Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]The Flash Season 4

Published

on

  • ผู้สร้างสรรค์ : เกร็ก เบอร์แลนติ, กีออฟ จอห์นส์ และ แอนดรู ไครส์เบิร์ก
  • ออกอากาศทาง : สถานีซีดับเบิลยู และรับชมหลังอเมริกาเพียง 24 ชั่วโมงทุกสัปดาห์พร้อมซับไตเติลภาษาไทยทาง Iflix
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ และซีรีส์แนวไซไฟ 

หลังซิสโก้ เคตลิน และโจ พยายามดึง แบรี่ กลับมาจาก สปีดฟอร์ซ คุกกาลเวลาที่เขายอมเสียสละตนเองเพื่อคงสมดุลและปกป้องเซนทรัลซิตี้ แต่ผลจากการกลับมาของเขากลับทำให้เกิดเหล่าเมตาฮิวแมนใหม่ขึ้นมาจากการชักใยของ ทิงค์เกอร์ (นีล แซนดิแลนด์) เมตาฮิวแมนตัวร้ายรายใหม่ นอกจากแบรี่ต้องคอยกำจัดเมตาฮิวแมนและสาวให้ถึงตัวผู้บงการแล้ว ยังต้องมาลุ้นกันอีกว่าแบรี่กับไอริสจะได้แต่งงานกันหรือมีอะไรมาพรากพวกเขาไปตลอดกาลอีกหรือไม่


 

แคนดิซ แพตตัน เป็น ไอริส เวสต์ คู่หมั้นของแบรี่

นีล แซนดิแลนด์ เป็น ทิงค์เกอร์ (Thinker) วายร้ายในซีซั่นที่ 4 นี้


ย้อนรอยเหตุการณ์ 3 ซีซันที่ผ่านมา
ซีซัน 1:อุบัติเหตุจากการระเบิดของเครื่องเร่งอนุภาคได้เปลี่ยน แบรี อัลเลน (แกรนต์ กัสติน) เจ้าหน้าที่นิติเวช แห่งเซนทรัล ซิติ้ ให้มีความเร็วเหนือมนุษย์ และได้ออกปฏิบัติการในนาม เดอะแฟลช โดยได้รับการช่วยเหลือจาก ดร.เฮนรี เวลส์ (ทอม คาวานาห์)  ซิสโก้ (คาร์ลอส วาลเดส) และ เคตลิน สโนว์ (เดเนียล พานาเบเคอร์) ร่วมกันทำภารกิจเพื่อกอบกู้เซนทรัล ซิตี้จากรีเวิร์สแฟลช เจ้าแห่งความเร็วที่เคยฆ่าแม่ของเขาและ เหล่าเมตาฮิวแมน ตัวร้าย โดยต้องปิดบังตัวตนจาก ไอริส เวสต์ (แคนดิซ แพตตัน) และ โจ เวสต์(เจสซี แอล มาร์ติน) ครอบครัวบุญธรรมของเขา/  ซีซัน 2 : หลังกำจัด รีเวิร์สแฟลช แล้ว แบรี่ อัลเลน หรือ เดอะแฟลชพร้อมทีมต้องต่อกรกับ ซูม เจ้าแห่งความเร็วจอมโหดจากมิติคู่ขนานที่เดินทางมาเพื่อฆ่าเดอะแฟลชและทุกคนที่แบรี่รักเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง แต่โชคดีที่แบรี่และทีมได้รับความช่วยเหลือจาก แฮรี่ (ทอม คาวานาห์) และ เจสซี (ไวโอเลต บีนส์) พันธมิตรจากโลกคู่ขนาน รวมถึง เจย์ แกร์ริค (เทดดี เซียส์) เดอะแฟลช จากโลกคู่ขนาน /ซีซัน 3: ผลจากการที่แบรี่พยายามย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนอดีตเพื่อช่วยชีวิตแม่ ทำให้เกิด “แฟลชพอยต์” ซึ่งความปั่นป่วนในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากจะทำให้เขาต้องต่อกรกับ ซาวิตาร์ วายร้ายรายใหม่แล้ว ยังส่งผลให้ชีวิตคนรอบข้างปั่นป่วนโดยเฉพาะ เคตลิน สโนว์ ที่เริ่มค้นพบด้านมืดตัวเองในนาม คิลเลอร์ฟรอสต์ ที่พร้อมจะร่วมมือกับ ซาวิตาร์เพื่อพรากชีวิตของไอริส และกำจัดเดอะแฟลชไปได้อย่างถาวร แต่งานนี้ แบรี่ ไม่ได้สู้เพียงลำพังเพราะ วอลลี่ เวสต์  (เคียแนน ลอนส์เดล) น้องชายของไอริสพร้อมจะร่วมปฎิบัติการในนาม คิดแฟลช ด้วย      

