Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Stranger Things 2

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย แมต ดัฟเฟอร์ และ รอสส์ ดัฟเฟอร์
  • ออกอากาศทาง Netflix
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ไซไฟสยองขวัญ

ไมค์ (ฟิน วูล์ฟฮาร์ด),วิล (โนอา ชแนป),ลูคัส (เคเลป แม็กลาฟลิน)และ ดัสติน (เกเตน มาตาราซโซ)


แม้กลับมาจากโลกกลับหัวแล้ว แต่ วิล (โนอา ชแนป)ยังคงเห็นนิมิตรถึงวันโลกาวินาศที่กำลังมาเยือนเมือง ฮอว์กินส์ พร้อมกับสิ่งผิดปกติที่เกิดกับบุคคลรอบข้างทั้ง ดัสติน (เกเตน มาตาราซโซ) ที่แอบเลี้ยงสัตว์ประหลาดตัวน้อยจนเกิดเรื่องผิดใจกับลูคัส (เคเลป แม็กลาฟลิน),  การมาถึงของแม็กซ์ (เซดี้ ซิงค์)สาวสเก็ตช์บอร์ดคนใหม่ที่ไม่มีใครรู้ที่มา ส่วน อีเลฟเว่น (มิลลี บ็อบบี้ บราวน์) ก็มุ่งตามหาแม่และญาติที่เป็นมนุษย์ทดลองเหมือนเธอ  ส่วน ไมค์ (ฟิน วูล์ฟฮาร์ด) ที่กำลังตามหาอีเลฟเว่น ก็กำลังหาทางช่วย วิล ให้พ้นจากการถูกครอบงำของเหล่าอสูรกายจากโลกกลับหัวที่อาจกลืนกินโลกของพวกเขาไปตลอดกาล


สตีฟ (โจ คีรีย์), โจนาธาน (ชาลี ฮีตัน) พี่ชายของวิล สองหนุ่มที่มาตกหลุมรัก แนนซี่ (นาตาลี ไดเออร์) พี่สาวของไมค์


    เหล้าเก่าในขวดใหม่แต่ก็บ่มมาดีนะ

    กล่าวโดยหน้าที่หลักของซีซัน 2 ของ Stranger Things แล้วก็คงหนีไม่พ้นการกลับมาเพื่อตอบคำถามว่าโลกกลับหัวจะส่งผลต่อวิลยังไง ความสัมพันธ์ระหว่าง ไมค์กับอีเลฟเว่นจะคืบหน้าหรือไม่ ซึ่งตัวซีรีส์ก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้อย่างไม่บิดพลิ้ว ควบคู่ไปกับการพยายามเปิดประเด็นใหม่ๆอย่างการนำแม็กซ์ เด็กสาวสเก็ตบอร์ด หรือเหล่าแก๊งโจรหัวขบถที่มีมนุษย์ทดลองจากแล็ปอย่าง กาลี อยู่ในกลุ่ม และไม่ลืมที่จะเพิ่มความตื่นเต้นด้วยการเพิ่มฉากแอ็คชั่น ฉากสยองขวัญ โชว์เทคนิคพิเศษ ที่อ้างอิงมาจากหนังดังยุค 80 ซึ่งก็น่าจะถูกใจแฟนๆของซีรีส์นี้ได้ไม่ยาก แม้ว่าการเพิ่มตัวละครใหม่เข้ามาจะไม่ได้สานประเด็นต่อยอดไปจากเดิมนักก็ตาม

แต่กระนั้นสิ่งที่ดีขึ้นกว่าซีซันแรกอย่างเห็นได้ชัดคงเป็นการเฉลี่ยบทบาทจากแก๊งเด็กไปเล่าเรื่องราวรักสามเศร้าระหว่างสองหนุ่ม โจนาธาน และ สตีฟ กับ แนนซี่ โดยมีความผิดบาปของแนนซี่ต่อบาบาร่าเพื่อนที่จากไปของเธอเป็นจุดศูนย์กลางทำให้ซีซันนี้นักแสดงในกลุ่มวัยรุ่นอย่าง นาตาลี ไดเออร์, ชาลี ฮีตัน และโจ คีรีย์ ได้แสดงความสามารถทางการแสดง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเพิ่มบทบาทให้พวกเขาช่วยให้เรื่องราวมีมิติของความเป็นดราม่าโรแมนติก และสามารถช่วยปิดประเด็นการหายตัวไปของบาบาร่าที่ค้างคาจากซีซันที่แล้วได้ดีทีเดียว 

