วิบากกรรมของช่างภาพสายลุยป่า สื่อสารให้เครื่องบินที่มารับผิดพลาด ต้องแลกด้วยชีวิต

แม้ในยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์จะเคยใช้ชีวิตอยู่ตามป่าตามเขา แต่วิวัฒนาการของมนุษย์ที่มีมากว่า 300,000 ปี ก็ทำให้มนุษย์คุ้นเคยกับชีวิตในเมืองที่รุดหน้าไปด้วยเทคโนโลยี ดำเนินชีวิตแต่ละวันด้วยการพึ่งพาอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบาย ในวันนี้ป่าจึงเป็นที่ของสัตว์ป่า ไม่ใช่พื้นที่ของมนุษย์ในปัจจุบันอีกต่อไป ตรงกันข้าม ป่ากลับเป็นที่อันตรายต่อชีวิตมนุษย์ ทั้งอันตรายจากสัตว์ป่าที่ดุร้ายและโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ การที่จะย่างกรายเข้าไปในพื้นที่ป่าลึก จึงไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยนัก คนที่จะเข้าไปได้นั้นต้องมีประสบการณ์การเดินป่า ความเชี่ยวชาญในการเอาชีวิตรอด ไม่ใช่เน้นการเข้าไปในป่า อาจจะไม่ได้มีชีวิตกลับออกมา

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องราวทำนองนี้จากกรณีของ คริส แม็กแคนด์เลสส์ (Chris McCandless) หนุ่มน้อยเบื่อสังคมโลกแล้วหลบลี้ไปใช้ชีวิตในป่า แต่แล้วก็ตายเพราะกินเห็ดพิษแล้วไม่ได้รับการรักษา จนมีคนไปพบศพของเขาในปี 1992 และเรื่องราวของเขาก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ Into the Wild (2007) แต่เรื่องราวที่ผู้เขียนนำมาเล่าในบทความนี้เกิดก่อนเรื่องของแม็กเคนด์เลสส์นานหลายปี เป็นวิบากกรรมของ คาร์ล แม็กคันน์ (Carl McCunn) ช่างภาพวัย 35 ปี ที่เรื่องราวของเขากลายเป็นอีกหนึ่งตำนานที่เล่าขานกันมาจนทุกวันนี้

คาร์ล แม็กคันน์

คาร์ล แม็กคันน์ เป็นชาวเยอรมันโดยกำเนิด เขาเกิดในเมืองมิวนิกเมื่อปี 1946 ในยุคที่เพิ่งมีการแบ่งพื้นที่เยอรมันตะวันตก กับตะวันออก จากนั้นครอบครัวก็ย้ายมาตั้งรกรากกันในเมือง ซาน แอนโทนิโอ รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยความที่ครอบครัวแม็กคันน์เป็นครอบครัวทหาร หลังจากที่คาร์ลเรียนจบระดับมัธยม เขาก็สมัครเข้ารับราชการทหาร คาร์ลรับใช้ชาติในกองทัพเรืออยู่ 4 ปี ก็ปลดประจำการออกมาในปี 1969 จากนั้นเขาก็ย้ายไปอยู่ในซีแอตเทิล, วอชิงตัน ในช่วงนี้คาร์ลทำงานบนเรือเฟอร์รี่ ที่วิ่งไปกลับระหว่างวอชิงตันกับอลาสก้า ทำให้ในที่สุดคาร์ลจึงตัดสินใจย้ายที่ไปอยู่ที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอลาสก้าในปี 1970

