Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิว] Mr.Robot season 3.0

Published

on


  • สร้างสรรค์โดย : แซม เอสเมล
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ชื่นชอบหนังหรือซีรีส์แนวทริลเลอร์จารกรรมข้อมูล หักเหลี่ยมเฉือนคม
  • ออกอากาศทาง :สตรีมมิ่ง 2 ซีซั่นแรกและซีซัน 3 แบบหลังออกอากาศที่สหรัฐอเมริกา 24 ชั่วโมงทาง iflix 

พอร์เตีย ดับเบิลเดย์ ในบท แองเจลา


เมื่อแผนการร้ายของ ดาร์คอาร์มี่ กลุ่มแฮกเกอร์ทมิฬที่นำโดย ไวต์โรส (บีดีหว่อง) เริ่มรุดหน้า เอลเลียต (เรมี มาเล็ค) แฮคเกอร์ผู้แพ้สังคมต้องต่อกรกับ มิสเตอร์โรบอต (คริสเตียน สเลเตอร์) และ ไทเรล (มาร์ติน วอลสตรอม) เพื่อหยุดแผนวินาศกรรมที่อาจคร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างมหาศาล ด้าน ดาร์ลีน (คาร์ลี ไชคิน) น้องสาวของเขาก็ยอมเป็นสายสืบให้ ดอม (เกรซ กัมเมอร์) เอฟบีไอสาวที่หวังโค่นผู้ชักใยเหตุการณ์ไฟว์ไนน์ มหาวินาศกรรมข้อมูลที่ เอลเลียต มีส่วนรู้เห็นและยังเปลี่ยนชีวิตของ แองเจลา (พอร์เตีย ดับเบิลเดย์) คนที่เขาแคร์ที่สุดแต่คราวนี้เธออาจไม่ได้เป็นมิตรเหมือนที่ผ่านมา

ย้อนรอย Mr.Robot 2 ซีซันแรก

คริสเตียน สเลเตอร์ ในบทมิสเตอร์ โรบอต, เรมี่ มาเล็ค ในบท เอลเลียต และ มาร์ติน วอลสตรอมใน บทไทเรล

คาร์ลี ไชคิน ในบท ดาร์ลีน และ เกรซ กัมเมอร์ ในบท ดอม


เรื่องราวสุดซับซ้อนถ่ายทอดอย่างล้ำลึก  

ยอมรับอย่างหนึ่งว่าตอนเห็นเรื่องย่อของมิสเตอร์โรบอตที่กล่าวถึงแฮคเกอร์แล้วมีการวินาศกรรมข้อมูล ในใจแอบกลัวเหมือนกันว่าจะดูไม่รู้เรื่อง แต่เพียงเปิดดูตอนแรกของซีซันแรกเท่านั้น คาแรกเตอร์ต่อต้านสังคมและการใช้ชีวิตสองด้านที่ต่างกันสุดขั้วของตัวละคร เอลเลียต อัลเดอร์สัน ก็ตรึงความสนใจได้อยู่หมัดทั้งความขัดแย้งสุดขั้วที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แต่กลับหาทางจารกรรมเพื่อแก้แค้นบริษัทชั่วร้าย

โดยเรื่องราวที่ดำเนินไปในแต่ละซีซันยังสามารถทำให้เราเห็นพัฒนาการของตัวละครได้อย่างน่าเชื่อถือ จากแฮคเกอร์ที่เป็นโรคตื่นตระหนักในการเข้าสังคมที่คนดูจะได้เห็นที่มาที่ไปในซีซันแรก สู่การปรับตัวปรับจิตใจตนเองในซีซันสอง แล้วกลายเป็นคนธรรมดาที่อยากกอบกู้โลกในซีซันสาม ซึ่งนอกจากพัฒนาการของตัวละครแล้ว ขอบเขตของเรื่องราวก็ดูจะกว้างขึ้นเรื่อยๆจากเรื่องการจารกรรมข้อมูลหนี้สินบริษัทยักษ์ใหญ่แล้วตัวซีรีส์ยังเชื่อมโยงไปพูดถึงการเมืองของโลกได้อย่างเฉียบคม โดยเฉพาะซีซันสามที่ถึงขนาดบอกว่าจีนมีส่วนในการผลักดัน โดนัลด์ ทรัมป์ ให้กลายเป็นประธานาธิบดีด้วยการล็อบบี้สื่อ (ฮ่าาา)

