ดูกันครบหรือยัง 12 หนังทุนสร้างกระจิริดแต่พิชิตรายได้มหาศาล

หนังเมนสตรีมคือหนังที่หวังผลทางการตลาดเป็นหลัก ทีมผู้สร้างจะต้องระดมสมองกันอย่างหนัก คิดหาวิธีว่าจะสร้างหนังออกมาอย่างไรให้ได้รับความสนใจจากคนดูทั่วโลกยอมออกจากบ้าน แล้วควักเงินซื้อตั๋วเข้ามาดู พล็อตหนังต้องแปลกใหม่ หรือไม่ก็ดัดแปลงมาจากนิยายขายดีที่คนทั่วโลกรู้จัก ไม่ก็ดัดแปลงจากวิดีโอเกมชื่อดัง หรือรีเมกหนังที่เคยประสบความสำเร็จจากในอดีต องค์ประกอบสำคัญของหนังก็ไม่พ้นดาราชื่อดังที่มีแฟน ๆ ทั่วโลกคอยติดตามผลงาน หรือไม่ก็ใช้ผู้กำกับชื่อดังที่มีผลงานขึ้นหิ้ง เสริมความน่าตื่นตาตื่นใจด้วยสเปเชียลเอฟเฟกต์ระดับอลังการ ซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ว่ามานั้น ทั้งค่าตัวดาราและผู้กำกับ ค่าลิขสิทธิ์นิยายหรือเกมต้นฉบับ ค่าจ้างบริษัททำเอฟเฟกต์ระดับโลก ล้วนทำให้ทุนสร้างของหนังเป็นต้นทุนมูลค่ามหาศาล เหล่านี้ล้วนเรียกได้ว่าสูตรสำเร็จสำหรับหนังที่เราเรียกกันว่า บล็อกบัสเตอร์ หรือหนังทุนสร้างมหาศาลที่ตั้งใจสร้างมาเพื่อหวังผลกำไรโดยเฉพาะ

แต่กระนั้นก็ยังมีหนังที่สร้างโดยบริษัทเล็ก ๆ ใช้ดาราและผู้กำกับหน้าใหม่ ยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ผลงานที่ออกมากลับสนุกเกินคาด กลายเป็นกระแสแบบปากต่อปาก หรือบรรดานักวิจารณ์ต่างยกนิ้วให้ ผลสุดท้ายก็กลายเป็นหนังม้ามืดที่ประสบความสำเร็จในวงกว้าง และแน่นอนสิ่งที่ตามมาก็คือผลกำไรในระดับมหาศาลเกินคาดเมื่อเทียบกับทุนสร้างที่น้อยมาก ๆ และผลพลอยได้ก็คือ ดาราและผู้กำกับก็ได้แจ้งเกิดในวงการ ได้ขยับไปแสดงหนัง หรือผู้กำกับได้ไปกำกับหนังระดับบล็อกบัสเตอร์กันก็มากแล้ว ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาก็มีหนังม้ามืดในระดับโดดเด่นที่เราพอหยิบมาเล่าต่อในที่นี้ได้สัก 12 เรื่อง เผื่อว่าใครพลาดเรื่องไหนไป ได้ลองไปหามาดู เพราะแน่นอนหนังในกลุ่มนี้จะต้องมีครบทั้งคุณภาพและความบันเทิงถึงประสบความสำเร็จได้เกินคาดเช่นนี้

1.Saw (2004)

Saw (2004)


ทุนสร้าง : 1,200,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 103,096,345 เหรียญ


จากมันสมองของคู่หู เจมส์ วาน และ ลีห์ แวนเนลล์ ที่แบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เจมส์รับหน้าที่กำกับ ส่วนลีห์รับผิดชอบหน้าที่เขียนบท หนังประสบความสำเร็จเกินคาดคิด จากหนังที่ใช้ตัวแสดงหลักแค่ 2 คน และอยู่ในห้องน้ำเกือบทั้งเรื่อง แต่เล่าเรื่องได้อย่างน่าติดตาม แถมจบหักมุมแบบทำเอาคนดูเหวอสุด ๆ ไอเดียการใช้อุปกรณ์พิลึกพิลั่นแต่สุดโหดมาให้เหยื่อดิ้นรนเอาตัวรอดในเวลาที่กำหนด กลายเป็นจุดขายหลักในภาคต่อที่หากินไปได้อีกยาว ๆ

