Connect with us

ที่เที่ยว-ที่กิน

ร้านอาหารข้างทางเตรียมตัว Michelin Star จะมาให้ดาวในไทยแล้ว!

Published

on

“วันนี้ไปยืนเข้าแถวรอซื้อตำปู ร้านส้มตำเจ๊แดง ระดับ 2 ดาวมิชลิน กันเถอะ” 

ประโยคข้างต้นอาจไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไปครับ (ถึงจะดูเว้อเว่ออยู่ก็เถอะนะ) เพราะวันนี้ได้มีการเปิดตัวความร่วมมือระหว่าง มิชลิน ไกด์ กับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด ในฐานะพาร์ทเนอร์หลักฝั่งไทย ในการจัดทำ มิชลิน ไกด์ ไทยแลนด์ สำหรับการประเมินร้านอาหารและที่พักในไทยอย่างเป็นทางการแล้วครับ โดยจะทำการให้คะแนนกันนับตั้งแต่วันนี้ไป และจะออกหนังสือ มิชลิน ไกด์ บางกอก สำหรับปี 2018 ในช่วงปลายปีนี้ ทั้งฉบับภาษาไทยและอังกฤษ รวมถึงทั้งรูปแบบเล่มหนังสือและแบบดิจิตอลดาวน์โหลดด้วย

สำหรับประเทศไทยนั้นนับเป็นประเทศที่ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อจากสิงคโปร์ และประเทศที่ 6 ของเอเชียที่จะมีคู่มือมิชลินไกด์เป็นของตนเองครับ ก่อนหน้านี้ในไทยแม้จะมีร้านระดับดาวมิชลินมาตั้ง แต่ก็มักเป็นร้านสาขาหรือเชฟจากร้านเดิมมาเปิด ไม่ใช่ร้านต้นตำรับที่ได้ดาวจริง ๆ อย่างเช่น ร้าน Nahm ที่เชฟ เดวิด ธอมป์สัน ซึ่งเคยได้รับดาวมิชลินจากร้าน Nahm ที่กรุงลอนดอนมาเปิดสาขาในไทยครับ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เราจะมีร้านระดับดาวมิชลินจริง ๆ ในประเทศไทย

บรรยากาศร้าน Nahm

จากข้อมูลในงานเปิดตัวนั้น ร้านอาหารทั้งหลายได้รับสิทธิ์อย่างถ้วนทั่วครับ ไม่จำกัดเพียงร้านอาหารใหญ่ ภัตตาคาร โรงแรมดังเท่านั้น แม้แต่ร้านอาหารข้างทางหรือ สตรีทฟู้ดของไทยที่โด่งดังไปทั่วโลกเองก็จะได้รับสิทธิ์นั้นด้วย ซึ่งปกติในแต่ละปีมิชลินก็จะส่งนักชิมที่ซื่อตรงต่อการให้คะแนน ตามคำขวัญที่ว่า “ดาวมิชลินนั้นเราประเมินจากอาหารในจาน และเพียงแค่เนื้อแท้แห่งอาหารนั้นเท่านั้น” เรียกว่าไม่สนใจว่าตัวร้านนั้นจะตั้งอยู่ในทำเลที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร จัดตกแต่งบรรยากาศเยี่ยมขนาดไหน ดูแค่ตัวอาหารจริง ๆ เท่านั้นว่าอร่อยหรือไม่ ส่วนการคัดเลือกร้านนั้นนอกจากชื่อเสียงเดิมแล้วก็ยังมาจากคำแนะนำจากผู้อ่านทั่วโลกที่ส่งจดหมายและอีเมลราวกว่าปีละ 45,000 ฉบับมาเป็นแนวทางด้วย

จึงเป็นโอกาสแบบยิ่งยวดสำหรับกิจการท่องเที่ยวของไทย ทั้งที่พักและร้านอาหารครับ ที่จะยกระดับสู่ระดับโลกอย่างเป็นทางการ ผ่านเกณฑ์การประเมินที่คนทั่วโลกเชื่อถืออย่าง มิชลิน ไกด์

ใครที่รักการไล่ล่าหาร้านอาหารอร่อย หรือเรียกให้ง่ายว่าสายกิน น่าจะเคยได้ยินการให้คะแนนความอร่อยระดับโลกอย่าง ดาวมิชลิน หรือ มิชลิน สตาร์ (Michelin Star) มาบ้างครับ ยิ่งใครอ่านการ์ตูนหรือดูหนังเกี่ยวกับอาหารนี่น่าจะเจอบ่อยเลย เพราะเป็นเหมือนการประกาศความเก่งของเชฟคนนั้น ๆ อย่างรวดเร็วด้วย แต่สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินวันนี้เราจะมาแนะนำให้รู้จัก มิชลิน ไกด์ และมิชลิน สตาร์ กันไว้ครับ

มิชลิน ไกด์?

เจ้า มิชลิน ไกด์ นี้ ก็กำเนิดขึ้นจากบริษัทยางรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสชื่อเดียวกันอย่าง มิชลิน ที่บ้านเราคุ้นเคยนี่ล่ะครับ ในปี ค.ศ. 1900 เจ้าของบริษัทอย่างสองพี่น้อง อองเดร และเอดูอาร์ มิชลิน (André & Édouard Michelin) ได้ริเริ่มแผนการตลาดส่งเสริมกระตุ้นยอดขายยาง โดยคิดหาวิธีให้คนใช้รถออกเดินทางกันมากขึ้น เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ครับ รถยนต์ไม่ได้เป็นที่แพร่หลายมีทุกบ้านแบบในปัจจุบัน แถมการเดินทางก็ยังยากลำบากมาก พวกเขาก็เลยออกคู่มือ มิชลิน ไกด์ (Michelin Guide) แนะนำการเดินทางด้วยรถยนต์ออกมา มีเอกลักษณ์เป็นเล่มสีแดงที่มีความหนาถึง 400 หน้า ซึ่งบรรจุข้อมูลมากมาย อาทิ วิธีการเปลี่ยนยางล้อรถ สถานที่ตั้งสถานีบริการน้ำมัน ร้านอาหาร และที่พักแรม ฯลฯ เพื่อแจกให้กับผู้ขับขี่ยานยนต์ โดยแรกเริ่มไม่คิดค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ความซวยที่ทำให้ทุกวันนี้เราต้องเสียตังค์ซื้อ มิชลิน ไกด์ แสนแพงนั้น ก็มาจาก 20 ปีถัดมาหลังจากอองเดรได้ออกคู่มือเล่มแรก เขาก็พบว่าตัวแทนจำหน่ายยางบางเจ้าเอาคู่มือนี้ไปรองขาเก้าอี้เสียอย่างนั้น เขาก็พลันคิดขึ้นมาว่า “พอแจกฟรี คนมักไม่เห็นคุณค่าแบบนี้นี่เอง” ปีนั้นเขาจึงได้ตั้งราคาขายเจ้ามิชลิน ไกด์นี้ขึ้นครั้งแรก แต่จะขายก็ต้องเพิ่มความพิเศษจากฉบับก่อนที่แจกฟรีเสียหน่อย จึงตัดโฆษณาทั้งหลายออก แล้วมีการจัดอันดับร้านอาหารขึ้นครั้งแรกจนมาเป็นมิชลิน ไกด์ที่กลายเป็นเอกสารอ้างอิงสำหรับนักชิมอาหารทั่วโลกอย่างในปัจจุบันนี่เอง

มิชลิน สตาร์?

