10 นักแสดง ที่ครั้งหนึ่งเคยปฏิเสธบทบาทสร้างชื่อให้ตัวเองมาแล้ว

การที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงในฮอลลีวูด นั้นต้องอาศัยทั้งฝีมือ เสน่ห์ พรสวรรค์ และที่สำคัญต้องพกดวงมาด้วย แน่นอนว่าการจะมาถึงจุดที่มีชื่อเสียงและสามารถเรียกค่าตัวระดับสิบล้านได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนดิ้นรนอยู่ในแวดวงฮอลลีวูดแทบทั้งชีวิตก็เป็นได้แค่ตัวประกอบ หรือบางคนโอกาสมาถึงตัวแล้ว ได้รับบาทสำคัญแต่หนังก็ไม่ฮิต ไม่เป็นที่จดจำสำหรับคนดูก็มีให้เห็นอยู่บ่อยไป แต่ก็อีกหลายคนเช่นกัน ที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่นาน จู่ ๆ โอกาสก็มาถึงได้รับบทสำคัญ หนังฮิต เข้าตาคนดู เข้าตานักวิจารณ์ หนังได้เงิน ต้วนักแสดงได้รางวัล ชื่อเสียงและหน้าตาเป็นที่จดจำ กลายเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง ทุกสตูดิโออยากร่วมงานด้วย สินค้ามากมายพร้อมจ่ายค่าตัวให้เป็นพรีเซ็นเตอร์ การที่จะเจอแจ็กพอตแบบนี้แปลว่า นักแสดงผู้นั้นต้องตีบทแตก สามารถเข้าถึงความคิดจิตใจของตัวละครนั้น ๆ ได้อย่างถ่องแท้ รวมไปถึงบุคลิกหน้าตาก็เหมาะเจาะกับบทบาทนั้น ๆ ด้วย ถ้าทุกอย่างลงตัวแบบนี้ บทบาทของเขาก็จะกลายเป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนาน

มีตัวอย่างให้เห็นมากมายในหนังฮอลลีวูด ที่นักแสดงสามารถแจ้งเกิด หรือตอกย้ำชื่อเสียงจากบทบาทน่าจดจำเหล่านี้ อย่างเช่น มาร์ลอน แบรนโด ในบท ดอน คอร์ลีโอเน จาก The GodFather , โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ในบท โทนี่ สตาร์ก หรือ จูเลีย โรเบิร์ต ในบท วิเวียน วอร์ด จาก Pretty Woman พูดได้ชัดเจนว่าถ้าไม่ใช่เขาหรือเธอในบทบาทที่โลกจดจำเหล่านี้ เราก็นึกไม่ออกเลยว่าจะมีใครเหมาะสมไปกว่าพวกเขาหรือเธอ แต่ก็มีนะครับ ที่นักแสดงระดับแถวหน้าเหล่านี้ ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาได้รับการเสนอบทบาทแจ้งเกิดเหล่านี้ให้ แต่พวกเขาก็เคยบอกปฏิเสธไป ก่อนที่จะตัดสินใจตอบรับในที่สุด แล้วสุดท้ายก็เป็นการตอกย้ำว่าพวกเขาเกือบพลาดโอกาสสำคัญที่อาจจะไม่มีครั้งที่สองอีกแล้ว มาดูกันซิว่ามีใครบ้าง ที่เกือบจะพลาดโอกาสสำคัญในชีวิตกันไปเสียแล้ว

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ กับบท T-800 ใน Terminator

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ กับบท T-800 ใน Terminator

จากนักเพาะกายขอเข้าสู่วงการแสดง แล้วฮอลลีวูดก็ต้อนรับเขาด้วยบทบาทพระเอกใน Conan the Barbarian (1982) และ Conan the Destroyer (1984) ทำให้ชื่อเสียงของ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์ เป็นที่รู้จักในระดับหนึ่ง แต่อาร์โนลด์ก็ยังมีความใฝ่ฝันว่าเขาอยากจะไปให้ถึงระดับพระเอกหนังแอ็กชันแบบ คลินต์ อีสต์วูด ผลงานเรื่องต่อไปของอาร์โนลด์ เขาจึงอยากที่จะได้บท “พระเอก” เท่านั้น