ชูการ์ ลินด์ เบียร์ด รับบท เบคกี้ ชาร์ป หรือ ฮัซซาร์ด สาวดวงซวยที่พลังพิเศษทำให้เธอแพร่กระจายความโชคร้ายไปทั่วเซนทรัลซิตี้

เจสซี แอล มาร์ติน รับบท โจ เวสต์ พ่อของไอริสและวอลลี่ ที่รัก แบรี่ เหมือนลูกชายแท้ๆ


โดดเด่นด้วยหลักการของฟิสิกส์

สิ่งที่ทำให้ซีรีส์ The Flash โดดเด่นที่สุดคือการที่มันอ้างอิงหลักฟิสิกส์ที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มความเร็วให้กับ แบรี่ ออกปฏิบัติการในนาม เดอะ แฟลช เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการอธิบายปรากฎการณ์ในเรื่องโดยใช้ศาสตร์แห่งฟิสิกส์ ทั้งเรื่องเวลา ความร้อน ความเย็น หรือแม้กระทั่งสิ่งนามธรรมที่จับต้องไม่ได้อย่าง โชคชะตาอีกด้วย  และซีซั่น 4 ก็ดูจะเล่นเอาล่อเอาเถิดกับหลักฟิสิกส์เสียตั้งแต่ต้น ด้วยการให้เหล่าทีมแฟลชคิดค้นวิธีการนำดีเอ็นเอของแบรี่ไปใช้หาตัวเขาในสปีดฟอร์ซ โดยอาศัย สปีดฟอร์ซบาซูกาจากซีซันที่แล้วมาใช้

หรืออย่าง Luck Be A Lady ตอนที่สามของซีซันนี้ที่กล่าวถึง เบคกี้ ชาร์ป หรือ ฮัซซาร์ด สาวที่แพร่ความซวยให้เซนทรัลซิตี้ ตัวซีรีส์เองก็ยังเปรียบเปรยความซวยว่าเป็นเพียงความผิดปกติของควอนตั้ม และแก้ได้ด้วยการสร้างสมดุลให้ควอนตั้มหยุดทำงานเท่านั้น  ซึ่งถือว่า The Flash แม้จะดำเนินมาถึงซีซันที่ 4 แต่ก็ยังคงความเข้มข้นของเนื้อหาและความสนุกที่คนดูคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี แถมยังมีปมให้เราต้องตามลุ้นกันต่อหลายปม ทั้งความสัมพันธ์ของแบรี่ กับ ไอริส ว่าจะได้แต่งงานกันมั้ย หรือ เคตลิน สโนว์ จะกลายเป็น คิลเลอร์ฟรอสต์ แล้วหักหลังทีมแฟลชแบบซีซันที่แล้วหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อภาคนี้ The Flash ต้องมาต่อกรกับ ทิงค์เกอร์ วายร้ายที่ชักใยการกลับมาของเขา


เดเนียล พานาเบเคอร์ รับบท เคตลิน สโนว์ หรือ คิลเลอร์ ฟรอสต์

ทุกตอนของ The Flash มักไม่ลืมจะใส่บทสนทนาที่นำหลักการทางฟิสิกส์มาพูดถึงได้อย่างน่าสนใจ


