Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Crown Season 2

  • สร้างสรรค์โดย ปีเตอร์ มอร์แกน
  • เหมาะสำหรับ  คนชอบซีรีส์เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษ, หนังประวัติศาสตร์, หนังชีวิตบุคคลสำคัญ
  • ออกอากาศ สตรีมมิ่ง 2 ซีซัน 20 ตอนทาง Netflix 

สำหรับเรื่องราวในซีซีนนี้ ราชินีเอลิซาเบธที่ 2  ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งวิกฤติคลองสุเอซ รักครั้งใหม่ของ เจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหัวเสรีนิยม แต่ความท้าทายใดก็ไม่เท่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับเจ้าชายฟิลลิปจากเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่อาจกระทบต่อชีวิตของทั้งคู่ในวังบัคกิงแฮม



อังกฤษท่ามกลางวิกฤติและไฟรักในราชนิกุล

ใน The Crown ซีซัน 2 นี้ ปีเตอร์ มอร์แกนยังคงรับผิดชอบเขียนบททั้ง 10 ตอนเช่นเคย โดยคราวนี้มอร์แกนเลือกหยิบเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของอังกฤษอย่างวิกฤติคลองสุเอซมาผูกโยงกับวิกฤติเรื่องราวฉาวโฉ่ของคนรอบข้างพระองค์ทั้งกรณีจดหมายลับของพระสหายคนสนิทของเจ้าชายฟิลลิปและความรักครั้งใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหนุ่มผู้ปฏิเสธการใช้ชีวิตในกรอบ นำซึ่งเรื่องราวเข้มข้นที่ไม่ได้นำเสนอเฉพาะประวัติศาสตร์ในประเทศอังกฤษยุค 50 หรือความเป็นมาของสมเด็จพระบรมราชินีนารถเอลิซาเบธที่สองในช่วงแรกของการครองบัลลังก์เท่านั้นแต่ยังนำพาผู้ชมไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระของประเทศเสมือนหนึ่งแบกโลกไว้ทั้งใบ ซึ่งประเด็นทั้งหมดทั้งมวลถูกรังสรรค์ผ่านปลายปากกาของปีเตอร์ มอร์แกนที่บอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวได้เหมือนเข้าไปนั่งเมาต์มอยกับพระราชินีและเหล่าราชนิกุลในวังบัคกิงแฮมแบบทุกซอกทุกมุมจริงๆ



พระอัจฉริยภาพที่แสดงถึงพลังของผู้หญิง 

ตลอดทั้ง 10 ตอนของ The Crown ในซีซัน 2 ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครอย่างพระราชินีอลิซาเบธได้เป็นอย่างดีและยังสามารถต่อติดกับเรื่องราวในซีซันแรกได้เป็นอย่างดี เพราะหากซีซันแรกคือการพัฒนาจากเจ้าหญิงที่สูญเสียพระบิดาสู่การครองบัลลังก์ที่ต้องเสียสละตัวตนและความสุขในครอบครัวเพื่อบริหารประเทศและธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องราวในซีซันที่ 2 นี้ก็เหมือนวิกฤติโลกของจริงที่มีทั้งวิกฤติคลองสุเอซที่ขยายตัวไปสู่แนวคิดในการเอาใจออกห่างของประเทศอียิปต์ในอาณานิคมของอังกฤษซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยในตอนที่แปดของซีรีส์พระองค์ได้แสดงพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เหมือนประธานาธิบดีนกรูมาห์พยายามหักหน้าพระองค์และเอาใจเข้าใกล้แนวคิดคอมมิวนิสต์ของโซเวียตแต่พระราชินีเอลิซาเบธก็ทรงใช้ไหวพริบปฏิภาณและความอ่อนหวานของผู้หญิงในการแก้ปัญหาได้อย่างเปี่ยมพระอัจฉริยภาพและสามารถยุติสงครามเย็นได้บนฟลอร์เต้นรำ



