Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]The Flash Season 4

  • ผู้สร้างสรรค์ : เกร็ก เบอร์แลนติ, กีออฟ จอห์นส์ และ แอนดรู ไครส์เบิร์ก
  • ออกอากาศทาง : สถานีซีดับเบิลยู และรับชมหลังอเมริกาเพียง 24 ชั่วโมงทุกสัปดาห์พร้อมซับไตเติลภาษาไทยทาง Iflix
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ และซีรีส์แนวไซไฟ 

หลังซิสโก้ เคตลิน และโจ พยายามดึง แบรี่ กลับมาจาก สปีดฟอร์ซ คุกกาลเวลาที่เขายอมเสียสละตนเองเพื่อคงสมดุลและปกป้องเซนทรัลซิตี้ แต่ผลจากการกลับมาของเขากลับทำให้เกิดเหล่าเมตาฮิวแมนใหม่ขึ้นมาจากการชักใยของ ทิงค์เกอร์ (นีล แซนดิแลนด์) เมตาฮิวแมนตัวร้ายรายใหม่ นอกจากแบรี่ต้องคอยกำจัดเมตาฮิวแมนและสาวให้ถึงตัวผู้บงการแล้ว ยังต้องมาลุ้นกันอีกว่าแบรี่กับไอริสจะได้แต่งงานกันหรือมีอะไรมาพรากพวกเขาไปตลอดกาลอีกหรือไม่


 

แคนดิซ แพตตัน เป็น ไอริส เวสต์ คู่หมั้นของแบรี่

นีล แซนดิแลนด์ เป็น ทิงค์เกอร์ (Thinker) วายร้ายในซีซั่นที่ 4 นี้


ย้อนรอยเหตุการณ์ 3 ซีซันที่ผ่านมา
ซีซัน 1:อุบัติเหตุจากการระเบิดของเครื่องเร่งอนุภาคได้เปลี่ยน แบรี อัลเลน (แกรนต์ กัสติน) เจ้าหน้าที่นิติเวช แห่งเซนทรัล ซิติ้ ให้มีความเร็วเหนือมนุษย์ และได้ออกปฏิบัติการในนาม เดอะแฟลช โดยได้รับการช่วยเหลือจาก ดร.เฮนรี เวลส์ (ทอม คาวานาห์)  ซิสโก้ (คาร์ลอส วาลเดส) และ เคตลิน สโนว์ (เดเนียล พานาเบเคอร์) ร่วมกันทำภารกิจเพื่อกอบกู้เซนทรัล ซิตี้จากรีเวิร์สแฟลช เจ้าแห่งความเร็วที่เคยฆ่าแม่ของเขาและ เหล่าเมตาฮิวแมน ตัวร้าย โดยต้องปิดบังตัวตนจาก ไอริส เวสต์ (แคนดิซ แพตตัน) และ โจ เวสต์(เจสซี แอล มาร์ติน) ครอบครัวบุญธรรมของเขา/  ซีซัน 2 : หลังกำจัด รีเวิร์สแฟลช แล้ว แบรี่ อัลเลน หรือ เดอะแฟลชพร้อมทีมต้องต่อกรกับ ซูม เจ้าแห่งความเร็วจอมโหดจากมิติคู่ขนานที่เดินทางมาเพื่อฆ่าเดอะแฟลชและทุกคนที่แบรี่รักเพื่อชิงความเป็นหนึ่ง แต่โชคดีที่แบรี่และทีมได้รับความช่วยเหลือจาก แฮรี่ (ทอม คาวานาห์) และ เจสซี (ไวโอเลต บีนส์) พันธมิตรจากโลกคู่ขนาน รวมถึง เจย์ แกร์ริค (เทดดี เซียส์) เดอะแฟลช จากโลกคู่ขนาน /ซีซัน 3: ผลจากการที่แบรี่พยายามย้อนเวลากลับไปเปลี่ยนอดีตเพื่อช่วยชีวิตแม่ ทำให้เกิด “แฟลชพอยต์” ซึ่งความปั่นป่วนในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจากจะทำให้เขาต้องต่อกรกับ ซาวิตาร์ วายร้ายรายใหม่แล้ว ยังส่งผลให้ชีวิตคนรอบข้างปั่นป่วนโดยเฉพาะ เคตลิน สโนว์ ที่เริ่มค้นพบด้านมืดตัวเองในนาม คิลเลอร์ฟรอสต์ ที่พร้อมจะร่วมมือกับ ซาวิตาร์เพื่อพรากชีวิตของไอริส และกำจัดเดอะแฟลชไปได้อย่างถาวร แต่งานนี้ แบรี่ ไม่ได้สู้เพียงลำพังเพราะ วอลลี่ เวสต์  (เคียแนน ลอนส์เดล) น้องชายของไอริสพร้อมจะร่วมปฎิบัติการในนาม คิดแฟลช ด้วย      

