Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]The Flash Season 4

Published

on

  • ผู้สร้างสรรค์ : เกร็ก เบอร์แลนติ, กีออฟ จอห์นส์ และ แอนดรู ไครส์เบิร์ก
  • ออกอากาศทาง : สถานีซีดับเบิลยู และรับชมหลังอเมริกาเพียง 24 ชั่วโมงทุกสัปดาห์พร้อมซับไตเติลภาษาไทยทาง Iflix
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ และซีรีส์แนวไซไฟ 

หลังซิสโก้ เคตลิน และโจ พยายามดึง แบรี่ กลับมาจาก สปีดฟอร์ซ คุกกาลเวลาที่เขายอมเสียสละตนเองเพื่อคงสมดุลและปกป้องเซนทรัลซิตี้ แต่ผลจากการกลับมาของเขากลับทำให้เกิดเหล่าเมตาฮิวแมนใหม่ขึ้นมาจากการชักใยของ ทิงค์เกอร์ (นีล แซนดิแลนด์) เมตาฮิวแมนตัวร้ายรายใหม่ นอกจากแบรี่ต้องคอยกำจัดเมตาฮิวแมนและสาวให้ถึงตัวผู้บงการแล้ว ยังต้องมาลุ้นกันอีกว่าแบรี่กับไอริสจะได้แต่งงานกันหรือมีอะไรมาพรากพวกเขาไปตลอดกาลอีกหรือไม่


 

แคนดิซ แพตตัน เป็น ไอริส เวสต์ คู่หมั้นของแบรี่

นีล แซนดิแลนด์ เป็น ทิงค์เกอร์ (Thinker) วายร้ายในซีซั่นที่ 4 นี้


ย้อนรอยเหตุการณ์ 3 ซีซันที่ผ่านมา

ชูการ์ ลินด์ เบียร์ด รับบท เบคกี้ ชาร์ป หรือ ฮัซซาร์ด สาวดวงซวยที่พลังพิเศษทำให้เธอแพร่กระจายความโชคร้ายไปทั่วเซนทรัลซิตี้

เจสซี แอล มาร์ติน รับบท โจ เวสต์ พ่อของไอริสและวอลลี่ ที่รัก แบรี่ เหมือนลูกชายแท้ๆ


โดดเด่นด้วยหลักการของฟิสิกส์

สิ่งที่ทำให้ซีรีส์ The Flash โดดเด่นที่สุดคือการที่มันอ้างอิงหลักฟิสิกส์ที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มความเร็วให้กับ แบรี่ ออกปฏิบัติการในนาม เดอะ แฟลช เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการอธิบายปรากฎการณ์ในเรื่องโดยใช้ศาสตร์แห่งฟิสิกส์ ทั้งเรื่องเวลา ความร้อน ความเย็น หรือแม้กระทั่งสิ่งนามธรรมที่จับต้องไม่ได้อย่าง โชคชะตาอีกด้วย  และซีซั่น 4 ก็ดูจะเล่นเอาล่อเอาเถิดกับหลักฟิสิกส์เสียตั้งแต่ต้น ด้วยการให้เหล่าทีมแฟลชคิดค้นวิธีการนำดีเอ็นเอของแบรี่ไปใช้หาตัวเขาในสปีดฟอร์ซ โดยอาศัย สปีดฟอร์ซบาซูกาจากซีซันที่แล้วมาใช้