หัวใจกับหน้าที่สองทางขนานที่ไม่มีมีวันบรรจบ

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า The Crown ซีซั่นที่ 2 มิได้บอกเล่าแค่เรื่องราวของพระราชินีเท่านั้น แต่ยังสานต่อเรื่องราวของบุคคลรอบข้างพระองค์และแน่นอนเจ้าหญิงมากาเร็ต (วาเนสซา เคอร์บี) พระขนิษฐาของพระองค์ที่เคยขัดแย้งกันมาตั้งแต่ซีซันแรกที่พระองค์ได้ขวางทางความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงและปีเตอร์ ทาวน์เซนด์ จนมาในซีซัน 2 ที่เจ้าหญิงมากาเร็ตได้สานสัมพันธ์กับ โทนี่ อาร์มสตรอง (แมตธิว กู้ด) ช่างภาพหัวขบถที่ใช้ชีวิตนอกกรอบจนอาจนำเรื่องอื้อฉาวมาสู่วังบัคกิงแฮม ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้นอกจากเราจะต้องลุ้นว่าเจ้าหญิงและพระราชินีจะมีปมขัดแย้งเรื่องงานราชาภิเษกแล้ว ยังต้องมาลุ้นให้เจ้าหญิงมากาเร็ตได้เจอคู่แท้ที่รักพระองค์และทำให้พ้นคำสาปคนอาภัพรักจากซีซันแรกเสียที



ปมวัยเด็กเจ้าชายฟิลลิปสู่การเลี้ยงดูเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ 

ในซีซันที่สองเจ้าชายฟิลลิปจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นและเราจะได้รับรู้เรื่องราวของพระองค์ที่น่าเห็นใจพอสมควร แต่การบอกเล่าเรื่องราวของพระองค์ไม่เพียงทำให้คนดูรู้จักพระสวามีของพระราชินีเอลิซาเบธเท่านั้นแต่ยังทำให้เรารับรู้ปมขัดแย้งระหว่างเจ้าชายฟิลลิปและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์อันมีที่มาที่ไปจากการที่พระบิดาต้องการให้พระองค์เข้าศึกษาในโรงเรียนประจำซึ่งมีกิจกรรมพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายที่ค่อนข้างโหดหินจนสร้างแผลเป็นในใจของพระองค์ ซึ่งเชื่อได้ว่าใครเคยมีปมอดีตอันเลวร้ายถ้าได้ดูตอนนี้จะพบว่าแม้แต่คนในตำแหน่งสูงๆของประเทศต่างก็เคยประสบโศกนาฏกรรมที่กลายเป็นแผลในใจไม่ต่างกันเลย



บทส่งท้ายของ แคลร์ ฟอย

ต้องยอมรับว่าบทพระราชินีเอลิซาเบธที่สอง คือการปูทางสู่ชื่อเสียงสำหรับ แคลร์ ฟอยที่แท้จริง ตั้งแต่ซีซันแรกที่ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลมากมายมาสู่ซีซันที่สองที่เธอยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย เธอทำให้คนดูเชื่อได้ว่าจากพระราชินีมือใหม่ได้พัฒนาการสู่การเป็นแม่ของแผ่นดินที่พร้อมแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับใครที่รอจะได้ชมเธอในซีซันที่สามก็ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เพราะในซีซันที่ 3 ทางผู้สร้างได้ประกาศชื่อ โอลิเวีย โคลแมน มารับช่วงเป็นพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ส่วนแคลร์ ฟอยก็กำลังเตรียมตัวรับบท ลิสเบธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาวรอยสักมังกรใน The Girl In The Spider Web หนังจากนิยายสวีเดนชุดเดียวกับ The Girl With Dragon Tattoo (2011) ที่เดวิด ฟินเชอร์เคยกำกับ  ด้านนักแสดงคนอื่นก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีและแม้ในซีซันนี้ จอห์น ลิธกาวด์จะมีแค่บทรับเชิญเป็นวินสตัน เซอร์ชิลในฉากย้อนอดีตเท่านั้นแต่ซีซันนี้ก็มี แมตธิว กู้ด ที่มารับบทโทนี่ อาร์มสตรอง ช่างภาพหัวขบถคนรักใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตได้อย่างเปี่ยมสเน่ห์ทีเดียว