ปก Flash Comic #1


ย้อนตำนานเจ้าแห่งความเร็ว

ฉบับคอมิค

เดิมที The Flash เป็นคอมิกดังของค่าย ดีซี โดยเล่มแรกใช้ชื่อว่า Flash Comics # 1 โดยใส่วันที่บนปกล่วงหน้าเป็น มกราคมปี 1940 ทั้งที่วางแผนเดือนพฤศจิกายนปี 1939  เพื่อเล่นกันธีมการเดินทางข้ามเวลาในเรื่อง และด้วยเรื่องราวสนุกสนานของฮีโร่หนุ่มที่มีความไวเหนือมนุษย์ทำให้ฉบับคอมิกประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีตัวละครถึง 4 ตัวที่ได้ใช้ชื่อ เดอะแฟลช ได้แก่ เจย์ แกร์ริก นักกรีฑาประจำวิทยาลัย, แบรี่ อัลเลน เจ้าหน้าที่นิติเวช, วอลลี เวสต์ หลานชายของไอริส และ บาร์ต อัลเลน หลานชายของแบรี่  แต่ตัวละครที่ผู้อ่านคอมิกชื่นชอบที่สุดก็ยังคงเป็น แบรี่ อัลเลน จนต่อมาเมื่อมีการดัดแปลง The Flash เป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์หรือแม้แต่การไปปรากฏตัวในหนังใหญ่อย่าง Justice League ก็ยังคงใช้ตัวละครแบรี่ อัลเลน เป็นตัวละครนำ


ซีรีส์ Legends of the Superheroes (1979) การปรากฎตัวในรูปแบบไลฟ์แอ็คชั่นครั้งแรกของ The Flash

จอห์น เวสลีย์ ชิป รับบท แบรี่ อัลเลน ในซีรีส์ The Flash ปี 1990


 ฉบับซีรีส์

ในปี 1978 – 1979 ตัวละคร The Flash ได้ปรากฏกายในการ์ตูนชุด Challenge of the Superfriends  ที่ได้รวมตัวซูเปอร์ฮีโร่วัยรุ่นของดีซีมาต่อกรกับเหล่าร้าย โดยในซีรีส์นี้ The Flash ได้ต่อสู้กับ กัปตันโคลด์ และ กอริลล่ากร็อด และทางฮาน่า บาร์บาร่า ได้ต่อยอดความสำเร็จมาสร้าง Legend of the Superheroes ซีรีส์ไลฟ์แอ็คชั่นรวมเหล่าซูเปอร์ฮีโร่

ในปี 1990 ได้มีการดัดแปลง The Flash เป็นซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ความยาว 22 ตอน โดยได้ จอห์น เวสลีย์ ชิป มาแสดงเป็น แบรี่ อัลเลน แต่เนื่องจากทำเรตติ้งไม่ค่อยดีนักเลยถูกยกเลิกหลังออกอากาศได้เพียงซีซันเดียว


แกรนต์ กัสติน รับบท แบรี่ อัลเลน ในซีรีส์ The Flash


การออกสตาร์ทครั้งใหม่ของ แบรี่ อัลเลน

แน่นอนว่าก่อนวอเนอร์บราเธอร์สจะตัดสินใจสร้างซีรีส์ The Flash ฉบับใหม่ก็จำเป็นต้องมีการโยนหินถามทาง โดยเริ่มจากการให้ แบรี่ อัลเลนไปปรากฏตัวในตอน The Scientist ของซีรีส์ Arrow ซีซันที่ 2 ก่อนและสำหรับผู้ที่มารับบทแบรี่ อัลเลน หรือ The Flash เวอร์ชั่นใหม่นี้ก็คือ แกรนต์ กัสติน ดาราหนุ่มหล่อแถมเสียงดีจากซีรีส์มิวสิคัล Glee ซีซัน 3 ที่ได้ฉายเสน่ห์แบบหนุ่มเนิร์ดแต่แอบซ่อนความฮอตได้อย่างแพรวพราวจน The Flash ได้มีซีรีส์เป็นของตัวเองในปี 2014 และได้ไปรับบทรับเชิญในซีรีส์ฮีโร่ของดีซีทั้ง Arrow, Supergirl และ Legend of Tomorrow


คาร์ลอส วาลเดส เป็น ซิสโก้ หรือ ไวบ์

เคียแนน ลอนส์เดล รับบท วอลลี่ เวสต์ หรือ คิดแฟลช


จอห์น เวสลีย์ ชิป ผู้เคยรับบท แบรี่ อัลเลน กลับมาเป็น เฮนรี่ อัลเลน พ่อของแบรี่ และยังได้สวมชุด The Flash อีกครั้งในบท เจย์ แกริค หรือ The Flash