ชูการ์ ลินด์ เบียร์ด รับบท เบคกี้ ชาร์ป หรือ ฮัซซาร์ด สาวดวงซวยที่พลังพิเศษทำให้เธอแพร่กระจายความโชคร้ายไปทั่วเซนทรัลซิตี้

เจสซี แอล มาร์ติน รับบท โจ เวสต์ พ่อของไอริสและวอลลี่ ที่รัก แบรี่ เหมือนลูกชายแท้ๆ


โดดเด่นด้วยหลักการของฟิสิกส์

สิ่งที่ทำให้ซีรีส์ The Flash โดดเด่นที่สุดคือการที่มันอ้างอิงหลักฟิสิกส์ที่ไม่ใช่แค่การเพิ่มความเร็วให้กับ แบรี่ ออกปฏิบัติการในนาม เดอะ แฟลช เท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงการอธิบายปรากฎการณ์ในเรื่องโดยใช้ศาสตร์แห่งฟิสิกส์ ทั้งเรื่องเวลา ความร้อน ความเย็น หรือแม้กระทั่งสิ่งนามธรรมที่จับต้องไม่ได้อย่าง โชคชะตาอีกด้วย  และซีซั่น 4 ก็ดูจะเล่นเอาล่อเอาเถิดกับหลักฟิสิกส์เสียตั้งแต่ต้น ด้วยการให้เหล่าทีมแฟลชคิดค้นวิธีการนำดีเอ็นเอของแบรี่ไปใช้หาตัวเขาในสปีดฟอร์ซ โดยอาศัย สปีดฟอร์ซบาซูกาจากซีซันที่แล้วมาใช้

หรืออย่าง Luck Be A Lady ตอนที่สามของซีซันนี้ที่กล่าวถึง เบคกี้ ชาร์ป หรือ ฮัซซาร์ด สาวที่แพร่ความซวยให้เซนทรัลซิตี้ ตัวซีรีส์เองก็ยังเปรียบเปรยความซวยว่าเป็นเพียงความผิดปกติของควอนตั้ม และแก้ได้ด้วยการสร้างสมดุลให้ควอนตั้มหยุดทำงานเท่านั้น  ซึ่งถือว่า The Flash แม้จะดำเนินมาถึงซีซันที่ 4 แต่ก็ยังคงความเข้มข้นของเนื้อหาและความสนุกที่คนดูคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี แถมยังมีปมให้เราต้องตามลุ้นกันต่อหลายปม ทั้งความสัมพันธ์ของแบรี่ กับ ไอริส ว่าจะได้แต่งงานกันมั้ย หรือ เคตลิน สโนว์ จะกลายเป็น คิลเลอร์ฟรอสต์ แล้วหักหลังทีมแฟลชแบบซีซันที่แล้วหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อภาคนี้ The Flash ต้องมาต่อกรกับ ทิงค์เกอร์ วายร้ายที่ชักใยการกลับมาของเขา


เดเนียล พานาเบเคอร์ รับบท เคตลิน สโนว์ หรือ คิลเลอร์ ฟรอสต์

ทุกตอนของ The Flash มักไม่ลืมจะใส่บทสนทนาที่นำหลักการทางฟิสิกส์มาพูดถึงได้อย่างน่าสนใจ


ปก Flash Comic #1


ย้อนตำนานเจ้าแห่งความเร็ว

ฉบับคอมิค

เดิมที The Flash เป็นคอมิกดังของค่าย ดีซี โดยเล่มแรกใช้ชื่อว่า Flash Comics # 1 โดยใส่วันที่บนปกล่วงหน้าเป็น มกราคมปี 1940 ทั้งที่วางแผนเดือนพฤศจิกายนปี 1939  เพื่อเล่นกันธีมการเดินทางข้ามเวลาในเรื่อง และด้วยเรื่องราวสนุกสนานของฮีโร่หนุ่มที่มีความไวเหนือมนุษย์ทำให้ฉบับคอมิกประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีตัวละครถึง 4 ตัวที่ได้ใช้ชื่อ เดอะแฟลช ได้แก่ เจย์ แกร์ริก นักกรีฑาประจำวิทยาลัย, แบรี่ อัลเลน เจ้าหน้าที่นิติเวช, วอลลี เวสต์ หลานชายของไอริส และ บาร์ต อัลเลน หลานชายของแบรี่  แต่ตัวละครที่ผู้อ่านคอมิกชื่นชอบที่สุดก็ยังคงเป็น แบรี่ อัลเลน จนต่อมาเมื่อมีการดัดแปลง The Flash เป็นซีรีส์ทางโทรทัศน์หรือแม้แต่การไปปรากฏตัวในหนังใหญ่อย่าง Justice League ก็ยังคงใช้ตัวละครแบรี่ อัลเลน เป็นตัวละครนำ


