Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิว] Mr.Robot season 3.0

Published

on


  • สร้างสรรค์โดย : แซม เอสเมล
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ชื่นชอบหนังหรือซีรีส์แนวทริลเลอร์จารกรรมข้อมูล หักเหลี่ยมเฉือนคม
  • ออกอากาศทาง :สตรีมมิ่ง 2 ซีซั่นแรกและซีซัน 3 แบบหลังออกอากาศที่สหรัฐอเมริกา 24 ชั่วโมงทาง iflix 

พอร์เตีย ดับเบิลเดย์ ในบท แองเจลา


เมื่อแผนการร้ายของ ดาร์คอาร์มี่ กลุ่มแฮกเกอร์ทมิฬที่นำโดย ไวต์โรส (บีดีหว่อง) เริ่มรุดหน้า เอลเลียต (เรมี มาเล็ค) แฮคเกอร์ผู้แพ้สังคมต้องต่อกรกับ มิสเตอร์โรบอต (คริสเตียน สเลเตอร์) และ ไทเรล (มาร์ติน วอลสตรอม) เพื่อหยุดแผนวินาศกรรมที่อาจคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างมหาศาล ด้าน ดาร์ลีน (คาร์ลี ไชคิน) น้องสาวของเขาก็ยอมเป็นสายสืบให้ ดอม (เกรซ กัมเมอร์) เอฟบีไอสาวที่หวังโค่นผู้ชักใยเหตุการณ์ไฟว์ไนน์ มหาวินาศกรรมข้อมูลที่ เอลเลียต มีส่วนรู้เห็นและยังเปลี่ยนชีวิตของ แองเจลา (พอร์เตีย ดับเบิลเดย์) คนที่เขาแคร์ที่สุดแต่คราวนี้เธออาจไม่ได้เป็นมิตรเหมือนที่ผ่านมา

ย้อนรอย Mr.Robot 2 ซีซันแรก
ซีซัน 1  ชีวิตเอลเลียตไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปเมื่อได้รับการชักชวนจาก มิสเตอร์โรบอต ให้เข้าร่วมจารกรรมข้อมูลของบริษัทอีคอร์ปที่เคยทำให้พ่อของเขาต้องตาย  ซีซัน 2 หลังเหตุวินาศกรรมข้อมูลของอีคอร์ป ทำเศรษฐกิจสหรัฐชะงัก ทำให้ ดอร์ม เอฟบีไอสาวมุ่งหาผู้รับผิดชอบ แต่งานนี้ชีวิตของทุกคนต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย เมื่อกลุ่มดาร์คอาร์มี่ฉวยโอกาสนี้ทำลายเศรษฐกิจสหรัฐและพร้อมกำจัดทุกคนที่ขวางทางพวกมัน 

คริสเตียน สเลเตอร์ ในบทมิสเตอร์ โรบอต, เรมี่ มาเล็ค ในบท เอลเลียต และ มาร์ติน วอลสตรอมใน บทไทเรล

คาร์ลี ไชคิน ในบท ดาร์ลีน และ เกรซ กัมเมอร์ ในบท ดอม


เรื่องราวสุดซับซ้อนถ่ายทอดอย่างล้ำลึก  

ยอมรับอย่างหนึ่งว่าตอนเห็นเรื่องย่อของมิสเตอร์โรบอตที่กล่าวถึงแฮคเกอร์แล้วมีการวินาศกรรมข้อมูล ในใจแอบกลัวเหมือนกันว่าจะดูไม่รู้เรื่อง แต่เพียงเปิดดูตอนแรกของซีซันแรกเท่านั้น คาแรกเตอร์ต่อต้านสังคมและการใช้ชีวิตสองด้านที่ต่างกันสุดขั้วของตัวละคร เอลเลียต อัลเดอร์สัน ก็ตรึงความสนใจได้อยู่หมัดทั้งความขัดแย้งสุดขั้วที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แต่กลับหาทางจารกรรมเพื่อแก้แค้นบริษัทชั่วร้าย