เริ่มใหม่แต่อ้างอิงความคลาสสิก 

หนึ่งในการรำลึกถึงซีรีส์ฉบับ 1990 คือการนำ จอห์น เวสลีย์ ชิป กลับมาเล่นเป็น เฮนรี่ อัลเลน  พ่อของแบรี่ และยังได้สวมชุด The Flash อีกครั้งในบท เจย์ แกริค หรือ The Flash แห่งโลก3 หนึ่งในโลกคู่ขนานของเรื่อง  รวมถึงการนำนักแสดงจากซีรีส์ต้นฉบับมาปรากฎบนจอเพื่อแสดงความระลึกถึงซีรีส์ต้นฉบับอีกด้วย


นอกจากนี้ในตอนที่ 17 ของ The Flash ซีซั่น 3 ซึ่งเป็นการครอสโอเวอร์ของเดอะแฟลช และซูเปอร์เกิร์ล เมื่อทั้งคู่ถูกวายร้ายตัวฉกาจกักขังไว้ในโลกแห่งหนังเพลง จนได้มีโอกาสร้องเพลง Superfriend เพื่ออ้างอิงถึงการ์ตูนซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ของดีซี ปี 1979 และยังเป็นการแสดงความสามารถด้านการร้องเพลงของนักแสดงนำอย่าง แกรนต์ กัสตินที่เคยฝากเสียงร้องและการเต้นสเตปเทพไว้ในซีรีส์ Glee อีกด้วย


โดมินิค เพอร์เซล และ เวนท์เวิร์ธ มิลเลอร์ จากซีรีส์สุดฮอตอย่าง Prison Break มาแสดงเป็น ฮีต เวฟ และ กัปตันโคลด์

นอกจากการระลึกถึงซีรีส์เวอร์ชั่นเก่าแล้ว อีกคุณูปการของThe Flash ฉบับนี้คือการนำ โดมินิค เพอร์เซล และ เวนท์เวิร์ธ มิลเลอร์ จากซีรีส์สุดฮอตอย่าง Prison Break  มาแสดงเป็น ฮีต เวฟ และ กัปตันโคลด์ สองวายร้ายที่เดอะแฟลชต้องจัดการที่นอกจากจะได้ไปปรากฎในซีรีส์ Legend of Tomorrow ซีรีส์ต่อยอดแล้ว เสียงเรียกร้องของแฟนๆพี่น้องสโกฟิล์ดได้ก่อให้เกิดซีซัน 5 ของ Prison Break ออกอากาศเดือน พฤษภาคมปี 2017


เดือน พฤศจิกายนปีนี้ เราจะได้พบ The Flash บนจอภาพยนตร์ ซึ่งได้เอซร่า มิลเลอร์ มารับบทแบรี่ อัลเลน ใน Justice League


ก้าวต่อไปของ The Flash

แน่นอนว่าความโด่งดังของซีรีส์ The Flash ทำให้ วอเนอร์ไม่ลังเลที่จะนำตัวละครนี้มารวมทีมกับซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นใน Justice League (2017) หลังโผล่มาให้เราเห็นไปบ้างแล้วใน Batman V Superman Dawn of Justices (2016)โดย The Flash ในฉบับนี้จะนำแสดงโดย เอซร่า มิลเลอร์ นักแสดงหนุ่มจาก Fantastic Beast and Where to Find Them (2016)ซึ่งก็ต้องลุ้นกันว่าจะถูกใจแฟนๆเหมือนที่แกรนต์ กัสตินทำไว้ได้หรือไม่

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Insatiable ชิงรักหักมงกุฎ – ไม่ลึกซึ้งด้านทีนบูลลีย์แต่อร่อยเวอร์

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลอเรน กัสซิส
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์วัยรุ่นไฮสคูลแสบๆ หรือคนชอบหนังแบบ Mean Girls
  • สตรีมมิงทาง Netflix