เรื่องที่หลายคนอาจเข้าใจผิดคือ ไม่ใช่ทุกร้านที่อยู่ในมิชลิน ไกด์นั้นจะได้ดาวครับ ในคู่มืออาจมีร้านแนะนำจำนวนมากแต่มีไม่ถึง 5% ของทั้งหมดครับที่จะได้ดาวมิชลินในแต่ละปี ดาวมิชลินนั้นก็เป็นระดับผลประเมินที่จะมอบให้ร้านที่เด็ดดวงนั้น ๆ โดยมีตั้งแต่ระดับ 1 ดาว ไปจนถึง 3 ดาว และแต่ละดาวก็มีความหมายดังนี้

  • 1 ดาว หมายถึง ร้านนั้นอาหารรสเลิศ มีมาตรฐานสูง คุ้มค่าสำหรับการแวะระหว่างทาง
  • 2 ดาว หมายถึง ร้านนั้นมีอาหารที่รสเลิศ มีความพิถีพิถันเป็นพิเศษ ขนาดที่ว่ามันคุ้มค่าพอที่จะเปลี่ยนออกนอกเส้นทางเพื่อแวะไปชิม
  • 3 ดาว หมายถึง ร้านนั้นมีอาหารรสเลิศ ขนาดที่ว่าถึงไม่มีเหตุอะไรให้ไปแถวนั้น แต่ก็คุ้มค่าพอที่จะต้องไปทานสักครั้งในชีวิต เพราะเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และประสบการณ์การทานที่ไม่อาจเอาอะไรมาแลกได้

ส่วนการประเมินนั้น จะมาจากผู้ประเมินที่ส่งตรงจากมิชลิน พวกเขาจะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระไม่โดนบีบบังคับใด ๆ เนื่องจากมีสถานะเป็นพนักงานของมิชลินที่ไม่สามารถรับเงินจากที่อื่นได้ และเพื่อป้องกันการอคติพวกเขาจะต้องไม่เปิดเผยตัว และเข้าใช้บริการเช่นเดียวกับลูกค้าทั่วไปเท่านั้น ด้านเกณฑ์ให้คะแนนพวกเขาจะผ่านการฝึกอบรมจากโรงเรียนการโรงแรมจนมีความเข้าใจในการประเมินอย่างดี

ในปี ๆ หนึ่งพวกเขาต้องเดินทางเป็นระยะทางเฉลี่ยกว่า 30,000 กิโลเมตร เพื่อชิมอาหารราว 250 มื้อในร้านอาหาร และนอนในที่พักกว่า 160 แห่ง เพื่อทำการคัดสรรร้านอาหารและโรงแรมที่ดีที่สุดจำแนกตามประเภทของความสะดวกสบายและราคา ซึ่งการประเมินนั้นไม่ได้จบเพียงครั้งเดียวแต่พวกเขาจะกลับมาประเมินซ้ำ ๆ อีกหลายครั้ง ต่างเวลาไป เพื่อดูมาตรฐานความคงเส้นคงวา ทำให้ปี ๆ หนึ่งอาจมีร้านที่ผ่านการประเมินได้ดาวไปเพียงสิบกว่าร้านเท่านั้น ดังนั้นการได้แค่ดาวเดียวจากมิชลินก็ถือว่าพิเศษมากแล้วครับ

ก็หวังว่าจะมีร้านอาหารไทยแท้ที่ได้การประเมินในระดับ 3 ดาวเป็นเกียรติภูมิประเทศ เจ๊ร้านข้างทางทั้งหลายเตรียมตัวไว้นะครับไม่แน่ว่าคุณอาจจะมีสร้อยท้ายว่า ดาวมิชลิน ก็เป็นได้

ใครสนใจติดตามข้อมูลเพิ่มเติมติดตามได้ที่ www.michelin.co.th กดไลค์เฟซบุ๊กเพจ MichelinGuideThailand หรือติดตามผ่าน #MichelinGuideBangkok ได้เช่นกันครับ

แสดงความคิดเห็น

ที่เที่ยว-ที่กิน

งบไม่ถึง 3,000 บาทอยากได้ที่พักดีๆ ที่ระยอง จะมีที่ไหนบ้าง

เราไปดูกันเถอะว่ามีที่พักระยองติดทะเลตรงไหนบ้างที่ใช้งบไม่เกิน 3,000 บาท

Published

on

(Advertorial)

ระยอง เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกาะเสม็ด หาดแม่รำพึง หาดแสงจันทร์ แหลมแม่พิมพ์ วัดประดู่ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวให้คุณได้เลือกมากมาย รับรองว่ามาที่นี่คุณจะได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าแน่นอน และหากคุณกำลังมองที่พักที่ราคาประหยัด มีความปลอดภัย บริการที่ครบครันล่ะก็ วันนี้เราไปดูกันเถอะว่ามีที่พักระยองติดทะเลตรงไหนบ้างที่ใช้งบไม่เกิน 3,000 บาท

1. เอวาธารา รีสอร์ท (AVATARA RESORT)

ห้องพักสไตล์คลาสสิก เรียบง่ายแต่หรูหรา สัมผัสหาดทรายขาวละเอียด วิวสวย ๆ จากริมทะเลรับลมเย็น ๆ เน้นสะดวกสบายในราคาประหยัดเริ่มต้นเพียง 2,xxx บาทเท่านั้นเอง

ที่นี่มีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกให้คุณ รวมถึงพนักงานต้อนรับบริการตลอด 24 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นคุณจะเข้าพักเวลาไหนก็ได้ รวมถึงบริการซักรีดและซักแห้ง ที่เก็บสัมภาระ และยังมีบริการทัวร์ต่าง ๆ พร้อมบริการอำนวยความสะดวกให้คุณได้เลือกใช้บริการมากมาย สำหรับภายในห้องพักจะมีมินิบาร์ ตู้เย็น ตู้เซฟ ไดร์เป่าผมครบครัน สำหรับบริการส่วนกลางจะมีร้านกาแฟและร้านอาหาร ตู้นิรภัย และ wifi ไว้ให้บริการด้วยเช่นกัน

  • เอวาธารา รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ 106 หมู่ 4 หาดลุงเจี๊ยบ ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก เอวาธารา รีสอร์ท คลิกที่ Traveloka

2. ลาลูนบีช รีสอร์ท

มีห้องพักสวยคลาสสิค ติดริมหาด บรรยากาศดี พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน คุณต้องประทับใจในบริการ ด้วยราคาห้องพักเริ่มต้นเพียง 2,xxx บาทเท่านั้น

ที่นี่ยังมีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง ร้านอาหารพร้อมบริการทุกมื้ออาหาร ยังสามารถเช็คอินก่อนเวลาได้อีกด้วย และมี wifi ให้บริการทั่วบริเวณรีสอร์ท มีบริการหนังสือพิมพ์ที่ล็อบบี้ให้ได้ติดตามข่าวสาร สำหรับห้องพักจะเป็นห้องปลอดบุหรี่เพื่อสุขภาพของผู้เข้าพัก พร้อมด้วยโทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องชงชา/กาแฟ ตู้เซฟ ทุกห้อง

  • ลาลูนบีช รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ 62 หมู่ 4 อ่าววงเดือน เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก ลาลูนบีช รีสอร์ท คลิกที่ Traveloka

