดล้อมของคนดูจะไม่ได้ใกล้เคียงกับบริบทในหนังเลย อยู่ ๆ ก็สามารถอินกับบรรยากาศ และเริ่มตั้งคำถามกับเรื่องราวในหนังได้หลังจากออกมาจากโรง

If Beale Street Could Talk สร้างมาจากนิยายของ เจมส์ บอลด์วิน นักเขียนชั้นครูผู้ล่วงลับเล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวผิวสีคู่หนึ่งในย่านฮาร์เล็มของนิวยอร์กช่วงยุค 1970 ซึ่งต้องเจออุปสรรคการกดขี่เหยียดผิวที่รุนแรงหนักหน่วงในสังคมอเมริกัน ความรักทรหดของ ทริช (กีกี เลย์น) หญิงสาวผิวดำวัยเพียง 19 ปี ที่ไปตกหลุมรัก ฟอนนี (สตีเฟ่น เจมส์) นักปฏิมากรหนุ่มวัย 22 เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ ฟอนนี ถูกกล่าวหาในคดีอาชญากรรมที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ขณะที่ ทริช เพิ่งตั้งครรภ์ เธอพยายามต่อสู้เพื่อให้ฟอนนีได้ออกมาอยู่พร้อมหน้าสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่อุปสรรคเรื่องเงินและการต่อต้านจากแม่สามี ก็เป็นโจทย์สำคัญที่เธอต้องผ่านไปให้ได้

บอกตามตรงว่าตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ 10 นาทีแรก หนังเซตฉากและคอสตูมนิวยอร์กในยุค 70 ออกมาได้สมจริงมาก ๆ รู้สึกถึงกลิ่นอายและบรรยากาศในช่วงเวลานั้นแบบไม่มีติดขัดเลยตลอด 2 ชั่วโมง หนังเก็บรายละเอียดดีเยี่ยม โดยเฉพาะเพลงประกอบที่ลงตัวมาก ๆ ในแต่ละซีน ตัวหนังอาจเดินเรื่องช้า ๆ เนิบ ๆ ละเลียดไปกับความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแต่ละตัวแบบพินิจพิเคราะห์จริง ๆ ไม่รีบร้อนจะนำพาคนดูไปจุดใดจุดหนึ่ง บางครั้งเราจะได้เห็นฉากลองเทคที่รู้สึกว่ามีก็ได้ไม่มีก็ได้ผ่านตาเป็นระยะ

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ การตัดสลับเล่าเรื่องระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และอนาคตในมายาคติของ ทริช และ ฟอนนี หนังพาเราล่องลอยไปกับความฝัน การปลดล็อคพันธนาการ แล้วจากนั้นก็ดึงอารมณ์คนดูให้กลับมาสู่โลกความเป็นจริง ความจริงของผัวเมียผิวสีที่กำลังตกที่นั่งลำบาก จากนั้นก็สลับไปเห็นว่า ทั้งคู่เจอกันได้อย่างไร ซึ่งถือว่าแม้จะยังมีตกหล่นในหลาย ๆ จังหวะ แต่ภาพรวมก็ถือว่าค่อนข้างสมูท มีลูกเล่นแทรกแปลกตาดี และยังคงโทนสีและคอสตูมที่จัดจ้านเช่นเคย

สิ่งที่หนังประสบความสำเร็จมาก ๆ เลยก็คือ เมสเซจ ที่สื่อออกมาถึงความยากลำบากของตัวละครผัวเมียคู่นี้ ในการฟันฝ่าความเฮงซวยของโชคชะตา ความเฮงซวยของค่านิยมในสังคม หนังพยายามทำให้เราคนดูรู้สึกหนักอึ้ง หน่วง ๆ อึน ๆ คิดแทนตัวละครแล้วก็หาทางออกได้ยากเหลือเกิน เพราะปัญหาส่วนใหญ่มาจากอุปสรรคเรื่องความคิดที่อคติรุนแรงของคนรอบข้างที่เป็น toxic นี่เป็นหนังครอบครัวชั้นดีที่ไม่ได้พยายามจะชี้บทเรียนใด ๆ แต่บอกเล่าความเป็นไปและเวรกรรมที่เราทุกคนต่างต้องพบเจอ และบางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ไปกับมัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!