ตัวหนังกลายเป็นแฟรนไชส์ทรงคุณค่าของค่ายไลออนเกตส์ ที่สร้างภาคต่อตามมาจนถึงภาค 9 และจะยังไม่จบแค่นี้ จิ๊กซอว์ กลายเป็นอีกหนึ่งไอคอนสยองขวัญของฮอลลีวูด ไม่เพียงแค่หนังจะกลายเป็นตำนาน แต่ทั้งเจมส์ วาน และ ลีห์ แวนเนลล์ ก็กลายเป็นบุคลากรเบื้องหลังที่ทรงอิทธิพลในฮอลลีวูดไปแล้ว เจมส์ วาน กลายเป็นเจ้าพ่อหนังสยองขวัญที่มีจักรวาลเป็นของตัวเอง ได้ไปกำกับหนังบล็อกบัสเตอร์อย่าง Fast 7 และ Aquaman ส่วน ลีห์ แวนเนลล์ ก็ลองควบหน้าที่เขียนบทและกำกับ The Invisible Man กลายเป็นลูกรักของยูนิเวอร์แซลไปในทันที ที่เสกทุนสร้าง 7 ล้านเหรียญให้กลายเป็น 130 ล้านเหรียญไปได้

2.Rocky (1976)

Rocky (1976)

ทุนสร้าง : 1,100,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 225,000,000

จุดกำเนิดของ ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน ในฮอลลีวูด ด้วยภาพพจน์ของพระเอกหนังแอ็กชันจากยุค 80s – 90s ทำให้หลายคนลืมไปหรือบางคนอาจไม่เคยรู้ว่าเขาเข้าสู่วงการฮอลลีวูดด้วยฝีมือการเขียนบทภาพยนตร์ เขาเสนอขายบทเรื่องนี้ให้กับ เออร์วิน วิงเคลอร์ และ โรเบิร์ต ชาร์ทอฟ 2 ผู้อำนวยการสร้างชื่อดังในยุค 70s โดยซิลเวสเตอร์ยื่นข้อแม้ว่าจะต้องให้เขารับบทนำเท่านั้นเขาถึงจะยอมขายลิขสิทธิ์บทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้

แน่ล่ะว่าผู้อำนวยการสร้างหน้าไหนจะเอาเงินมาเสี่ยงสร้างหนังกับนักแสดงนำโนเนมแบบนี้ ทั้งคู่ก็เลยยื่นข้อเสนอให้เป็นเงิน 350,000 เหรียญกับซิลเวสเตอร์ เพื่อขอซื้อบทอย่างเดียว แต่ไม่ต้องให้เขามายุ่งเกี่ยวในการสร้างด้วย แม้ว่าขณะนั้นซิลเวสเตอร์มีเงินในกระเป๋าแค่ 106 เหรียญ ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้ออาหารให้หมาของเขา และกำลังตัดสินใจจะเอาหมาไปขายด้วย แต่ก็ยังเชื่อมั่นในบท Rocky ของเขาว่าต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน จึงยืนกรานข้อแม้เดิม จึงมาจบกันที่ข้อเสนอสุดท้าย ว่ายอมให้ซิลเวสเตอร์รับบทนำ และเขาจะได้ค่าตอบแทนในฐานะนักแสดงเท่านั้น และจะจ่ายเป็นขั้นบันไดตามรายได้ของหนัง แต่จะไม่ได้ค่าตอบแทนจากบทภาพยนตร์สักเหรียญเดียว ซิลเวสเตอร์ตกลง