ทั้งบทที่เขียนมาอย่างประณีต งานสร้างสุดอลังการและทีมนักแสดงคุณภาพก็ทำให้ The Crown ซีซัน 2 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นซีรีส์ส่งท้ายปี 2017

 

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

เปิดตัวอย่างแรก YOU ซีรีส์ดาร์คโรแมนติกที่ทั้งระทึกและชวนใจสั่นของ Netflix

Published

on

ปี 2018 นับเป็นปีที่ Netflix ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับหนังและซีรีส์แนววัยรุ่นที่มีทั้งโรแมนติกและระทึกขวัญ และแน่นอนส่งท้ายปลายปีแบบนี้ Netflix ก็ขอเอาใจวัยรุ่นทั่วโลกด้วยการส่ง YOU หรือชื่อไทย เธอ ซีรีส์ดาร์คโรแมนติกที่จะมาเขย่าจอด้วยเรื่องราวโรแมนติกปนอารมณ์ระทึก

YOU ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีชื่อเดียวกัน ผลงานของแคโรไลน์ เคปเนส ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับโจ (เพนน์ แบดจ์ลีย์) หนุ่มชาวนิวยอร์กผู้หมกมุ่นและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเอาชนะใจเบ็ค (อลิซาเบ็ธ ไลล์) สาวสวยผู้จัดการร้านหนังสือที่เขาคลั่งไคล้ และทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ใครมาขัดขวางความรักของเขา แม้ว่าจะต้องฆ่าใครก็ตาม ท่ามกลางความสงสัยที่เพิ่มขึ้นทุกวันของพีช (เชย์ มิทเชล) เพื่อนสาวคนสนิทของเบ็ค ที่เริ่มหวาดระแวงในตัวโจและความรักที่มาพร้อมกับด้านมืดอันน่ากลัวของชายหนุ่มผู้นี้ เรื่องราวความรักของโจ และเบ็คจะเป็นอย่างไร และพีชจะสามารถเปิดโปงโจได้หรือไม่.. 

โดย YOU หรือชื่อไทย เธอ ที่ได้ดาราขวัญใจคอซีรี่ส์อย่างเพนน์ แบดจ์ลีย์ (Penn Badgley) นักแสดงหนุ่มชื่อดังจาก Gossip Girl อลิซาเบ็ธ เลล์ (Elizabeth Lail)  ดาราสาวจาก Once Upon A Time และ เชย์ มิทเชล (Shey Mitchell) สาวฮอตจากซีรี่ส์สุดฮิต Pretty Little Liars โคจรกลับมาเจอกันอีกครั้งในซีรี่ส์แนวดาร์กโรแมนติกเรื่องใหม่ล่าสุดของ Netflix ที่มีชื่อว่า “YOU ” (เธอ) โดยแฟนๆจะได้ชมกันครั้งแรก 26 ธันวาคม นี้ !

ความรักกับความหมกมุ่นมีเส้นบางๆ อันตรายกั้นอยู่ เตรียมพบกับ “เธอ (YOU)” ทาง Netflix วันที่ 26 ธันวาคม 2018 นี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Narcos Mexico นาร์โคส เม็กซิโก – ล่าโหดธุรกิจสายเขียวสุดโฉด

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย คาร์โล เบอร์นาร์ด และ ดั๊ก ไมโร
  • เหมาะสำหรับ แฟนซีรีส์ Narcos และผู้ชื่นชอบซีรีส์ หรือหนังอาชญากรรมผสมการเมือง
  • สตรีมมิงทาง Netflix (คลิกเพื่อรับชมได้เลย)
  • คำเตือน ซีรีส์มีฉากใช้ยาเสพย์ติดและฉากเซ็กส์ที่เห็นเรือนร่างของหญิงสาว