อาจมีสปอยล์

จอยซ์(วิโนนา ไรเดอร์) แม่ผู้ไม่เคยย่อท้อที่จะช่วย วิล ลูกชายคนเดียวของเธอ และ แม็กซ์ (เซดี้ ซิงค์)สาวสเก็ตช์บอร์ตหน้าใหม่แห่งฮอว์กินส์


    กลับมาเถอะวันวาน 

    นอกจากเรื่องราวลี้ลับที่เล่าได้อย่างสนุกสนานแล้วสิ่งที่ทำให้ Stranger Things ซีซันแรกกุมหัวใจเหล่าแฟนๆอยู่หมัดคงหนีไม่พ้นการอ้างอิงถึง พ็อพคัลเจอร์ ยุค80 ทั้งหนังและเพลงดังในยุคดังกล่าว โดยคราวนี้พี่น้องดัฟเฟอร์ก็จัดเต็มด้วยการย้อนวันวานแสนหวานของยุค 80 ทั้งการอ้างอิงหนังไซไฟและหนังสยองขวัญแห่งยุคอย่าง  Carrie, ET, Ghost Busters, The Lost Boys, Exorcist, The Thing และ Gremlins รวมถึงไม่ลืมที่จะคารวะสตีเฟน คิงด้วยการมีฉากกลุ่มเด็กๆในเรื่องเดินบนรางรถไฟเหมือนหนัง Stand By Meที่สร้างจากนิยายของเขา ส่วนเพลงดังก็ขนมาตั้งแต่เพลงพ็อพหวานๆอย่าง Time after time ของ Cyndi Lauper เพลงร็อคอย่าง Runaway ของ Bon Jovi ไปจนเพลงคันทรี่อย่าง Island in the stream ของ Dolly Parton กับ Kenny Rogers รวมถึง Should I Stay or Should I go ของวง The Clash เพลงดังจากภาคแรก เพื่อเสริมบรรยากาศของยุคสมัยควบคู่ไปกับงานสร้างตั้งแต่ร้านตู้เกมอาร์เคต ไปจนถึงโรงหนังที่ขึ้นโปรแกรมฉาย The Terminator หรือคนเหล็ก 2029 ภาคแรกเพื่อบอกเล่าถึงยุคสมัยปี 1984 ที่หนังยังคงเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วเช่นเดิม

สรุปแล้ว Stranger Things 2 ถือว่าสมการรอคอยของแฟนๆซีรีส์ แม้อาจจะขาดความแปลกใหม่ไปบ้าง แต่พัฒนาการด้านโปรดักชั่นก็ทำให้แฟนๆซีรีส์ตื่นตาตื่นใจและสนุกสนานไม่น้อยเลยทีเดียว


อีเลฟเว่น (มิลลี บ็อบบี้ บราวน์) สาวจากห้องทดลองกับ จิม ฮอปเปอร์ (เดวิด ฮาเบอร์) นายอำเภอเลือดเดือด

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Netflix Original Series AMO อาโม่ – ซีรีส์อาชญากรรมข้นๆจาก ฟิลิปปินส์

Published

on

 

  • กำกับซีรีส์โดย บริลแลนต์ เมนโดซา (Brillante Mendoza)
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์อาชญากรรม หรือหนังแนวแก๊งสเตอร์
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

เรื่องราวคู่ขนานแต่มีแกนกลางอยู่ที่ปัญหายาเสพย์ติดในฟิลิปปินส์ เรื่องราวในส่วนแรกจะกล่าวถึง โจเซฟ (วินซ์ ริลลอน) เด็กส่งยาที่เอาดีทางด้านมืดมากกว่าการเรียน แต่หลังเหตุการณ์ลูกค้าสาวเสพย์ยาเกินขนาดจนตาย เขาก็ไม่มีทางให้หันหลังกลับอีกต่อไป  เรื่องราวในครึ่งหลังจะกล่าวถึงลุงของโจเซฟนั่นคือ คามิโล (อัลเลน ดิกซอน) ตำรวจปราบยาเสพย์ติดที่ถูกดึงเข้าสู่วังวนความฉ้อฉลในวงการตำรวจเมื่อนายใหญ่สั่งให้อุ้มพ่อค้ายาชาวญี่ปุ่นมาเรียกค่าไถ่แต่แผนที่คิดว่าง่ายก็กลับตาลปัตร เมื่อภรรยาชาวญี่ปุ่นใช้กฎหมายในการทวงถามความยุติธรรมจนทางรอดเดียวของคามิโลคือการหลบหนี