เออร์วินและโรเบิร์ตเอาโพรเจกต์ Rocky ไปเสนอกับค่ายยูไนเต็ด อาร์ทิสต์ เสนอขอทุนสร้างไปที่ 2 ล้านเหรียญ ทางสตูดิโออ่านบทแล้วก็เห็นชอบด้วยอนุมัติงบให้แล้วก็ยื่นตัวเลือกมาให้ว่าจะเอาใครมารับบทนำบ้าง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด, ไรอัน โอ’นีล, เบิร์ต เรย์โนลด์ หรือ เจมส์ คาน แต่เมื่อเออร์วินและโรเบิร์ตเปิดเผยว่าบทหนังเรื่องนี้มีเงื่อนไขที่ตกลงไว้กับซิลเวสเตอร์ สตอลโลน เจ้าของบทจะต้องรับบทนำเท่านั้น ยูไนเต็ด อาร์ทิสต์ ก็หั่นงบเหลือให้แค่ 1 ล้านเหรียญ แล้วยังบอกอีกว่าถ้าคุมงบไม่ได้ แล้วทุนสร้างเกินจากนี้ก็ควักกระเป๋ากันเองแล้วกัน หนังปิดกล้องที่ 1,100,000 เหรียญ กลายเป็นว่าไอ้ที่เกินมา 100,000 เหรียญนั้น เออร์วินกับโรเบิร์ตต้องเอาบ้านตัวเองไปจำนองมา

ผลลัพธ์ที่ออกมาคงไม่ต้องสาธยายว่าประสบความสำเร็จเพียงใด หนังไม่เพียงแต่ทำกำไรมหาศาลแล้ว ยังคว้าออสการ์รางวัลใหญ่มาถึง 3 สาขา ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ ตัดต่อภาพยอดเยี่ยม ส่วนซิลเวสเตอร์ สตอลโลน นั้นแสดงหนังเรื่องแรกก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงถึง 2 สาขา นักแสดงนำยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ถึงวันนี้ตำนาน Rocky ยังคงสานต่อมาอย่างต่อเนื่อง Rocky มีถึง 6 ภาค และมีภาคแยกออกมาเป็น Creed อีก 2 ภาค

3.Moonlight (2016)

Moonlight (2016)

ทุนสร้าง : 1,500,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 65,300,000 เหรียญ

ไม่เพียงแค่ทำกำไรมหาศาลเท่านั้น หนังยังประสบความสำเร็จสูงสุดทางด้านรางวัลอีกด้วย จากการคว้ารางวัลใหญ่มาได้ 3 สาขาจากเวทีออสการ์ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และเป็นหนังที่ได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่คนทั่วโลกจะต้องจดจำไปนานแสนนาน เพราะเป็นความผิดพลาดอันน่าอับอายบนเวทีใหญ่อย่างออสการ์ เมื่อมีการการประกาศรายชื่อผู้ชนะผิดจากเดิมที่ประกาศว่า La La Land เป็นผู้ชนะรางวัลนี้ จนตัวแทนของหนังขึ้นมารับรางวัลไปแล้วด้วย ก่อนที่จะส่งออสการ์ต่อให้กับทีมงานของ Moonlight

บางกระแสบอกว่า Moonlight ใช้ทุนสร้างไป 4 ล้านเหรียญ แต่ทางผู้สร้างออกมาแก้ข่าวและยืนยันว่าหนังของเขาใช้ทุนสร้างไปที่ 1.5 ล้านเหรียญเท่านั้น ไม่มากไปกว่านี้ แถมยังประกาศด้วยความภาคภูมิใจอีกว่า นี่คือหนังรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่ใช้ทุนสร้างต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์หลังจาก Rocky (1976) และถ้าเปรียบเทียบอัตราเงินเฟ้อมาเทียบกันแล้ว Moonlight ใช้ทุนสร้างน้อยกว่า Rocky เสียด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องยอมรับว่าตัวเลขรายรับ 65 ล้านเหรียญ นั้นส่วนหนึ่งก็ได้มาเพราะรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ด้วยนี่แหละ ที่ทำให้ผู้ชมอยากพิสูจน์คุณภาพของหนังว่าดีอย่างไร

4.Pulp Fiction (1994)

Pulp Fiction (1994)

ทุนสร้าง : 8,000,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 213,000,000 เหรียญ