เมื่อทีมงาน Terminator ติดต่อเขามาในครั้งแรกนั้น เสนอให้เขารับบทเป็น ไคล์ รีส พระเอกของเรื่อง ทหารจากโลกอนาคตที่ถูกส่งมาปกป้อง ซาราห์ คอนเนอร์ นางเอกของเรื่อง ซึ่งอาร์โนลด์อ่านบทแล้วก็ยินดีตกปากรับคำ ส่วนบท T-800 หุ่นยนต์สังหารจากโลกอนาคตนั้นถูกเสนอให้กับ แลนซ์ เฮ็นริกสัน และ โอ.เจ. ซิมป์สัน ซึ่งหนังก็เกือบจะเดินหน้าไปในทิศทางนั้นแล้วล่ะ

จนเมื่อ เจมส์ คาเมรอน เจ้าของเรื่องและผู้กำกับได้มีโอกาสเจอตัวอาร์โนลด์ เจมส์มองเขาอย่างพินิจพิจารณาแล้วก็ยื่นข้อเสนอใหม่ว่า อาร์โนลด์ เหมาะที่จะเล่นเป็น T-800 หุ่นยนต์สังหารของเรื่องมากกว่า ซึ่งเป็นข้อเสนอที่อาร์โนลด์ไม่ยินดีนัก อย่างที่บอกเขาอยากจะเป็นพระเอกหนังแอ็กชัน ไม่อยากเล่นเป็นตัวร้ายของเรื่อง ข้อเสนอจากเจมส์ คาเมรอน นี่มันสวนทางกับความใฝ่ฝันเขาเสียจริง แล้วที่สำคัญ T-800 เป็นหุ่นยนต์ ซึ่งทั้งเรื่องแทบจะไม่มีบทพูดเลย ตอนที่เขาเล่นเป็นโคแนน ก็ว่าบทพูดน้อยแล้วนะ มาเป็น T-800 บทพูดน้อยกว่าเสียอีก ทำให้อาร์โนลด์กังวลถึงภาพลักษณ์ตัวเอง กลัวคนดูจะมองว่าภาษาอังกฤษเขาไม่แข็งแรง เลยเลือกรับแต่บทที่พูดน้อย ๆ แบบนี้ หรืออีกเหตุผลหนึ่งสำเนียงอังกฤษเขาคงแย่มากจนทีมงานต้องตัดบทพูดของเขาทิ้ง อาร์โนลด์กลัวคนดูคิดแบบนั้น

ทำให้อาร์โนลด์ ขอยืนกรานข้อเสนอเดิมที่จะเป็น ไคล์ รีส แต่นักแสดงหรือจะสู้ผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน ปักอกปักใจแล้ว อาร์โนลด์ จะต้องเล่นเป็น T-800 เท่านั้น เจมส์ให้ข้อคิดกับเขาว่า
“คุณก็เล่นบท T-800 ให้ออกมาน่าสนใจสิ คุณสามารถทำให้บทบาทนี้เป็นที่จดจำได้ ทำให้คนดูชื่นชมว่าคุณถ่ายทอดบทบาทได้ดี”


คำนี้ล่ะ ที่ทำให้อาร์โนลด์เอากลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง ว่าแล้วเขาก็ตกปากรับคำในที่สุด คงไม่ต้องบอกว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร แม้ว่าตลอดเส้นทางการแสดงของอาร์โนลด์ เขาจะรับบทนำมากมาย แต่บทบาท T-800 ก็เป็นภาพจำที่สุดของเขา แล้วก็เป็นจริงอย่างที่เจมส์เอ่ยไว้ จากบทบาทตัวร้ายของเรื่อง แต่กลายเป็นที่ตัวละครที่คนดูชื่นชอบ ภาคต่อมาเจมส์ถึงกับต้องแก้บทให้ T-800 กลายเป็นหุ่นฝ่ายดีจนได้ วิน-วิน กันทั้งสองฝ่ายในที่สุด