นอกจากตัวละครหลักอย่าง เอลเลียต แล้วตัวละครฝั่งสาวๆเองก็น่าสนใจไม่น้อยเช่น แองเจลา ที่เคยเป็นเพื่อนกันด้วยความเห็นใจที่ต่างฝ่ายต่างเสียพ่อและแม่จากความชั่วร้ายของอีคอร์ปเหมือนกัน แต่ แองเจลา ก็ไม่ได้เป็นตัวละครที่เป็นแค่เหยื่อเท่านั้นหลายครั้งตัวละครของเธอยังเข้าสู่พื้นที่สีเทา เพราะในช่วงท้ายของซีซันแรกเธอถึงกับได้เข้าไปทำงานในบริษัทอีคอร์ปและเริ่มเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นคนเย็นชามากขึ้น

หรือ ตัวละครอย่าง ดอร์ม เอฟบีไอสาวแกร่งฉลาดทันเกมแต่มีมุมเหงาที่ทำให้เธอกลายเป็นคนบ้างาน และดาร์ลีนน้องสาวที่ตามรอยพี่ชายแต่กลับพาตัวเองไปอยู่จุดที่ยากเกินหันหลังกลับ หรือแม้แต่ตัวละคร โจแอนนา (สเตฟานี คอเนลูสเซน) ภรรยาที่คอยผลักดันให้ไทเรลทำทุกอย่างเพื่อก้าวสู่อำนาจ ทำให้บทบาทผู้หญิงในซีรีส์เรื่องนี้สามารถเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องราวได้ไม่แพ้ผู้ชายเลย


สเตฟานี คอเนลูสเซน ในบท โจแอนนา

บีดี หว่อง ในบทไวท์โรส


ทีมนักแสดงสุดเจ๋ง      

ต้องยอมรับในการแสดงของ เรมี่ มาเล็ค ที่สามารถถ่ายทอดบุคลิกทั้งดราม่าอาการทางจิตและปฏิภาณไหวพริบในการเอาตัวรอดที่คนดูพร้อมลุ้นตามแบบหืดขึ้นคอ รวมถึงการสร้างตัวละครขั้วตรงข้ามที่น่าสนใจหลายตัว โดยเฉพาะ ไวต์โรส ที่แสดงโดยนักแสดงเอเชีย บีดีหว่อง นักแสดงอีกคนที่สามารถคว้ารางวัลเอมมี่อวอร์ดจากซีรีส์ชุดนี้ไปได้อย่างไร้ข้อกังขา ด้วยการรับบทสองบทบาทที่เหมือนเหรียญสองด้านแต่นอกจากบท ไวต์โรส กะเทยหัวหน้าแฮคเกอร์กลุ่มดาร์คอาร์มี่ของจีนแล้ว ผมก็ไม่สามารถบอกได้จริงๆว่าอีกบทบาทของเขาสร้างเซอร์ไพรส์แค่ไหนอยากให้ติดตามชมกันเอง

ด้านนักแสดงสาว พอร์เตีย ดับเบิลเดย์ ก็ได้โชว์ความสามารถไม่แพ้กันทั้งการค่อยเปลี่ยนตัวละคร แองเจลา จากสาวน้อยไร้เดียงสาสู่คนที่ความแค้นเริ่มทำให้ตามืดบอดและพร้อมทำลายทุกอย่างแม้ผู้บริสุทธิ์ต้องตายก็ตาม นอกจากนี้ เกรซ กัมเมอร์ ในบท ดอม เอฟบีไอสาวก็สามารถตรึงคนดูด้วยใบหน้าซีดเผือดอย่างคนทุ่มเทกับงานเพื่อกลบความเหงาในใจได้อย่างโดดเด่น