แพตตี้ (เดบบี ไรอัน) สาวอ้วนที่เป็นเหยื่อของสังคมไฮสคูลอันโหดร้าย ที่ไขมันดูจะเป็นกรรมที่เบียดชีวิตนางไปทุกด้านทั้งเจอหนุ่มสุดฮอตเทแบบไม่เหลือเยื่อใย แถมนอกจากต้องเจ็บตัวหลังวางมวยกับขี้เมาหน้าเซเว่นเพื่อปกป้องขนมอันเป็นที่รักแล้วยังต้องมาเจ็บใจเจอตาขี้เมาฟ้องกลับฐานทำร้ายร่างกาย แต่ในโชคร้ายนางก็เหมือนถูกหวย ด้วยว่านางกินอะไรไม่ได้นอกจากอาหารเหลวตลอด 3 สัปดาห์ทำให้หุ่นนางผอมเพรียวจนหนุ่มๆต้องเหลียว อีกทั้งยังได้ บ็อบ อาร์มสตรอง (ดัลลาส โรเบิร์ตส์)ทนายหนุ่มหล่อสไตล์แด็ดดี้ที่มาช่วยเรื่องคดีแล้วยังคิดจะปั้นให้ แพตตี้ กลายเป็นนางงามสุดปังอีกต่างหาก งานนี้บรรดาชะนีและหนุ่มที่เคยร้ายกับนางเตรียมตัวให้ดี เพราะแพตตี้คนนี้จะกลายเป็น #คนสวยแบบวร้ายวร้าย

จะว่าไปคอซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ก็คงรู้จักซีรีส์วัยรุ่นดังๆอย่าง 13 Reasons Why หรือ Riverdale ดีอยู่แล้ว โดยจุดเด่นของทั้งสองเรื่องคงหนีไม่พ้นการหยิบจับประเด็นการทำร้ายกันในโรงเรียนไฮสคูลที่เป็นปัญหาเรื้อรังของอเมริกา และแน่นอนว่าจากเทรลเลอร์ของ Insatiable ก็ดูจะมาทางเดียวกันโดยเฉพาะการนำเสนอตัวละครแพตตี้ที่เป็นสาวเคยตุ้ยนุ้ย อับอายกับรูปร่างตัวเองจนเป็นปมฝังใจ เรียกได้ว่าเห็นตัวอย่างนี่ได้กลิ่นหนังสะท้อนปัญหาวัยรุ่นมาอีกแล้ว แต่หลังปล่อยสตรีมมิ่ง 12 ตอนไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 สิงหาคม 2561)  ปรากฏว่าสื่อทั้งหลายในอเมริกาต่างรุมจวกถึงการดำเนินเรื่องและสร้างตัวละครของ Insatiable ที่นำเสนอความอ้วนของแพตตี้ในเชิงเหยียดหยามมากกว่าจะเป็นการพลิกฟื้นเห็นคุณค่าในตัวเองจนหลายสื่อถึงกับตีตราให้เป็นซีรีส์ที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับรายการวัยรุ่นอเมริกัน เนื่องจากเนื้อหาจริงๆแล้วมันแทบนำเสนอมุมมองต่อวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินไม่ได้ต่างจากหนังวัยรุ่นอเมริกันเรื่องอื่น แต่เอาล่ะ WHAT THE FACT จะขอยืนข้างคนดูแล้วพิสูจน์ซีรีส์ทั้ง 12 ตอนด้วยตัวเอง