อลัน ริกแมน กับบท ฮานส์ กรูเบอร์ ใน Die Hard

อลัน ริกแมน กับบท ฮานส์ กรูเบอร์ ใน Die Hard

อลัน ริกแมน นักแสดงผู้มากฝีมือชาวอังกฤษ เขาจากเราไปแล้วเมื่อปี 2016 ในวัย 69 ปี ตลอดเวลาที่เขาอยู่ในวงการฮอลลีวูด อลันได้ฝากผลงานที่น่าจดจำไว้มากมาย แม้ว่าผู้ชมในวงกว้างอาจจะจดจำเขาได้ในบท เซเวอรัส สเนป จากแฟรนไชส์ Harry Potter แต่ถ้าเขาไม่ได้บทแจ้งเกิดจาก Die Hard อลันก็คงไม่ได้อยู่ยืนยาวในวงการแสดงจนได้มาร่วมในโพรเจกต์ใหญ่อย่าง Harry Potter ได้หรอกนะ

สำหรับ Die Hard นั้น ไม่เพียงแค่เป็นหนังแอ็กชันในดวงใจของหลาย ๆ คนแล้ว ยังเป็นหนังที่แจ้งเกิดให้กับ บรู๊ซ วิลลิส กลายเป็นพระเอกหนังแอ็กชันแถวหน้าในยุค 90s ไป แต่อีกรายที่แฟนหนังไม่มีวันลืมก็คือบทบาท ฮานส กรูเบอร์ ที่ อลัน ริกแมน ได้ฝากฝีไม้ลายมือการแสดงไว้ จนทำให้ ฮานส์ กรูเบอร์ วายร้ายชาวเยอรมันสามารถเข้าทำเนียบตัวร้ายจากภาพยนตร์ที่น่าจดจำตลอดกาลอีก 1 ราย ด้วยภาพลักษณ์ของผู้ร้ายที่มาในมาดใหม่ แต่งตัวเนี้ยบ สายตาเย็นชา มาดนิ่ง พูดน้อยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ก็โหดขั้นสุดและฉลาดเป็นกรด นับเป็นตัวร้ายที่น่ากลัวรายหนึ่งในโลกภาพยนตร์ แต่กระนั้นก็ตาม ในวันที่อลันได้รับข้อเสนอให้รับบทนี้ เขาก็เคยบอกปัดไปแล้ว

อลัน ริกแมน เคยย้อนเล่าว่า ตอนนั้นเขาเพิ่งบินจากอังกฤษมาพักในลอส แองเจลิส ได้ 2 วันเอง ตอนที่เอเยนต์ของเขานำบท ฮานส์ กรูเบอร์ นี้มาเสนอ เขาอ่านบทแล้วเห็นว่าเป็นหนังแอ็กชัน ตำรวจจับผู้ร้าย ก็บอกปฏิเสธไปทันที
“ผมได้อ่านบทแล้วผมก็บ่นกลับไปว่า ‘นี่มันบ้าบออะไรกัน? ผมไม่เล่นหนังแอ็กชันหรอกนะ’


อ่านมาถึงตรงนี้ อลันอาจจะดูเหมือนหยิ่ง ทั้งที่เค้าก็เป็นนักแสดงหน้าใหม่ ยังไม่เคยมีผลงานแสดงมาก่อนเลยด้วยทำไมเลือกงาน แต่ถ้ามองเครดิตก่อนหน้าของเขาก็พอเข้าใจได้ เพราะว่าอลันมาจากวงการละครเวที เคยเป็นสมาชิกของ the Royal Shakespeare Company เขาจึงอยากได้บทที่เป็นดราม่าจริงจังเสียมากกว่า พอมีบทที่จะต้องถือปืนต่อสู้ เขาจึงรู้สึกว่าไม่ใช่แนวถนัด แต่สุดท้ายอลัน ริกแมน ก็ต้องขอบคุณเอเยนต์ของเขาที่พยายามหว่านล้อมว่า
“นี่คือโอกาสสำคัญที่คุณจะได้ร่วมงานในโปรดักชันใหญ่อย่างนี้นะ”
ทำให้อลัน ยอมเปลี่ยนใจลองเปลี่ยนแนวจากดราม่า มาจับปืนดู แล้วบท ฮานส์ กรูเบอร์ ก็กลายเป็นประตูสู่โอกาสและชื่อเสียงในอาชีพการงานของเขา