ในช่วงนั้นเองที่คาร์ลหลงใหลในการถ่ายภาพชีวิตสัตว์ป่า หลงใหลขนาดหนักถึงขั้นควักกระเป๋าว่าจ้างนักบินเครื่องบินเล็กให้ขับเครื่องไปส่งเขาที่ทะเลสาบไม่มีชื่อแห่งหนึ่ง ที่ห่างออกไปไกลถึง 362 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของแฟร์แบงก์ ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ใกล้กับแม่น้ำโคลีน ในอาณาเขตวงกลมอาร์กติก (Arctic Circle) คาร์ลออกเดินทางในเดือนมีนาคม ปี 1981 ทริปนี้เขาจริงจังอย่างมากที่จะเก็บความสวยงามของธรรมชาติที่ช่างภาพน้อยคนจะเคยเข้าไปถึง คาร์ลเตรียมฟิล์มไปมากถึง 500 ม้วน อุปกรณ์การถ่ายภาพครบถ้วน เสบียงคลังอีกกว่า 600 กิโลกรัม ส่วนใหญ่เป็นข้าวและถั่ว และแน่นอนเขาต้องไม่ลืมเรื่องความปลอดภัย เพราะจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสัตว์ป่าดุร้าย คาร์ลจึงเตรียมปืนไปด้วย 2 กระบอก

ความสวยงามของป่าอลาสก้า

หลังจากนักบินส่งคาร์ลลงจากเครื่องไปยังจุดหมายปลายทาง คาร์ลเลือกตั้งแคมป์ ณ ใจกลางป่าลึก ออกไปเดินถ่ายภาพแล้วก็บันทึกการเดินทางของเขาลงในสมุดบันทึก ซึ่งจบลงที่จำนวน 100 หน้า ในช่วงแรก ๆ ของการเดินทางนั้น คาร์ลได้โยนกระสุนลูกซอง 5 กล่องทิ้งลงทะเลสาบ เพราะเขาคิดว่าเขานำสัมภาระมามากเกินไป

คาร์ลวางแผนว่าเขาจะใช้ชีวิตในป่านี้ตั้งแต่มีนาคม ไปจนถึงสิงหาคม ซึ่งกินเวลา 6 เดือน ตรงจุดนี้ล่ะคือประเด็นสำคัญที่กลายเป็นวิกฤตชีวิตของคาร์ล เมื่อเขามั่นใจว่าได้นัดแนะกับคนขับเครื่องบินให้มารับเขาที่เดิมในต้นเดือนสิงหาคม แต่รอแล้วรอเล่าเครื่องบินก็ไม่โผล่มาให้เห็น นั่นเป็นเพราะการสื่อสารกันที่คลาดเคลื่อน คนขับเครื่องบินก็ยืนยันว่าคาร์ลไม่เคยนัดหมายให้เขามารับ คาร์ลวางแผนจัดการเสบียงคลังของเขาให้เพียงพอจนถึงวันที่เขาจะกลับเข้าเมือง แต่เมื่อเครื่องบินไม่มาตามที่คาด ทำให้เสบียงอาหารของเขาเริ่มร่อยหรอ

ตอนนี้ล่ะ ที่เขาจำเป็นต้องออกล่าสัตว์เองเพื่อเป็นอาหารยังชีพ และทำให้คาร์ลเริ่มนึกถึงกระสุนปืนลูกซองที่เขาได้โยนทิ้งไปแล้ว
“ตอนที่ผมนั่งมองกระสุนปืนลูกซอง 5 กล่อง ผมก็นึกกับตัวเองว่าผมนี่ช่างโง่เสียจริงที่แบกอะไรมามากมายขนาดนี้ ผมก็เลยโยนมันทิ้งลงทะเลสาบไปหมด เหลือไว้แค่โหลเดียวพอ ฉลาดอะไรเพียงนี้”
ตอนหนึ่งที่คาร์ลเขียนไว้ในสมุดบันทึก

