Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Crown Season 2

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ปีเตอร์ มอร์แกน
  • เหมาะสำหรับ  คนชอบซีรีส์เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษ, หนังประวัติศาสตร์, หนังชีวิตบุคคลสำคัญ
  • ออกอากาศ สตรีมมิ่ง 2 ซีซัน 20 ตอนทาง Netflix 

สำหรับเรื่องราวในซีซีนนี้ ราชินีเอลิซาเบธที่ 2  ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้านทั้งวิกฤติคลองสุเอซ รักครั้งใหม่ของ เจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหัวเสรีนิยม แต่ความท้าทายใดก็ไม่เท่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับเจ้าชายฟิลลิปจากเหตุการณ์ฉาวโฉ่ที่อาจกระทบต่อชีวิตของทั้งคู่ในวังบัคกิงแฮม



อังกฤษท่ามกลางวิกฤติและไฟรักในราชนิกุล

ใน The Crown ซีซัน 2 นี้ ปีเตอร์ มอร์แกนยังคงรับผิดชอบเขียนบททั้ง 10 ตอนเช่นเคย โดยคราวนี้มอร์แกนเลือกหยิบเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ของอังกฤษอย่างวิกฤติคลองสุเอซมาผูกโยงกับวิกฤติเรื่องราวฉาวโฉ่ของคนรอบข้างพระองค์ทั้งกรณีจดหมายลับของพระสหายคนสนิทของเจ้าชายฟิลลิปและความรักครั้งใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตกับช่างภาพหนุ่มผู้ปฏิเสธการใช้ชีวิตในกรอบ นำซึ่งเรื่องราวเข้มข้นที่ไม่ได้นำเสนอเฉพาะประวัติศาสตร์ในประเทศอังกฤษยุค 50 หรือความเป็นมาของสมเด็จพระบรมราชินีนารถเอลิซาเบธที่สองในช่วงแรกของการครองบัลลังก์เท่านั้นแต่ยังนำพาผู้ชมไปสู่ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่และหัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องแบกรับภาระของประเทศเสมือนหนึ่งแบกโลกไว้ทั้งใบ ซึ่งประเด็นทั้งหมดทั้งมวลถูกรังสรรค์ผ่านปลายปากกาของปีเตอร์ มอร์แกนที่บอกเล่าเรื่องราวดังกล่าวได้เหมือนเข้าไปนั่งเมาต์มอยกับพระราชินีและเหล่าราชนิกุลในวังบัคกิงแฮมแบบทุกซอกทุกมุมจริงๆ



พระอัจฉริยภาพที่แสดงถึงพลังของผู้หญิง 

ตลอดทั้ง 10 ตอนของ The Crown ในซีซัน 2 ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครอย่างพระราชินีอลิซาเบธได้เป็นอย่างดีและยังสามารถต่อติดกับเรื่องราวในซีซันแรกได้เป็นอย่างดี เพราะหากซีซันแรกคือการพัฒนาจากเจ้าหญิงที่สูญเสียพระบิดาสู่การครองบัลลังก์ที่ต้องเสียสละตัวตนและความสุขในครอบครัวเพื่อบริหารประเทศและธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องราวในซีซันที่ 2 นี้ก็เหมือนวิกฤติโลกของจริงที่มีทั้งวิกฤติคลองสุเอซที่ขยายตัวไปสู่แนวคิดในการเอาใจออกห่างของประเทศอียิปต์ในอาณานิคมของอังกฤษซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยในตอนที่แปดของซีรีส์พระองค์ได้แสดงพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขวิกฤติการณ์ที่เหมือนประธานาธิบดีนกรูมาห์พยายามหักหน้าพระองค์และเอาใจเข้าใกล้แนวคิดคอมมิวนิสต์ของโซเวียตแต่พระราชินีเอลิซาเบธก็ทรงใช้ไหวพริบปฏิภาณและความอ่อนหวานของผู้หญิงในการแก้ปัญหาได้อย่างเปี่ยมพระอัจฉริยภาพและสามารถยุติสงครามเย็นได้บนฟลอร์เต้นรำ