หรืออย่าง Luck Be A Lady ตอนที่สามของซีซันนี้ที่กล่าวถึง เบคกี้ ชาร์ป หรือ ฮัซซาร์ด สาวที่แพร่ความซวยให้เซนทรัลซิตี้ ตัวซีรีส์เองก็ยังเปรียบเปรยความซวยว่าเป็นเพียงความผิดปกติของควอนตั้ม และแก้ได้ด้วยการสร้างสมดุลให้ควอนตั้มหยุดทำงานเท่านั้น  ซึ่งถือว่า The Flash แม้จะดำเนินมาถึงซีซันที่ 4 แต่ก็ยังคงความเข้มข้นของเนื้อหาและความสนุกที่คนดูคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี แถมยังมีปมให้เราต้องตามลุ้นกันต่อหลายปม ทั้งความสัมพันธ์ของแบรี่ กับ ไอริส ว่าจะได้แต่งงานกันมั้ย หรือ เคตลิน สโนว์ จะกลายเป็น คิลเลอร์ฟรอสต์ แล้วหักหลังทีมแฟลชแบบซีซันที่แล้วหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อภาคนี้ The Flash ต้องมาต่อกรกับ ทิงค์เกอร์ วายร้ายที่ชักใยการกลับมาของเขา


เดเนียล พานาเบเคอร์ รับบท เคตลิน สโนว์ หรือ คิลเลอร์ ฟรอสต์

ทุกตอนของ The Flash มักไม่ลืมจะใส่บทสนทนาที่นำหลักการทางฟิสิกส์มาพูดถึงได้อย่างน่าสนใจ


ปก Flash Comic #1


ย้อนตำนานเจ้าแห่งความเร็ว

ฉบับคอมิค

เดิมที The Flash เป็นคอมิกดังของค่าย ดีซี โดยเล่มแรกใช้ชื่อว่า Flash Comics # 1 โดยใส่วันที่บนปกล่วงหน้าเป็น มกราคมปี 1940 ทั้งที่วางแผนเดือนพฤศจิกายนปี 1939  เพื่อเล่นกันธีมการเดินทางข้ามเวลาในเรื่อง และด้วยเรื่องราวสนุกสนานของฮีโร่หนุ่มที่มีความไวเหนือมนุษย์ทำให้ฉบับคอมิกประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีตัวละครถึง 4 ตัวที่ได้ใช้ชื่อ เดอะแฟลช ได้แก่ เจย์ แกร์ริก นักกรีฑาประจำวิทยาลัย, แบรี่ อัลเลน เจ้าหน้าที่นิติเวช, วอลลี เวสต์ หลานชายของไอริส และ บาร์ต อัลเลน หลานชายของแบรี่  แต่ตัวละครที่ผู้อ่านคอมิกชื่นชอบที่สุดก็ยังคงเป็น แบรี่ อัลเลน จนต่อมาเมื่อมีการดัดแปลง The Flash เป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์หรือแม้แต่การไปปรากฏตัวในหนังใหญ่อย่าง Justice League ก็ยังคงใช้ตัวละครแบรี่ อัลเลน เป็นตัวละครนำ


ซีรีส์ Legends of the Superheroes (1979) การปรากฎตัวในรูปแบบไลฟ์แอ็คชั่นครั้งแรกของ The Flash

จอห์น เวสลีย์ ชิป รับบท แบรี่ อัลเลน ในซีรีส์ The Flash ปี 1990


 ฉบับซีรีส์

ในปี 1978 – 1979 ตัวละคร The Flash ได้ปรากฏกายในการ์ตูนชุด Challenge of the Superfriends  ที่ได้รวมตัวซูเปอร์ฮีโร่วัยรุ่นของดีซีมาต่อกรกับเหล่าร้าย โดยในซีรีส์นี้ The Flash ได้ต่อสู้กับ กัปตันโคลด์ และ กอริลล่ากร็อด และทางฮาน่า บาร์บาร่า ได้ต่อยอดความสำเร็จมาสร้าง Legend of the Superheroes ซีรีส์ไลฟ์แอ็คชั่นรวมเหล่าซูเปอร์ฮีโร่

ในปี 1990 ได้มีการดัดแปลง The Flash เป็นซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ความยาว 22 ตอน โดยได้ จอห์น เวสลีย์ ชิป มาแสดงเป็น แบรี่ อัลเลน แต่เนื่องจากทำเรตติ้งไม่ค่อยดีนักเลยถูกยกเลิกหลังออกอากาศได้เพียงซีซันเดียว