ซีรีส์ Legends of the Superheroes (1979) การปรากฎตัวในรูปแบบไลฟ์แอ็คชั่นครั้งแรกของ The Flash

จอห์น เวสลีย์ ชิป รับบท แบรี่ อัลเลน ในซีรีส์ The Flash ปี 1990


 ฉบับซีรีส์

ในปี 1978 – 1979 ตัวละคร The Flash ได้ปรากฏกายในการ์ตูนชุด Challenge of the Superfriends  ที่ได้รวมตัวซูเปอร์ฮีโร่วัยรุ่นของดีซีมาต่อกรกับเหล่าร้าย โดยในซีรีส์นี้ The Flash ได้ต่อสู้กับ กัปตันโคลด์ และ กอริลล่ากร็อด และทางฮาน่า บาร์บาร่า ได้ต่อยอดความสำเร็จมาสร้าง Legend of the Superheroes ซีรีส์ไลฟ์แอ็คชั่นรวมเหล่าซูเปอร์ฮีโร่

ในปี 1990 ได้มีการดัดแปลง The Flash เป็นซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ความยาว 22 ตอน โดยได้ จอห์น เวสลีย์ ชิป มาแสดงเป็น แบรี่ อัลเลน แต่เนื่องจากทำเรตติ้งไม่ค่อยดีนักเลยถูกยกเลิกหลังออกอากาศได้เพียงซีซันเดียว


แกรนต์ กัสติน รับบท แบรี่ อัลเลน ในซีรีส์ The Flash


การออกสตาร์ทครั้งใหม่ของ แบรี่ อัลเลน

แน่นอนว่าก่อนวอเนอร์บราเธอร์สจะตัดสินใจสร้างซีรีส์ The Flash ฉบับใหม่ก็จำเป็นต้องมีการโยนหินถามทาง โดยเริ่มจากการให้ แบรี่ อัลเลนไปปรากฏตัวในตอน The Scientist ของซีรีส์ Arrow ซีซันที่ 2 ก่อนและสำหรับผู้ที่มารับบทแบรี่ อัลเลน หรือ The Flash เวอร์ชั่นใหม่นี้ก็คือ แกรนต์ กัสติน ดาราหนุ่มหล่อแถมเสียงดีจากซีรีส์มิวสิคัล Glee ซีซัน 3 ที่ได้ฉายเสน่ห์แบบหนุ่มเนิร์ดแต่แอบซ่อนความฮอตได้อย่างแพรวพราวจน The Flash ได้มีซีรีส์เป็นของตัวเองในปี 2014 และได้ไปรับบทรับเชิญในซีรีส์ฮีโร่ของดีซีทั้ง Arrow, Supergirl และ Legend of Tomorrow


คาร์ลอส วาลเดส เป็น ซิสโก้ หรือ ไวบ์

เคียแนน ลอนส์เดล รับบท วอลลี่ เวสต์ หรือ คิดแฟลช


จอห์น เวสลีย์ ชิป ผู้เคยรับบท แบรี่ อัลเลน กลับมาเป็น เฮนรี่ อัลเลน พ่อของแบรี่ และยังได้สวมชุด The Flash อีกครั้งในบท เจย์ แกริค หรือ The Flash

เริ่มใหม่แต่อ้างอิงความคลาสสิก 

หนึ่งในการรำลึกถึงซีรีส์ฉบับ 1990 คือการนำ จอห์น เวสลีย์ ชิป กลับมาเล่นเป็น เฮนรี่ อัลเลน  พ่อของแบรี่ และยังได้สวมชุด The Flash อีกครั้งในบท เจย์ แกริค หรือ The Flash แห่งโลก3 หนึ่งในโลกคู่ขนานของเรื่อง  รวมถึงการนำนักแสดงจากซีรีส์ต้นฉบับมาปรากฎบนจอเพื่อแสดงความระลึกถึงซีรีส์ต้นฉบับอีกด้วย


นอกจากนี้ในตอนที่ 17 ของ The Flash ซีซั่น 3 ซึ่งเป็นการครอสโอเวอร์ของเดอะแฟลช และซูเปอร์เกิร์ล เมื่อทั้งคู่ถูกวายร้ายตัวฉกาจกักขังไว้ในโลกแห่งหนังเพลง จนได้มีโอกาสร้องเพลง Superfriend เพื่ออ้างอิงถึงการ์ตูนซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ของดีซี ปี 1979 และยังเป็นการแสดงความสามารถด้านการร้องเพลงของนักแสดงนำอย่าง แกรนต์ กัสตินที่เคยฝากเสียงร้องและการเต้นสเตปเทพไว้ในซีรีส์ Glee อีกด้วย