ลีโอนาโด ดิคาปริโอ กับบท แจ็ก ดอว์สัน ใน Titanic

ลีโอนาโด ดิคาปริโอ กับบท แจ็ก ดอว์สัน ใน Titanic

ด้วยความเป็นนักแสดงที่มีความทะเยอทะยานมาตั้งแต่เด็ก ตอนเข้าวงการใหม่ ๆ เขาก็สร้างชื่อให้ตัวเองได้ จากบทเด็กปัญญาอ่อนใน What’s Eating Gilbert Grape ที่ส่งให้ลีโอเข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสมทบในปี 1993 ตั้งแต่นั้นลีโอนาร์โด ก็มุ่งมั่นรับแต่บทดราม่าจริงจัง สังเกตได้จากผลงานที่เขาเลือกแสดง The Basketball Diaries (1996), Total Eclipse (1995), Marvin’s Room (1996) ลีโอนาร์โด หมายมั่นว่าจะเดินเในส้นทางของนักแสดงขายฝีมือเท่านั้น โดยมีเป้าหมายอยู่ที่รางวัลออสการ์

มาถึงปี 1997 เมื่อเจมส์ คาเมรอน สร้างหนัง Titanic ผลงานที่ใช้ทุนสร้างมหาศาลในปีนั้น ด้วยตัวเลข 200 ล้านเหรียญ และครองแชมป์หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาลมายาวนาน กับบท แจ็ก ดอว์สัน พระเอกของเรื่องนั้น เจมส์หมายหมั้นว่าว่าเขาอยากได้ ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ มารับบทนี้ แต่ลีโอนาร์โด กลับไม่สนใจ เขามองว่าบทบาทแจ็ก ดอว์สัน ใน Titanic เป็นแนวโรแมนติก เมโลดราม่า ไม่ใช่แนวหนังที่เขาอยากแสดง

“บท แจ็ก ดอว์สัน นั้นมันไม่ต้องเผชิญความทุกข์ยาก ในขณะที่ผลงานที่ผ่านมาของลีโอนั้นเขาเลือกแต่บทที่ต้องมืดมนเท่านั้น”
เจมส์ คาเมรอน ย้อนเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น

ทำให้ผู้กำกับ เจมส์ คาเมรอน ต้องขอพบหน้าลีโอนาร์โด เพื่อหว่านล้อมด้วยตัวเขาเอง ในห้องทำงานที่ทั้งคู่ได้คุยกัน เจมส์ได้ชี้ภาพโปสเตอร์หนังคลาสสิกบนผนังห้องให้ลีโอนาร์โดได้ดู มีภาพพระเอกอย่าง เกรกอรี เป็ก และ จิมมี สจวร์ต เขาบอกกับลีโอว่า
“พวกเขาอยู่ในตำแหน่งนั้นอย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง แล้วพวกเขาก็สามารถสะกดสายตาคนดูได้อยู่หมัด โดยที่ไม่ต้องพยายามทำอะไรมากมายเลย”

สิ่งที่เจมส์ต้องการจะบอกลีโอก็คือ การที่จะเป็นนักแสดงเจ้าบทบาทและครองใจคนดูได้นั้นน่ะ ถ้าคุณเป็นนักแสดงที่มีความสามารถจริงไม่ว่าบทบาทไหนก็จะต้องดึงดูดผู้ชมได้ โดยไม่ต้องทุ่มเทอะไรมากมาย และการทำได้แบบนี้สิถึงจะเรียกว่านักแสดงมืออาชีพตัวจริง แล้วถ้อยคำของเจมส์ คาเมรอน ก็สำเร็จ ลีโอนาร์โด ตกลงยอมรับบท แจ็ก ดอว์สัน ซึ่งผลลัพธ์ก็เห็นกันได้ชัดแล้วว่า ถ้าเขาพลาดบทนี้ไปจะน่าเสียดายขนาดไหน แม้ผ่านมา 23 ปีแล้ว ผู้ชมทั่วโลกก็ยังจำลีโอนาร์โด ในภาพลักษ์ณ์ของ แจ็ก ดอว์สัน ได้ตลอดมา