หัวใจกับหน้าที่สองทางขนานที่ไม่มีมีวันบรรจบ

อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า The Crown ซีซั่นที่ 2 มิได้บอกเล่าแค่เรื่องราวของพระราชินีเท่านั้น แต่ยังสานต่อเรื่องราวของบุคคลรอบข้างพระองค์และแน่นอนเจ้าหญิงมากาเร็ต (วาเนสซา เคอร์บี) พระขนิษฐาของพระองค์ที่เคยขัดแย้งกันมาตั้งแต่ซีซันแรกที่พระองค์ได้ขวางทางความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหญิงและปีเตอร์ ทาวน์เซนด์ จนมาในซีซัน 2 ที่เจ้าหญิงมากาเร็ตได้สานสัมพันธ์กับ โทนี่ อาร์มสตรอง (แมตธิว กู้ด) ช่างภาพหัวขบถที่ใช้ชีวิตนอกกรอบจนอาจนำเรื่องอื้อฉาวมาสู่วังบัคกิงแฮม ซึ่งเรื่องราวในส่วนนี้นอกจากเราจะต้องลุ้นว่าเจ้าหญิงและพระราชินีจะมีปมขัดแย้งเรื่องงานราชาภิเษกแล้ว ยังต้องมาลุ้นให้เจ้าหญิงมากาเร็ตได้เจอคู่แท้ที่รักพระองค์และทำให้พ้นคำสาปคนอาภัพรักจากซีซันแรกเสียที



ปมวัยเด็กเจ้าชายฟิลลิปสู่การเลี้ยงดูเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ 

ในซีซันที่สองเจ้าชายฟิลลิปจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นและเราจะได้รับรู้เรื่องราวของพระองค์ที่น่าเห็นใจพอสมควร แต่การบอกเล่าเรื่องราวของพระองค์ไม่เพียงทำให้คนดูรู้จักพระสวามีของพระราชินีเอลิซาเบธเท่านั้นแต่ยังทำให้เรารับรู้ปมขัดแย้งระหว่างเจ้าชายฟิลลิปและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์อันมีที่มาที่ไปจากการที่พระบิดาต้องการให้พระองค์เข้าศึกษาในโรงเรียนประจำซึ่งมีกิจกรรมพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายที่ค่อนข้างโหดหินจนสร้างแผลเป็นในใจของพระองค์ ซึ่งเชื่อได้ว่าใครเคยมีปมอดีตอันเลวร้ายถ้าได้ดูตอนนี้จะพบว่าแม้แต่คนในตำแหน่งสูงๆของประเทศต่างก็เคยประสบโศกนาฏกรรมที่กลายเป็นแผลในใจไม่ต่างกันเลย



บทส่งท้ายของ แคลร์ ฟอย

ต้องยอมรับว่าบทพระราชินีเอลิซาเบธที่สอง คือการปูทางสู่ชื่อเสียงสำหรับ แคลร์ ฟอยที่แท้จริง ตั้งแต่ซีซันแรกที่ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลมากมายมาสู่ซีซันที่สองที่เธอยังคงทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย เธอทำให้คนดูเชื่อได้ว่าจากพระราชินีมือใหม่ได้พัฒนาการสู่การเป็นแม่ของแผ่นดินที่พร้อมแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้งได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับใครที่รอจะได้ชมเธอในซีซันที่สามก็ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ เพราะในซีซันที่ 3 ทางผู้สร้างได้ประกาศชื่อ โอลิเวีย โคลแมน มารับช่วงเป็นพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ส่วนแคลร์ ฟอยก็กำลังเตรียมตัวรับบท ลิสเบธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาวรอยสักมังกรใน The Girl In The Spider Web หนังจากนิยายสวีเดนชุดเดียวกับ The Girl With Dragon Tattoo (2011) ที่เดวิด ฟินเชอร์เคยกำกับ  ด้านนักแสดงคนอื่นก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีและแม้ในซีซันนี้ จอห์น ลิธกาวด์จะมีแค่บทรับเชิญเป็นวินสตัน เซอร์ชิลในฉากย้อนอดีตเท่านั้นแต่ซีซันนี้ก็มี แมตธิว กู้ด ที่มารับบทโทนี่ อาร์มสตรอง ช่างภาพหัวขบถคนรักใหม่ของเจ้าหญิงมากาเร็ตได้อย่างเปี่ยมสเน่ห์ทีเดียว

ทั้งบทที่เขียนมาอย่างประณีต งานสร้างสุดอลังการและทีมนักแสดงคุณภาพก็ทำให้ The Crown ซีซัน 2 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเป็นซีรีส์ส่งท้ายปี 2017