โดยเรื่องราวที่ดำเนินไปในแต่ละซีซันยังสามารถทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละครได้อย่างน่าเชื่อถือ จากแฮคเกอร์ที่เป็นโรคตื่นตระหนักในการเข้าสังคมที่คนดูจะได้เห็นที่มาที่ไปในซีซันแรก สู่การปรับตัวปรับจิตใจตนเองในซีซันสอง แล้วกลายเป็นคนธรรมดาที่อยากกอบกู้โลกในซีซันสาม ซึ่งนอกจากพัฒนาการของตัวละครแล้ว ขอบเขตของเรื่องราวก็ดูจะกว้างขึ้นเรื่อยๆจากเรื่องการจารกรรมข้อมูลหนี้สินบริษัทยักษ์ใหญ่แล้วตัวซีรีส์ยังเชื่อมโยงไปพูดถึงการเมืองของโลกได้อย่างเฉียบคม โดยเฉพาะซีซันสามที่ถึงขนาดบอกว่าจีนมีส่วนในการผลักดัน โดนัลด์ ทรัมป์ ให้กลายเป็นประธานาธิบดีด้วยการล็อบบี้สื่อ (ฮ่าาา)

นอกจากตัวละครหลักอย่าง เอลเลียต แล้วตัวละครฝั่งสาวๆเองก็น่าสนใจไม่น้อยเช่น แองเจลา ที่เคยเป็นเพื่อนกันด้วยความเห็นใจที่ต่างฝ่ายต่างเสียพ่อและแม่จากความชั่วร้ายของอีคอร์ปเหมือนกัน แต่ แองเจลา ก็ไม่ได้เป็นตัวละครที่เป็นแค่เหยื่อเท่านั้นหลายครั้งตัวละครของเธอยังเข้าสู่พื้นที่สีเทา เพราะในช่วงท้ายของซีซันแรกเธอถึงกับได้เข้าไปทำงานในบริษัทอีคอร์ปและเริ่มเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นคนเย็นชามากขึ้น

หรือ ตัวละครอย่าง ดอร์ม เอฟบีไอสาวแกร่งฉลาดทันเกมแต่มีมุมเหงาที่ทำให้เธอกลายเป็นคนบ้างาน และดาร์ลีนน้องสาวที่ตามรอยพี่ชายแต่กลับพาตัวเองไปอยู่จุดที่ยากเกินหันหลังกลับ หรือแม้แต่ตัวละคร โจแอนนา (สเตฟานี คอเนลูสเซน) ภรรยาที่คอยผลักดันให้ไทเรลทำทุกอย่างเพื่อก้าวสู่อำนาจ ทำให้บทบาทผู้หญิงในซีรีส์เรื่องนี้สามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องราวได้ไม่แพ้ผู้ชายเลย


สเตฟานี คอเนลูสเซน ในบท โจแอนนา

บีดี หว่อง ในบทไวท์โรส


ทีมนักแสดงสุดเจ๋ง      

ต้องยอมรับในการแสดงของ เรมี่ มาเล็ค ที่สามารถถ่ายทอดบุคลิกทั้งดราม่าอาการทางจิตและปฏิภาณไหวพริบในการเอาตัวรอดที่คนดูพร้อมลุ้นตามแบบหืดขึ้นคอ รวมถึงการสร้างตัวละครขั้วตรงข้ามที่น่าสนใจหลายตัว โดยเฉพาะ ไวต์โรส ที่แสดงโดยนักแสดงเอเชีย บีดีหว่อง นักแสดงอีกคนที่สามารถคว้ารางวัลเอมมี่อวอร์ดจากซีรีส์ชุดนี้ไปได้อย่างไร้ข้อกังขา ด้วยการรับบทสองบทบาทที่เหมือนเหรียญสองด้านแต่นอกจากบท ไวต์โรส กะเทยหัวหน้าแฮคเกอร์กลุ่มดาร์คอาร์มี่ของจีนแล้ว ผมก็ไม่สามารถบอกได้จริงๆว่าอีกบทบาทของเขาสร้างเซอร์ไพรส์แค่ไหนอยากให้ติดตามชมกันเอง