กวินเน็ธ พัลโธรว์ กับบท ไวโอลา เดอ เลสเซ็ปส์ ใน Shakespeare in Love

กวินเน็ธ พัลโธรว์ กับบท ไวโอลา เดอ เลสเซ็ปส์ ใน Shakespeare in Love

กวินเน็ธเข้าสู่วงการแสดงในปี 1989 กับการแสดงหนังที่ฉายทางทีวี และทีวีซีรีส์ จนเริ่มเป็นที่รู้จักจากบทนางเอกใน SE7EN (1995) หนังคลาสสิกที่เป็นก้าวสำคัญทั้งในอาชีพการแสดงและชีวิตส่วนตัว เพราะทำให้เธอได้พบกับ แบรด พิตต์ และพาไปสู่การคบหากันจริงจัง จากความสำเร็จของ SE7EN ทำให้เธอได้ขยับมารับบทนำใน Emma (1996) หนังจากบทประพันธ์คลาสสิกของ เจน ออสเท็น ที่สร้างเป็นภาพยนตร์มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว

หลังจาก Emma ความสำเร็จก็ถาโถมเข้าหาเธอแบบตั้งตัวไม่ทัน ในปี 1998 เธอสร้างสถิติใหม่ มีหนังที่เธอรับบทนำออกฉายในปีนั้นถึง 5 เรื่อง Sliding Doors, Hush, Great Expectations, A Perfect Murder และเรื่องสำคัญที่เรากำลังพูดถึงก็คือ Shakespeare in Love ผลงานที่ส่งเธอไปถึงจุดสูงสุดในอาชีพ กับบท ไวโอลา เดอ เลสเซ็ปส์ หญิงสูงศักดิ์ในอังกฤษ ที่ปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อไปสมัครเข้าเป็นนักแสดงในโรงละครเวทีของ เชคสเปียร์ แต่แล้วเธอก็ดันไปตกหลุมรักกับ วิลเลียม เชคสเปียร์ เสียเอง และเธอเองนั่นแหละที่เป็นแรงบันดาลใจให้เชคสเปียร์เขียนบทละคร Romeo and Juliet อันลือลั่นออกมา

แต่ที่จริงแล้วปีนั้น กวินเน็ธ เกือบจะมีผลงานออกฉายแค่ 4 เรื่อง เพราะเดิมทีเธอบอกปฏิเสธไม่รับแสดง Shakespeare in Love เรื่องนี้ไปแล้ว ด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะว่าเธอเพิ่งเลิกรากับ แบรด พิตต์ และกำลังอยู่ในความโศกเศร้า แล้วหนังเรื่องนี้ยังต้องบินไปถ่ายที่อังกฤษ ซึ่งเธอไม่พร้อมที่จะเดินทางไปไหนไกล
“ตอนนั้นฉันไม่สนแม้แต่จะอ่านบทเลยด้วยซ้ำ สภาพฉันในขณะนั้นอ่านอะไรไม่ได้เอาเสียเลย มันเป็นช่วงเวลาที่แสนสาหัสสำหรับฉันจริง ๆ นะ”