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The End of The F***ing World โลกมันห่วย ช่วยไม่ได้ – หวานมันฉัน(อยาก)ฆ่าเธอ

Published

on

  •  สร้างสรรค์โดย โจนาธาน เอนต์วิสเซิล (จาก คอมิคโดย ชาร์ลส์ เอส ฟอร์แมน)
  • สตรีมมิ่งทั้ง 8 ตอนได้ทาง Netflix
  • เหมาะสำหรับผู้ชื่นชอบซีรีส์รักวัยรุ่นที่มีเพลงเพราะคลอไปทั้งเรื่อง


ถือว่ามาแรงสุดๆแล้วสำหรับซีรีส์วัยรุ่นที่มาพร้อมพลอตแรงๆของ Netflix อย่าง The End of The F***ing World ที่บอกเล่าเรื่องราวความรักระหว่างทางของ อลิซซ่า (เจสสิกา บาร์เดน) สาวน้อยที่ต้องการใครสักคนพาเธอหนีไปจากชีวิตที่ไร้ตัวตนในครอบครัว และใครคนนั้นก็ดันเป็น เจมส์ (อเล็กซ์ ลอว์เธอร์) เด็กหนุ่มที่หวังฆ่าเธอเพื่อชดเชยประสบการณ์เลวร้ายในวัยเยาว์ โดยมีจุดหมายคือการตามหาพ่อของอลิซซ่า แต่ก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดเมื่ออยู่ๆทั้งคู่ก็ไปพัวพันกับการฆาตกรรมและจี้ปล้นจนต้องหนีการตามล่าจากทางการกันหัวซุกหัวซุน

ดูจากเรื่องย่อที่กล่าวมาข้างต้นก็คงพอเห็นแล้วว่าความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้คือการผสานระหว่างหนังฆาตกรโรคจิตเข้ากับแนวรักโรแมนติกใสๆวัยรุ่นชอบ ซึ่งด้วยความที่หนังต้องการคงโทนโรแมนติกก็สบายใจได้ว่าสัดส่วนของความโหดด้านภาพจะไม่ได้มากมายนัก แถมเล่าๆไปความโรคจิตของตัวเจมส์ก็แทบไม่เห็นเพราะท้ายที่สุดหนังก็พยายามทำให้คนดูรักพระเอกของเรา ซึ่งด้วยการแสดงของ อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ ก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เขาสามารถรับบท เจมส์ ชายหนุ่มผู้อยู่ผิดที่ผิดทางเหมือนวัยรุ่นแสวงหาตัวตนจากด้านมืดของตัวเองได้อย่างมีเสน่ห์ สามารถสร้างสมดุลระหว่างความประหลาด ความน่ากลัวแล้วก้าวข้ามไปสู่ความน่ารัก ทำให้คนดูอยากเอาใจช่วยได้เป็นอย่างดี  ในขณะที่ เจสสิกา บาร์เดน ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่แพ้กัน เพราะบท อลิซซ่า เองก็เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโหยหาคนรักคนเข้าใจ ภายใต้ท่าทีก๋ากั่นบ้าผู้ชาย เธอสามารถทำให้ความรู้สึกคนดูค่อยๆพังทลายลงช้าๆเมื่อหนังดำเนินไปเรื่อยๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ



ในขณะที่ข้อเสียหลักของซีรีส์ชุดนี้ก็คงเป็นการดำเนินเรื่องในหลายจุดที่บังเอิ๊ญบังเอิญแบบละครไทยยังเรียกพี่ เรียกได้ว่า คู่รักวัยกระเตาะที่พกมาแต่ความบ้าบิ่นสามารถผ่านแต่ละอุปสรรคได้อย่างง่ายดายแทบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อย ซึ่งก็ตอบโจทย์กับตัวซีรีส์ที่แต่ละตอนสั้นมากๆ เพราะตอนนึงยาวแค่ 25 นาทีเท่านั้น จึงทำให้คนมีเวลาน้อยสามารถดูทั้งซีซันได้ในเวลาเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

สรุปแล้วด้วยเสน่ห์ของเรื่องราวที่มีทั้งความโรแมนติกที่ปรุงรสด้วยความระทึกแบบจางๆ เคล้าเสียงเพลงเพราะๆและความน่ารักของทั้ง อเล็กซ์ ลอว์เธอร์ และ เจสสิกา บาร์เดน ก็น่าจะทำให้คุณตกหลุมรัก The End of The F***ing World ได้ไม่ยาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