โดมินิค เพอร์เซล และ เวนท์เวิร์ธ มิลเลอร์ จากซีรีส์สุดฮอตอย่าง Prison Break มาแสดงเป็น ฮีต เวฟ และ กัปตันโคลด์

นอกจากการระลึกถึงซีรีส์เวอร์ชั่นเก่าแล้ว อีกคุณูปการของThe Flash ฉบับนี้คือการนำ โดมินิค เพอร์เซล และ เวนท์เวิร์ธ มิลเลอร์ จากซีรีส์สุดฮอตอย่าง Prison Break  มาแสดงเป็น ฮีต เวฟ และ กัปตันโคลด์ สองวายร้ายที่เดอะแฟลชต้องจัดการที่นอกจากจะได้ไปปรากฎในซีรีส์ Legend of Tomorrow ซีรีส์ต่อยอดแล้ว เสียงเรียกร้องของแฟนๆพี่น้องสโกฟิล์ดได้ก่อให้เกิดซีซัน 5 ของ Prison Break ออกอากาศเดือน พฤษภาคมปี 2017


เดือน พฤศจิกายนปีนี้ เราจะได้พบ The Flash บนจอภาพยนตร์ ซึ่งได้เอซร่า มิลเลอร์ มารับบทแบรี่ อัลเลน ใน Justice League


ก้าวต่อไปของ The Flash

แน่นอนว่าความโด่งดังของซีรีส์ The Flash ทำให้ วอเนอร์ไม่ลังเลที่จะนำตัวละครนี้มารวมทีมกับซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นใน Justice League (2017) หลังโผล่มาให้เราเห็นไปบ้างแล้วใน Batman V Superman Dawn of Justices (2016)โดย The Flash ในฉบับนี้จะนำแสดงโดย เอซร่า มิลเลอร์ นักแสดงหนุ่มจาก Fantastic Beast and Where to Find Them (2016)ซึ่งก็ต้องลุ้นกันว่าจะถูกใจแฟนๆเหมือนที่แกรนต์ กัสตินทำไว้ได้หรือไม่

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Umbrella Academy – ซีรีส์ข้ามเวลากู้โลกของเหล่าฮีโร่ใจบอบช้ำ

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย สตีฟ แบล็คแมน
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบงานแฟนตาซีที่มีปมดราม่าจริงจัง
  • สตรีมมิงทั้ง 10 ตอนแล้วทาง Netflix
1 ตุลาคม 1989 เกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อสาวบริสุทธิ์ให้กำเนิดบุตรและธิดารวม 43 คน โดยเด็กทุกคนจะมีพลังพิเศษแอบแฝงอยู่แต่มีเด็ก 7 คนที่ เซอร์ เรจินัลด์ ฮาร์กรีฟส์  (คอล์ม ฟิออร์) ได้อุปถัมภ์และก่อตั้ง อัมเบรลลา อคาเดมี เพื่อฝึกให้พวกเขากลายเป็นฮีโร่พิทักษ์โลกได้แก่ อาร์เธอร์ (ทอม ฮอปเปอร์) หรือหมายเลข 1 นักบินอวกาศผู้มีพละกำลังอันแข็งแกร่ง ,ดิเอโก (เดวิด แคสตานีดา) หรือหมายเลข 2 มือมีด, อลิสัน (เอมี เลเวอร์ แลมป์แมน) หรือหมายเลข 3 ดาราดังผู้สามารถบิดเบือนความจริงด้วยคำโกหก, เคลาส์ (โรเบิร์ต ชีฮาน) หรือหมายเลข 4 ผู้สามารถสื่อสารกับวิญญาณได้, หมายเลข 5 (ไอแดน กัลลาเกอร์) เด็กชายไร้ชื่อผู้สามารถเดินทางข้ามเวลาได้ และวานย่า (เอลเลน เพจ) หรือหมายเลข 7 ผู้ถูกตีตราว่าไร้พลังแต่คอยบันทึกประวัติศาสตร์ของพวกเขาเป็นหนังสือ และด้วยบาดแผลในวัยเด็กของพวกเขาก็ทำให้แต่ละคนแยกย้ายไปตามทาง แต่หลังการตายของ เซอร์เรจินัลด์ พวกเขาก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุการตายของพ่ออุปถัมภ์และต้องร่วมมือกันหยุดยั้งหายนะโลกที่ถูกบงการโดย เดอะคอมมิชชั่น