 


หลังเราได้ดูซีรีส์อาชญากรรมข้นๆจากฝั่งตะวันตกอย่าง Narcos กันถึง 3 ซีซันแล้ว มาคราวนี้เน็ตฟลิกซ์เลยขอร่วมผลิตซีรีส์อาชญากรรมในเอเซียบ้าง โดยคราวนี้ได้ร่วมกับ บริลแลนต์ เมนโดซา (Brillante Mendoza) ผู้กำกับยอดเยี่ยมของเทศกาลเมืองคานส์จาก KINATAY (2009) หนังอาชญากรรมที่เล่าถึงเด็กหนุ่มที่รับงานสังหารผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อหาเงินเป็นค่าสินสอดสำหรับแต่งงาน  ในการรังสรรค์เรื่องราวโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากนโยบายทำสงครามกับยาเสพย์ติดของประธานาธิบดี โรดริโก ดูแตร์เต ในปี 2017 มาผูกโยงเรื่องราวของปัญหายาเสพย์ติดในฟิลิปปินส์

ซึ่งต้องบอกว่าบทภาพยนตร์ของ ทรอย เอสปีรีตู (Troy Espiritu) ทำให้เราเข้าถึงสภาพจิตใจของตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากสงครามยาเสพย์ติดได้เป็นอย่างดีแถมยังวิพากษ์นโยบายแบบตีวัวกระทบคราดทั้งคำพูดของครูในห้องเรียนที่พร่ำบอกว่าเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของชาติแต่เมื่อเรามามองชะตากรรมของโจเซฟ เราก็เห็นได้ถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่ท้ายสุดก็ไม่ได้เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนดังจะเห็นได้จากสังคมแวดล้อมของโจเซฟที่เหล่าเด็กส่งยาล้วนมีอายุอานามไม่ต่างจากเขาเท่าใดนัก หรือเรื่องราวในครึ่งหลังที่กล่าวถึงลุงของโจเซฟที่ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นปัญหาคอรัปชั่นและอาชญากรรมที่ตำรวจเป็นผู้ก่อเสียเอง



ไม่เพียงบทภาพยนตร์เท่านั้น แต่งานโปรดักชั่นของซีรีส์ยังถือว่าเป็นก้าวกระโดดสำหรับซีรีส์ของเอเชียอย่างแท้จริง แม้มุมกล้องมุมสูงจะแอบได้แรงบันดาลใจมาจาก Sicario บ้างก็เถอะ (อิอิ) แต่โดยภาพรวมนี่เป็นการใช้ภาษาภาพยนตร์ได้รุ่มรวยที่สุดในวงการโทรทัศน์ของเอเซีย (หรือทีวีสตรีมมิงก็เถอะ)โดยตัวซีรีส์ออกแบบการนำเสนอได้ดีมากทั้งสีภาพออกโทนเหลืองทำให้เรารู้สึกได้ถึงบรรยากาศร้อนชื้นในฉากปกติหรือภาพที่ถูกลดความอิ่มตัวเมื่อตัวละครต้องเผชิญปัญหาเพื่อบ่งบอกถึงความตกต่ำที่มาเยือนตัวละคร ควบคู่ไปกับการกำกับของบริลแลนต์ เมนโดซา ที่ไม่เสียชื่อผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก คานส์เลย

โดยไม่ต้องแนะนำอะไรให้มากมาย AMO ถือเป็นซีรีส์อาชญากรรมที่ยอดเยี่ยมมากทั้งการดำเนินเรื่อง การถ่ายทำ และการแสดงที่ดูสมจริง การสร้างบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ รวมถึงเพลงแรพที่เหมือนอุทาหรณ์สอนใจก็ไปกันได้ดีกับเรื่องราวอาชญากรรมสุดเข้มข้นนี้