ช่อง Starz ไฟเขียวสร้าง The Continental : ซีรีส์ John Wick ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าให้ไกลกว่าเดิม

The Continental ซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะถูกสร้างอย่างเป็นทางการโดยช่อง Starz

Published

on

The Continental ซีรีส์ทางโทรทัศน์ที่ขยายจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะถูกสร้างอย่างเป็นทางการโดยช่อง Starz

ในยุคที่ผู้สร้างภาพยนตร์นิยมสร้างแฟรนไชส์จักรวาลภาพยนตร์เพื่อขยายเนื้อหาให้ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และสามารถกอบโกยรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็น MCU, DCEU, The Twilight SAGA หรือ The Hunger Games เป็นต้น ซึ่ง John Wick ก็เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ลักษณะดังกล่าวที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง อีกทั้งยังเป็นการกลับมาคืนฟอร์มของ คีอานู รีฟส์ อย่างสมศักดิ์ศรี

ล่าสุด ช่อง Starz ได้ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ Deadline ว่า ซีรีส์ The Continental ซี่งเป็นเริื่องราวที่แยกออกมาจาก John Wick ได้รับการอนุมัติให้สร้างอย่างเป็นทางการแล้ว โดยจะเน้นเรื่องราวไปที่เบื้องลึกของ Continental Hotel ที่ซึ่งให้บริการที่พำนักแก่นักฆ่าทั่วโลก โดย แชด สตาเฮลสกี ผู้กำกับ John Wick ทั้ง 3 ภาค จะมากำกับตอนนำร่องให้

ถึงแม้จะไม่มีคำยืนย้ันว่า แลนซ์ เรดดิค ผู้รับบทเป็น Charon พนักงานต้อนรับของ Continental Hotel ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครที่แฟนๆ John Wick ชื่นชอบมากที่สุด จะกลับมาหรือไม่ แต่นี่เป็นการยืนยันว่าจักรวาลนักฆ่าของ John Wick จะยังคงได้รับการสานต่ออย่างแน่นอน ไม่ว่า John Wick : Chapter 3 จะเป็นภาคสุดท้ายของ คีอานู รีฟส์ หรือไม่ก็ตาม

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

เราจะเสียเขาไปจริง ๆ หรือ อีกตัวละครสำคัญใน The Walking Dead

Published

on

ยังไม่ได้ดู Season 8 Episode 8 ห้ามอ่านเด็ดขาด

อ้างอิงจากเหตุการณ์ในตอน 8 “How It Gotta Be” ที่เป็นตอนพิเศษยาว 1 ชั่วโมง ที่แฟน ๆ ได้ชมฉากรบสุดกดดัน หลังจากซีซันนี้ยืดเยื้อมายาวนานหลายตอน เป็นตอนที่เหตุการณ์พลิกล็อคมาก ฝ่ายเซเวียร์ที่ดูแววว่าจะใกล้ถึงจุดจบแล้วกลับพลิกมาเป็นฝ่ายที่คุมเกมอีกครั้งเมื่อพวกมันสามารถหลบหนีจากการถูกเหล่าซอมบี้ปิดล้อมได้ และยกพลมาปิดล้อมอเล็กซานเดรียแทน

ริกก็ไม่ได้อยู่ช่วยเหลือพรรคพวกด้วย เพราะไปขอความช่วยเหลือจากพวกจังค์ยาร์ดอยู่ คาร์ลจึงต้องรับหน้าที่สั่งการแทนพ่อ พาชาวบ้านหนีออกไปได้ และทั้งหมดไปซ่อนตัวอยู่ในท่อระบายน้ำ จนนาทีสุดท้ายของตอนนี้ก็ทิ้งเรื่องราวช็อคคนดูอีกครั้งให้ค้างเติ่งรออีก 8 ตอนหลัง เมื่อริกได้เจอคาร์ลก็ดีใจหมดห่วงที่ลูกชายปลอดภัยจากเงื้อมมือเซเวียร์ แต่แล้วคาร์ลก็เผยชะตากรรมอันน่าหดหู่เมื่อเขาเปิดแผลโดนซอมบี้กัดให้พ่อดู หนังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าคาร์ลไปโดนกัดเอาตอนไหน แต่คาดว่าน่าจะโดนในตอน 6 “The King, the Widow, and Rick” ตอนที่คาร์ลไปตามหาซิดดิค เพื่อนใหม่ของคาร์ลในป่า