แกรนต์ กัสติน รับบท แบรี่ อัลเลน ในซีรีส์ The Flash


การออกสตาร์ทครั้งใหม่ของ แบรี่ อัลเลน

แน่นอนว่าก่อนวอเนอร์บราเธอร์สจะตัดสินใจสร้างซีรีส์ The Flash ฉบับใหม่ก็จำเป็นต้องมีการโยนหินถามทาง โดยเริ่มจากการให้ แบรี่ อัลเลนไปปรากฏตัวในตอน The Scientist ของซีรีส์ Arrow ซีซันที่ 2 ก่อนและสำหรับผู้ที่มารับบทแบรี่ อัลเลน หรือ The Flash เวอร์ชั่นใหม่นี้ก็คือ แกรนต์ กัสติน ดาราหนุ่มหล่อแถมเสียงดีจากซีรีส์มิวสิคัล Glee ซีซัน 3 ที่ได้ฉายเสน่ห์แบบหนุ่มเนิร์ดแต่แอบซ่อนความฮอตได้อย่างแพรวพราวจน The Flash ได้มีซีรีส์เป็นของตัวเองในปี 2014 และได้ไปรับบทรับเชิญในซีรีส์ฮีโร่ของดีซีทั้ง Arrow, Supergirl และ Legend of Tomorrow


คาร์ลอส วาลเดส เป็น ซิสโก้ หรือ ไวบ์

เคียแนน ลอนส์เดล รับบท วอลลี่ เวสต์ หรือ คิดแฟลช


จอห์น เวสลีย์ ชิป ผู้เคยรับบท แบรี่ อัลเลน กลับมาเป็น เฮนรี่ อัลเลน พ่อของแบรี่ และยังได้สวมชุด The Flash อีกครั้งในบท เจย์ แกริค หรือ The Flash

เริ่มใหม่แต่อ้างอิงความคลาสสิก 

หนึ่งในการรำลึกถึงซีรีส์ฉบับ 1990 คือการนำ จอห์น เวสลีย์ ชิป กลับมาเล่นเป็น เฮนรี่ อัลเลน  พ่อของแบรี่ และยังได้สวมชุด The Flash อีกครั้งในบท เจย์ แกริค หรือ The Flash แห่งโลก3 หนึ่งในโลกคู่ขนานของเรื่อง  รวมถึงการนำนักแสดงจากซีรีส์ต้นฉบับมาปรากฎบนจอเพื่อแสดงความระลึกถึงซีรีส์ต้นฉบับอีกด้วย


นอกจากนี้ในตอนที่ 17 ของ The Flash ซีซั่น 3 ซึ่งเป็นการครอสโอเวอร์ของเดอะแฟลช และซูเปอร์เกิร์ล เมื่อทั้งคู่ถูกวายร้ายตัวฉกาจกักขังไว้ในโลกแห่งหนังเพลง จนได้มีโอกาสร้องเพลง Superfriend เพื่ออ้างอิงถึงการ์ตูนซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ของดีซี ปี 1979 และยังเป็นการแสดงความสามารถด้านการร้องเพลงของนักแสดงนำอย่าง แกรนต์ กัสตินที่เคยฝากเสียงร้องและการเต้นสเตปเทพไว้ในซีรีส์ Glee อีกด้วย


โดมินิค เพอร์เซล และ เวนท์เวิร์ธ มิลเลอร์ จากซีรีส์สุดฮอตอย่าง Prison Break มาแสดงเป็น ฮีต เวฟ และ กัปตันโคลด์

นอกจากการระลึกถึงซีรีส์เวอร์ชั่นเก่าแล้ว อีกคุณูปการของThe Flash ฉบับนี้คือการนำ โดมินิค เพอร์เซล และ เวนท์เวิร์ธ มิลเลอร์ จากซีรีส์สุดฮอตอย่าง Prison Break  มาแสดงเป็น ฮีต เวฟ และ กัปตันโคลด์ สองวายร้ายที่เดอะแฟลชต้องจัดการที่นอกจากจะได้ไปปรากฎในซีรีส์ Legend of Tomorrow ซีรีส์ต่อยอดแล้ว เสียงเรียกร้องของแฟนๆพี่น้องสโกฟิล์ดได้ก่อให้เกิดซีซัน 5 ของ Prison Break ออกอากาศเดือน พฤษภาคมปี 2017