3. Bar and Bed Resort

เป็นที่พักระยองแบบบ้านพัก ให้ความเป็นส่วนตัว ติดหาดทรายสวย น้ำทะเลใสสะอาดตา มีบาร์และอาหารแสนอร่อยไว้บริการ ราคาเริ่มต้น 2,xxx บาท รับรองเลยว่าคุ้มค่าแน่นอน

เพียบพร้อมด้วยบริการต่าง ๆ ทั้งสระว่ายน้ำ บาร์ wifi ในบริเวณโรงแรม แถมยังมีบริการรับส่งทางเรือฟรีด้วย ส่วน ภายในห้องนั้นจะมี น้ำดื่ม ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำส่วนตัว ฝักบัว เครื่องเป่าผม เป็นต้น ที่นี่จึงถือเป็นที่พักระยองติดชายทะเลที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง

  • บาร์ แอนด์ เบด รีสอร์ทตั้งอยู่ที่ 140 หมู่4 หาดน้อยหน่า เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก บาร์ แอนด์ เบด รีสอร์ทคลิกที่ Traveloka

4. เสม็ด คาบาน่า รีสอร์ท

ห้องพักสไตล์บังกะโล ถูกออกแบบตกแต่งแบบธรรมชาติผสมความเป็นโมเดิร์น อยู่ติดชายทะเล มีความเป็นส่วนตัวสูง บริการดีเยี่ยม ราคาเริ่มต้นที่ 2,xxx บาทเท่านั้นเอง

ที่นี่ยังให้คุณสามารถเช็คอินก่อนเวลาได้ ร้านอาหารเปิดบริการครบ 3 มื้อ และมีบริการ Wi-fi ครอบคลุมทั่วบริเวณรีสอร์ท รวมถึงเป็นพื้นที่หาดส่วนตัว และมีสระน้ำอุ่นกลางแจ้งให้ได้เล่นน้ำผ่อนคลายอย่างเป็นส่วนตัว และแน่นอนว่าภายในห้องพักเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน ทั้งเครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น และเครื่องทำน้ำอุ่น

  • เสม็ด คาบาน่า รีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ 13/20 หมู่ 4 ต.เพ อ.เมือง อ่าววงเดือน เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก เสม็ด คาบาน่า รีสอร์ท คลิกที่ Traveloka

5. Green Bay Samed Resort

ที่พักแบบเรียบง่าย แต่ดูดี มีความสะอาด เป็นที่พักที่อยู่ติดชายทะเลในราคาสุดประหยัด ราคาเริ่มต้นเพียง 1,9xx บาทเท่านั้น
โดดเด่นด้วยการให้บริการกิจกรรมอย่างกีฬาทางน้ำ แพ็คเก็จทัวร์ บาร์และร้านอาหารรูปทรงแปลกตา และบริเวณใกล้เคียงยังมีร้านค้าไว้บริการด้วย ภายในห้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามมาตรฐานไม่แพ้โรงแรมใหญ่ ๆ อย่าง เครื่องปรับอากาศ ทีวี ตู้เย็น ไดร์เป่าผม wifi, และตู้นิรภัย

  • Green Bay Samed Resort ตั้งอยู่ที่ 36/11 หมู่ 4 ต.เพ อ.เมือง เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง 21160
  • จองที่พัก Green Bay Samed Resort คลิกที่ Traveloka

นี่แหละคือ 5 ที่พักระยองติดทะเลชิลๆ ในงบไม่เกิน 3,000 บาท ที่ใคร ๆ ก็ชื่นชมในการบริการ มีหาดทรายสวย ทะเลใส ในราคาประหยัดยิ่งจองกับ Traveloka ก็ยิ่งถูกและสะดวกสบาย จองง่ายมาก อย่ารอช้า…วันพักผ่อนที่จะถึงนี้เราไปเที่ยวระยองกันเถอะ

ดูที่พักระยองอื่นๆ ได้ที่ Traveloka

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

เทรนด์ใหม่วันนี้ กาแฟต้องกินในนา ที่ Montreux Cafe and Farm

Published

on

เบื่อร้านกาแฟในกรุงเทพฯกันยัง อยากลองหาร้านกาแฟในบรรยากาศแปลกใหม่กันดูไหม มาจิบกาแฟนั่งเล่นบนเถียงนา ชมบรรยากาศทุ่งนากัน ร้าน Montreux café and farm อยู่รังสิต – นครนายก คลอง 15 ขับรถเล่นเย็น ๆ ใจในวันหยุด ใช้เวลาไม่นานนักก็ถึงร้านแล้ว ถ้ามาจากกรุงเทพฯ ก็ยูเทิร์นนิดนึง มองเห็นป้ายร้านชัดเจนตรงทางเลี้ยว ขับขึ้นสะพานข้ามคลอง ยังไม่ทันได้ลงสะพานก็มองเห็นร้าน และรถจอดเรียงรายเป็นแถวยาวแล้ว นอกจากลูกค้าที่ขับรถมากันแล้ว ก็ยังมีลูกค้ากลุ่มรักสุขภาพปั่นจักรยานกันมาพอสมควร

Montreux café and farm อ่านว่า มองเทรอส์ คาเฟ่ แอนด์ ฟาร์ม เป็นร้านกาแฟไอเดียใหม่ที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงนี้ ด้วยการผสมผสาน 2 บรรยากาศไว้ในพื้นที่เดียวกัน เดินผ่านประตูไม้สุดหรูบานใหญ่เข้าไปก็จะพบอาคารหลักเป็นเรือนกระจกติดฟิล์มดำ หลังคาทรงสูง ภายในติดแอร์เย็นฉ่ำ มีเก้าอี้โซฟาหลายชุดไว้ต้อนรับหรืออยากนั่งเคาน์เตอร์ชมวิวก็ได้ พนักงานและบาริสต้าแต่งชุดดำหรูไว้คอยบริการ มีเครื่องดื่มมากมาย ของว่างและอาหารราคาไม่แพง แก้วละ 50-60 บาทเท่านั้น ผู้เขียนไม่ถนัดกาแฟนะครับ เลยขอข้ามไปเล่าบรรยากาศด้วยภาพแทนนะ

โต๊ะกาแฟไอเดียเก๋ ใช้บานหน้าต่างเพนท์สี

ลูกค้าสามารถสั่งกาแฟและอาหารตรงโซนนี้แล้วพนักงานจะให้หมายเลขมา เราก็ไปเลือกมุมนั่งรออาหารและเครื่องดื่มตามชอบใจ ด้านหลังอาคารนี้ก็จะมีพื้นที่ให้นั่งอีกหลายจุด มีผนังน้ำตกไว้ปรับบรรยากาศให้เย็น ๆ ใจ ต้นไม้เล็กใหญ่ตกแต่งไว้สวยงามให้เป็นมุมถ่ายรูป ถัดจากโซนนี้จะเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ ตรงกลางเป็นห้องน้ำชาย-หญิง

 

เดินเลยจากโซนนี้จะเป็นโซนนาแล้วครับ ที่เป็นจุดขายของ มองเทรอส์ คาเฟ่ แอนด์ ฟาร์ม เพราะพื้นที่ตรงนี้กว้างขวางมาก มองเห็นหลังคาโบสถ์ของวัดใกล้ ๆ นั้นเป็นฉากหลัง ตรงโซนนี้ก็จะมีอาคารหลักเช่นกัน มีเครื่องดื่มและอาหารว่างไว้บริการเช่นกัน แต่จะไม่มีตัวเลือกให้มากเหมือนอาคารด้านหน้า