หลังสร้างกระแสจากป้ายเซ็นเซอร์โมเสกจนเป็นทีีฮือฮาในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ก็ได้เวลาที่เราจะมาพิสูจน์กันกับซีรีส์ Narcos Mexico ซีรีส์ที่ต่อยอดมาจาก Narcos ซีรีส์อาชญากรรมอิงประวัติศาสตร์การปราบปรามยาเสพย์ติดข้ามชาติที่สร้างติดต่อกันถึง 3 ซีซันและแน่นอนหลังจากปิดบัญชีแก๊งกาลีในซีซัน 3 ผู้สร้างก็ขอหาเรื่องราวใหม่แต่เป็นยุคสมัยที่มีความซ้อนทับกันคือการขนส่งกัญชาข้ามชายแดนเม็กซิโกมายังสหรัฐในสมัยรัฐบาล โรนัลด์ เรแกน อันมีผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองที่มาเกี่ยวโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

โดยคราวนี้เราจะได้ติดตาม กิกิ กามาเรนา (ไมเคิล เพนยา) เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพย์ติดชั้นผู้น้อยชาวฮิสแปนิกที่ย้ายมาประจำเม็กซิโก กับภารกิจโค่น ฟีลิกซ์ กัลลาร์โด (ดิเอโก ลูนา) ตำรวจกังฉินที่ร่วมมือกับ ราฟาเอล (เตโนช ฮูเออร์ต้า) ชาวไร่สายเขียวพัฒนากัญชาเกรดใหม่และวางแผนสร้างเครือข่ายธุรกิจส่งออกกัญชาไปยังสหรัฐอเมริกาโดยอาศัยช่องทางการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ งานนี้ กิกิ จะขวางทาง ฟีลิกซ์สำเร็จหรือไม่ต้องติดตาม

ว่ากันตามตรงเลยคงต้องบอกว่า Narcos Mexico ยึดการดำเนินเรื่องแบบเดียว Narcos 3 ซีซันแบบเป๊ะๆ ทั้งการให้ข้อมูลเชิงสารคดีที่น่าสนใจโดยปนความคิดเห็นของคนเขียนบทเพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวที่เป็นเรื่องแต่งเข้ากับประวัติศาสตร์การเมืองที่สหรัฐอเมริกาเคยมีเอี่ยวกับการแทรกแซงกิจการภายในประเทศแถบอเมริกาใต้ได้อย่างแนบเนียน แต่ในทางกลับกันใครที่อยากหาความบันเทิงจากซีรีส์โดยหวังว่ามันจะแอ็คชั่นระเบิดระเบ้อก็อาจผิดหวังได้ เพราะซีรีส์แต่ละตอนเลือกบอกเล่าเรื่องราวแบบละเอียดปูหมดกระทั่งว่า ฟีลิกซ์ ต้องติดต่อใครบ้างกว่าจะได้เส้นสายในการขนส่งกัญชาจนบางทีหากร่างกายไม่พร้อมนี่มีหลับคาจอได้เลย

แต่สิ่งที่ผิดแผกออกไปและดูเหมือนว่ามีผลต่อการชมไม่น้อย นั่นคือการสร้างตัวละครที่ดูขาวจัดอย่าง กิกิ ที่หนังทั้งปูเรื่องครอบครัวและเพิ่มคะแนนสงสารด้วยฉากโดนตำรวจดูถูกในตอนเปิดเรื่อง ส่วนผู้ร้ายอย่าง ฟีลิกซ์ ก็มุ่งแต่จะค้ายาโดยไม่สนเครื่องแบบและหน้าที่ตำรวจแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้เสน่ห์แบบ Narcos ที่ตัวละครทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นสีเทาไม่มีใครดีหรือชั่วแบบสุดขั้วเลยถูกลดทอนลงอย่างน่าเสียดาย โดยยังคงไว้ซึ่งฉากแอ็คชั่นที่มีความโหดแต่เพิ่มระดับความวินาศสันตะโรมากขึ้นและแถมสาวๆสวยๆที่พร้อมโชว์เรือนร่างเป็นอาหารตาหนุ่มๆเหมือนเดิม