ด้านนักแสดงสาว พอร์เตีย ดับเบิลเดย์ ก็ได้โชว์ความสามารถไม่แพ้กันทั้งการค่อยเปลี่ยนตัวละคร แองเจลา จากสาวน้อยไร้เดียงสาสู่คนที่ความแค้นเริ่มทำให้ตามืดบอดและพร้อมทำลายทุกอย่างแม้ผู้บริสุทธิ์ต้องตายก็ตาม นอกจากนี้ เกรซ กัมเมอร์ ในบท ดอม เอฟบีไอสาวก็สามารถตรึงคนดูด้วยใบหน้าซีดเผือดอย่างคนทุ่มเทกับงานเพื่อกลบความเหงาในใจได้อย่างโดดเด่น


โชว์เหนือด้วยเทคนิคการถ่ายทำ

สิ่งที่มิสเตอร์โรบอต โดดเด่นมากสำหรับนักวิจารณ์คือการออกแบบงานถ่ายภาพโดย ทอดด์ แคมป์เบล ทั้งการวางตำแหน่งตัวละครไว้ริมขอบล่างของภาพแบบแหกกฎการถ่ายภาพทั้งมวลเพื่อสื่อถึงความอึดอัด หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนมุมกล้องเพื่อแสดงภาวะอำนาจตัวละครในสองซีซันที่ผ่านมา สำหรับซีซันสามงานภาพของแคมป์เบลก็ไม่ทำให้ผิดหวัง โดยเฉพาะตอนที่ 5 อย่าง Runtime Error ที่ถ่ายทำแบบลองเทคทั้งตอนทำเอาคนดูอ้าปากค้างเลยทีเดียว


ตัวอย่างภาพจากตอน Run Time Error ตอนที่ 5 ของซีซัน 3

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] NETFLIX ORIGINAL GHOUL ปีศาจ – ผี, อินเดีย,ชนชั้น,ดิสโทเปีย

Published

on

กำกับโดย แพทริค เกรแฮม

เหมาะสำหรับ คอหนังหรือซีรีส์สยองขวัญ

รับชมได้ทาง Netflix

เป็นกระแสคลื่นใต้น้ำที่มาแรงจริงๆสำหรับซีรีส์อินเดีย ที่เริ่มครองพื้นที่ในผังรายการโทรทัศน์ในช่วง 1 ปีมานี้อย่างต่อเนื่อง โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมคงหนีไม่พ้นแนวเรืื่องเล่าในศาสนา หรือเอาปีศาจในตำนานมาเป็นจุดขาย ซึ่งจะว่าด้วยหน้าหนังแล้ว GHOUL ก็นับว่าไม่ผิดแผกจากซีรีส์อันเป็นที่นิยมนัก จะผิดหูผิดตาชัดเจนก็เห็นจะเป็นความยาวของมินิซีรีส์ที่มีเพียง 3 ตอน และถูกนำเสนอด้วยโทนเรื่องแนวสยองขวัญและดำเนินเหตุการณ์ในโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่ประชาชนต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ห้ามการแสดงออกทางการเมืองและมีการกำหนดแม้กระทั่งข้อบังคับในหลักสูตรเพื่อมิให้การศึกษาทำให้คนแข็งขืน แถมยังอ้างอิงกับสังคมอินเดียปัจจุบันที่ยังแบ่งวรรณะตามความเชื่อของพราหมณ์และกีดกันคนศาสนาอื่น

โดยเรื่องราวจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ นิดา (ราธิกา อัปเต) เจ้าหน้าที่สอบสวนคนใหม่ที่เคยส่งพ่อที่เป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลให้ทางการ หลังเธอได้มาประจำยังสถานกักกันผู้ก่อการร้ายก็ต้องเผชิญเหตุการณ์สุดสยองเมื่อเธอต้องสอบสวน อาลี ซาอิด (มาเฮช บัลราจ) ผู้ก่อการร้ายตัวเอ้ ที่การมาถึงของเขาอาจพาอำนาจมืดเหนือมนุษย์ติดตัวมาเพื่อเปลี่ยนคุกให้กลายเป็นนรกที่ทุกคนพร้อมถูกกลืนกินจากปีศาจโบราณนาม ‘กูล’  ทำให้ นิดา ต้องไขปริศนาให้ได้ว่าใครเป็นคนทำพิธีเรียก กูล มาสร้างความสยอสยองครั้งนี้ ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