ตรงนี้ก็มีบึงน้ำขนาดย่อม มีเรือให้พายเล่น มีต้นไม้กลางน้ำที่สร้างเพิงยกพื้นสองชั้นไว้ให้ไปถ่ายรูปเล่นกัน ข้ามจากบ่อน้ำนี้ไปก็เป็นนาแบ่งเป็นล็อก ๆ หลายล็อก แต่ละล็อกมีเพิงใหม่เล็ก ๆ ไว้ให้ลูกค้านั่งเล่นนอนจิบกาแฟเล่น บางเพิงก็มีฟูกหมอนให้ด้วย ใครไปก่อนก็ได้จองก่อน นอนเล่น ๆ อิ่ม ๆ แต่อาจจะมีหลับจริงก็ได้

นอกจากเพิงก็ยังมีมุมเล็ก มุมน้อย มีเนินดินที่ตกแต่งน่ารักไว้ให้ถ่ายรูปได้ด้วยเช่นกัน ช่วงนี้ต้นข้าวกำลังเขียวจัด ก็เลยได้ภาพต้นข้าวสีสวย ๆ มีหุ่นไล่กามาเป็นพรอบด้วย นอกจากโซนนาแล้ว ก็มีพื้นที่เกษตร ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงไก่ ไว้ให้ไปเยี่ยมชมหรือศึกษาการทำเกษตรพื้นบ้าน เป็นร้านกาแฟทีได้ทั้งการพักผ่อนจิบกาแฟ และเซลฟี่กับทุ่งนาขนาดย่อม ๆ เป็นอีกตัวเลือกในวันพักผ่อนที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ครับ

ปั่นจักรยานมาก็ได้นะ

Montreux café and farm (มองเทรอส์ คาเฟ่ & ฟาร์ม)

  • ตำบล บึงศาล อำเภอองครักษ์ นครนายก 26120
  • เปิดบริการ อังคาร -อาทิตย์ เวลา 09:00–19:00 ปิดทุกวันจันทร์
  • ติดต่อ 087 979 7341
  • Facebook Montreux cafe

มุมกระจุ๊กกระจิ๊กภายในร้าน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] KAAN SHOW งานโชว์ระดับโลกบนผืนแผ่นดินไทย ขอยกนิ้วให้ โดนใจเต็มๆ

สุดยอดการแสดงคนไทย ที่ขอบอกว่าอลังการงานสิงห์ ทั้งสลิง เอฟเฟ็กต์ น้ำ ไฟ จนถึงไฟฟ้า!! แสงสีเสียงจัดเต็มวัดรอยเท้าโชว์ระดับโลกได้สบาย ที่สำคัญเป็นทีมคนไทยล้วนเลยด้วย คือผมประทับใจแบบจริงจังเลยนะ จนออกจากโรงมาต้องรีบโทรไปคุยอวดให้เพื่อนฟังกันเลย แต่มันไม่หนำใจวันนี้เลยขอเอาประสบการณ์สุดยอดคราวนี้มาบอกต่อชาวแบไต๋ด้วยเลยครับ

Published

on

By

ไปชมมาแล้ว!!! 

สุดยอดการแสดงคนไทย ที่ขอบอกว่าอลังการงานสิงห์ ทั้งสลิง เอฟเฟ็กต์ น้ำ ไฟ จนถึงไฟฟ้า!! แสงสีเสียงจัดเต็มวัดรอยเท้าโชว์ระดับโลกได้สบาย ที่สำคัญเป็นทีมคนไทยล้วนเลยด้วย คือผมประทับใจแบบจริงจังเลยนะ จนออกจากโรงมาต้องรีบโทรไปคุยอวดให้เพื่อนฟังกันเลย แต่มันไม่หนำใจวันนี้เลยขอเอาประสบการณ์สุดยอดคราวนี้มาบอกต่อชาวแบไต๋ด้วยเลยครับ

KAAN presented by SINGHA CORPORATION หรือผมขอย่อ ๆ ว่า KAAN SHOW เป็นการแสดงประกอบแสงสีเสียงภายใต้การสนับสนุนของ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น ผ่านการบริหารของ บริษัท ปัญจลักษณ์พาสุข จำกัด ร่วมกับการสร้างสรรค์จากหลายทีมคุณภาพที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน โดยโต้โผหลักเรื่องการเล่าเรื่องก็ได้มือหนึ่งของไทยอย่าง จีดีเอช ค่ายหนังอารมณ์ดีฝีมือแรงซึ่งแฟน ๆ ทั้งแฟนหนัง ทั้งแฟนซีรีส์ไทยต่างมั่นใจในฝีมืออยู่แล้ว ซึ่งมาแล้วก็ไม่ได้มาแบบกั๊ก ๆ เพราะส่งโปรดิวเซอร์หัวใหญ่อย่าง พี่สิน – ยงยุทธ ทองกองทุน ที่เคยมีผลงานละมุนใจอย่าง สตรีเหล็ก กับ ความจำสั้น..แต่รักฉันยาว และผู้กำกับมากฝีมือที่พูดถึงหนังเน้นเอฟเฟ็กต์ตอนนี้เขาอาจเป็นเบอร์หนึ่งของไทยไปแล้วก็ว่าได้ อย่าง กอล์ฟ – ปวีณ ภูริจิตปัญญา ซึ่งมีผลงานการันตีมาทั้ง บอดี้ ศพ19 และ สี่แพร่ง (ตอน ยันต์สั่งตาย) กับ ห้าแพร่ง (ตอน หลาวชะโอน) ที่พัฒนาด้านการใช้เทคนิคพิเศษจนเนียนตาขึ้นเรื่อย ๆ เลยทีเดียว

ส่วนด้านการแสดงและโชว์นั้นก็ได้มือเอกอย่าง คุณ บอย – ถกลเกียรติ วีรวรรณ บอสใหญ่แห่งค่าย Scenario ที่ผ่านงานโชว์และละครเวทีจนเป็นเบอร์หนึ่งของไทยตอนนี้ ได้ส่งทีมมาช่วยดูแลบริหารทีมงานและทีมนักแสดง นอกจากนี้ยังมีผู้อยู่เบื้องหลังการแสดง ซึ่งเป็นมืออาชีพฝีมือดีจาก เมืองไทยรัชดาลัย เธียเตอร์ อย่าง คุณอ้า-สันติ ต่อวิวรรธน์ และ คุณรุ้ง-ปริญญา ต้องโพนทอง มาร่วมเป็นผู้กำกับร่วม (Co-Director) และยังมีทีมนักเต้นมือรางวัลระดับเอเชียและระดับโลกชาวไทยอีกหลายชีวิตทั้งแนว บีบอย, ป๊อปปิ้ง, ฟรีรันนิ่ง ร่วมด้วยศาสตร์ชั้นสูงอย่าง โขน, บัลเลต์ และศิลปะการต่อสู้ประยุกต์ด้วย