ว่ากันถึงนักแสดงที่คราวนี้หนังใช้ดาราเชื้อสายอเมริกาใต้คนดังทั้ง ไมเคิล เพนยา จาก Antman และ ดิเอโก ลูนา จาก Rouge One A Star Wars Story ซึ่งก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีประมาณหนึ่งเพียงแต่สถานะดาราของพวกเขา หลายครั้งก็ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังดูเรื่องแต่งมากกว่าเรื่องราวเชิงสารคดีหรือ Docudrama แบบ Narcos ทั้ง 3 ซีซันไปอย่างน่าเสียดาย

ในภาพรวมถือว่ายังคงสานต่อเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจแต่อาจไม่ได้เหมาะกับคนที่ต้องการหาซีรีส์แอ็คชั่นมันส์ๆเท่าไหร่นัก

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Haunting of Hill House – ซีรีส์สุดสะพรึงกระแสแรง

Published

on

  • สร้างสรรค์- กำกับโดย ไมค์ ฟลานาแกน 
  • เหมาะสำหรับ คนชอบหนัง-ซีรีส์ ผีหลอกวิญญาณหลอนผสมปมครอบครัว 
  • สตรีมมิงซีรีส์ทั้ง 10 ตอนทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์)  

หลังครอบครัวเครนได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้าน ฮิลเฮาส์ ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อธิบายไม่ได้หลายครั้งจนกระทั่งคืนสุดท้ายที่ ฮิวจ์ (ธีโมที ฮัตตัน) ตัดสินใจพาลูกๆหนีออกจากบ้าน ทิ้ง โอลิเวีย (คาร์ลา กูจิโน) แม่ของลูกๆทั้ง 5 ไว้ลำพัง เหตุการณ์ผ่านไปจนกระทั่งการตายของ เนล (วิคตอเรีย เพดเรตติ) น้องสาวคนสุดท้องที่พบศพในบ้านฮิลเฮาส์ ได้พาทุกคนกลับมารวมตัวกันเพื่อไขปริศนาก่อนสิ่งลึกลับในบ้านฮิลเฮาส์จะพรากชีวิตใครไปอีก. 

The Haunting of Hill House ถือเป็นซีรีส์สยองขวัญกระแสแรงที่สุดแล้วสำหรับปี 2018 นี้ ด้วยกระแสปากต่อปากถึงความน่ากลัวในแต่ละตอนที่ไม่เน้นตุ้งแช่แต่หลอนลึกถึงขั้วอารมณ์ ซึ่งต้องชม ไมค์ ฟลานาแกน ผู้กำกับ-อำนวยการสร้างซีรีส์ชุดนี้ที่สามารถคุมทิศทางของเรื่องได้อย่างแม่นยำทั้งบทที่แข็งแรงผูกโยงเรื่องราวในครอบครัวให้เข้ากับอารมณ์สยองขวัญได้อย่างลงตัว และงานเทคนิคที่เชื่อว่าจะได้รับการพูดถึงไปอีกนาน. 

และเพื่อเป็นบทบันทึกรวมถึงกระตุ้นความอยากดู What The Fact ขอพาไปสำรวจตัวอย่างลีลาสุดหลอนบางส่วนจาก The Haunting of Hill House กันหน่อย. 

น้องแมวจรโคตรสยอง (Episode 2 : Open Casket)

ใครจะไปคิดเมื่อเจ้าหนู เชอร์ลีย์ (ลูลู วิลสัน) ไปเจอลูกแมวน่ารักใกล้รังต่อ แต่หลังเธออออดอ้อนคุณพ่อจนได้เลี้ยงแมวเหมียว เธอกลับต้องเผชิญความสยองที่จะลืมไม่ลง

สยองยังไง – อันนี้อยากให้ดูเองว่า จังหวะที่เจ้าหนูเชอร์ลีย์ พยายามเรียกให้พ่อแม่ดูปากเจ้าเหมียวมันเกิดอะไรขึ้น..?? 

