อาหารไทยเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลกในเรื่องรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และความอร่อยถูกปากคนหลากชาติหลายภาษา แต่ที่จริงแล้วอาหารไทยไม่ได้มีดีแค่อาหารคาวเท่านั้น ขนมหวานของไทยเราก็มีมากมายหลายชนิด แต่ละอย่างก็มีขั้นตอนการทำที่ประณีตบรรจงมากมายนัก และมันสมองคนไทยโบราณก็ช่างเลือกสรรในการจับนู่นผสมนี่แล้วนำมากินคู่กันได้ลงตัวอย่างเหลือเชื่อ ยกตัวอย่างเช่นข้าวเหนียวนี่แหละ นำมาราดน้ำกะทิโรยงาแล้วทานกับมะม่วงสุกหรือข้าวเหนียวมะม่วง (Mango Sticky Rice) ก็เป็นของหวานที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานกว่า 100 ปี

แล้วข้าวเหนียวมะม่วงนั้น ถือกำเนิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

ในบันทึกประวัติศาสตร์และพงศาวดารไทยนั้น ไม่มีบันทึกชี้ชัดว่า ‘ข้าวเหนียวมะม่วง’ ถือกำเนิดมาในสมัยใด มีการคาดคะเนกันว่า น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นมีปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 2 ของกรุงรัตนโกสินทร์ ใน ‘กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน’

๏ หวนห่วงม่วงหมอนทอง อีกอกร่องรสโอชา
คิดความยามนิทรา อุราแนบแอบอกอร

แต่ในกาพย์เห่นี้ก็มีการเอ่ยถึงเพียงแค่มะม่วง แต่ไม่ได้เอ่ยถึงการทานคู่กับข้าวเหนียวแต่อย่างใด มะม่วงในที่นี้คือมะม่วงพันธุ์หมอนทองกับอกร่อง โดยมีความนัยแฝงเอาไว้ว่า เมื่อรัชกาลที่สองได้เสวยทุเรียนและมะม่วงก็หวนคิดถึงเมื่อยามได้นอนพักผ่อนแนบชิดแอบอิงกายพิงหมอนอยู่กับน้องนาง

ต่อเนื่องมาในรัชกาลที่ 5 จึงได้เริ่มมีการเอ่ยถึงการทานข้าวเหนียวคู่กับมะม่วง จากนั้นข้าวเหนียวมะม่วงก็เป็นของหวานที่คนไทยนิยมทานดับร้อนกับต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพราะทำง่าย ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพราะขั้นตอนในการปรุงก็เพียงข้าวเหนียวเท่านั้น ส่วนมะม่วงก็นิยมใช้มะม่วงน้ำดอกไม้ แค่ปอกเปลือกก็รับประทานได้เลย

เรามาดูวัตถุดิบในการทำข้าวเหนียวมะม่วงกัน

  • ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 500 กรัม
  • มะม่วงน้ำดอกไม้หั่นชิ้น ปริมาณตามชอบ
  • หัวกะทิ 400 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม
  • เกลือ ½ ช้อนชา

วัตถุดิบสำหรับทำน้ำกะทิราดข้าวเหนียวมูน

  • หัวกะทิ 200 มิลลิลิตร
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • แป้งข้าวโพดละลายในน้ำสะอาด 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นตอนวิธีการทำข้าวเหนียวมะม่วง

ขั้นตอนแรกนำข้าวเหนียวใหม่ล้างด้วยน้ำสารส้ม แช่ไว้ประมาณ 10 นาที และล้างน้ำอีกครั้งก่อนนำไปแช่น้ำสะอาดไว้ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง จากนั้นนำไปกรองด้วยตะแกรง พักไว้ให้สะเด็ดน้ำ

เตรียมซึ้งสำหรับนึ่งรองด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นใส่ข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ในขั้นตอนแรกลงไป ทำรูตรงกลางให้ไอน้ำขึ้นมาเพื่อให้ข้าวเหนียวสุกทั่วถึง เสร็จแล้วนำไปนึ่งในหม้อนึ่งที่มีน้ำเดือดจัด โดยใช้เวลานึ่งประมาณ 30 นาที
ทำน้ำกะทิสำหรับราดหน้าขนม โดยตั้งหม้อด้วยไฟอ่อนใส่หัวกะทิ เกลือป่น แป้งข้าวโพดที่ละลายแล้วลงไปเคี่ยวให้เข้ากัน เมื่อส่วนผสมสุกข้นแล้วปิดไฟได้เลย

ตั้งเตาด้วยไฟอ่อนเพื่อทำน้ำสำหรับมูนข้าวเหนียว ใส่หัวกะทิ เกลือ และน้ำตาลทรายเคี่ยวให้ละลายเข้ากัน เมื่อเดือดแล้วปิดเตานำไปทำขั้นตอนต่อไป

นำข้าวเหนียวที่นึ่งเสร็จแล้วใส่ลงไปในชามผสม เทน้ำมูนที่เตรียมไว้ใส่ลงไปคนให้เข้ากัน จนข้าวเหนียวแตกเม็ดแยกตัวจากกัน จากนั้นปิดฝาพักไว้ 10 นาที เมื่อครบเวลาแล้วให้คนเล็กน้อย และปิดฝาพักไว้ด้วยเวลาเท่าเดิม
นำข้าวเหนียวมูนมาจัดใส่จานพร้อมมะม่วงที่เราหั่นไว้ จัดเสิร์ฟพร้อมน้ำกะทิสำหรับราดหน้าขนมหวานที่เตรียมไว้

แต่ก็นะ ใช่ว่าทุกบ้านจะมีครัวที่อำนวยในการประกอบอาหาร หรือบางทีเราก็แค่อยากทานข้าวเหนียวมะม่วงเล็ก ๆ สักจานแค่พอหายอยากแค่นั้น ในกรุงเทพก็มีร้านข้าวเหนียวมะม่วงอยู่เต็มไปหมด

เราจึงขอแนะนำร้านเด็ดพร้อมพิกัดให้สัก 10 ร้านแล้วกัน

แม้ว่าข้าวเหนียวมะม่วงจะจัดเป็นอาหารในกลุ่มของหวาน แต่ก็มีประโยชน์และคุณค่าทางอาหารอยู่พอสมควร ถ้าไม่รับประทานในปริมาณที่มากเกินไปเพราะอาจจะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงเนื่องจากทั้งมะม่วงและข้าวเหนียวก็มีความหวานด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งข้าวเหนียวยังย่อยยากอาจจะทำให้ท้องอืดก็เป็นได้และตัวของมะม่วงเองก็เป็นผลไม้ที่รสชาติหวานอมเปรี้ยว อาจจะทำให้ร้อนใน เจ็บคอ ปวดหัวก็เป็นได้

ประโยชน์ของข้าวเหนียวมะม่วง

เป็นขนมที่ให้พลังงานสูงเรียกได้ว่าสามารถกินแทนข้าวเลยก็ได้

มะม่วงเป็นผลไม้ที่ให้ไฟเบอร์สูงซึ่งช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย

นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี ซีลีเนียม ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกาย แก้ไอ ขับลมและช่วยบำรุงผิวพรรณนอกจากนั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ

สำหรับผู้ที่มีอาการเบื่ออาหารก็สามารถรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงแทนข้าวได้เพราะข้าวเหนียวมะม่วงสามารถทดแทนพลังงานและวิตามินที่เสียไปได้

อ้างอิง อ้างอิง อ้างอิง อ้างอิง