แน่นอนว่าแม้หน้าตานักแสดงจะดูอินเดี๊ย อินเดีย แค่ไหน แต่โทนเรื่องมันคือหนังสยองขวัญฝรั่งชัดๆทั้งการสร้างบรรยากาศและการปูโทนเรื่อง แถมยังได้ทีมงานฮอลลีวูดอย่าง บลัมเฮาส์ ผู้สร้างหนังฮิตอย่าง Insidious และ Get Out แต่เนื่องด้วย แพทริค เกรแฮม เป็นผู้กำกับชาวอังกฤษที่ทำงานในโปรดักชั่นหนังอินเดียมานาน จึงสามารถผสมผสานการเล่าเรื่องแบบสากลให้เข้ากับแนวคิดวิพากษ์การเมืองอินเดียได้อย่างลุ่มลึก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องศาสนาอย่างการให้ นิดา เป็นมุสลิมที่ต้องมาทำงานในสถานกักกันของรัฐบาลที่แม้จะไม่ได้มีกฎห้ามด้านศาสนาแต่เธอก็ยินยอมถอด อิญาป ในการปฏิบัติหน้าที่ หรือการปูให้ผู้ก่อการร้ายอยู่ในเขตพวกจัณฑาลก็สร้างบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างชนชั้นที่ล้อไปกับการปรากฎตัวของ ปีศาจ กูล ในสถานกักกันที่มาสร้างความสยองด้วยเหตุผลบางอย่าง

สำหรับการดำเนินเรื่องของซีรีส์ต้องยอมรับว่าคนดูอย่างเราๆ อาจต้องอดทนสักนิดกับตอนแรกของซีีรีส์ที่เน้นปูที่มาที่ไปของ นิดา และระบบสังคมในสถานกักกันนานเสียหน่อย ก่อนจะทิ้งเชื้อความระทึกกันท้ายตอน แต่พอเข้าสู่ตอน 2 เท่านั้นแหละ มีแต่ปมเรื่องและฉากที่ชวนลุ้นแบบแทบลืมหายใจเสิร์ฟกันอย่างจุใจ และต้องยอมรับการออกแบบปีศาจ กูล ที่ทำได้น่ากลัวพร้อมจุดหักมุมตอน 3 ที่ต้องบอกว่าบ้าดีเดือดแท้ๆ

นับว่าไม่บ่อยนักที่จะมีซีรีส์อินเดียสยองขวัญสนุกๆที่เดินเรื่องเร็ว ไม่เน้นร้องเพลงวิ่งไล่จับข้ามภูเขาเหมือนแต่ก่อน แต่กลับมีทั้งเลือดและอวัยวะกระเด็นกระดอนมาเสิร์ฟคอหนังสายโหดแทน

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Insatiable ชิงรักหักมงกุฎ – ไม่ลึกซึ้งด้านทีนบูลลีย์แต่อร่อยเวอร์

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลอเรน กัสซิส
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์วัยรุ่นไฮสคูลแสบๆ หรือคนชอบหนังแบบ Mean Girls
  • สตรีมมิงทาง Netflix

แพตตี้ (เดบบี ไรอัน) สาวอ้วนที่เป็นเหยื่อของสังคมไฮสคูลอันโหดร้าย ที่ไขมันดูจะเป็นกรรมที่เบียดชีวิตนางไปทุกด้านทั้งเจอหนุ่มสุดฮอตเทแบบไม่เหลือเยื่อใย แถมนอกจากต้องเจ็บตัวหลังวางมวยกับขี้เมาหน้าเซเว่นเพื่อปกป้องขนมอันเป็นที่รักแล้วยังต้องมาเจ็บใจเจอตาขี้เมาฟ้องกลับฐานทำร้ายร่างกาย แต่ในโชคร้ายนางก็เหมือนถูกหวย ด้วยว่านางกินอะไรไม่ได้นอกจากอาหารเหลวตลอด 3 สัปดาห์ทำให้หุ่นนางผอมเพรียวจนหนุ่มๆต้องเหลียว อีกทั้งยังได้ บ็อบ อาร์มสตรอง (ดัลลาส โรเบิร์ตส์)ทนายหนุ่มหล่อสไตล์แด็ดดี้ที่มาช่วยเรื่องคดีแล้วยังคิดจะปั้นให้ แพตตี้ กลายเป็นนางงามสุดปังอีกต่างหาก งานนี้บรรดาชะนีและหนุ่มที่เคยร้ายกับนางเตรียมตัวให้ดี เพราะแพตตี้คนนี้จะกลายเป็น #คนสวยแบบวร้ายวร้าย

