Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Dragon Ball Super: Broly : หนึ่งในเดอะมูฟวี่ที่ดีที่สุดของดราก้อนบอล

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ในที่สุด อ.โทริยาม่า อากิระ ก็ยอมทำตามเสียงเรียกร้องจากแฟนดราก้อนบอลเสียที ด้วยการจับ ซุปเปอร์ไซย่าในตำนานอย่าง โบรลี มาอยู่ในเนื้อเรื่องหลัก โดยเริ่มนับหนึ่งกรุยทางจากภาค เดอะ มูฟวี่ ภาคนี้ หลังจากที่กระแสความคิดถึง โบรลี พุ่งพรวดจากพลังที่หลับไหลของ เกล แห่งจักรวาลที่ 6 ใน Dragon Ball Super ซึ่งแน่นอนว่าหากใครที่ไม่ได้ดูภาค Super มาก่อน ก็อาจจะแอบงงกับกลุ่มตัวละครหน้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามารวมทั้งร่างซุปเปอร์ไซย่าก๊อด และซุปเปอร์ไซย่าบลู ด้วย โกคู และ เบจิต้า ด้วย

สำหรับในภาคนี้ เป็นการย้อนกลับไปเมื่อ 41 ปีก่อน ช่วงเวลาที่ดาวเคราะห์เบจิต้ายังไม่ถูกฟรีเซอร์ทำลาย ต้นกำเนิดของนักรบไซย่าที่ถือกำเนิดในเวลาไล่เลี่ยกัน คือ โกคู (คาคาล็อต) นักรบในระดับล่าง, เจ้าชายเบจิต้า แห่งดาวไซย่า และ โบรลี ทารกชาวไซย่าที่ต้องถูกเนรเทศไปยังดาวเล็ก ๆ สุดขอบจักรวาล เพราะมีพลังแฝงในตัวที่มากกว่าทารกไซย่าคนอื่น ๆ ซึ่งในเวลานั้น เจ้าชายเบจิต้า หวั่นเกรงว่า โบรลี อาจเป็นพิษภัยต่อเบจิต้าในอนาคต จึงพยายามกำจัดและขับไล่ออกจากดาวเบจิต้านั่นเอง

หากใครที่ทันเห็น โบรลี ปรากฏตัวในภาคแยกเมื่อปี 1993 จะพอจำได้ว่า ในภาคนั้นบทบาทของ โบรลี ไม่ต่างกับสัตว์ร้ายที่ถูก พารากัส พ่อของเขาล่ามโซ่เอาไว้ และอาละวาดอย่างบ้าคลั่งในสภาวะ out of control ทุกครั้งเมื่อได้ยินชื่อหรือได้เห็นหน้า คาคาล็อต แต่ทว่าในภาคนี้ อ.โทริยามา แกปรับเส้นเรื่องใหม่ ให้อดีตของโบรลี โกคู รวมทั้ง เบจิต้า เองมีเรื่องราว และมิติตัวละครมากขึ้น โดยเฉพาะโบรลี ที่ในภาคนี้เราจะได้เห็นเขาเติบโต ได้พูดคุย ได้เห็นมุมความอ่อนโยนและแข็งกร้าวของเขา ปมในอดีตที่ชัดเจนแบบเต็ม ๆ จุใจ เช่นเดียวกันกับ โกคู เอง ที่เราจะได้เห็น บาดั๊ก พ่อของโกคูและภรรยา ดำเนินชีวิตทั่วไปในดาวไซย่า ได้เห็นเพื่อนชาวไซย่าของเขา ซึ่งเป็นตัวละครใหม่ ๆ ที่ปรากฏตัวออกมาด้วย

ตัดภาพกลับมาหลังจากที่ฟรีเซอร์ทำลายดาวเคราะห์เบจิต้า และ 3 นักรบไซย่าเติบโตตามพลอตเรื่องหลัก จนวันเวลาล่วงเลยมาถึงในภาค Super ที่แม้โลกจะสงบสุขแล้ว โกคู กับ เบจิต้า ก็ยังฝึกซ้อมและต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นเคย แต่สำหรับตัวฟรีเซอร์ ที่ก่อนหน้านี้ในภาค Super พลิกบทบาทมาร่วมทีมจักรวาลที่ 7 กับพวกโกคูต่อสู้ประลองทั่วจักรวาลนั้น ได้พบข้อมูลน่าสนใจที่ว่า โบรลี่ และ พารากัส ยังมีชีวิตอยู่ในดาวอันไกลโพ้น หลังจาก 41 ปีผ่านไป นั่นทำให้ฟรีเซอร์คิดแผนชั่วร้ายที่หวังจะดึงโบรลี่มาเป็นพวกยึดครองโลก โดยการพาโบรลี มายังโลก และให้มาพบกับพวกของ โกคู

ถ้าสรุปภาพรวมของทั้งเรื่องนั้น ต้องบอกว่าที่เล่ามานั่นคือส่วนของเส้นเรื่องทั้งหมดแล้วซึ่งมีอยู่ประมาณ 30% ของเรื่อง เพราะหลังจากที่นักรบไซย่าทั้ง 3 ได้พบกันแล้ว 70%  ที่เหลือคืองานแอ็คชั่นระดับบู๊ล้างผลาญที่เรียกได้ว่าน่าจะดีที่สุดตั้งแต่ ดราก้อนบอลมีมูฟวีมาเลย ตั้งแต่การออกแบบลายเส้นและแอนิเมชันที่ อ.โทริยาม่า ลงมาดูเอง ประกอบกับเสียงพากย์ไทยอันดีงามจากนักพากย์ระดับเซียนอย่าง น้าต๋อย เซมเบ้, น้าไก (ไกวัล วัฒนไกร) และน้าอ๋อ (ธนกฤต เจนครองธรรม) ทำให้รู้สึกว่าได้ย้อนกลับไปช่วงยุค 90 ตอนเป็นเด็กนั่งดูดราก้อนบอลตอนเย็นหลังเลิกเรียนนั่นเลย

ฉากต่อสู้ระหว่าง 3 นักรบไซย่าในภาคนี้ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่ง มาสเตอร์พีช ของการ์ตูนดราก้อนบอล หากตอนไหนที่คิดว่ามันน่าจะหยุดแล้ว จบแล้ว แต่มันก็จะหนักหน่วงรุนแรงได้อีก! เป็นฉากต่อสู้แบบนันสต็อปลืมหายใจที่ดุเดือดเลือดพล่านมาก ๆ มากจนรู้สึกได้ว่า โบรลี นี่สมกับที่ถูกยกเป็นซุปเปอร์ไซยาในตำนานจริง ๆ และที่สำคัญคือ อ.โทริยาม่า แกหาทางลงได้สมูทด้วย รวมทั้งที่ขาดไม่ได้และเป็นเสน่ห์ของดราก้อนบอลคือ ต้องมีจังหวะติดตลกที่ดูแล้วได้ฮาอยู่เป็นระยะ

การกลับมาครั้งนี้ของ โบรลี ในรอบ 25 ปี เรียกว่าสมการรอคอย แน่นอนว่าในอนาคตเจ้าตัวคงจะลงมามีบทบาทในเส้นเรื่องหลักของดราก้อนบอลแน่นอน และสำหรับเดอะ มูฟวี่ ภาคนี้ คือหนึ่งในแอนิเมชันที่น่าประทับใจที่สุดในปี 2018 อย่างแท้จริง

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!