คาร์ลพยายามหาอาหารกินเริ่มด้วยการยิงเป็ด ยิงตัวมัสค์แรต หรือไม่ก็จับปลาในแม่น้ำ ด้วยการเอาโซ่มาร้อยเป็นตาข่าย บางมื้อเขาก็ต้องกินกุหลาบป่าเพื่อประทังความหิว มีวันหนึ่งเขาเจอกวางจมน้ำตายในทะเลสาบ คาร์ลก็แล่เนื้อมาตากแห้งประทังชีวิตไปได้ ยิ่งวันเวลาผ่านไปเท่าใด คาร์ลก็ยิ่งวิตกกับชะตากรรมของตัวเองมากยิ่งขึ้น ยิ่งเข้าสู่ช่วงปลายปี คาร์ลก็ต้องเจอทั้งพายุฝนที่กระหน่ำ และอุณหภูมิในป่าที่ลดลงอย่างรวดเร็ว แต่คาร์ลก็ยังรอคอยด้วยความหวังว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะมีเครื่องบินมารับเขา

“ได้โปรด มารับผมเถอะนะ อย่างทิ้งผมให้รอคอยด้วยความวิตกอย่างนี้เลย ผมไม่ได้เข้าป่ามาเพื่อเจออะไรแบบนี้นะ”
อีกตอนหนึ่งที่คาร์ลเขียนไว้ในบันทึก

ภาพสุดท้ายของคาร์ล ที่มีคนนำมาประกาศขายใน e-bay

ด้วยความที่ว่าคาร์ลเป็นคนมีญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เมื่อเขาหายเข้าป่าไปเกินกำหนดกลับแล้ว เพื่อน ๆ ต่างก็เป็นห่วงว่าคาร์ลจะมีอันตราย เพื่อน ๆ ของคาร์ลจึงไปติดต่อนายอำเภอให้ออกไปตามหาคาร์ลที ซึ่งนายอำเภอ เดวิด แฮมิลตัน ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เขานำเครื่องบินขึ้นและมุ่งตรงไปยังจุดที่คาร์ลตั้งแคมป์อยู่ แล้วแฮมิลตันก็เห็นคาร์ลอยู่ที่จุดนั้นจริง ๆ ด้วย ภาพที่เห็นคือ คาร์ลกำลังยืนโบกถุงสีแดง แฮมิลตันก็ยังบินวนอยู่ครู่หนึ่ง แต่เท่าที่เห็นคาร์ลก็ยืนโบกถุงด้วยท่วงท่าที่ดูสบายดี แฮมิลตันจึงมั่นใจว่าคาร์ลอยู่รอดปลอดภัยดีแล้ว จึงสั่งให้เครื่องบินกลับ
“ตอนที่ผมบินวนมารอบที่ 3 ก็เห็นเขาหันหลังกลับแล้วเดินกลับไปที่เต็นท์อย่างช้า ๆ และดูสบาย ๆ เราจึงสันนิษฐานว่าเขาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์อันตรายใด ๆ และไม่ต้องการความช่วยเหลือ”

เหตุการณ์ที่แฮมิลตันเล่าจากมุมมองบนเครื่องบิน ตรงกันข้ามกับที่คาร์ลเขียนเล่าเหตุการณ์นี้ไว้ในสมุดบันทึกโดยสิ้นเชิง คาร์ลเล่าว่าเขาดีใจสุด ๆ เมื่อเห็นเครื่องบินมารับเขากลับบ้านแล้ว เขาโบกมือเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเครื่องบินให้แน่ใจว่าคนขับเห็นตัวเขาแล้ว แต่แล้วเครื่องบินก็ไม่ได้ลงจอดเพื่อรับเขา แต่กลับบินหายจากไป ทำเอาคาร์ลงงกับตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้น เขาทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ คาร์ลจึงหาคำตอบด้วยการดูในคู่มือล่าสัตว์ ที่มีอธิบายเรื่องการส่งสัญญาณมือขอความช่วยเหลือ

“ผมจำได้ว่า ผมชูมือขวาสูงขึ้นไปสุดแขนเลย แล้วก็โบกกำปั้นให้เครื่องบินตอนที่เขาบินวนกลับมารอบสอง มันเป็นท่าทางเหมือนตอนเรากำลังเชียร์กีฬา ตอนที่ทีมของเราทำแต้มได้จากการทัชดาวน์หรืออะไรแบบนั้นแหละ”
“มันกลายเป็นว่า สัญญาณที่ผมบอกเครื่องบินคือ ผมสบายดี ไม่ต้องรอ ไปได้เลย ผมแทบไม่อยากเชื่อที่ผมทำลงไปจริง ๆ”