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

บันทึกน้ำตา 1 ลิตร: จะอ่านหนังสือหรือจะดูซีรีส์ ก็เศร้าเคล้าสร้างกำลังใจ

Published

on

ครั้งก่อนเราได้แนะนำซีรีส์ “Alex., Inc.” ซีรีส์ที่นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ของผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพสายพอดแคสต์ อย่าง Alex Blumberg มาให้ได้อ่าน ครั้งนี้จะขอแนะนำซีรีส์อีกเรื่อง ที่นำเรื่องจริงของเจ้าของเรื่องมาสร้าง และไม่ได้มีแค่ซีรีส์อย่างเดียว ยังมีออกมาในแบบหนังสืออีกด้วย นั่นคือเรื่อง “บันทึกน้ำตา 1 ลิตร” (One Litre of Tears)

หน้าปกของหนังสือบันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร เล่มต้นฉบับในภาษาญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่า 1 Litre no Namida (1リットルの涙)

ก่อนอื่น ต้องขอเกริ่นว่าซีรีส์เรื่องดังกล่าวนี้ ไม่ใช่ซีรีส์ที่มาจากแผ่นดินอเมริกา แต่มาจากประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง จริงๆ แล้ว เคยออกอากาศในประเทศไทยเมื่อเกือบๆ 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องดังกล่าวสร้างจากเรื่องจริงของ “คิโต อายะ” หญิงสาวผู้ร่าเริงที่ดูแล้วว่าอนาคตของเธอไปได้ไกลกว่านี้ แต่ชีวิตทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่อเธอเริ่มมีอาการป่วยแบบที่คนปกติทั่วไปเขาไม่ค่อยได้เป็นกัน

จากอาการป่วย สู่การถ่ายทอดลงไดอารี่

คิโต อายะ

คิโต อายะ ในวัย 15 ปี ถูกตรวจพบว่าป่วยด้วยอาการโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลัง (ศัพท์ทางการแพทย์ ในหนังสือจะเขียนว่า spinocerebellar ataxia แต่ในแบบซีรีส์ จะเรียกว่า spinocerebellar degeneration ซึ่งเป็นโรคเดียวกันนะ แต่มีชื่อสองชื่อ) ทำให้ระบบประสาทของเธอนั่นเริ่มถดถอย ส่งผลให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้เหมือนปกติ มีการเคลื่อนไหวช้า รับรู้ต่อสิ่งรอบข้างได้ช้าลง แม้แต่ยืนทรงตัวเหมือนคนทั่วๆ ไป ก็ยังทำไม่ได้ รวมไปถึงการเคี้ยว บด และกลืนอาหาร ก็ไม่สามารถทำได้ แต่ว่าอาการที่ว่ามานี้ ค่อยๆ เริ่มหนักขึ้น ทีละนิด ทีละน้อย จนท้ายที่สุด กลายเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง ไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำได้ สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวคือการใช้ปลายนิ้วมือ ชี้ตัวอักษรที่อยู่บนกระดาน เพื่อถ่ายทอดข้อความที่ตนเองต้องการจะสื่อสารกับคนรอบข้าง

คิโต อายะ ในวัย 23 ปี ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูด หรือการเขียนได้อีกต่อไป มีเพียงกระดานตัวอักษรที่ผู้เป็นแม่สร้างขึ้นมา ใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารระหว่างตัวเธอกับคนรอบข้าง สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนั้น คือการชี้นิ้วไปที่ตัวอักษรต่างๆ

ช่วงที่ยังสามารถทำอะไรต่างๆ ได้ด้วยตนเองนั้น เธอได้จดบันทึกทุกอย่างลงในไดอารี่ของเธอเอง เป็นการจดบันทึกว่าวันนี้ได้พบเจออะไรบ้าง (ก็เหมือนกับเราๆ ที่ชอบจดบันทึกลงในสมุดส่วนตัวนั่นแหละ…) แน่นอนว่าในแต่เรื่องราวที่เธอได้จดลงในไดอารี่นั้น ได้กลายมาเป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น และมีการจำหน่ายในระดับ Best Seller รวมถึงมีการตีพิมพ์อีกหลายต่อหลายครั้ง และมีการแปลภาษาในหลายต่อหลายภาษา (หนึ่งในนั้นมีภาษาไทยด้วย)