จนเวลาผ่านไป 2-3 เดือน กวินเน็ธเองก็เริ่มจะฟื้นสภาพจิตใจได้แล้ว เธอก็เลยลองหยิบบทมาอ่านดู กลายเป็นว่าเธอหลงรักบท ไวโอลา เดอ เลสเซ็ปส์ เข้าจริงจัง
“ฉันนี่ถึงกับวางไม่ลงเลย มันสมบูรณ์แบบมาก”
ทำให้เธอติดต่อกลับไปที่กองถ่าย ว่าเธอเปลี่ยนใจอยากรับบทนี้แล้ว ก็โชคดีที่ทางกองถ่ายก็ยังไม่ได้แคสติ้งนักแสดงคนไหนมารับบทนี้ ผลก็คือ Shakespeare in Love ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และรางวัล หนังทำรายได้ไป 289 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียงแค่ 25 ล้านเหรียญ ติดชาร์ต 1 ใน 20 หนังทำเงินสูงสุดของปี 1998 และที่สำคัญหนังเข้าชิงออสการ์แบบเป็นบ้าเป็นหลัง 13 รางวัล คว้ามาได้สำเร็จ 7 รางวัล และ 1 ในนั้นก็คือ ออสการ์ตัวแรกและตัวเดียวในชีวิตการแสดงของเธอ จึงสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า Shakespeare in Love คือจุดสูงสุดในชีวิตการแสดงของเธอ

ยวน แม็กเกรเกอร์ กับบท โอบีวัน เคโนบี ใน The Phantom Menace

ยวน แม็กเกรเกอร์ กับบท โอบีวัน เคโนบี ใน The Phantom Menace

ยวน แม็กเกรเกอร์ เป็นนักแสดงชาวอังกฤษโดยกำเนิด เข้าวงการแสดงมาตั้งแต่ปี 1993 ผลงานส่วนใหญ่ของเขาก็วนเวียนอยู่กับผู้กำกับสายอินดี้ เขารับบทนำในหนังยุคแรก ๆ Shallow Grave, Trainspotting ของ แดนนี่ บอยล์หรือหนังของปีเตอร์ กรีนอะเวย์ อย่าง The Pillow Book จากนั้น ยวน ก็เริ่มข้ามมาฝั่งฮอลลีวูด ประเดิมกับงานแสดงทีวีซีรีส์ Tales from the Crypt, ER ได้รับบทนำในหนังฟอร์มเล็กหลายเรื่อง Little Voice, Velvet Goldmine แต่อยู่ดี ๆ ก็เหมือนชีวิตจะก้าวกระโดดไปทีเดียวหลายขั้น เมื่อเขาได้รับข้อเสนอให้รับบท อาจารย์โอบีวัน เคโนบี ใน Star Wars: Episode I – The Phantom Menace ทำเอายวนถึงกับทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว

เขาให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ The Telegraph ถึงความรู้สึกตอนนั้น
“ตอนแรกเลย ผมไม่ค่อยมั่นใจที่จะรับบทแบบนี้เลย ผมมองตัวเองว่าเป็นนักแสดงบ้าน ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ผมเป็นนักแสดงโกโรโกโสที่มักเล่นหนังเกี่ยวกับยาเสพติดหรืออะไรพวกนี้ ซึ่งผมมองตัวเองว่าเหมาะกับหนังแนว ๆ นี้มากกว่า”

แล้วความคิดนี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อเขาได้พูดคุยกับจอร์จ ลูคัส
“ผมไม่ชอบฮอลลีวูดเลยนะ แล้วจอร์จเค้าก็เกลียดฮอลลีวูดเลยล่ะ เขาอยู่ในซาน ฟรานซิสโก แล้วก็ใช้ชีวิตตามแนวทางของเขา”
ยวนเริ่มประทับใจในตัวจอร์จ ลูคัส ที่มีจิตวิญญาณแบบอินดี้เหมือนกับเขา และเป็นจุดที่ทำให้เขาเปลี่ยนใจยอมมาเป็นอาจารย์เจไดในที่สุด ถึงแม้ว่า Star Wars ไตรภาคนี้จะมีแฟน ๆ ที่ทั้งชอบและไม่ชอบ แต่จุดที่แฟน ๆ ส่วนใหญ่พึงพอใจไม่โดนเสียงวิจารณ์ในด้านลบก็คือบทบาท โอบีวัน เคโนบี ของยวน แม็กเกรเกอร์ นี่ล่ะ

ยังมีต่ออีก 5 คนในหน้า 2 ครับ