โชว์เหนือด้วยเทคนิคการถ่ายทำ

สิ่งที่มิสเตอร์โรบอต โดดเด่นมากสำหรับนักวิจารณ์คือการออกแบบงานถ่ายภาพโดย ทอดด์ แคมป์เบล ทั้งการวางตำแหน่งตัวละครไว้ริมขอบล่างของภาพแบบแหกกฎการถ่ายภาพทั้งมวลเพื่อสื่อถึงความอึดอัด หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนมุมกล้องเพื่อแสดงภาวะอำนาจตัวละครในสองซีซันที่ผ่านมา สำหรับซีซันสามงานภาพของแคมป์เบลก็ไม่ทำให้ผิดหวัง โดยเฉพาะตอนที่ 5 อย่าง Runtime Error ที่ถ่ายทำแบบลองเทคทั้งตอนทำเอาคนดูอ้าปากค้างเลยทีเดียว


ตัวอย่างภาพจากตอน Run Time Error ตอนที่ 5 ของซีซัน 3

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The End of The F***ing World โลกมันห่วย ช่วยไม่ได้ – หวานมันฉัน(อยาก)ฆ่าเธอ

Published

on

  •  สร้างสรรค์โดย โจนาธาน เอนต์วิสเซิล (จาก คอมิคโดย ชาร์ลส์ เอส ฟอร์แมน)
  • สตรีมมิ่งทั้ง 8 ตอนได้ทาง Netflix
  • เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบซีรีส์รักวัยรุ่นที่มีเพลงเพราะคลอไปทั้งเรื่อง


ถือว่ามาแรงสุดๆแล้วสำหรับซีรีส์วัยรุ่นที่มาพร้อมพลอตแรงๆของ Netflix อย่าง The End of The F***ing World ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักระหว่างทางของ อลิซซ่า (เจสสิกา บาร์เดน) สาวน้อยที่ต้องการใครสักคนพาเธอหนีไปจากชีวิตที่ไร้ตัวตนในครอบครัว และใครคนนั้นก็ดันเป็น เจมส์ (อเล็กซ์ ลอว์เธอร์) เด็กหนุ่มที่หวังฆ่าเธอเพื่อชดเชยประสบการณ์เลวร้ายในวัยเยาว์ โดยมีจุดหมายคือการตามหาพ่อของอลิซซ่า แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดเมื่ออยู่ๆทั้งคู่ก็ไปพัวพันกับการฆาตกรรมและจี้ปล้นจนต้องหนีการตามล่าจากทางการกันหัวซุกหัวซุน

ดูจากเรื่องย่อที่กล่าวมาข้างต้นก็คงพอเห็นแล้วว่าความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการผสานระหว่างหนังฆาตกรโรคจิตเข้ากับแนวรักโรแมนติกใสๆวัยรุ่นชอบ ซึ่งด้วยความที่หนังต้องการคงโทนโรแมนติกก็สบายใจได้ว่าสัดส่วนของความโหดด้านภาพจะไม่ได้มากมายนัก แถมเล่าๆไปความโรคจิตของตัวเจมส์ก็แทบไม่เห็นเพราะท้ายที่สุดหนังก็พยายามทำให้คนดูรักพระเอกของเรา ซึ่งด้วยการแสดงของ อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เขาสามารถรับบท เจมส์ ชายหนุ่มผู้อยู่ผิดที่ผิดทางเหมือนวัยรุ่นแสวงหาตัวตนจากด้านมืดของตัวเองได้อย่างมีเสน่ห์ สามารถสร้างสมดุลระหว่างความประหลาด ความน่ากลัวแล้วก้าวข้ามไปสู่ความน่ารัก ทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยได้เป็นอย่างดี  ในขณะที่ เจสสิกา บาร์เดน ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน เพราะบท อลิซซ่า เองก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโหยหาคนรักคนเข้าใจ ภายใต้ท่าทีก๋ากั่นบ้าผู้ชาย เธอสามารถทำให้ความรู้สึกคนดูค่อยๆพังทลายลงช้าๆเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ



ในขณะที่ข้อเสียหลักของซีรีส์ชุดนี้ก็คงเป็นการดำเนินเรื่องในหลายจุดที่บังเอิ๊ญบังเอิญแบบละครไทยยังเรียกพี่ เรียกได้ว่า คู่รักวัยกระเตาะที่พกมาแต่ความบ้าบิ่นสามารถผ่านแต่ละอุปสรรคได้อย่างง่ายดายแทบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ซึ่งก็ตอบโจทย์กับตัวซีรีส์ที่แต่ละตอนสั้นมากๆ เพราะตอนนึงยาวแค่ 25 นาทีเท่านั้น จึงทำให้คนมีเวลาน้อยสามารถดูทั้งซีซันได้ในเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

สรุปแล้วด้วยเสน่ห์ของเรื่องราวที่มีทั้งความโรแมนติกที่ปรุงรสด้วยความระทึกแบบจางๆ เคล้าเสียงเพลงเพราะๆและความน่ารักของทั้ง อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ และ เจสสิกา บาร์เดน ก็น่าจะทำให้คุณตกหลุมรัก The End of The F***ing World ได้ไม่ยาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

ช่อง Starz ไฟเขียวสร้าง The Continental : ซีรีส์ John Wick ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าให้ไกลกว่าเดิม

The Continental ซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะถูกสร้างอย่างเป็นทางการโดยช่อง Starz

Published

on

The Continental ซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะถูกสร้างอย่างเป็นทางการโดยช่อง Starz

ในยุคที่ผู้สร้างภาพยนตร์นิยมสร้างแฟรนไชส์จักรวาลภาพยนตร์เพื่อขยายเนื้อหาให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และสามารถกอบโกยรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็น MCU, DCEU, The Twilight SAGA หรือ The Hunger Games เป็นต้น ซึ่ง John Wick ก็เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ลักษณะดังกล่าวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง อีกทั้งยังเป็นการกลับมาคืนฟอร์มของ คีอานู รีฟส์ อย่างสมศักดิ์ศรี

ล่าสุด ช่อง Starz ได้ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ Deadline ว่า ซีรีส์ The Continental ซี่งเป็นเริื่องราวที่แยกออกมาจาก John Wick ได้รับการอนุมัติให้สร้างอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะเน้นเรื่องราวไปที่เบื้องลึกของ Continental Hotel ที่ซึ่งให้บริการที่พำนักแก่นักฆ่าทั่วโลก โดย แชด สตาเฮลสกี ผู้กำกับ John Wick ทั้ง 3 ภาค จะมากำกับตอนนำร่องให้

ถึงแม้จะไม่มีคำยืนย้ันว่า แลนซ์ เรดดิค ผู้รับบทเป็น Charon พนักงานต้อนรับของ Continental Hotel ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่แฟนๆ John Wick ชื่นชอบมากที่สุด จะกลับมาหรือไม่ แต่นี่เป็นการยืนยันว่าจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะยังคงได้รับการสานต่ออย่างแน่นอน ไม่ว่า John Wick : Chapter 3 จะเป็นภาคสุดท้ายของ คีอานู รีฟส์ หรือไม่ก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Crown Season 2

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ปีเตอร์ มอร์แกน
  • เหมาะสำหรับ  คนชอบซีรีส์เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษ, หนังประวัติศาสตร์, หนังชีวิตบุคคลสำคัญ
  • ออกอากาศ สตรีมมิ่ง 2 ซีซัน 20 ตอนทาง Netflix 