เดือน พฤศจิกายนปีนี้ เราจะได้พบ The Flash บนจอภาพยนตร์ ซึ่งได้เอซร่า มิลเลอร์ มารับบทแบรี่ อัลเลน ใน Justice League


ก้าวต่อไปของ The Flash

แน่นอนว่าความโด่งดังของซีรีส์ The Flash ทำให้ วอเนอร์ไม่ลังเลที่จะนำตัวละครนี้มารวมทีมกับซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นใน Justice League (2017) หลังโผล่มาให้เราเห็นไปบ้างแล้วใน Batman V Superman Dawn of Justices (2016)โดย The Flash ในฉบับนี้จะนำแสดงโดย เอซร่า มิลเลอร์ นักแสดงหนุ่มจาก Fantastic Beast and Where to Find Them (2016)ซึ่งก็ต้องลุ้นกันว่าจะถูกใจแฟนๆเหมือนที่แกรนต์ กัสตินทำไว้ได้หรือไม่

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The End of The F***ing World โลกมันห่วย ช่วยไม่ได้ – หวานมันฉัน(อยาก)ฆ่าเธอ

Published

on

  •  สร้างสรรค์โดย โจนาธาน เอนต์วิสเซิล (จาก คอมิคโดย ชาร์ลส์ เอส ฟอร์แมน)
  • สตรีมมิ่งทั้ง 8 ตอนได้ทาง Netflix
  • เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบซีรีส์รักวัยรุ่นที่มีเพลงเพราะคลอไปทั้งเรื่อง


ถือว่ามาแรงสุดๆแล้วสำหรับซีรีส์วัยรุ่นที่มาพร้อมพลอตแรงๆของ Netflix อย่าง The End of The F***ing World ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักระหว่างทางของ อลิซซ่า (เจสสิกา บาร์เดน) สาวน้อยที่ต้องการใครสักคนพาเธอหนีไปจากชีวิตที่ไร้ตัวตนในครอบครัว และใครคนนั้นก็ดันเป็น เจมส์ (อเล็กซ์ ลอว์เธอร์) เด็กหนุ่มที่หวังฆ่าเธอเพื่อชดเชยประสบการณ์เลวร้ายในวัยเยาว์ โดยมีจุดหมายคือการตามหาพ่อของอลิซซ่า แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดเมื่ออยู่ๆทั้งคู่ก็ไปพัวพันกับการฆาตกรรมและจี้ปล้นจนต้องหนีการตามล่าจากทางการกันหัวซุกหัวซุน

ดูจากเรื่องย่อที่กล่าวมาข้างต้นก็คงพอเห็นแล้วว่าความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการผสานระหว่างหนังฆาตกรโรคจิตเข้ากับแนวรักโรแมนติกใสๆวัยรุ่นชอบ ซึ่งด้วยความที่หนังต้องการคงโทนโรแมนติกก็สบายใจได้ว่าสัดส่วนของความโหดด้านภาพจะไม่ได้มากมายนัก แถมเล่าๆไปความโรคจิตของตัวเจมส์ก็แทบไม่เห็นเพราะท้ายที่สุดหนังก็พยายามทำให้คนดูรักพระเอกของเรา ซึ่งด้วยการแสดงของ อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เขาสามารถรับบท เจมส์ ชายหนุ่มผู้อยู่ผิดที่ผิดทางเหมือนวัยรุ่นแสวงหาตัวตนจากด้านมืดของตัวเองได้อย่างมีเสน่ห์ สามารถสร้างสมดุลระหว่างความประหลาด ความน่ากลัวแล้วก้าวข้ามไปสู่ความน่ารัก ทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยได้เป็นอย่างดี  ในขณะที่ เจสสิกา บาร์เดน ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน เพราะบท อลิซซ่า เองก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโหยหาคนรักคนเข้าใจ ภายใต้ท่าทีก๋ากั่นบ้าผู้ชาย เธอสามารถทำให้ความรู้สึกคนดูค่อยๆพังทลายลงช้าๆเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ



ในขณะที่ข้อเสียหลักของซีรีส์ชุดนี้ก็คงเป็นการดำเนินเรื่องในหลายจุดที่บังเอิ๊ญบังเอิญแบบละครไทยยังเรียกพี่ เรียกได้ว่า คู่รักวัยกระเตาะที่พกมาแต่ความบ้าบิ่นสามารถผ่านแต่ละอุปสรรคได้อย่างง่ายดายแทบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ซึ่งก็ตอบโจทย์กับตัวซีรีส์ที่แต่ละตอนสั้นมากๆ เพราะตอนนึงยาวแค่ 25 นาทีเท่านั้น จึงทำให้คนมีเวลาน้อยสามารถดูทั้งซีซันได้ในเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

สรุปแล้วด้วยเสน่ห์ของเรื่องราวที่มีทั้งความโรแมนติกที่ปรุงรสด้วยความระทึกแบบจางๆ เคล้าเสียงเพลงเพราะๆและความน่ารักของทั้ง อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ และ เจสสิกา บาร์เดน ก็น่าจะทำให้คุณตกหลุมรัก The End of The F***ing World ได้ไม่ยาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

ช่อง Starz ไฟเขียวสร้าง The Continental : ซีรีส์ John Wick ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าให้ไกลกว่าเดิม

The Continental ซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะถูกสร้างอย่างเป็นทางการโดยช่อง Starz

Published

on

The Continental ซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะถูกสร้างอย่างเป็นทางการโดยช่อง Starz

ในยุคที่ผู้สร้างภาพยนตร์นิยมสร้างแฟรนไชส์จักรวาลภาพยนตร์เพื่อขยายเนื้อหาให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และสามารถกอบโกยรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็น MCU, DCEU, The Twilight SAGA หรือ The Hunger Games เป็นต้น ซึ่ง John Wick ก็เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ลักษณะดังกล่าวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง อีกทั้งยังเป็นการกลับมาคืนฟอร์มของ คีอานู รีฟส์ อย่างสมศักดิ์ศรี

ล่าสุด ช่อง Starz ได้ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ Deadline ว่า ซีรีส์ The Continental ซี่งเป็นเริื่องราวที่แยกออกมาจาก John Wick ได้รับการอนุมัติให้สร้างอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะเน้นเรื่องราวไปที่เบื้องลึกของ Continental Hotel ที่ซึ่งให้บริการที่พำนักแก่นักฆ่าทั่วโลก โดย แชด สตาเฮลสกี ผู้กำกับ John Wick ทั้ง 3 ภาค จะมากำกับตอนนำร่องให้

ถึงแม้จะไม่มีคำยืนย้ันว่า แลนซ์ เรดดิค ผู้รับบทเป็น Charon พนักงานต้อนรับของ Continental Hotel ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่แฟนๆ John Wick ชื่นชอบมากที่สุด จะกลับมาหรือไม่ แต่นี่เป็นการยืนยันว่าจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะยังคงได้รับการสานต่ออย่างแน่นอน ไม่ว่า John Wick : Chapter 3 จะเป็นภาคสุดท้ายของ คีอานู รีฟส์ หรือไม่ก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Crown Season 2

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ปีเตอร์ มอร์แกน
  • เหมาะสำหรับ  คนชอบซีรีส์เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษ, หนังประวัติศาสตร์, หนังชีวิตบุคคลสำคัญ
  • ออกอากาศ สตรีมมิ่ง 2 ซีซัน 20 ตอนทาง Netflix 