และเมื่อพอเอาความสามารถของเฮดทีมสร้างดังที่ได้กล่าวมา มาเล่าเรื่องในงานแฟนตาซีอย่าง KAAN SHOW มันก็กลายเป็นความเข้ากันที่ไม่น่าเชื่อ เพราะนอกจากความลุ้นระทึกและตื่นตาตื่นใจ มันยังก่ออารมณ์ร่วมแบบดราม่าเพื่อนตาย ให้เราผูกพันไปกับตัวละครได้ตลอด 90 นาทีจนต้องใช้คำว่า ตกหลุมรักเลยล่ะ ซึ่งอันนี้ไม่ได้พูดเกินจริงเลย เพราะตอนก่อนเข้าไปดูโชว์ผมก็สำรวจของที่ระลึกว่ามีอะไรบ้าง แต่คือมันก็ไม่ได้สนใจจะซื้อเลยนะ แต่พอออกจากโรงละครเท่านั้นล่ะ มองอะไรมันก็มีแต่ความประทับใจที่เพิ่งดูไปทั้งนั้นเลย จนสุดท้ายก็สอยมาครองสองสามชิ้นจนได้ ที่จะบอกคือโชว์ที่ดีมันจะมีพลังชักจูงใจเราถึงขนาดนั้นเลยล่ะครับ

ชุดนี้ล่ะครับ ที่ผมโดนไป

จุดขายตั๋วที่สร้างธีมห้องสมุดตามฉากแรกของโชว์เลย สวยมากครับ คุมธีมทุกส่วนจริงๆ

ตรงนี้พี่สินได้ให้คำจำกัดความของโชว์ไว้ว่าคือ A Spectacular Cinematic Live Experience (ประสบการณ์รับชมการแสดงสดที่ผสมผสานเทคนิคระดับโลก เข้ากับภาพยนตร์และการแสดงสดบนเวที) ซึ่งผมว่าก็ไม่ได้โม้เกินไปครับ อันนี้ต้องบอกส่วนตัวก่อนเลยว่าคาดหวังไว้มากเหมือนกันครับ เพราะส่วนตัวเป็นคนชอบดูโชว์ลักษณะนี้อยู่เป็นทุนเดิมด้วย ตอนที่ เซิร์ค ดู โซเลย์ คณะกายกรรมระดับโลกมาจัดแสดงที่ไทย ผมก็ไม่พลาดที่จะไปชม และคาดหวังว่าไทยเองก็น่าจะมีโชว์ที่ได้มาตรฐานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันได้แน่ ๆ ครั้งนี้จึงเป็นทั้งอารมณ์ร่วมลุ้นและเชียร์อยู่ลึก ๆ สำหรับโชว์ของไทยที่จะใช้มาตรฐานการแสดงระดับโลกอย่าง KAAN SHOW ครับ

จะได้เห็นอะไรบ้างใน KAAN SHOW

KAAN SHOW ใช้เรื่องราวในวรรณคดีไทย 6 เรื่องดัง ที่คนไทยรู้จักกันดี ทั้งยังมีความแฟนตาซีเหมาะกับการสื่อสารให้ชาวต่างชาติเข้าใจโดยง่ายด้วย ทั้ง พระอภัยมณี, พระสุธน มโนราห์, นางมณีเมขลากับรามสูร, สังข์ทอง, ไกรทอง และ รามเกียรติ์  โดยแต่ละเรื่องก็ยกเฉพาะช่วงฉากแอ็คชั่นสำคัญ แบบคัดไฮไลต์มาเลยไม่เยิ่นเย้อ ทำให้เรื่องดูสนุกตื่นเต้นตลอดเวลาของโชว์กว่าชั่วโมงครึ่งครับ

และการที่จะร้อยเรียงวรรณกรรมเหล่านั้นมาให้ชมอย่างไม่ขัดเขิน ก็ได้รับการปรุงด้วยสูตรแฟนตาซี อย่างหนังอย่าง จูแมนจี้ หรือพวกหนังที่ตัวเอกหลุดไปอีกมิติซึ่งเราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กก็ไม่ปาน เชื่อว่าคนทั้งโลกดูเข้าใจโดยแทบไม่ต้องมีคำพูดบทสนทนาใด ๆ มาช่วยเล่าเลย เมื่อ คาน เด็กหนุ่มได้เข้ามาในห้องสมุดที่รวบรวมหนังสือโบราณมากมาย และบังเอิญพบลูกกุญแจประหลาดในหนังสือเก่าเล่มหนึ่งที่มีชื่อของเขาอยู่บนปก ทันใดนั้นก็เกิดแสงประหลาดขึ้น! แล้วรูปปั้นลิงมีปีกนามว่า กบิลปักษา ที่ตั้งอยู่ในห้องสมุดก็กลับกลายร่างเป็นตัวจริง เสียงจริง!! แถมยังพุ่งตรงมายื้อแย่งกุญแจจากมือของคานด้วย!!! ด้วยความตกใจคานจึงพลั้งทำลูกกุญแจหลุดมือจนแตกกระจายออกเป็น 5 ส่วน หายไปในมิติแห่งโลกวรรณคดี ส่วนคานและกบิลปักษาก็ถูกประตูมิติที่เปิดขึ้นนั้นดูดหายตามไปด้วย!!!

หนทางกลับบ้านของคู่หูคู่กัดที่เพิ่งมาเจอกันและต้องร่วมมือกันอย่างเสียไม่ได้นี้ จึงคือการช่วยเหลือเหล่าตัวละครเอกในวรรณกรรมแต่ละเรื่อง เพื่อสะสมชิ้นส่วนกุญแจกลับคืนมาประกอบเพื่อเปิดประตูมิติกลับยังโลกปัจจุบันอีกครั้งนั่นเอง!!!

จุดเด่นของฉากเปิดเรื่อง หรือชื่อชุดการแสดงว่า มิติวรรณคดี (The Book and the Key) นี้ อยู่ตรงการที่เราจะได้เห็นการใช้ระบบไฮโดรลิกต่าง ๆ ที่ฝังอยู่ในพื้นที่การแสดงทั้งพื้นด้านล่างและฉากด้านหลังทั้งกลางหลังซ้ายขวา เราได้เห็นกลไกของฉากที่ไม่ได้มาตั้งโชว์กันนิ่ง ๆ แต่สามารถเคลื่อนเข้าออกและมีลูกเล่นเคลื่อนไหวในตัวเองได้ ทั้งยังโชว์ให้เห็นการใช้เทคโนโลยีการฉายภาพแบบ High Definition Projection Mapping ลงบนพื้นหลังขนาดใหญ่ยักษ์แทนจอภาพยนตร์ ส่วนงานภาพนั้นที่ได้รับการออกแบบซีจีต่าง ๆ อย่างสมจริงโดย ตุลย์ – วีรภัทร ชินะนาวิน จากบริษัทอนิเมชั่นและคอมพิวเตอร์กราฟฟิกชั้นนำของไทยอย่าง RIFF Studio ที่เคยร่วมงานกับค่ายระดับโลกอย่าง Pixar Animation Studio มาแล้วด้วย ส่วนบ้านเราน่าจะเห็นฝีมืออนิเมทของเขามาแล้วจากหนังไทยอย่าง เมย์ไหน..ไฟแรงเฟร่อ นั่นเองครับ