รูปแบบการให้สัญญาณมือต่าง ๆ

หมดหวังที่จะรอเครื่องบินกลับมารับ จากนี้ไปคือต้องพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอดให้ได้นานที่สุด และแล้วก็เข้าสู่ช่วงปลายปี ฤดูหนาวเข้าปกคลุมผืนป่า ทั้งป่าล้วนขาวโพลนไปด้วยหิมะ ในช่วงนี้คาร์ลเจอเข้ากับหมาป่าครั้งแรกตั้งแต่เข้าป่ามานี่

“มันตัวใหญ่ยังกับหมาฮัสกี้ยักษ์ ผมพยายามจะยิงมันด้วยปืน .22 ผมได้ยินมันร้อง ‘เอ๋ง’ ด้วย แต่มันก็พุ่งตัวหนีไปในพุ่มไม้ เป็นการยิงที่แย่มาก”

ถึงวันนี้คาร์ลไม่มีอาหารเหลืออีกแล้ว เขาต้องประทังชีวิตรอดด้วยการกินซากสัตว์ที่เหลือจากเหยี่ยวหรือสัตว์นักล่าอื่น ๆ บางวันเขาต้องกินแม้กระทั่งเปลือกไม้ เดือนตุลาคม คาร์ลเริ่มหัดวางกับดักจับสัตว์ เขาดักได้กระต่ายป่า แต่ก็ต้องแย่งกับหมาป่าและจิ้งจอกที่จ้องอยู่เช่นกัน

“มันเป็นอีกวันที่เลวร้ายสำหรับผม แต่ผมจะไม่ยอมแพ้หรอก มือก็โดนหิมะกัดหนักขึ้นทุกวัน ๆ ตอนนี้ผมเหลืออาหารพอกินอีกแค่มื้อเดียวเท่านั้น ด้วยความสัตย์จริงเลย ผมกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดกับชีวิตผมจริง ๆ แต่ผมยังไม่ยอมแพ้หรอก”

ข้อความในบันทึกหน้าสุดท้ายของคาร์ลเริ่มส่อแววสิ้นหวัง
“ผมเพิ่งจุดตะเกียงฉุกเฉินอันสุดท้ายของผม แล้วผมก็เพิ่งโยนฟืนชิ้นสุดท้ายลงไปในกองไฟ และเมื่อฟืนมันเริ่มมอด ตัวผมก็จะเย็นลงไปพร้อมกัน”
เขาเริ่มคิดจะฆ่าตัวตาย เห็นได้จากข้อความในบันทึกที่เขาเริ่มวิงวอนกับพระเจ้าให้ช่วยเขาให้รอดที เขายังไม่อยากฆ่าตัวตายแต่ในใจเขาก็รู้ดีแล้วว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ
“ผมพยายามแล้ว แต่ก็ปอดแหกเสียก่อน แต่เขาก็ว่ากันว่ามันไม่เจ็บหรอกนี่นะ”

ส่วนหนึ่งในไดอารี่ของ คาร์ล แม็กคันน์

คาร์ลยื้อชีวิตต่อมาได้จนถึงเดือนพฤศจิกายน แผนการใหม่ของเขาคือจะดั้นด้นเดินเท้าไปให้ถึง ฟอร์ตยูคอน ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากจุดที่เขาอยู่ 120 กิโลเมตร แต่คาร์ลก็จำต้องล้มเลิกแผนการนี้ไป เหตุเพราะสภาพร่างกายของเขาไม่แข็งแรงเช่นเดิม ทั้งที่ถูกหิมะกัด และอยู่ในสภาพอิดโรย เอาแค่เดินหน้าไปกิโลเดียวตอนนี้ยังไม่ไหวเลย อย่าเพิ่งพูดถึง 75 กิโลเมตรเลย ในบันทึกหน้าหลัง ๆ คาร์ลเริ่มเขียนถึงพ่อของเขา ให้นำฟิล์มของเขาไปอัดเป็นภาพ ถ้ามันยังอยู่ในสภาพใช้การได้