เรียกได้ว่านี่คือผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ เควนติน ทาแรนติโน และเป็นออสการ์ตัวแรกของเขาจากสาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ก่อนไปคว้าตัวที่ 2 จากหนัง Django Unchained (2012) แม้ว่าหนังจะถูกบันทึกว่าใช้ทุนสร้างไปที่ 8 ล้านเหรียญ แต่ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว หนังใช้ทุนสร้างจริงไปแค่ 3 ล้านเหรียญเท่านั้น แต่อีก 5 ล้านเหรียญตกเป็นค่าตัวของ บรู๊ซ วิลลิส ล้วน ๆ กลายเป็นว่าค่าตัวของพระเอกบรู๊ซ วิลลิส มากกว่าทุนสร้างหนังทั้งเรื่องเสียอีก แต่อย่างไรเสียค่ายหนังก็ต้องยอมจ่าย เพราะชื่อของ เควนติน ทาแรนติโน ในเวลานั้นยังไม่เป็นที่รู้จักเลยก็ว่าได้ เขาเพิ่งมีผลงาน Reservoir Dogs หนังอินดี้ที่ประสบความสำเร็จในสายตานักวิจารณ์มาแค่เรื่องเดียวเท่านั้น

ส่วนบรู๊ซ วิลลิส นั้นแม้ว่าจะอยู่ในช่วงชื่อเสียงกำลังโด่งดังสุด ๆ แต่ก็เพิ่งมีหนังเจ๊งในเครดิตมาหมาด ๆ Striking Distance (1993) ทำรายได้ไป 24 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 30 ล้านเหรียญ บรู๊ซ ก็เลยยอมลดค่าตัวเป็นพิเศษมาร่วมแสดงใน Pulp Fiction เพื่อจะมีหนังประสบความสำเร็จมากู้ชื่อเขาได้บ้าง แล้วก็เป็นการตัดสินใจไม่ผิดทั้งเจ้าของหนังและทั้งตัวบรู๊ซ วิลลิส เอง หนังทำรายได้ในสหรัฐฯ ไปที่ 107 ล้านเหรียญ แต่ก็เพราะได้ชื่อ บรู๊ซ วิลลิส ทำให้หนังกวาดรายได้นอกสหรัฐฯ มาอีก 106 ล้านเหรียญ

5.The Terminator (1984)

The Terminator (1984)

ทุนสร้าง : 6,400,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 78,000,000 เหรียญ

The Terminator ถือได้ว่าเป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ เจมส์ คาเมรอน ที่ในวันนี้เขาได้กลายเป็นผู้กำกับระดับโลก มีหนังที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านรางวัลและทำรายได้มากมาย และอีก 2 ปีจากนี้เค้าจะมีหนัง Avatar 2 ออกมาทวงตำแหน่งหนังที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก จาก Avatar (2009) ที่เคยครองแชมป์แล้วต้องเสียตำแหน่งนี้ไปให้กับ Avengers : EndGame (2019)

ในยุคเริ่มต้นนั้น เจมส์ เคยเป็นผู้กำกับหนังสยองขวัญเกรดบี Piranha Part Two: The Spawning (1981) แต่เขาก็มีปัญหากับทีมสร้างจนถูกไล่ออกจากกองถ่ายกลางคัน ทำให้เขาได้เครดิตร่วมกับอีก 2 ผู้กำกับ ในช่วงนั้นเจมส์ไม่สบาย ช่วงที่เขาหลับพักผ่อนนั้นก็เกิดความฝันที่เขาจำภาพได้ชัดเจนว่าถูกหุ่นยนต์จากโลกอนาคตไล่ฆ่า พอเจมส์ตื่นขึ้นมาเขาก็เอาความฝันมาขยายเป็นบทภาพยนตร์ เจมส์ขายบทร่างของเขาให้กับ เกล แอนน์ เฮิร์ด หุ้นส่วนผู้ก่อตั้งบริษัท นิว เวิลด์ พิกเจอร์ ไปในราคาเพียงแค่ 1 ดอลลาร์ เท่านั้น แต่มีข้อแม้ว่าเกลต้องพยายามผลักดันให้หนังเรื่องนี้ได้สร้าง แล้วเขาจะต้องเป็นผู้กำกับเท่านั้น