ส่วนหนึ่งจากไดอารี่ที่เธอเขียนบันทึกไว้

ทำไม ไดอารี่ของเธอถึงกลายเป็นหนังสือเล่มๆ หนึ่งได้ ผู้อ่านลองนึกภาพตาม คิโต อายะ เริ่มเขียนไดอารี่เล่มแรกเมื่อตอนอายุ 14 ปี ซึ่งเริ่มเขียนก่อนที่เธอจะตรวจพบว่าป่วยด้วยอาการดังกล่าวถึง 1 ปี (เริ่มป่วยเมื่อตอนอายุ 15 ปี) เธอเขียนไดอารี่อย่างนี้แทบทุกวัน จนถึงวันที่ไม่สามารถหยิบปากกามาจรดถ้อยคำลงในไดอารี่ได้ (เธอสูญเสียความสามารถทางด้านการเขียนเมื่อตอนอายุ 21 ปี) นับจากเล่มแรก จนถึงเส่มสุดท้ายที่เขียน มีทั้งสิ้น 46 เล่ม เรียกได้ว่าเธอเป็นนักบันทึกตัวยงเลยก็ว่าได้ และนั่นก็มากพอที่นำมาถ่ายทอดเรื่องราวเป็นหนังสือเล่มๆ หนึ่งได้

จากหน้าท้ายๆ ที่เธอเขียนบันทึกไดอารี่ สังเกตได้ว่าเธอได้สูญเสียทักษะการเขียนไปแล้ว

ย้อนกลับมาที่อาการป่วยของโรคที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ในทางการแพทย์ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้แค่เพียงรักษาอย่างประคับประคอง เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพลาดในการดูแลแม้แต่วินาทีเดียว แค่เพียงสำลักน้ำลาย หรือเศษอาหารติดหลอดลม นั่นก็ทำให้เสียชีวิตได้ง่าย แต่อาการอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆ ของผู้ป่วยรายดังกล่าว ซึ่งจะไม่สามารถควบคุมร่างกายได้แล้ว

สมองน้อย ไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนกลาง สามส่วนที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะการขยับ สัมผัส รับรู้ และรู้สึก หากส่วนใดส่วนหนึ่งชำรุดหรือได้รับการกระทบกระเทือน นั่นทำให้ร่างกายของคนเรานั้นเปลี่ยนไปโดยตลอดการ

ภาพเอ็กซ์เรย์เปรียบเทียบระหว่างส่วนของสมองน้อย ของผู้ที่ปกติ (ด้านขวามือ) กับผู้ที่มีอาการ (ด้านซ้ายมือ) สังเกตในวงกลมสีแดง จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

คิโต อายะ เริ่มป่วยตั้งแต่อายุ 15 ปี จนไม่สามารถเขียนหนังสือด้วยตัวเองได้เมื่อถึงอายุ 21 ปี และเสียชีวิตลงอย่างสงบตอนอายุ 25 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2531 เป็นเวลาร่วมๆ 10 ปี ที่เธอต่อสู้กับโรคร้ายดังกล่าว จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ไดอารี่ที่เขียนทั้งหมด 46 เล่มนั้น ได้ถูกนำมาเรียบเรียงและตีพิมพ์เป็นหนังสือ หลัจากที่เธอได้เสียชีวิตลง

จริงๆ ไม่ได้มีแค่คิโต อายะ ที่เขียนไดอารี่ทั้งหมด ยังมีคุณแม่ และแพทย์ที่ดูแลอาการป่วย เข้ามาร่วมเขียนในไดอารี่เล่มดังกล่าว เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวอีกด้าน และความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน เสมือนบรรณาธิการที่ต้องเขียนคอลัมน์ปิดเล่มในหน้าสุดท้ายของนิตยสาร

จากไดอารี่ สู่ซีรีส์ที่เรียกน้ำตาจากผู้ชม

หลังการเสียชีวิตของคิโต อายะ ถึง 17 ปี ในปี 2548 เรื่องราวของเธอที่ถูกถ่ายทอดจากไดอารี่ สู่เล่มหนังสือ ได้หยิบขึ้นมาเล่าอีกครั้ง ผ่านการผลิตออกมาเป็นซีรีส์ ออกอากาศในสถานีโทรทัศน์ฟูจิ (Fuji Television) ในประเทศญี่ปุ่น โดยออกอากาศเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ในปีเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว เคยถูกหยิบมาทำเป็นภาพยนตร์ และฉายในประเทศญี่ปุ่น ในปี 2547 (เพียง 1 ปี ก่อนการออกอากาศของซีรีส์เรื่องนี้)