จริงอยู่ว่าแม้ตัวซีรีส์จะเล่าเรื่องได้เว่อร์สุดโต่งจนแทบขาดตรรกะไปหลายเรื่อง ลำพังแค่การผอมของแพตตี้ก็ดูโอเวอร์เพียงเพราะเธอกรามแตกและกินอาหารเหลวแค่ไม่กี่อาทิตย์ แต่หุ่นกลับดูฟิตเปรี๊ยะ ผอมปังได้อะไรขนาดนั้น มิหนำซ้ำนางยังขาดความมั่นใจเรื่องตัวเองเคยอ้วนจนนอยด์ กลายเป็นว่าตัวซีรีส์ก็ยังผลิตซ้ำค่านิยมเรื่องรูปร่างอยู่ดีแม้จะให้เหตุผลว่าตัวละครไม่เคยมีใครสนใจและขาดความอบอุ่นในครอบครัวมาทั้งชีวิตก็ตาม ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ในซีรีส์ดำเนินไปสู่ช่วงหลังก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องความผอมของแพตตี้อย่างเดียวเพราะมันยังเอาล่อเอาเถิดถึงขั้นพูดถึงการค้นพบเพศสภาพตัวเองในวัยรุ่น(หรือแม้กระทั่งตัวละครผู้ใหญ่ที่แต่งงานแล้ว)แถมลากยาวแถไปเกี่ยวกับเรื่องศาสนาและความชั่วร้ายภายในที่ดั๊นมาผูกกับเรื่องความรู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียดของแพตตี้จนไม่แปลกใจที่มันถูกเหล่านักวิจารณ์สับเละ แต่หากมองในแง่ความบันเทิงก็ต้องยอมรับว่าตลอด 12 ตอนของ Insatiable คือซีรีส์ที่เรื่องราวจัดจ้าน บ้าบอคอแตกและบันเทิงแบบไม่ลดละเลยสักตอน จนเหมาะแก่การดูแล้วมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันระหว่างคนดูไม่แพ้ 13 Reasons Why หรือ Riverdale ของเน็ตฟลิกซ์เลยล่ะ

จะว่าไปสิ่งที่โดดเด่นมากๆของ Insatiable คงหนีไม่พ้นการแสดงของเหล่านักแสดงที่แม้จะไม่ดังมากแต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตนเอง ทั้ง เดบบี ไรอัน ที่มารับบทแพตตี้ ด้วยรูปลักษณ์แบบสาวฮอตหุ่นอวบอั๋นซึ่งเหมาะมากกับอดีตดาราเด็กช่องดิสนี่ย์อย่างเดบบี ที่ใช้เสน่ห์เฉพาะตัวมาดึงความสนใจจากคนดูได้ทุกซีนที่ปรากฏตัว ใครล่ะจะห้ามใจกับใบหน้าดูไร้เดียงสาแต่ความฮอตแบบเชพบ๊ะของนางได้ต่อให้บทลากแพตตี้ไปเจอเรื่องซวยต่างๆนานาหรือกระทั้งทำเรื่องชั่วร้าย คนดูก็พร้อมจะเอาใจช่วยเธออยู่ดี

ไม่เพียงเดบบี ไรอัน หรือเหล่านักแสดงวัยรุ่นหน้าตาดีเท่านั้น ต้องยอมรับว่า Insatiable ยังสร้างเรื่องราวและจุดขัดแย้งให้ตัวละครวัยผู้ใหญ่ได้น่าสนใจ (และแอบชวนจั๊กกะจี๋มากๆ) ทั้งบ็อบ อาร์มสตรองที่ได้ ดัลลาส โรเบิร์ต มารับบททนายสายแหววที่มุ่งปั้นแพตตี้เป็นนางงามแต่นางกลับถูกบีบจากอดีตแม่ของเด็กปั้นที่มุ่งดับฝันฮีโดยเฉพาะ ส่วนตัวละคร บ็อบ บาร์นาร์ด ที่ได้คริสโตเฟอร์ กอร์แฮม มารับบทอัยการสายถอด เอะอะถอดเสื้อโชว์กล้ามและมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ บ็อบ อาร์มสตรอง ก็น่าจะเป็นอาหารตาของเหล่าสาวๆได้อย่างแน่นอน ส่วน เอลิซา มิลาโน ก็รับบท คอราลี ได้อย่างมีสเน่ห์ชวนมอง และยิ่งเรื่องราวในช่วงหลังของซีรีส์เพิ่มมิติเรื่องครอบครัวเข้ามาก็ยิ่งทำให้ทั้ง 3 ตัวละครนี้ทวีความแซ่บขึ้นเรื่อยจนเกิดฉากพีคๆที่แอบบอกไปในวงเล็บแล้วว่าจั๊กกะจี๋มว๊ากมว๊าก

เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วก็ถือว่า Insatiable คุ้มค่าแก่การอดหลับอดนอนอยู่ดีๆ แม้บทอาจจะขาดตรรกะไปบ้างแต่ต้องยอมรับว่าทั้งการสร้างตัวละครและสถานการณ์ต่างๆมันบันเทิงจนแทบลืมเวลาและไม่อาจหยุดดูได้เลย เอาล่ะอย่ามัวเสียเวลากดรีโมต (หรือกด App) ดูได้เลยทางเน็ตฟลิกซ์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] SEAL TEAM สุดยอดหน่วยซีล