เกลเอาบทหนังไปเสนอให้กับหลายสตูดิโอ แทบทุกสตูดิโอให้ความสนใจแต่พอเจอข้อแม้ว่าจะต้องให้ เจมส์ คาเมรอน เป็นผู้กำกับ ซึ่งในวันนั้นไม่มีใครรู้จักชื่อนี้ สตูดิโอก็ขอปฏิเสธ แต่ท้ายที่สุดเกลก็ได้บริษัท โอไรออน พิกเจอร์ ที่ตกลงให้ทุนสร้าง แต่ทางโอไรออนก็ขอแก้ไขบท เขาอยากให้มีหุ่นยนต์หมามาคอยปกป้อง ไคล์ รีส ซึ่งเจมส์ คาเมรอนไม่เห็นด้วยและขอปฏิเสธ แต่โอไรออนก็ยังมีอีกข้อเสนอ ขอให้มีเรื่องราวความรักระหว่างไคล์ รีส กับ ซาราห์ คอนเนอร์ ข้อเสนอหลังนี้เจมส์เห็นชอบด้วย

แต่เมื่อหนังสร้างเสร็จ โอไรออน กลับเจียดทุนโฆษณาหนังมาให้น้อยนิดมาก หลังหนังเข้าฉายในโรงไปได้ 3 สัปดาห์ เสียงตอบรับจากบรรดานักวิจารณ์ไปในทางที่ดีมากจนไปถึงสตูดิโอ ทาง เฮมเดล โปรดักชัน บริษัทผู้ร่วมสร้างจึงตัดสินใจอัดงบโฆษณาเพิ่มให้กับหนัง จนกลายเป็นความสำเร็จระดับโลกในที่สุด และกลายเป็นต้นกำเนิดอีก 1 แฟรนไชส์ ทรงคุณค่าของฮอลลีวูด

6.Insidious (2010)

Insidious (2010)

ทุนสร้าง : 1,500,000 เหรียญ
รายได้ทั่วโลก : 99,500,000 เหรียญ

อีกก้าวสำคัญของคู่หู เจมส์ วาน และ ลีห์ แวนเนล หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจาก Saw (2004) เขามีผลงานร่วมกันมาอีก 2 เรื่อง Dead Silence (2007) ทำรายได้ไปแค่ 22 ล้านเหรียญ และในปีเดียวกันกับ Death Sentence (2007) ทำรายได้ไปแค่ 16 ล้านเหรียญ นับเป็นผลงานที่ขาดทุนทั้ง 2 เรื่อง แทบมองไม่เห็นโอกาสกลับไปสร้างเกียรติประวัติได้อีกครั้งอย่างที่ Saw เคยทำได้

แต่แล้วปรากฏการณ์ก็มาอีกครั้งในปี 2010 กับจุดกำเนิดอีกหนึ่งแฟรนไชส์ Insidious ที่สานต่อไปได้ถึง 4 ภาค บ้านเราใช้ชื่อไทยว่า “วิญญาณตามติด” และในภาค 2 ใช้ชื่อว่า “วิญญาณยังตามติด” กลายเป็นชื่อหนังที่ถูกล้อกันใบนโลกโซเชียล ความสำเร็จของ Insidious เรียกได้ว่ามาแบบพลิกล็อก เพราะรอบนี้หนังใช้ทุนสร้างแบบต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ใช้นักแสดงอย่าง แพททริก วิลสัน อดีตพระเอกที่เคยผ่านยุครุ่งเรืองมาแล้วมารับบทนำ หนังถ่ายทำกันแค่ 3 สัปดาห์ แต่กลับทำรายได้แบบว่าอีกนิดเดียวจะแตะ 100 ล้านเหรียญ กลายเป็นอีกหนึ่งแฟรนไชส์ทรงคุณค่าของ เจมส์ วาน และ ลีห์ แวนเนลล์ เพราะภาค 2, 3, 4 ล้วนทำรายได้ผ่านหลัก 100 ล้านเหรียญกันหมด แพททริก วิลสัน กลายเป็นนักแสดงคู่บุญของ เจมส์ วาน ที่ตามไปร่วมงานใน The Conjuring และ Aquaman

อ่านต่ออีก 6 เรื่องในหน้า 2 ได้เลยครับ