ซีรีส์เรื่องนี้ได้ดัดแปลงเรื่องราวจากในหนังสือ โดยมีการปรับเนื้อหาให้เล่าอย่างกระชับ และปรับเปลี่ยนชื่อของตัวละครให้มีความใกล้เคียงกัน นอกเหนือจากเนื้อหาที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคิโต อายะ ซีรีส์เรื่องนี้ ยังได้อธิบายถึงอาการของโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลังได้อย่างเข้าใจง่าย

อีกอย่างที่เป็นที่จดจำของเรื่องนี้ก็คือ คู่พระ – นาง ที่ร่วมแสดง อย่าง เรียว นิชิกิโดะ (Ryo Nishikido) อดีตนักร้องบอยแบนด์แห่งวง NEWS และเอริกะ ซาวาจิริ (Erika Sawajiri) นักแสดงสาวที่เคยรับบทสมทบจากหลายต่อหลายเรื่อง ได้โอกาสในการแสดงบทนำเป็นเรื่องแรก ในบทบาทของ “อิเคอุจิ อายะ”

จากด้านซ้าย: เรียว นิชิกิโดะ (Ryo Nishikido) และเอริกะ ซาวาจิริ (Erika Sawajiri)

ถึงแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มีจำนวนตอนในการออกอากาศแค่เพียง 11 ตอน แต่ในแต่ละตอนที่ออกอากาศนั้น ต่างมีเรื่องราวให้ได้ติดตามอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว เรื่องเพื่อน และเรื่องความรัก แต่ละตอนที่ออกอากาศนั้นจะเห็นได้ว่า อิเคอุจิ อายะ ได้พยายามต่อสู้กับอาการป่วยของเธอมาโดยตลอด ตั้งแต่วันแรกที่รับรู้ถึงโรคร้าย รวมถึงการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งในครอบครัว และเหล่าเพื่อนพ้อง

ทีมนักแสดงนำของซีรีส์บันทึกน้ำตา 1 ลิตร

จริงๆ ไม่ได้มีแค่เพียง 11 ตอนที่ออกอากาศทางหน้าจอโทรทัศน์ในญี่ปุ่น หลังจากการออกอากาศของตอนสุดท้ายเพียงสองปี ฟูจิเทเลวิชั่นได้มีการสร้างอีกครั้ง โดยนำเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคิโต อายะ มาถ่ายทอดเป็น Side Story เล่าถึงเรื่องราวหลังการเสียชีวิตของเธอ และออกอากาศยาวถึงสามชั่วโมงด้วยกัน

หลังจากการสิ้นสุดการออกอากาศเมื่อช่วงปลายปี 2548 หนังสือที่เรียบเรียงจากไดอารี่ของเธอ ได้ถูกตีพิมพ์และจำหน่ายอีกครั้ง

สำหรับในเมืองไทย มีการนำมาฉายทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อปี 2551 แต่ทว่า นำมาฉายแค่เพียง 11 ตอนเท่านั้น ตอนพิเศษที่มีความยาว 3 ชั่วโมงที่ได้กล่าวมานั้น ไม่มีการออกอากาศให้เหล่าผู้ชมได้ชมกัน ส่วนในรูปแบบหนังสือ มีการแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณเมธินี นุชนาคา ผู้ที่ฝากผีไม้ลายมือในการแปลหนังสือเรื่อง “โลกใบใหม่หมายเลขหก” และ “1303 ห้องผีดุ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ และไม่ได้มีแค่เพียงซีรีส์และหนังสือที่มีการแปลภาษา ยังมีในรูปแบบหนังสือการ์ตูนออกมาอีกด้วย เพียงแต่เนื้อหาในหนังสือการ์ตูนนั้น เป็นการหยิบยกบางช่วงบางตอนจากในหนังสือ มาถ่ายทอดออกมาเป็นลายเส้น

เมธินี นุชนาคา ผู้แปลหนังสือบันทึกน้ำตา 1 ลิตร ในแบบภาษาไทย (Source: OKNation)

ซ้าย: บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ฉบับแปลภาษาไทย, ขวา: บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ฉบับลายเส้นการ์ตูน (ตัวของผู้เขียนนี้มีครอบครองทั้งสองแบบเลยนะ…)