ภาพคอนเซ็ปต์อาร์ทโปรเจ็กชั่นแมปปิ้งกับการใช้สลิง

แถมในช่วงท้ายเรายังจะได้เห็นการท่องข้ามมิติ ที่ใช้สลิงและระบบรอกชัก ทำให้นักแสดงร่วงหล่นและโบยบินกลางอากาศได้ทั่วทั้งโรงละครราวกับเหาะเหินได้จริง ๆ ตรงนี้ต้องปรบมือให้เทคนิคพิเศษจาก สุเทพ จับสี แห่ง บ้านริกสตูดิโอ ผู้เชี่ยวชาญด้านรอกและสลิงตลอดจนสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ต่าง ๆ ในหนังและโชว์การแสดง ต่างๆ อันดับหนึ่งของไทยด้วยครับ

และอีกอย่างที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ เพลงประกอบที่ทำหน้าที่สร้างบรรยากาศให้ห่อคลุมอบอวลในโรงละครนั้น ก็ได้มือฉมังอย่าง ป้อ – ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์ นักแต่งเพลงสกอร์ ที่มีผลงานติดหูอย่างสกอร์หนังร้อยล้านเรื่อง นางนาก เวอร์ชั่นของ นนทรีย์ นิมิบุตร และหนังไทยอีกหลายต่อหลายเรื่องด้วยครับ

ผีเสื้อพิโรธ (The Wrath of the Sea Giantess) จากเรื่อง พระอภัยมณี

วรรณคดีเรื่องแรกที่คานและกบิลปักษาเดินทางมาถึง หลังจากตกลงมากลางหลังม้านิลมังกรที่สุดสาครบินผ่านมาพอดี ก็คือฉากการพบกันของเหล่ากองเรือของพระอภัยมณี กับจอมปีศาจแห่งท้องทะเลอย่างนางผีเสื้อสมุทรที่ดุร้ายคลุ้มคลั่งสุด ๆ แล้วตัวเอกของเราทั้งสองก็ลงมาได้จังหวะดีเสียด้วยเพราะเพียงตกมาบนเรือของพระอภัยมณีไม่นาน ก็ป๊ะเข้ากับนางยักษ์ทันทีเลย งานนี้ก็สนุกกันล่ะ

จุดเด่นของฉากนี้คือการโชว์พลังของเหล่านักกล้ามจากทีม Street Workout ที่เคยผ่านเวทีประกวดชื่อดังระดับเอเชียอย่าง Asia’s Got Talent ซีซั่นแรกมาแล้ว โดยจะเน้นการปีนป่ายและโชว์ท่าบนบาร์โหนต่าง ๆ ได้อย่างตื่นตาตื่นใจทีเดียว ทั้งยังเป็นการให้ผู้ชมได้ตื่นตะลึงกับการใช้สลิงอย่างผาดโผนราวกับตัวละครบินไปได้ทุกทิศทางในฉาก แม้แต่ถลามาอยู่ตรงหน้าที่นั่งคนดูแบบห่างกันแค่มือเอื้อมถึงเลยทีเดียว (แต่อย่าไปคว้านักแสดงจริง ๆ นะครับ)

นอกจากนั้นการฉายโปรเจกชั่นคอมพิวเตอร์กราฟฟิกของตัวละครนางผีเสื้อสมุทรขนาดยักษ์ ลงไปในฉากการแสดงทั้งฉากด้านหลังและพื้นเวทีด้านล่าง ซึ่งอ่านในคู่มือบอกว่ากว้างถึง 1500 ตร.ม. และแค่ฉากด้านหลังก็ใหญ่เท่าขนาดจอไอแม็กซ์ถึง 3 จอต่อกันเลยด้วยครับ (ตอนก่อนโชว์เริ่มคิดว่าไม่ใหญ่มาก แต่พอเห็นของจริง นักแสดงไปยืนในฉากดูตัวเล็กไปเลยครับ) ทำให้ภาพดูอลังการมาก และการอนิเมทและดีไซน์ของ RIFF Studio นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ ครับ นางยักษ์ทำออกมาได้สมจริงและน่าสะพรึงกลัวมาก พอผสมกับการแสดงจริงของเหล่าตัวละครและเรือสำเภาลำเท่าของจริงที่แล่นอยู่ในฉาก ประกอบกับเอฟเฟ็กต์พวกฟ้าร้องน้ำทะเลปั่นป่วน เลยกลายเป็นความตื่นเต้นแบบเอาเราอยู่ ตั้งแต่แรกพบเลยครับ

ปราโมทย์หิมพานต์ (The Colours of Himmavanta) จากเรื่อง พระสุธน มโนราห์

วรรณคดีเรื่องต่อมา เราจะได้พบกับฉากสีสะท้อนแสงแปลกตา ดั่งยกป่าหิมพานต์มาพร้อมเหล่าสัตว์หน้าตาแปลกประหลาดนานาชนิดเดินกันให้ขวักไขว่ แน่นอนว่าย่อมรวมถึงเหล่ากินรีที่จะโบยบินลงมาทักทายผู้ชมด้วย แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันครับ เหล่าพรานวายร้ายได้แอบมาใช้บ่วงนาคบาศก์คว้าจับตัวเหล่ากินรีไป แถมยังคว้าติดกบิลปักษาไปกับเขาด้วย ร้อนถึงคานต้องออกไปช่วยถึงรังเหล่านายพรานผู้ชำนาญการใช้ไฟทีเดียว

จุดเด่นนอกจากฉากที่ใช้สีสะท้อนแสงสร้างโลกมหัศจรรย์ขึ้นด้วยลวดลายแปลกตาแล้ว เรายังได้เห็นเทคนิคการสวมชักหุ่นกลของเหล่าสัตว์หิมพานต์นานาชนิดที่พิศดารไม่เบาครับ ส่วนกินรีก็ไม่ใช่เพียงห้อยโหนไปมาเท่านั้นนะครับ แต่ยังมีการโชว์กายกรรมแบบ Aerial Acrobatics หรือการโหนห่วงหรือผ้า อย่างสวยงามราวกับปีกของกินรีพริ้วสไว ระคนลุ้นเสียวไปกับผู้แสดงที่ถูกยกสูงขึ้นไปราวตึกสี่ห้าชั้นโดยมีเพียงผ้าผืนเดียวให้ยึดเกาะด้วย

ส่วนฉากรังโจรเราจะได้เห็นโชว์ระบำกระบองไฟที่ผสมกับโปรเจกชั่นซีจีเหมือนเหล่าพรานใช้เวทมนต์ได้เท่มาก ๆ ด้วยครับ ในช่วงป่าหิมพานต์นี้ความหวือหวาตื่นเต้นอาจไม่เท่าผีเสื้อสมุทร แต่ขอบอกว่าความสวยงามของโลกหิมพานต์นี่ยกให้ฉากนี้เป็นที่หนึ่งเลยครับ

อสุนีมารโรมรัน (The Chase of Lighting) จากเรื่อง เมขลากับรามสูร

คานและกบิลปักษาหลังจากได้ชิ้นส่วนกุญแจมาแล้ว 2 ชิ้น จากการช่วยปราบผีเสื้อสมุทรและช่วยเหล่ากินรีจากพรานป่า คราวนี้ก็ต้องโผล่มากลางวงล่าของรามสูรยักษ์สายฟ้า ที่ไล่หวดวิมานลอยของสองนางฟ้ามณีเมขลาอย่างน่าตื่นเต้น