สำหรับเรื่องราวในซีซีนนี้ ราชินีเอลิซาเบธที่ 2  ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งวิกฤติคลองสุเอซ รักครั้งใหม่ของ เจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหัวเสรีนิยม แต่ความท้าทายใดก็ไม่เท่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับเจ้าชายฟิลลิปจากเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่อาจกระทบต่อชีวิตของทั้งคู่ในวังบัคกิงแฮม



อังกฤษท่ามกลางวิกฤติและไฟรักในราชนิกุล

ใน The Crown ซีซัน 2 นี้ ปีเตอร์ มอร์แกนยังคงรับผิดชอบเขียนบททั้ง 10 ตอนเช่นเคย โดยคราวนี้มอร์แกนเลือกหยิบเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของอังกฤษอย่างวิกฤติคลองสุเอซมาผูกโยงกับวิกฤติเรื่องราวฉาวโฉ่ของคนรอบข้างพระองค์ทั้งกรณีจดหมายลับของพระสหายคนสนิทของเจ้าชายฟิลลิปและความรักครั้งใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหนุ่มผู้ปฏิเสธการใช้ชีวิตในกรอบ นำซึ่งเรื่องราวเข้มข้นที่ไม่ได้นำเสนอเฉพาะประวัติศาสตร์ในประเทศอังกฤษยุค 50 หรือความเป็นมาของสมเด็จพระบรมราชินีนารถเอลิซาเบธที่สองในช่วงแรกของการครองบัลลังก์เท่านั้นแต่ยังนำพาผู้ชมไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระของประเทศเสมือนหนึ่งแบกโลกไว้ทั้งใบ ซึ่งประเด็นทั้งหมดทั้งมวลถูกรังสรรค์ผ่านปลายปากกาของปีเตอร์ มอร์แกนที่บอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวได้เหมือนเข้าไปนั่งเมาต์มอยกับพระราชินีและเหล่าราชนิกุลในวังบัคกิงแฮมแบบทุกซอกทุกมุมจริงๆ



พระอัจฉริยภาพที่แสดงถึงพลังของผู้หญิง 

ตลอดทั้ง 10 ตอนของ The Crown ในซีซัน 2 ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครอย่างพระราชินีอลิซาเบธได้เป็นอย่างดีและยังสามารถต่อติดกับเรื่องราวในซีซันแรกได้เป็นอย่างดี เพราะหากซีซันแรกคือการพัฒนาจากเจ้าหญิงที่สูญเสียพระบิดาสู่การครองบัลลังก์ที่ต้องเสียสละตัวตนและความสุขในครอบครัวเพื่อบริหารประเทศและธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องราวในซีซันที่ 2 นี้ก็เหมือนวิกฤติโลกของจริงที่มีทั้งวิกฤติคลองสุเอซที่ขยายตัวไปสู่แนวคิดในการเอาใจออกห่างของประเทศอียิปต์ในอาณานิคมของอังกฤษซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยในตอนที่แปดของซีรีส์พระองค์ได้แสดงพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เหมือนประธานาธิบดีนกรูมาห์พยายามหักหน้าพระองค์และเอาใจเข้าใกล้แนวคิดคอมมิวนิสต์ของโซเวียตแต่พระราชินีเอลิซาเบธก็ทรงใช้ไหวพริบปฏิภาณและความอ่อนหวานของผู้หญิงในการแก้ปัญหาได้อย่างเปี่ยมพระอัจฉริยภาพและสามารถยุติสงครามเย็นได้บนฟลอร์เต้นรำ