ถ้าถามว่าเรื่องราวทั้งหมดที่มีทั้งในหนังสือ และแบบซีรีส์ เหมาะกับใครบ้าง ในมุมของผู้เขียนมองว่าเหมาะกับทุกคน มันเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆ หนึ่ง ยิ่งอ่านไปนานๆ คุณอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยก็เป็นได้ คุณได้เห็นถึงการต่อสู้ชีวิต และการรับมือในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ใครที่ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ จะป่วยทางกาย หรือป่วยทางใจ ก็ลองหาเล่มนี้มาอ่านกันได้

ถามว่าเศร้าหรือไม่นั้น ในแบบหนังสืออาจจะเศร้าในบางช่วงบางบท แต่ถ้าได้ชมซีรีส์ ชมตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนสุดท้าย ตัวคุณเองอาจต้องเสียน้ำตาในตอนท้ายๆ ก็ได้ โดยที่คุณไม่รู้ตัว (แต่ไม่ต้องเสียถึงหนึ่งลิตรตามชื่อเรื่องก็ได้นะ…)

ในส่วนของหนังสือที่จำหน่ายตามร้านนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ยากสักหน่อยในตามหามาอ่าน อย่างไรก็ตาม ลองสอบถามตามร้านหนังสือก็ได้ว่ายังมีในสต็อกหรือเปล่า ส่วนในแบบซีรีส์นั้น แน่นอนว่าไม่มีการออกอากาศตามสถานีโทรทัศน์ เว้นแต่เพียงว่ามีผู้ชมบางท่านที่รับชม แล้วได้บันทึกเทปเอาไว้ และนำมาลงในอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเป็นรูปแบบแผ่นซีดี คงต้องถามหาตามร้านที่มีรูปแบบสั่งซื้อจากต่างแดนดูละกัน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

Alex, Inc.: ผมออกจากงานมาทำพอดแคสต์

Published

on

ใครๆ ก็อยากมีงานทำที่ดีกันทั้งนั้น แต่เมื่อเจอสังคมในการทำงานที่มันน่าเบื่อ ก็คงต้องออกจากงานที่ทำแล้วหันมาทำตามความฝันของตัวเอง แต่กับชายผู้นี้ อาจจะออกหัวหรือก้อยก็ได้ ใครจะไปรู้…

Alex Schuman รับบทโดย Zach Braff

เรื่องราวของ Alex, Inc. จะเล่าถึงชายหนุ่มผู้นี้นี่แหละ Alex Schuman พ่อหนุ่มออฟฟิศผู้มีความคิดสร้างสรรค์และแหวกแนว (แต่ไม่มีใครมาสนเลย…) แถมยังมีลูกอีกสองคนด้วย วันดีคืนดี เขาเลือกตัดสินใจที่จะออกจากบริษัทที่ทำงานอยู่ในตอนนั้น โดยความฝันเดียวที่เขามีอยู่ คือการเปิดบริษัทใหม่ และ “ทำพอดแคสต์” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำมัน เพราะเขาไม่เคยทำมันเลยเนี่ยสิ…

ทีมนักแสดงนำของซีรีส์ Alex, Inc.

ในซีรีส์เรื่องนี้ จะได้เห็นหลากหลายแง่มุมในการทำงาน การแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น การอยู่ร่วมกันในครอบครัว ความรัก และการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน บางครั้งอาจมีซีนเรียกเสียงฮามาร่วมด้วยก็ได้

จริงๆ แล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ ได้เค้าโครงจากชีวิตจริงของ Alex Blumberg นักพูด, นักจัดรายการวิทยุ และอดีตโปรดิวเซอร์ของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ในหลายสถานี เจ้าของกิจการ Gimlet Media บริการพอดแคสต์ในสหรัฐอเมริกานั่นเอง (ซึ่งเป็นหนึ่งใน Startup ด้วยนะ)

Alex Blumberg เจ้าของกิจการ Gimlet Media (Source: Forbes)

แต่น่าเศร้าตรงที่เรื่องนี้ออกอากาศในอเมริกาแค่เพียงซีซั่นเดียว แล้วถูกยกเลิก เนื่องจากเรตติ้งที่ทำได้นั้นไม่ดีพอ แต่ในเมืองไทย ยังมีฉายอยู่นะ

ส่วนใครที่อยากชมซีรีส์เรื่องนี้ในเมืองไทย ก็สามารถรับชมกันได้ ทางช่องฟ็อกซ์ไทย ทุกวันอังคาร เวลาสองทุ่มตรง ผ่านกล่องทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!