จุดเด่นของฉากนี้ที่ต้องดูเลยครับ คือ การจำลองฉากกลางท้องฟ้าเหนือหมู่เมฆที่กำลังครืนครั่นไปด้วยฟ้าฝนคะนอง กายกรรมห้อยโหนบนบาร์ทรงกลมของสองนางฟ้าที่ตื่นตา แถมไฮไลต์ที่ต้องร้องอู้หูเลย ก็คือการนำอุปกรณ์ที่เรียกว่า Tesla Coil มาสร้างสายฟ้าจริง ๆ ซึ่งในคู่มือบอกว่ามีแรงดันสูงถึง 1 ล้านโวลต์ (แค่ไฟบ้าน 220 โวลต์เราก็แย่แล้วนะถ้าโดนช็อต) คือเป็นทั้งความสวยงามที่เราได้เห็นประกายไฟฟ้าแปลบปลาบเหมือนในหนัง แต่มาอยู่ต่อหน้าเราจริง ๆ คนดูที่นั่งหน้าสุดคงมีเสียว ๆ บ้าง แต่เอาจริง ๆ ค่อนข้างอยู่ไกลเลยล่ะครับระบบรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดีเลย ตอนนี้กลับไปหวาดเสียวแทนนักแสดงที่ต้องอยู่ท่ามกลางแรงดันไฟฟ้ามากขนาดนั้นไปเสียมากกว่าอีก คือชอบในความช่างคิดที่หาไฮไลต์ให้กับแต่ละฉากได้หวือหวาตลอดของทีมสร้างเลยครับ สมแล้วที่กอล์ฟผู้กำกับบอกว่าไปตระเวนดูโชว์หาไอเดียมาทั่วโลกเลย

เดิมพันรจนา (The Wager for the Ivory Kingdom) จากเรื่อง สังข์ทอง

หลังจากเน้นความระทึกแล้วก็สับอารมณ์มาแนวสวยแบบตรึงตราอีกครั้งครับ ผมว่าเขาวางไลน์อารมณ์คนดูได้ดีนะไม่น่าเบื่อเลย ตื่นเต้นสลับกับเพลินตา รอบนี้คานและกบิลปักษาได้ตกลงมายังพิธีเลือกคู่ของเหล่าพระธิดาของเจ้าครองนคร ตรงนี้เราจะได้เห็นการจัดขบวนขันหมากหน้ากากแฟนซีของเจ้าชายทั้ง 6 พระองค์ รวมถึงเจ้าเงาะป่าของเราด้วย โดยแต่ละขบวนก็ดึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมแต่ละภาคของไทยมาดีไซน์ใหม่ได้อย่างลงตัวครับ ดูโมเดิร์นและแฟนตาซีไม่ดูเก่าคร่ำครึเลย ไม่ว่าจะเป็นผีตาโขน กลองยาว มโนราห์ กลองสะบัดชัย เป็นต้น ตรงนี้เราจะได้เห็นรายละเอียดของการออกแบบชุด โดย เต้ – ศักดิ์สิทธิ์ พิศาลสุพงศ์ และ ยุ่ย – พิสิฐ จงนรังสิน แห่ง Tube Gallery ที่เคยฝากผลงานมาแล้วทั้งการออกแบบชุดในการแสดงพิธีเปิดซีเกมส์  2015  และเคยได้รับรางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม จากเวที Straits Time Life! Theatre Awards 2012 มาแล้วด้วย

ส่วนเจ้าเงาะของเราก็มากับธีมแก๊งตัวตลกในชุดโขนประยุกต์ ที่ต้องโชว์แบทเทิลกับช้าง ใช่ ผมกำลังพูดถึงช้างจริง ๆ เดินผ่านที่นั่งผู้ชมเข้าไปสู่เวทีการแสดงเลย ตรงนี้ถือว่าเซอร์ไพร้สนะครับเนี่ย คือดูโชว์เดียวเราได้กลิ่นไทยแบบเต็ม ๆ แบบที่ไม่ได้ยัดเยียดและประยุกต์มาได้ร่วมสมัยลงตัวมาก แถมการแบทเทิลของเจ้าตัวตลกและน้องช้างก็น่ารักมาก ๆ ด้วยครับ

เหตุการณ์เข้าสู่ความตื่นเต้น หลังรจนาเลือกเจ้าเงาะบ้าใบ้ไปแล้ว ก็เกิดมีสัตว์อสูรนาม ระมาด เข้าโจมตีเมืองครับ เหล่าเจ้าชายและเจ้าเงาะต้องรุมเข้าปราบ ส่วนนี้เป็นจุดขายของตอนนี้เลยครับ เพราะเจ้าระมาดนี่เป็นการใช้หุ่นเชิดยักษ์ในรูปแบบ Gigantic Creature ที่สูงถึงเกือบ ๆ 5 เมตร และต้องใช้คนจำนวนหลายคนแบ่งกันเชิด ซึ่งการต่อสู้กับเจ้าระมาดนี่ก็ทำได้น่าตื่นตา ไม่แพ้กับพวกซีจีในตอนก่อน ๆ เลยครับ

ปราบพญาชาละวัน (The Underwater Abyss) จากเรื่อง ไกรทอง

พอฉากเปลี่ยนก็มีฟองสบู่โปรยปรายลงมาพร้อมแสงไฟที่สาดแสงในความมืด ตอนนี้ที่นั่งผู้ชมเปรียบเสมือนลงสู่ใต้เมืองบาดาลของพญาจระเข้เป็นที่เรียบร้อยครับ การแสดงเปิดตัวของตอนนี้ก็เป็นโชว์จินตลีลาในอ่างแก้วขนาดใหญ่ ของสองสาวจระเข้สุดเซ็กซี่ในชุดรัดรูปสีเนื้อที่สะกดคนดู (โดยฉพาะผู้ชาย) อยู่หมัดเลย เพราะท่วงท่าลีลากับการใช้แสงไฟขับเน้นหยดน้ำที่กระเซ็นสาดไปมาบนเรือนร่างของจระเข้สาวนั้นสวยงามมากครับ นอกจากนั้นในเรื่องนี้ยังมีการโชว์ศิลปะแม่ไม้มวยไทยสิบรุมหนึ่ง ระหว่างสมุนบาดาลกับไกรทองของเราด้วย ทำคิวสตันท์ออกมาได้เท่ดีครับ นึกถึงหนังอย่าง องค์บาก เลย

และแน่นอนว่าต้องปิดท้ายด้วยการสู้กับชาละวัน แต่ไม่ใช่ในรูปของคนมาต่อย ๆ เตะ ๆ อีกแล้วครับ ชาละวันกลายร่างเป็นจระเข้ยักษ์ที่ไล่ล่าอย่างรวดเร็วตามแพยนต์ของไกรทองที่ขณะนี้คานและกบิลปีกษาก็เกาะติดหนีตายอยู่ไม่ห่างด้วย มาในฉากนี้ได้มีการผสมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกโปรเจกชั่นในฉากผสมกับหุ่นกลไกชักขนาดใหญ่ คือไม่มีอะไรซ้ำซากและเหมือนตอนเก่า ๆ ให้หาวได้เลยครับ ดูเนื้อเรื่องก็เพลิน ดูเทคนิคก็ทึ่ง