The Umbrella Academy เดิมทีเป็นคอมิกในค่าย ดาร์ค ฮอร์ส คอมิก ที่มีซูปเปอร์ฮีโร่ดังอย่างเด็กนรก Hellboy และ The Mask หน้ากากเทวดา เป็นหัวหอกของค่าย ซึ่งคอมิกค่ายนี้มักเน้นเรื่องราวของตัวละครเอกที่มีด้านมืดหรือเกิดจากผลกระทบบางอย่างจากสังคมเป็นสำคัญ ซึ่งก็ไม่เว้น The Umbrella Academy ผลงานการสร้างสรรค์เรื่องราวโดย เจอร์ราด เวย์ ผ่านลายเส้นของ แกเบรียล บาร์ โดยแรกเริ่มเป็น คอมิกแบบ 6 ฉบับจบระหว่างปี 2007 – 2008 และได้รับรางวัล ไอส์เนอร์อวอร์ด สาขาลิมิเต็ดซีรีส์คอมิกยอดเยี่ยม และคอมิกซีรีส์ที่ 2 ก็เพิ่งวางแผงเล่มแรกจาก 3 ฉบับไปเมื่อปี2018ที่ผ่านมา โดยโครงการดัดแปลงคอมิกชุดนี้เป็นซีรีส์ได้เริ่มต้นในปี 2015 หลังจากล้มเหลวในการดัดแปลงเป็นฉบับภาพยนตร์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และในที่สุดมันก็ได้กลายเป็นซีรีส์ของทาง Netflix และเริ่มสตรีมมิง 10 ตอนไปเมื่อวันที 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั่นเอง

สำหรับการดำเนินเรื่องในซีรีส์ต้องยอมรับว่า คนดูอาจต้องปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่าเรื่องไปพอสมควร และยิ่งบทสร้างปมไว้เยอะเหลือเกินทั้งปมใครฆ่าพ่อของเหล่าเด็กกำพร้าซูเปอร์ฮีโร่แล้ว ยังมีปมที่หมายเลข 5 พยายามหาทางหยุดยั้งวันสิ้นโลกตามที่เขาได้เดินทางข้ามเวลาไปพบเจอให้ได้ ซึ่งการแบ่งเนื้อหาใน 10 ตอน ขอสารภาพว่าตัวซีรีส์ไม่ได้ช่วยให้คนดูเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้นเลย เพราะมันเต็มไปด้วยเหตุการณ์ยิบย่อยมากมาย แถม 10 ตอนที่ถูกปล่อยมาตอนนี้ เราก็ยังไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่มาของพลังจากเหล่าฮีโร่แต่ละตัวมากนัก แต่จะเน้นไปที่บาดแผลทางจิตใจที่เซอร์ เรจินัลด์ ฮาร์กรีฟส์ ได้ทิ้งไว้ในใจพวกเขา โดยเหตุการณ์ใน 10 ตอนนี้มีการบอกเล่าถึงตัวละครหลัก 6 ตัวได้แบบกระท่อนกระแท่นและอาจไม่ปะติดปะต่อนัก เดาว่าคงพยายามคุมโทนของคอมิกเอาไว้ซึ่งก็อาจไม่ถูกใจคนดูในวงกว้างมากนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ใน 5 ตอนแรกที่ซีรีส์เอาเวลาไปบอกเล่าเรื่องราวยิบย่อยมากกว่าประเด็นหลัก โดยเฉพาะ 2 ปมหลักอย่างการหาสาเหตุการตายของเซอร์ เรจินัลด์ ก็ดันมีแค่ สเปซบอย คนเดียวที่ให้ความสำคัญและปมนี้ก็จบลงอย่างง่ายดายทั้งที่มันเป็นปมเปิดซีรีส์ ก่อนที่ตอนท้ายเราจะได้พบปมที่แท้จริงได้แก่ ปมที่หมายเลข 5 พยายามหยุดยั้งหายนะโลก ที่กว่าซีรีส์จะทำให้ปมนี้กลายเป็นปมที่รวมเหล่าตัวละครฮีโร่ก็ปาไปตอนที่ 4 แล้ว แถมเมื่อถึงตอนที่ 6 ซีรีส์ก็ดันใช้พลอตเดินทางข้ามเวลามาหักล้างทุกอย่างที่ปูไว้ใน 5 ตอนแรกแบบแทบไม่มีปมสำคัญอะไรมาสานต่ออีกแล้วนอกจากแค่แนะนำตัวละครว่าใครเป็นใครเท่านั้นเอง เพราะผ่านมา 5 ตอนเราก็ยังไม่ค่อยรู้จักตัวละครแต่ละตัวเท่าไหร่นักเลย