จะว่าไปคอซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ก็คงรู้จักซีรีส์วัยรุ่นดังๆอย่าง 13 Reasons Why หรือ Riverdale ดีอยู่แล้ว โดยจุดเด่นของทั้งสองเรื่องคงหนีไม่พ้นการหยิบจับประเด็นการทำร้ายกันในโรงเรียนไฮสคูลที่เป็นปัญหาเรื้อรังของอเมริกา และแน่นอนว่าจากเทรลเลอร์ของ Insatiable ก็ดูจะมาทางเดียวกันโดยเฉพาะการนำเสนอตัวละครแพตตี้ที่เป็นสาวเคยตุ้ยนุ้ย อับอายกับรูปร่างตัวเองจนเป็นปมฝังใจ เรียกได้ว่าเห็นตัวอย่างนี่ได้กลิ่นหนังสะท้อนปัญหาวัยรุ่นมาอีกแล้ว แต่หลังปล่อยสตรีมมิ่ง 12 ตอนไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 สิงหาคม 2561)  ปรากฏว่าสื่อทั้งหลายในอเมริกาต่างรุมจวกถึงการดำเนินเรื่องและสร้างตัวละครของ Insatiable ที่นำเสนอความอ้วนของแพตตี้ในเชิงเหยียดหยามมากกว่าจะเป็นการพลิกฟื้นเห็นคุณค่าในตัวเองจนหลายสื่อถึงกับตีตราให้เป็นซีรีส์ที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับรายการวัยรุ่นอเมริกัน เนื่องจากเนื้อหาจริงๆแล้วมันแทบนำเสนอมุมมองต่อวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินไม่ได้ต่างจากหนังวัยรุ่นอเมริกันเรื่องอื่น แต่เอาล่ะ WHAT THE FACT จะขอยืนข้างคนดูแล้วพิสูจน์ซีรีส์ทั้ง 12 ตอนด้วยตัวเอง

จริงอยู่ว่าแม้ตัวซีรีส์จะเล่าเรื่องได้เว่อร์สุดโต่งจนแทบขาดตรรกะไปหลายเรื่อง ลำพังแค่การผอมของแพตตี้ก็ดูโอเวอร์เพียงเพราะเธอกรามแตกและกินอาหารเหลวแค่ไม่กี่อาทิตย์ แต่หุ่นกลับดูฟิตเปรี๊ยะ ผอมปังได้อะไรขนาดนั้น มิหนำซ้ำนางยังขาดความมั่นใจเรื่องตัวเองเคยอ้วนจนนอยด์ กลายเป็นว่าตัวซีรีส์ก็ยังผลิตซ้ำค่านิยมเรื่องรูปร่างอยู่ดีแม้จะให้เหตุผลว่าตัวละครไม่เคยมีใครสนใจและขาดความอบอุ่นในครอบครัวมาทั้งชีวิตก็ตาม ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ในซีรีส์ดำเนินไปสู่ช่วงหลังก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องความผอมของแพตตี้อย่างเดียวเพราะมันยังเอาล่อเอาเถิดถึงขั้นพูดถึงการค้นพบเพศสภาพตัวเองในวัยรุ่น(หรือแม้กระทั่งตัวละครผู้ใหญ่ที่แต่งงานแล้ว)แถมลากยาวแถไปเกี่ยวกับเรื่องศาสนาและความชั่วร้ายภายในที่ดั๊นมาผูกกับเรื่องความรู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียดของแพตตี้จนไม่แปลกใจที่มันถูกเหล่านักวิจารณ์สับเละ แต่หากมองในแง่ความบันเทิงก็ต้องยอมรับว่าตลอด 12 ตอนของ Insatiable คือซีรีส์ที่เรื่องราวจัดจ้าน บ้าบอคอแตกและบันเทิงแบบไม่ลดละเลยสักตอน จนเหมาะแก่การดูแล้วมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันระหว่างคนดูไม่แพ้ 13 Reasons Why หรือ Riverdale ของเน็ตฟลิกซ์เลยล่ะ