ทศกัณฑ์อหังการ (The Cataclysm) จากเรื่อง รามเกียรติ์

ตอนแรกนึกว่าสะสมกุญแจครบก็จบกลับบ้านเสียอีก แต่เรื่องราวซับซ้อนกว่านั้นครับ คานยังต้องตามไปช่วยกบิลปักษาในโลกของพระรามพระลักษณ์ กับสงครามลิงปะทะยักษ์สนั่นกรุงลงกาอีก โดยตอนนี้ถือเป็นไคลแม็กส์ของเรื่องเลย มีเหตุการณ์พลิกผันไปมาหลายอย่าง โดยเป็นการผสมผสานเทคนิคจากตอนก่อนหน้าหลายอย่างมาใช้ในฉากรบนี้ นี่ยังรวมถึงหุ่นยนต์ยักษ์ ที่เรียกว่าเทคนิค State of the Art Animatronics ด้วย (แหม แค่ชื่อนี่ก็กรี๊ดแล้วครับ) เอาเป็นว่าต้องไปชมกันเองครับว่าเรื่องราวจะจบลงเช่นไร และไฮไลต์ของตอนนี้จะเป็นอย่างไร แต่ขอบอกได้ว่า อึ้ง ทึ่ง ครับ

จบจากการแสดงอย่าเพิ่งรีบกลับครับ ตอนออกจากโรงละครเหล่านักแสดงและตัวละครจะออกมายืนให้เราเข้าแถวถ่ายรูปคู่ด้วย แนะนำว่าชอบตัวไหนให้ลองถามเจ้าหน้าที่แล้วไปต่อแถวรอตรงนั้นเลยครับ เพราะแต่ละตัวจะยืนแยกกันคนละมุมครับ ส่วนคานและกบิลปักษานั้นจะอยู่บริเวณฉากภาพวาดคานที่ตรงกลางโถงเลยครับ

ความตื่นตาของ KAAN SHOW ยังไม่ได้จบแค่ในโรงนะครับ

เพราะเมื่อออกมาจากอาคารจะเลือกนั่งรถไฟฟ้ารับส่งไปยังลานจอดรถเลย หรือจะเดินมาถ่ายรูปเล่นก็กำลังดีเลยครับ เพราะเป็นช่วงจังหวะที่เหมาะมากในการถ่ายรูปด้านหน้าโรงละคร SINGHA D’LUCK Cinematic Theatre (สิงห์ ดีลักษณ์ ซีเนมาติก เธียเตอร์) ที่ได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชั้นนำอย่าง ประภากร วทานยกุล และ ดร.ณรงค์วิทย์ อารีมิตร แห่ง บริษัท สถาปนิก A49 จำกัด ที่มีผลงานอย่างอาคารมหิดลสิทธาคาร ที่ใครได้ไปชมออร์เคสตร้าที่นี่คงเคยเห็นความอลังการมาแล้ว สำหรับโรงละครนี้ได้ใช้แนวคิดที่ว่า โรงละครลอยแห่งแรกของโลก (The World’s First Levitating Theatre)

รูปคอนเซ็ปต์อาร์ท

ตอนดูรูปถ่ายทีแรกก็ตกใจเหมือนกันครับว่า สร้างยังไงให้ลอยอยู่ได้ แต่พอไปชมของจริงก็ต้องปรบมือให้ไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่ใช้กระจกเงาสะท้อนภาพวิวฝั่งตรงข้าม จนเหมือนว่าชั้นล่างนั้นหายไปครับ เรียกว่าใช้เทคนิคการแสดงมายากลระดับโลกสร้างภาพลวงตาตั้งแต่ตัวอาคารจัดแสดงเลยทีเดียว และถ้าสังเกตดี ๆ ด้านบนนั้นก็ไม่ใช่เพียงกระจกสีแปะ ๆ เอาไว้เฉย ๆ เท่านั้นนะครับ เพราะยังมีการใช้เทคนิค Kinetic façade แผ่นอลูมิเนียมสีทองที่พลิวไหวปลิวขยับตามแรงลม ให้ออกมาเหมือนกลุ่มเมฆที่เคลื่อนตัวตลอดเวลาด้วย (โหหหห) คือแค่ยืนมองเฉย ๆ นี่ยังเพลินเลยครับ

ถ้าโชคดี ก็จะเจอตัวตลกมาเล่นมาถ่ายรูปด้วยครับ

 

แถมทริกวางแผนรับชมโชว์และการถ่ายรูป จากประสบการณ์ตรงนิดครับ

ตรงนี้แนะนำเลยครับสำหรับใครที่จะมาเน้นถ่ายรูปด้วย คำแนะนำก็คือการแสดงของ KAAN SHOW นั้น จะหยุดวันจันทร์ ส่วนวันอังคาร พุธ และพฤหัสนั้น จะมีแสดงเพียงรอบเดียวคือเวลา 17.00 น. แต่สำหรับวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์จะจัดแสดงสองรอบต่อวันคือ รอบ 17.00 น. และ 20.30 น.

ดังนั้นถ้ามาดูรอบ 17.00 น. เราจะสามารถถ่ายรูปก่อนเข้าชมในช่วงที่เป็นกลางวันได้ ช่วงนี้ตัวอาคารจะสะท้อนภาพเมฆและท้องฟ้าเหมือนลอยอยู่จริงเลยครับ และพอออกมาจากการชมโชว์ก็จะเริ่มมืดพอดี ตอนนี้ตัวโรงละครจะย้อมไฟเปลี่ยนสีได้โรแมนติกสุด ๆ ก็ได้อีกอารมณ์หนึ่งเลยครับ

แต่ถ้าท่านไหนมาดูรอบค่ำ ก็อยากให้มาเร็วสักหน่อยช่วงห้าโมงเย็นนิด ๆ ด้านหน้ายังสว่างอยู่และคนจะยังไม่มากด้วยก็จะได้ถ่ายฉากกลางวันสวย ๆ ก่อน แล้วจะไปนั่งรอทานอาหารที่ เกรย์ฮาวด์ คาเฟ่ พัทยา ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันรอเวลาก็ได้ แต่หากยังไม่หิวจะเดินดูร้านของที่ระลึกในบริเวณที่ขายตั๋วก็ได้ครับ เพราะนอกจากจะมีสินค้าจากโชว์แล้วยังมีสินค้าจาก GDH ให้แฟนหนังเข้าไปเลือกชมด้วยครับ แล้วค่อยออกมารอถ่ายฉากกลางคืนตอนค่ำ ๆ อีกทีก็จะได้ครบทั้งสองวิว และถ้ายังไม่ได้ทานข้าวเพราะถ่ายรูปกับชมของที่ระลึกจนเพลิน กลัวจะเข้าไปชมโชว์แล้วหิว ด้านในโรงละครบริเวณโถงทางเข้าก็ยังมีร้านขายอาหารทานเล่นที่สามารถนำเข้าไปทานในโรงละครได้เลยด้วยครับ สบายหายห่วง สงสัยตรงไหนมีเจ้าหน้าที่ยืนประจำแทบทุกจุดครับ สอบถามได้เลย

สำหรับข้อมูลการเดินทาง รอบการแสดง ตลอดจนค่าเข้าชมและโปรโมชั่นที่จัดกันไม่อั้นทั้งค่าเข้าชมและค่าอาหาร ก็สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย http://kaanshow.com/th หรือ https://www.facebook.com/KAANShow กระซิบว่าช่วงเดือนกรกฎานี้ยังมีโปรโมชั่นลดราคาค่าเข้าชม ที่ลดให้สูงสุดถึง 40% เลยทีเดียว ไปศึกษาโปรโมชั่นดูได้ครับ ใครสนใจก็รีบตีตั๋วเดินทางไปชมกันเลยครับ รับรองไม่ผิดหวังเลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!