ลำพังแค่ข้อมูลพื้นฐานอย่างพลังแต่ละคน บางทีก็ยังไม่ชัดเจนนัก เช่น ทำไมหมายเลข 1 ถึงต้องเรียกว่าสเปซบอย นอกจากแค่เรื่องที่เขาถูกพ่อส่งไปอยู่บนดวงจันทร์ แถมยังถูกฉีดเซรุ่มที่ทำให้เขามีขนรุงรังกลายเป็นลิงกอริลล่าอีก และที่หนักสุดคือหมายเลข 3 ดาราดังที่สามารถใช้คำโกหกของตัวเองบิดเบือนความเป็นจริง ซึ่งซีรีส์ก็ไม่ได้ทำให้เห็นชัดเจนนัก ว่ามันส่งผลกับเรื่องราวยังไง เช่นเดียวกับ เคลาส์ ที่กว่าเราจะได้เห็นประโยชน์ของการคุยกับวิญญาณได้ก็ปาไปเกือบจบซีซันแล้ว ที่สำคัญคือการที่ซีรีส์ไม่ได้ปูปมความคับแค้นใจของ วานย่า หรือหมายเลข 7 มาตั้งแต่ต้นและให้ความสำคัญกับการค่อยๆถักทอความขัดแย้งกับเหล่าพี่น้องให้เป็นรูปธรรมจนมาไปถึงตอนที่ 8 ที่พอซีรีส์จะหาปมสนุกๆอะไรให้เราติดตามได้ก็เกือบหมดซีซันแล้ว จึงกลายเป็นว่าตัวซีรีส์หมดเวลาไปกับการสร้างฉากกวนๆพยายามให้ขำเพื่อสร้างเสน่ห์ให้ตัวละคร แต่กลับแป๊ก แทนที่จะเอาเวลามาปูปมสำคัญให้เราสามารถเอาใจช่วยหรือรู้สึกร่วมไปกับตัวละครจนอยากเอาใจช่วยไปอย่างน่าเสียดาย

แต่กระนั้นก็ใช่ว่า The Umbrella Academy จะไร้ซึ่งความสนุกไปเสียทีเดียว เพราะพอเรื่องราวถูกปูมาดีแล้ว ตอนที่ 7 เป็นต้นไป ซีรีส์ก็เสิร์ฟฉากแอ็คชั่น และความโหดเลือดสาดกันแบบบึ้มบั้มไม่เกรงใจใครดีเหมือนกัน แถมยังโชว์สเปเชียล เอฟเฟกต์ เจ๋งๆได้แบบไม่น้อยหน้าหนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ฉายโรงเลย แม้ว่าจะมีบางจุดที่เอฟเฟกต์ดู บ๊ง บ๊ง ไปหน่อยก็ตาม ส่วนนักแสดงต้องขอชื่นชมที่สุดเห็นจะเป็น เอลเลน เพจ ที่ยังคงฝีไม้ลายมือในการแสดงบทดราม่าได้ดีมาก ส่วน โรเบิร์ต ชีฮาน ก็รับบทตัวละคร LGBTQ อย่างเคลาส์ได้อย่างมีเสน่ห์น่าชื่นชม ต่างจากตอนได้ดูหนังใหญ่อย่าง Mortal Engine (2018) ที่ไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของเขาเท่าบท เคลาส์ เด็กจิตสัมผัสที่โตมาแล้วต้องพึ่งพายาเสพย์ติดเพื่อไม่ให้เห็นภาพน่ากลัวติดตาจนเราอดเห็นใจตัวละครไม่ได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Netflix’s Russian Doll – เกิด ตาย วนเวียน เรียนรู้ชีวิตวนลูปทั้งฮาทั้งซึ้งไปกับมนุษย์พังๆ

Published

on

นาเดีย (นาตาชา ลีโอนน์) พบตัวเองใช้ชีวิตวนลูปกลับมาที่งานปาร์ตี้วันเกิดของเธอแบบไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนก็ไม่มีทางหนีพ้นความตายที่พาเธอกลับมายังกระจกบานเดิมได้เช่นเดียวกับ อลัน (ชาร์ลี บาร์เน็ตต์) ชายหนุ่มที่ต้องผจญกับวันขอแต่งงานแฟนสาวที่แอบนอกใจ จนความตายพาเขากลับมายังกระจกห้องน้ำบานเดิมที่บ้าน เขาและเธอจำต้องหาทางออกจากวังวนเกิด ตาย วนเวียนก่อนจะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับพวกเขาอีกต่อไป 
  • สร้างสรรค์โดย นาตาชา เฮดแลนด์, นาตาชา ลีโอนน์ และ เอมี่ โพห์เลอร์
  • เหมาะสำหรับ คนชอบซีรีส์ดราม่า คอมเมดี้ ใช้ความเป็นแฟนตาซีมาอธิบายปรัชญาชีวิต
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนทาง Netflix

 