จะว่าไปสิ่งที่โดดเด่นมากๆของ Insatiable คงหนีไม่พ้นการแสดงของเหล่านักแสดงที่แม้จะไม่ดังมากแต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตนเอง ทั้ง เดบบี ไรอัน ที่มารับบทแพตตี้ ด้วยรูปลักษณ์แบบสาวฮอตหุ่นอวบอั๋นซึ่งเหมาะมากกับอดีตดาราเด็กช่องดิสนี่ย์อย่างเดบบี ที่ใช้เสน่ห์เฉพาะตัวมาดึงความสนใจจากคนดูได้ทุกซีนที่ปรากฏตัว ใครล่ะจะห้ามใจกับใบหน้าดูไร้เดียงสาแต่ความฮอตแบบเชพบ๊ะของนางได้ต่อให้บทลากแพตตี้ไปเจอเรื่องซวยต่างๆนานาหรือกระทั้งทำเรื่องชั่วร้าย คนดูก็พร้อมจะเอาใจช่วยเธออยู่ดี

ไม่เพียงเดบบี ไรอัน หรือเหล่านักแสดงวัยรุ่นหน้าตาดีเท่านั้น ต้องยอมรับว่า Insatiable ยังสร้างเรื่องราวและจุดขัดแย้งให้ตัวละครวัยผู้ใหญ่ได้น่าสนใจ (และแอบชวนจั๊กกะจี๋มากๆ) ทั้งบ็อบ อาร์มสตรองที่ได้ ดัลลาส โรเบิร์ต มารับบททนายสายแหววที่มุ่งปั้นแพตตี้เป็นนางงามแต่นางกลับถูกบีบจากอดีตแม่ของเด็กปั้นที่มุ่งดับฝันฮีโดยเฉพาะ ส่วนตัวละคร บ็อบ บาร์นาร์ด ที่ได้คริสโตเฟอร์ กอร์แฮม มารับบทอัยการสายถอด เอะอะถอดเสื้อโชว์กล้ามและมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ บ็อบ อาร์มสตรอง ก็น่าจะเป็นอาหารตาของเหล่าสาวๆได้อย่างแน่นอน ส่วน เอลิซา มิลาโน ก็รับบท คอราลี ได้อย่างมีสเน่ห์ชวนมอง และยิ่งเรื่องราวในช่วงหลังของซีรีส์เพิ่มมิติเรื่องครอบครัวเข้ามาก็ยิ่งทำให้ทั้ง 3 ตัวละครนี้ทวีความแซ่บขึ้นเรื่อยจนเกิดฉากพีคๆที่แอบบอกไปในวงเล็บแล้วว่าจั๊กกะจี๋มว๊ากมว๊าก

เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วก็ถือว่า Insatiable คุ้มค่าแก่การอดหลับอดนอนอยู่ดีๆ แม้บทอาจจะขาดตรรกะไปบ้างแต่ต้องยอมรับว่าทั้งการสร้างตัวละครและสถานการณ์ต่างๆมันบันเทิงจนแทบลืมเวลาและไม่อาจหยุดดูได้เลย เอาล่ะอย่ามัวเสียเวลากดรีโมต (หรือกด App) ดูได้เลยทางเน็ตฟลิกซ์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] SEAL TEAM สุดยอดหน่วยซีล

Published

on

สร้างสรรค์โดย เบนจามิน คาเวลล์

เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบหนังแอ็คชั่น ปฏิบัติการทางทหาร