หัวใจกับหน้าที่สองทางขนานที่ไม่มีมีวันบรรจบ

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า The Crown ซีซั่นที่ 2 มิได้บอกเล่าแค่เรื่องราวของพระราชินีเท่านั้น แต่ยังสานต่อเรื่องราวของบุคคลรอบข้างพระองค์และแน่นอนเจ้าหญิงมากาเร็ต (วาเนสซา เคอร์บี) พระขนิษฐาของพระองค์ที่เคยขัดแย้งกันมาตั้งแต่ซีซันแรกที่พระองค์ได้ขวางทางความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงและปีเตอร์ ทาวน์เซนด์ จนมาในซีซัน 2 ที่เจ้าหญิงมากาเร็ตได้สานสัมพันธ์กับ โทนี่ อาร์มสตรอง (แมตธิว กู้ด) ช่างภาพหัวขบถที่ใช้ชีวิตนอกกรอบจนอาจนำเรื่องอื้อฉาวมาสู่วังบัคกิงแฮม ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้นอกจากเราจะต้องลุ้นว่าเจ้าหญิงและพระราชินีจะมีปมขัดแย้งเรื่องงานราชาภิเษกแล้ว ยังต้องมาลุ้นให้เจ้าหญิงมากาเร็ตได้เจอคู่แท้ที่รักพระองค์และทำให้พ้นคำสาปคนอาภัพรักจากซีซันแรกเสียที



ปมวัยเด็กเจ้าชายฟิลลิปสู่การเลี้ยงดูเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ 

ในซีซันที่สองเจ้าชายฟิลลิปจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นและเราจะได้รับรู้เรื่องราวของพระองค์ที่น่าเห็นใจพอสมควร แต่การบอกเล่าเรื่องราวของพระองค์ไม่เพียงทำให้คนดูรู้จักพระสวามีของพระราชินีเอลิซาเบธเท่านั้นแต่ยังทำให้เรารับรู้ปมขัดแย้งระหว่างเจ้าชายฟิลลิปและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์อันมีที่มาที่ไปจากการที่พระบิดาต้องการให้พระองค์เข้าศึกษาในโรงเรียนประจำซึ่งมีกิจกรรมพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายที่ค่อนข้างโหดหินจนสร้างแผลเป็นในใจของพระองค์ ซึ่งเชื่อได้ว่าใครเคยมีปมอดีตอันเลวร้ายถ้าได้ดูตอนนี้จะพบว่าแม้แต่คนในตำแหน่งสูงๆของประเทศต่างก็เคยประสบโศกนาฏกรรมที่กลายเป็นแผลในใจไม่ต่างกันเลย



บทส่งท้ายของ แคลร์ ฟอย

ต้องยอมรับว่าบทพระราชินีเอลิซาเบธที่สอง คือการปูทางสู่ชื่อเสียงสำหรับ แคลร์ ฟอยที่แท้จริง ตั้งแต่ซีซันแรกที่ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลมากมายมาสู่ซีซันที่สองที่เธอยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย เธอทำให้คนดูเชื่อได้ว่าจากพระราชินีมือใหม่ได้พัฒนาการสู่การเป็นแม่ของแผ่นดินที่พร้อมแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับใครที่รอจะได้ชมเธอในซีซันที่สามก็ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เพราะในซีซันที่ 3 ทางผู้สร้างได้ประกาศชื่อ โอลิเวีย โคลแมน มารับช่วงเป็นพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ส่วนแคลร์ ฟอยก็กำลังเตรียมตัวรับบท ลิสเบธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาวรอยสักมังกรใน The Girl In The Spider Web หนังจากนิยายสวีเดนชุดเดียวกับ The Girl With Dragon Tattoo (2011) ที่เดวิด ฟินเชอร์เคยกำกับ  ด้านนักแสดงคนอื่นก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีและแม้ในซีซันนี้ จอห์น ลิธกาวด์จะมีแค่บทรับเชิญเป็นวินสตัน เซอร์ชิลในฉากย้อนอดีตเท่านั้นแต่ซีซันนี้ก็มี แมตธิว กู้ด ที่มารับบทโทนี่ อาร์มสตรอง ช่างภาพหัวขบถคนรักใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตได้อย่างเปี่ยมสเน่ห์ทีเดียว

ทั้งบทที่เขียนมาอย่างประณีต งานสร้างสุดอลังการและทีมนักแสดงคุณภาพก็ทำให้ The Crown ซีซัน 2 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นซีรีส์ส่งท้ายปี 2017

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!