Published

on

สร้างสรรค์โดย เบนจามิน คาเวลล์

เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบหนังแอ็คชั่น ปฏิบัติการทางทหาร

รับชมได้ทาง MONOMAXXX

หลังภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำหลวงเสร็จสิ้น แน่นอนว่าคนไทยต่างสรรเสริญความสำเร็จส่วนหนึ่งจากแรงกายแรงใจของหน่วยซีลของไทย และเพื่อให้เราเข้าใจตัวตนและภารกิจของหน่วยซีลมากขึ้น ทาง MONO MAXXX ก็ไม่รอช้ารีบจัดซีรีส์ดังของช่อง CBS เรื่อง SEAL TEAM มาให้ดูกันแบบทันควัน

โดย SEAL TEAM บอกเล่าภารกิจของหน่วยซีลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ เจสัน เฮยส์ (เดวิด โบรนาช) หัวหน้าหน่วยซีลอาวุโสที่การตายของเพื่อนร่วมทีมกลายเป็นบาดแผลในใจจนถูกสั่งให้บำบัดกับจิตแพทย์แบบไม่เต็มใจนัก และภารกิจหลักในตอนแรกนี้ เจสัน เฮยส์ ก็ต้องพบบททดสอบสำคัญเมื่อต้องเดินทางไปที่มอนโรเวีย เพื่อจับผู้ก่อการร้ายตัวเอ้นาม อาบูซาเมียร์ ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆทั้งต้องช่วยตัวประกันชาวอเมริกันที่อาจตกเป็นเหยื่อการสังเวยถ่ายทอดสด รวมถึงต้องคอยดูแล ลูกชายของนักเขียนหนังสือบันทึกภารกิจหน่วยซีลที่เขาไม่ชอบหน้า รวมทั้งต้องรับผิดชอบชีวิตลูกทีมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ข้อดีอย่างแรกของหนังคือการสร้างเรื่องราวและตัวละครที่แข็งแรงมาก โดยตัวเดวิด เฮยส์ ไม่ได้เป็นทหารสุดแกร่งที่ไม่มีจุดอ่อน ตรงกันข้าม…บาดแผลจากการสูญเสียเพื่อนกลับส่งผลต่อบุคลิกของเขา โดยต้องชื่นชมการแสดงของ เดวิด โบรนาซ อดีตพระเอกซีรีส์แวมไพร์สุดเซ็กซี่จาก Buffy The Vampire Slayer ควบ Angel (1997-2004) ที่สามารถถ่ายทอดภาวะสะเทือนใจหลังประสบเหตุการณ์ หรือ พีทีเอสดี ได้อย่างเห็นภาพ ทั้งการเอามือลูบกางเกงในจุดที่เคยเปื้อนเลือดของเพื่อน หรือสายตาที่บ่งบอกความหวาดหวั่นใจตอนออกภารกิจ ซึ่งโดยมากเรามักไม่ได้เห็นตัวละครที่เป็นหน่วยซีลดูเป็นมนุษย์ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งนั่นก็ทำให้ SEAL TEAM รอดพ้นจากการเป็นละครอวยทหารที่ไร้อารมณ์ได้อย่างสวยงาม

และสำหรับใครที่ต้องการเห็นการปฏิบัติภารกิจของหน่วยซีล SEAL TEAM ก็จัดเต็มทั้งฉากการฝึกที่ทำให้เห็นการสอนกลยุทธอย่างการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อทดสอบการตัดสินใจของทหาร หรือการบอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราไม่เคยรู้อย่างเวลาปฏิบัติภารกิจ หน่วยซีลจะนำสุนัขไปดมระเบิด และจะปฏิบัติกับสุนัขในภารกิจต่างจากหมาบ้านทั่วไปอีกด้วย ซึ่งก็เป็นการให้ความรู้ที่ดีมากๆ