ความจริงพลอตชีวิตวนลูปแบบนี้เราสืบย้อนไปได้ถึง Groundhog Day (1993) หนังตลกชื่อดังที่ตัวละครต้องติดลูปวันเดิมๆ ซึ่งต่อมามันกลับส่งอิทธิพลต่อหนังหลายแนวทั้ง หนังไซไฟอย่าง Source Code (2011) หนังแอ็คชั่นอย่าง Edge of Tomorrow (2014) หนังดราม่าอย่าง Before I Fall (2017) หรือกระทั่งหนังสยองขวัญที่จะมีภาคต่อฉายปีนี้อย่าง Happy Death Day (2017) แต่กระนั้นสำหรับซีรีส์ Russian Doll กลับท้าทายความยากในการคิดพลอตและดำเนินเรื่องแบบวนลูป แถมยังไม่ได้จบในเวลาชั่วโมงครึ่งเหมือนหนังได้อย่างมั่นอกมั่นใจ ซึ่งต้องยอมรับว่าการคิดคาแรกเตอร์ นาเดีย ที่เป็นผู้หญิงไม่ได้ดีพร้อม มีดีมีเลวในตัวเอง ทำให้เราเข้าถึงตัวละครได้ง่ายขึ้น และการเลือกเหตุการณ์ที่ชีวิตติดลูปเป็นวันเกิดก็ยิ่งทำให้เราได้เรียนรู้สัจธรรมชีวิตที่แฝงอยู่ในการวนลูปได้ชัดเจนขึ้นด้วย เช่นเดียวกับชะตากรรมของอลันที่ทำให้เราได้ใคร่ครวญทางเลือกเมื่อต้องผิดหวังในความรักหรือเรื่องใดก็ตามได้เป็นอย่างดี

ความชาญฉลาดของบทยังรวมถึงการใช้ สัญญะต่างๆมาเป็น โมทีฟ หรือสิ่งที่เกิดซ้ำๆให้คนดูจดจำและสังเกตทั้งกระจกที่ทั้งคู่มักกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็แทนการสะท้อนให้เห็นทางเลือกในชีวิตที่ส่งผลต่อชะตากรรมของตัวละคร และที่โดดเด่นมากๆคงหนีไม่พ้นการใช้เพลง Gotta Get Up ของ แฮรี นิีลสัน ทุกครั้งที่นาเดียกลับมาเริ่มชีวิตใหม่ก็ยังแฝงความหมายถึงการตื่นรู้ได้เป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่างการตามหาแมวของนางเอกก็ดูเป็นเป้าหมายชีวิตที่แม้จะดู แอบเซิร์ด หรือ ไร้เหตุผลแต่ท้ายที่สุดมันกลับกลายเป็นกลไกในการขมวดเรื่องราวที่ถูกปูไว้ตั้งแต่ต้นได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมันสามารถหาทางลงให้เรื่องราวอย่างสมเหตุสมผลในทุกจุดพลิกผันของเรื่องราวอีกด้วย

และสำหรับหัวใจของเรื่องราวคงหนีไม่พ้น นาตาชา ลีโอนน์ ที่นอกจากรับบท นาเดีย แล้ว เธอยังเป็นมันสมองสำคัญในฐานะผู้สร้างสรรค์เรื่องราวและร่วมเขียนบทที่ได้รับความไว้วางใจจากทาง เน็ตฟลิกซ์ หลังร่วมงานใน Orange is a new black มาต่อเนื่องกันถึง 6 ซีซัน  ก็นับว่าเธอมาไกลจากแค่ตัวประกอบในหนังชุด American Pie มากเลยทีเดียว เพราะแม้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอจะไม่ได้ถึงขั้นสวยโดดเด่นอะไรนัก แต่เสน่ห์ในการแสดงของเธอก็มากพอจะดึงเราให้อยู่กับตัวละครและเรื่องราวที่เธอจะเล่าได้เป็นอย่างดีจนน่าจะได้เข้าชิงรางวัลด้านรายการโทรทัศน์ในปีหน้าแน่ๆ เพราะเรื่องราวใน Russian Doll ไม่เพียงนำไอเดียสุดโต่งอย่างการวนลูปชีวิตมาสร้างจุดขายเท่านั้น ตรงกันข้ามมันกลับทำให้เราเห็นว่าในเหตุการณ์เดียวกันมีทางเลือกหลายด้าน หากเราเลือกทางผิดก็มีแต่ทำร้ายตัวเองและผู้อื่นได้อย่างเห็นภาพเพราะแต่ละตอนไม่ได้มีแต่วนไปมาซ้ำๆเพราะทุกการตัดสินใจของ นาเดียและอลัน จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมทั้งคู่ไปอีกทางหนึ่งโดยสิ้นเชิง ซึ่งขอบอกว่าตอนสุดท้ายของซีรีส์สามารถทำให้คนดูเสียน้ำตาและเอาใจช่วยทั้งคู่แบบสุดลิ่มทิ่มประตูจริงๆ