สำหรับเรื่องราวในซีซีนนี้ ราชินีเอลิซาเบธที่ 2  ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งวิกฤติคลองสุเอซ รักครั้งใหม่ของ เจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหัวเสรีนิยม แต่ความท้าทายใดก็ไม่เท่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับเจ้าชายฟิลลิปจากเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่อาจกระทบต่อชีวิตของทั้งคู่ในวังบัคกิงแฮม



อังกฤษท่ามกลางวิกฤติและไฟรักในราชนิกุล

ใน The Crown ซีซัน 2 นี้ ปีเตอร์ มอร์แกนยังคงรับผิดชอบเขียนบททั้ง 10 ตอนเช่นเคย โดยคราวนี้มอร์แกนเลือกหยิบเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของอังกฤษอย่างวิกฤติคลองสุเอซมาผูกโยงกับวิกฤติเรื่องราวฉาวโฉ่ของคนรอบข้างพระองค์ทั้งกรณีจดหมายลับของพระสหายคนสนิทของเจ้าชายฟิลลิปและความรักครั้งใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหนุ่มผู้ปฏิเสธการใช้ชีวิตในกรอบ นำซึ่งเรื่องราวเข้มข้นที่ไม่ได้นำเสนอเฉพาะประวัติศาสตร์ในประเทศอังกฤษยุค 50 หรือความเป็นมาของสมเด็จพระบรมราชินีนารถเอลิซาเบธที่สองในช่วงแรกของการครองบัลลังก์เท่านั้นแต่ยังนำพาผู้ชมไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระของประเทศเสมือนหนึ่งแบกโลกไว้ทั้งใบ ซึ่งประเด็นทั้งหมดทั้งมวลถูกรังสรรค์ผ่านปลายปากกาของปีเตอร์ มอร์แกนที่บอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวได้เหมือนเข้าไปนั่งเมาต์มอยกับพระราชินีและเหล่าราชนิกุลในวังบัคกิงแฮมแบบทุกซอกทุกมุมจริงๆ



พระอัจฉริยภาพที่แสดงถึงพลังของผู้หญิง 

ตลอดทั้ง 10 ตอนของ The Crown ในซีซัน 2 ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครอย่างพระราชินีอลิซาเบธได้เป็นอย่างดีและยังสามารถต่อติดกับเรื่องราวในซีซันแรกได้เป็นอย่างดี เพราะหากซีซันแรกคือการพัฒนาจากเจ้าหญิงที่สูญเสียพระบิดาสู่การครองบัลลังก์ที่ต้องเสียสละตัวตนและความสุขในครอบครัวเพื่อบริหารประเทศและธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องราวในซีซันที่ 2 นี้ก็เหมือนวิกฤติโลกของจริงที่มีทั้งวิกฤติคลองสุเอซที่ขยายตัวไปสู่แนวคิดในการเอาใจออกห่างของประเทศอียิปต์ในอาณานิคมของอังกฤษซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยในตอนที่แปดของซีรีส์พระองค์ได้แสดงพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เหมือนประธานาธิบดีนกรูมาห์พยายามหักหน้าพระองค์และเอาใจเข้าใกล้แนวคิดคอมมิวนิสต์ของโซเวียตแต่พระราชินีเอลิซาเบธก็ทรงใช้ไหวพริบปฏิภาณและความอ่อนหวานของผู้หญิงในการแก้ปัญหาได้อย่างเปี่ยมพระอัจฉริยภาพและสามารถยุติสงครามเย็นได้บนฟลอร์เต้นรำ