รับชมได้ทาง MONOMAXXX

หลังภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำหลวงเสร็จสิ้น แน่นอนว่าคนไทยต่างสรรเสริญความสำเร็จส่วนหนึ่งจากแรงกายแรงใจของหน่วยซีลของไทย และเพื่อให้เราเข้าใจตัวตนและภารกิจของหน่วยซีลมากขึ้น ทาง MONO MAXXX ก็ไม่รอช้ารีบจัดซีรีส์ดังของช่อง CBS เรื่อง SEAL TEAM มาให้ดูกันแบบทันควัน

โดย SEAL TEAM บอกเล่าภารกิจของหน่วยซีลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ เจสัน เฮยส์ (เดวิด โบรนาช) หัวหน้าหน่วยซีลอาวุโสที่การตายของเพื่อนร่วมทีมกลายเป็นบาดแผลในใจจนถูกสั่งให้บำบัดกับจิตแพทย์แบบไม่เต็มใจนัก และภารกิจหลักในตอนแรกนี้ เจสัน เฮยส์ ก็ต้องพบบททดสอบสำคัญเมื่อต้องเดินทางไปที่มอนโรเวีย เพื่อจับผู้ก่อการร้ายตัวเอ้นาม อาบูซาเมียร์ ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆทั้งต้องช่วยตัวประกันชาวอเมริกันที่อาจตกเป็นเหยื่อการสังเวยถ่ายทอดสด รวมถึงต้องคอยดูแล ลูกชายของนักเขียนหนังสือบันทึกภารกิจหน่วยซีลที่เขาไม่ชอบหน้า รวมทั้งต้องรับผิดชอบชีวิตลูกทีมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ข้อดีอย่างแรกของหนังคือการสร้างเรื่องราวและตัวละครที่แข็งแรงมาก โดยตัวเดวิด เฮยส์ ไม่ได้เป็นทหารสุดแกร่งที่ไม่มีจุดอ่อน ตรงกันข้าม…บาดแผลจากการสูญเสียเพื่อนกลับส่งผลต่อบุคลิกของเขา โดยต้องชื่นชมการแสดงของ เดวิด โบรนาซ อดีตพระเอกซีรีส์แวมไพร์สุดเซ็กซี่จาก Buffy The Vampire Slayer ควบ Angel (1997-2004) ที่สามารถถ่ายทอดภาวะสะเทือนใจหลังประสบเหตุการณ์ หรือ พีทีเอสดี ได้อย่างเห็นภาพ ทั้งการเอามือลูบกางเกงในจุดที่เคยเปื้อนเลือดของเพื่อน หรือสายตาที่บ่งบอกความหวาดหวั่นใจตอนออกภารกิจ ซึ่งโดยมากเรามักไม่ได้เห็นตัวละครที่เป็นหน่วยซีลดูเป็นมนุษย์ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งนั่นก็ทำให้ SEAL TEAM รอดพ้นจากการเป็นละครอวยทหารที่ไร้อารมณ์ได้อย่างสวยงาม

และสำหรับใครที่ต้องการเห็นการปฏิบัติภารกิจของหน่วยซีล SEAL TEAM ก็จัดเต็มทั้งฉากการฝึกที่ทำให้เห็นการสอนกลยุทธอย่างการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อทดสอบการตัดสินใจของทหาร หรือการบอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราไม่เคยรู้อย่างเวลาปฏิบัติภารกิจ หน่วยซีลจะนำสุนัขไปดมระเบิด และจะปฏิบัติกับสุนัขในภารกิจต่างจากหมาบ้านทั่วไปอีกด้วย ซึ่งก็เป็นการให้ความรู้ที่ดีมากๆ

สรุปแล้ว SEAL TEAM ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับคนชอบหนังแอ็คชั่นปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งตัวซีรีส์มีงานโปรดักชันที่ดีมากไม่แพ้หนังโรงใหญ่เลย และยังทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของ เดวิด โบรนาซ ที่มาไกลมากสำหรับพระเอกซีีรีส์แวมไพร์ขวัญใจสาวๆยุค 90 ที่พลิกบทบาทมารับบทผู้นำหน่วยซีลสุดเท่ได้อย่างแมนมากๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!