เพลง Gotta Get Up ที่ใช้ในซีรีส์

ดูซีรีส์คลิกที่รูปด้านล่างได้เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] KINGDOM ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด – การเมืองซอมบี้ยุคโชซอน..สยองจนหยุดไม่อยู่

Published

on

  • ควบคุมงานสร้างโดย ลีซังแบ็ค
  • เหมาะสำหรับ คอหนังหรือซีรีส์แนวซอมบี้ เอาชีวิตรอด
  • สตรีมมิง 6 ตอนทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)

เมื่อบ้านเมืองระส่ำระสายด้วยโรคระบาดที่ทำให้คนกลายเป็นผีดิบ องค์รัชทายาท (จูจีฮุน) ต้องลี้ภัยจากเกมอำนาจของ โจฮาคโจ (ริวซองรยอง) อำมาตย์ชั่วที่อาศัยร่างกระหายเลือดของกษัตริย์เพื่อรอวันให้ลูกสาวคลอดบุตรชายมาสืบบัลลังก์ จนได้พบกับโซปี (แบดูนา) แพทย์สาวที่เพิ่งหนีตายจากกองทัพผีดิบและพวกเขาก็กลายเป็นความหวังเดียวของแผ่นดินก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

ต้นธารของ Kingdom มาจาก The Kingdom of the Gods คอมิคซีรีส์ออนไลน์ดังที่โดดเด่นด้วยการเอา ซอมบี้ ไปอยู่ในยุคโชซอนและยังผูกปมเรื่องให้มีกลิ่นอายความเป็นหนังทริลเลอร์การเมืองนิดๆให้ชวนติดตามได้อย่างลงตัวซึ่งบทของซีรีส์ก็รังสรรค์โดย คิมอึนฮี ผู้เขียนเรื่องในคอมิคต้นฉบับเอง ซึ่งก็ทำให้เรื่องราวถูกเล่าได้อย่างรัดกุม รอบด้าน ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นเรื่องราวในส่วนของการเมืองในราชสำนักที่ทำให้เห็นผลร้ายของการฉ้อราชบังหลวงที่ทำให้ราษฎรต้องลำบากในยามวิกฤติ ในขณะที่อภิสิทธิชนก็ต้องการคงอำนาจตนเองไว้ให้นานที่สุด ซึ่งถือเป็นธีมคลาสสิกที่สามารถชูรสและเพิ่มความโดดเด่นให้ซีรีส์ได้อย่างยอดเยี่ยม แถมยังคงสารที่หนังหรือซีรีส์ซอมบี้ดังๆได้กล่าวมาตลอดนั่นคือ พอถึงจุดๆหนึี่ง คนจะน่ากลัวกว่าซอมบี้หลายเท่านัก

ด้าน คิมซองฮุน ผู้กำกับที่เคยทำ A Hard Days ปี 2014 ที่เคยได้ฉายในสาย Director Fortnight ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์มาแล้ว ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะซีรีส์แทบไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย คิมซองฮุน สามารถกำกับการแสดงในภาพรวมให้เร้าอารมณ์ผู้ชมให้รู้สึกถึงความหวาดกลัวทั้งผีดิบและความอำมหิตของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งงานภาพก็ถือว่าผู้กำกับไม่เสียชื่อที่เคยทำหนังขวัญใจนักวิจารณ์มาก่อนเพราะงานวิช่วลของซีรีส์คือใช้ภาษาภาพยนตร์มาบอกเล่าและสื่อความหมายในหลายๆฉากได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

ส่วนนักแสดงต้องบอกว่านี่คือดรีมทีมที่แท้จริง ด้าน จูจีฮุน หรือ เจ้าชายเย็นชา แห่ง Princess Hours (2006) ก็รับบท องค์รัชทายาทได้เท่โคตรๆทั้งบู๊ฟันดาบ หรือขี่ม้าได้อย่างสง่างามแถมยังถ่ายทอดความเมตตาขององค์ชายที่ถูกหักหลังได้น่าเอาใจช่วยมากๆ ส่วน ริวซองรยอง นี่ถ้าเป็นเมืองไทยน่าจะโดนทุเรียนไปหลายลูกเลย ฮ่าาาา  คนอะไรจะร้ายได้ขนาดนั้น และปิดท้ายที่ แบดูนา ที่แม้เรื่องนี้เธอจะไม่ได้โชว์ความเซ็กซี่เหมือน Sense8 หรือหนัง Cloud Atlas แต่เสน่ห์ด้านการแสดงของเธอยังมาเต็มในฐานะหมอสาวที่พยายามหาทางคิดค้นยารักษาโรคระบาด ที่เชื่อว่าจบ 6 ตอนนี้แล้วหลายคนคงแทบลงแดงรอดูซีซัน 2 ต่อไม่ไหวแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!