“ผมเกรงว่าวาระสุดท้ายของผมมันใกล้มากแล้ว ถ้าอะไร ๆ มันเริ่มเลวร้ายไปกว่านี้ ผมก็ยังมีกระสุนไว้เพื่อใช้ในการนั้นอยู่ แต่ผมก็ขี้ขลาดเกินกว่าจะทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็อาจจะเป็นบาปกรรมเพียงครั้งเดียวที่ผมจะทำในชีวิตนี้”

ตัดข้ามมาปีต่อมา ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1982 ตำรวจท้องที่อลาสกาก็เข้าป่าไปตามหาคาร์ลอีกครั้ง ครั้งนี้เขาลงลาดตระเวนแล้วก็เจอเต็นท์ของคาร์ล ภายในเต็นท์มีร่างไร้วิญญาณของคาร์ลนอนอยู่ สภาพร่างของคาร์ลเห็นชัดว่าเขาใช้ปืนไรเฟิลยิงเข้าศีรษะตัวเอง คาดว่าน่าจะเป็นช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน หรือไม่ก็ต้นเดือนธันวาคม 1981 ข้างร่างของเขามีบันทึกลาตายวางไว้คู่กับใบขับขี่ ที่คาร์ลเจตนาวางไว้เพื่อยืนยันตัวตนของเขา

“ถึงพระเจ้าบนสวรรค์ ได้โปรดประทานอภัยให้บาปที่กระทำด้วยความอ่อนแอของลูกในครั้งนี้ด้วย และขอให้ท่านได้โปรดดูแลครอบครัวของผมจากนี้ไปด้วย”

นั่นแสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยวในที่สุดของคาร์ล ที่รู้ดีว่าถ้าเขาไม่ปลิดชีวิตตัวเองเสียก่อน เขาอาจจะต้องจบชีวิตลงช้า ๆ อย่างทรมานจากการขาดอาหารและหิมะกัด

หลังสำรวจพื้นที่บริเวณรอบ ๆ เต็นท์ของคาร์ลก็เจอข้อสงสัยที่ว่า ใกล้กันนั้นมีกระท่อมที่พักของนักล่าสัตว์ซึ่งเต็มไปด้วยเสบียงอาหาร ซึ่งคาร์ลน่าจะเจอกระท่อมนี้แล้ว แต่ก็ยังเป็นปริศนาอยู่ว่าเหตุใดทำไมคาร์ลจึงไม่กินเสบียงอาหารในกระท่อมนี้ ตำรวจท้องที่รายหนึ่งยังได้ชี้ตำแหน่งของกระท่อมนี้กับคาร์ลไว้ในช่วงที่เตรียมตัวเดินทางเลยว่ากระท่อมนี้เหมาะเป็นที่พักอย่างดี กรณีถ้าคาร์ลเจอสภาพอากาศเลวร้าย แต่ก็พอคาดเดาได้อย่างเดียวว่าในช่วงนั้นสภาพอากาศเลวร้ายจริง จนถึงขนาดที่ว่าคาร์ลไม่สามารถพาตัวเองไปถึงกระท่อมนั้นได้

หลังพบศพของคาร์ล แม็กคันน์ แล้ว การตายของเขาก็กลายเป็นคดีความขึ้นมา รอรี ครุยค์แชงค์ (Rory Cruikshank) นักบินที่ไปส่งคาร์ลเข้าป่าตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ แต่ก็มีพยานหลายปากให้การเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่เคยมีการนัดแนะวันและสถานที่กับคาร์ล แม็กคันน์ ให้ไปรับเขากลับ ทำให้ครุยค์แชงค์รอดพ้นคดีนี้โดยปราศจากความผิด

อ้างอิง อ้างอิง อ้างอิง อ้างอิง