หัวใจกับหน้าที่สองทางขนานที่ไม่มีมีวันบรรจบ

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า The Crown ซีซั่นที่ 2 มิได้บอกเล่าแค่เรื่องราวของพระราชินีเท่านั้น แต่ยังสานต่อเรื่องราวของบุคคลรอบข้างพระองค์และแน่นอนเจ้าหญิงมากาเร็ต (วาเนสซา เคอร์บี) พระขนิษฐาของพระองค์ที่เคยขัดแย้งกันมาตั้งแต่ซีซันแรกที่พระองค์ได้ขวางทางความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงและปีเตอร์ ทาวน์เซนด์ จนมาในซีซัน 2 ที่เจ้าหญิงมากาเร็ตได้สานสัมพันธ์กับ โทนี่ อาร์มสตรอง (แมตธิว กู้ด) ช่างภาพหัวขบถที่ใช้ชีวิตนอกกรอบจนอาจนำเรื่องอื้อฉาวมาสู่วังบัคกิงแฮม ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้นอกจากเราจะต้องลุ้นว่าเจ้าหญิงและพระราชินีจะมีปมขัดแย้งเรื่องงานราชาภิเษกแล้ว ยังต้องมาลุ้นให้เจ้าหญิงมากาเร็ตได้เจอคู่แท้ที่รักพระองค์และทำให้พ้นคำสาปคนอาภัพรักจากซีซันแรกเสียที



ปมวัยเด็กเจ้าชายฟิลลิปสู่การเลี้ยงดูเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ 

ในซีซันที่สองเจ้าชายฟิลลิปจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นและเราจะได้รับรู้เรื่องราวของพระองค์ที่น่าเห็นใจพอสมควร แต่การบอกเล่าเรื่องราวของพระองค์ไม่เพียงทำให้คนดูรู้จักพระสวามีของพระราชินีเอลิซาเบธเท่านั้นแต่ยังทำให้เรารับรู้ปมขัดแย้งระหว่างเจ้าชายฟิลลิปและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์อันมีที่มาที่ไปจากการที่พระบิดาต้องการให้พระองค์เข้าศึกษาในโรงเรียนประจำซึ่งมีกิจกรรมพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายที่ค่อนข้างโหดหินจนสร้างแผลเป็นในใจของพระองค์ ซึ่งเชื่อได้ว่าใครเคยมีปมอดีตอันเลวร้ายถ้าได้ดูตอนนี้จะพบว่าแม้แต่คนในตำแหน่งสูงๆของประเทศต่างก็เคยประสบโศกนาฏกรรมที่กลายเป็นแผลในใจไม่ต่างกันเลย



บทส่งท้ายของ แคลร์ ฟอย

ต้องยอมรับว่าบทพระราชินีเอลิซาเบธที่สอง คือการปูทางสู่ชื่อเสียงสำหรับ แคลร์ ฟอยที่แท้จริง ตั้งแต่ซีซันแรกที่ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลมากมายมาสู่ซีซันที่สองที่เธอยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย เธอทำให้คนดูเชื่อได้ว่าจากพระราชินีมือใหม่ได้พัฒนาการสู่การเป็นแม่ของแผ่นดินที่พร้อมแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับใครที่รอจะได้ชมเธอในซีซันที่สามก็ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เพราะในซีซันที่ 3 ทางผู้สร้างได้ประกาศชื่อ โอลิเวีย โคลแมน มารับช่วงเป็นพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ส่วนแคลร์ ฟอยก็กำลังเตรียมตัวรับบท ลิสเบธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาวรอยสักมังกรใน The Girl In The Spider Web หนังจากนิยายสวีเดนชุดเดียวกับ The Girl With Dragon Tattoo (2011) ที่เดวิด ฟินเชอร์เคยกำกับ  ด้านนักแสดงคนอื่นก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีและแม้ในซีซันนี้ จอห์น ลิธกาวด์จะมีแค่บทรับเชิญเป็นวินสตัน เซอร์ชิลในฉากย้อนอดีตเท่านั้นแต่ซีซันนี้ก็มี แมตธิว กู้ด ที่มารับบทโทนี่ อาร์มสตรอง ช่างภาพหัวขบถคนรักใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตได้อย่างเปี่ยมสเน่ห์ทีเดียว

ทั้งบทที่เขียนมาอย่างประณีต งานสร้างสุดอลังการและทีมนักแสดงคุณภาพก็ทำให้ The Crown ซีซัน 2 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นซีรีส์ส่งท้ายปี 2017

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!