พี่จะซ่อมน้องเอง (Episode 2 : Open Casket)

อันนี้เป็นฉากที่ เชอร์ลีย์ (เอลิซาเบธ รีเซอร์) รับศพของ เนล มาเพื่อแต่งศพ ซึ่งนอกจากอารมณ์วังเวงในห้องแต่งศพแล้ว มันยังบอกที่มาว่า การตายของแม่ มีส่วนทำให้ เชอร์ลีย์ กลายมาเป็นนักแต่งศพ เพื่อ ‘ซ่อม’ ร่างไร้วิญญาณให้งดงามราวคนหลับไหลอย่างมีชีวิต 

สยองยังไง– ในส่วนนี้จะมีทั้งอารมณ์ดราม่าระหว่างพี่น้อง และบทภาพยนตร์ของ ไมค์ ฟลานาแกน ยังพูดถึงความตายได้อย่างลึกซึ้ง เลยทำให้ซีนนี้ได้ทั้งความหมายเชิงปรัชญาและยังเซอร์ไพรส์ด้วยอารมณ์สยองขวัญปิดท้ายที่จะกระตุ้นให้เราอยากดูตอนต่อไป 

ธีโอ สาวสัมผัสสยอง (Episode 3 : Touch)

อันนี้ขอพูดถึงตัวละคร ธีโอดอร่า (เคต ซีเกล) น้องสาวคนกลางที่กลายมาเป็นนักจิตวิทยาเยาวชน และด้วยความที่ธีโอ มีสัมผัสพิเศษที่เวลาเอามือแตะคนหรือสิ่งของจะเห็นสิ่งลี้ลับ ดังนั้นเวลาเธอยื่นมือจะไปจับอะไร คนดูเลยหายใจไม่ทั่วท้องซะงั้น 

สยองยังไง – อันนี้ต้องชมการแสดงของ เคต ซีเกล เลยเพราะซีรีส์ไม่ได้เน้นภาพว่าเธอเห็นอะไรเวลาสัมผัสแต่การแสดงของ เคต ก็ทำให้เรารู้สึกตามได้ทุกครั้ง และยังเป็นตัวละคร LGBT ที่มีเสน่ห์เหลือล้นจริงๆ. 

หนูกลัวผู้หญิงคอหัก (Episode 5 : The Bent-Neck Lady)

อันนี้จะเป็นความกลัวของหนูน้อย เนล (ไวโอเลต แม็คกรอ) ในเหตุการณ์อดีตที่ขอบอกเลยว่า แค่เห็นหน้าหนูน้อยหวาดผวาคนดูก็เกร็งแทบแย่แล้ว 

สยองยังไง – คืออันนี้ก็เป็นหลักฐานถึงความฉลาดของบทอีกนั่นแหละ เพราะ “ผู้หญิงคอหัก” ที่แท้จริงนั้น เมื่อถูกเฉลยกลับกลายเป็นการพลิกโหมดมาเล่าดราม่า โดยยังคงความน่ากลัวไว้ได้ไม่มีตกอีกนั่นแหละ. 

ไม่มีใครเห็นฉัน. (Episode 6 : Two Storms)

ในฉากงานศพของเนล ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นเหตุการณ์ในคืนเดียวยังส่งผลต่อความสัมพันธ์พี่น้อง และทำให้ทุกคนเริ่มตระหนักถึงผลลัพธ์ของบ้านฮิลเฮาส์

สยองยังไง – ขอบอกว่าตอนนี้ถ่ายแบบลองเทคจ้า คือ 50 นาทีกล้องถ่ายต่อเนื่อง แต่แบ่งเหตุการณ์ 3 ช่วง มีส่วนของ เหตุการณ์ย้อนอดีต 1 ก้อน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการนำเทคนิคมาใช้เล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาดมากๆ 

ชมเบื้องหลังการถ่ายทำได้ ที่ี่นี่ 

เอาล่ะเชื่อว่า ฮาโลวีน ปีนี้ใครหาซีรีส์สยองดูแบบโต้รุ่งกับเพื่อนๆ ก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงจ้า. 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!