สรุปแล้ว SEAL TEAM ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับคนชอบหนังแอ็คชั่นปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งตัวซีรีส์มีงานโปรดักชันที่ดีมากไม่แพ้หนังโรงใหญ่เลย และยังทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของ เดวิด โบรนาซ ที่มาไกลมากสำหรับพระเอกซีีรีส์แวมไพร์ขวัญใจสาวๆยุค 90 ที่พลิกบทบาทมารับบทผู้นำหน่วยซีลสุดเท่ได้อย่างแมนมากๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] GLOW Season 2 โกลว ซีซัน 2 – กลับมาคราวนี้ทั้งซึ้ง ทั้งฮา

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลิซ ฟลาไฮฟ์ และ คาร์ลี เมนช์
  • เหมาะสำหรับ คนชอบซีรีส์หรือหนัง ตลกที่มีผู้หญิงห่ามๆเป็นตัวละครนำ
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

สาวๆแห่งโกลวกลับมาแล้ว มาคราวนี้นอกจากจะต้องต่อสู้กับทัศนคติและการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนแล้ว สาวๆแต่ละคนก็มีปัญหาส่วนตัวไม่แพ้กัน ทั้ง รูธ (อลิสัน บรี) ที่ทำทุกทางเพื่อให้รายการออกมาดี ทั้งยอมให้ เดบบี (เบตตี กิลพิน)กลั่นแกล้งและดูถูกเธอสารพัด หรือแม้กระทั่งต้องตัดสินใจว่าจะยอมนอนกับผู้บริหารสถานีโทรทัศน์เพื่อให้รายการผ่านการพิจารณาหรือไม่  ด้านเดบบี เองก็กำลังเสียสติจากการหย่าของเธอกับสามี รวมถึงการเข้ามาของ โยลันดา (ชาคีรา บาเรรา) สาวนักเต้นจากบาร์เปลือยก็ทำให้ทุกคนสงสัยถึงที่มาของเธอ

หลังจากซีซันแรกประสบความสำเร็จด้วยดี GLOW ในซีซันใหม่ก็กลับมาเดินเครื่องความสนุกเต็มรูปแบบโดยไม่ต้องปูพื้นข้อมูลตัวละครมากมายนัก และยังมีเวลาไปเล่าเรื่องราวของตัวละครสมทบคนอื่นๆบ้าง โดยเฉพาะตอนที่บอกเล่าเรื่องราวของ แทมเม่ หรือ เวลแฟร์ควีน (เคีย สตีเฟน) ในฐานะแม่ที่หวั่นใจว่าอาชีพนักมวยปล้ำจะสร้างความอับอายให้ลูกชายที่เธอภาคภูมิใจ ก็ทำออกมาได้อย่างลึกซึ้งมาก หรือแม้กระทั่งการบอกเล่าอีกด้านของชีวิตของเดบบี ก็ทำให้เราเห็นใจว่าเบื้องหลังความร้ายกาจต่างๆนานา เธอก็เป็นคนที่น่าสงสารและน่าเห็นใจเพียงไร รวมถึงซับพลอตโรแมนติกระหว่าง รูธ และตากล้องรายการก็ช่วยเพิ่มความหวานให้เรื่องราวได้เป็นอย่างดี

ส่วนในเรื่องความสนุกสนาน มุกฮา จิกกัด เจ็บแสบ ก็ยังคงใส่กันเต็มแมกซ์เช่นเดิม ซึ่งก็ต้องชื่นชมบรรดานักแสดงสาวๆในเรื่องที่รับส่งมุก และยังทำให้เราเชื่อในความสัมพันธ์ของพวกเธอได้อย่างหมดใจ เรียกได้ว่าแม้บุคลิกตัวละครจะสุดโต่งแค่ไหน เราก็พร้อมเอาใจช่วย ทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปกับทุกอย่างที่พวกเธอเผชิญ

คงต้องบอกว่าการกลับมาของ GLOW ในซีซันที่ 2 นี้แม้ไม่ได้เล่าเรื่องราวที่แตกต่างหรือคืบหน้าไปจากเดิมนัก แต่ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเสน่ห์ก็ยังทำให้เราตกหลุมรัก และเอาใจช่วยพวกเธอ จนยังไงก็ต้องตามซีซัน 3 ต่อแน่นอน.

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!