น่าจะโดนกัดตอนนี้ล่ะ

เมื่อเรื่องราวจบแบบนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำร้ายจิตใจแฟนประจำอย่างหนัก แม้จะไม่ชวนสงสัยใคร่รู้เท่าในซีซัน 7 ที่ลุ้นว่าใครโดนนีแกนทุบหัว แต่นี่ทุกคนรู้ชะตากรรมของคาร์ลแล้ว หวังอย่างเดียวว่าทีมผู้สร้างจะใส่ปาฏิหารย์ลงไป ใจคอจะกำจัดคาร์ลทิ้งจากเรื่องจริง ๆ หรือ เพราะคาร์ลเป็นตัวละครหลักที่อยู่มาตั้งแต่ตอนแรก และเป็นตัวละครที่คนดูและผูกพันอย่างมาก เราต่างเห็น แชนด์เลอร์ ริกก์ หนุ่มน้อยผู้รับบทคาร์ลกันมาตั้งแต่ยังวัย 11 ขวบ เห็นการเติบโตของคาร์ลมาตลอด 8 ปี จากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กหนุ่ม แบบเดียวกับที่ได้เห็น 3 เกลอในแฮร์รี่พอตเตอร์ประมาณนั้น

คาร์ลเป็นตัวละครที่น่าสงสารมาก เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่แสนเข็ญ ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมามาก ต้องปลิดชีพแม่ตัวเองก่อนจะกลายร่าง โตมาก็พิการตาบอดข้างหนึ่งอีก แล้วยังต้องโดนนีแกนจับตัวไปตอกย้ำทำร้ายจิตใจ แต่คาร์ลก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีเชื้อพ่อ มีบุคลิกความเป็นผู้นำ สามารถควบคุมสมาธิและอารมณ์ได้ดีในยามคับขันและพาชาวบ้านหลบหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย ถึงจุดนี้คาร์ลดูจะเป็นสมาชิกอเล็กซานเดรียที่ดูเข้มแข็งพึ่งได้ ก็ไม่คาดคิดว่าสุดท้ายทีมผู้เขียนบทจะเลือกตัดคาร์ลทิ้งไปจากเรื่องราว

บรรดานักข่าวต่างก็รีบหาข้อมูลว่าสุดท้ายคาร์ลจะจากไปจากซีรีส์จริงหรือไม่ มีหลายข้อมูลสนับสนุนว่าคาร์ลจะจากไปในครึ่งหลังซีซัน 8 นี้แน่นอน อย่างแรกมาจากทวิตเตอร์ของแชนด์เลอร์ ริกก์เอง ที่เขาทวิตเมื่อ พฤศจิกายน ปีที่แล้วว่าเขาตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว และพ่อของแชนด์เลอร์ ก็โพสต์เฟซบุ๊กลาแฟน ๆ แต่แล้วก็รีบลบออกไป แต่อะไรที่หลุดมาบนโลกโซเชียลก็ไม่มีทางเป็นความลับหรอก เพราะมีคนแคปไว้ได้ ข้อความว่า “สัญญา 7 ปีได้สิ้นสุดลงแล้วครับ ขอบคุณ AMC เป็นอย่างมาก ขอบคุณเหล่านักแสดง ทีมงาน และแฟน ๆ ของซีรีส์ ส่วนตัวผมต้องขอบคุณแชนด์เลอร์ไอ้ลูกชายอย่างใจจริง ที่ตั้งใจทุ่มเทให้กับงาน 100% แม้จะต้องตื่นมาเข้าฉากตั้งแต่ตี 4 บางวันก็ต้องทำงานทั้ง ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นจัดจนถึงตี 2 ไม่ได้ใช้ชีวิตสนุกประสาวัยรุ่นกับเพื่อน ๆ ทั้งหมดนี้แชนด์เลอร์ไม่เคยปริปากบ่น ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นพ่อของเขา”

อาจจะด้วยภาวะของแชนด์เลอร์ที่อยู่ในวัยเรียนที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัย ที่ส่งผลให้ทีมงานจะต้องคิดวางแผนกันล่วงหน้าว่าวันหนึ่งแชนด์เลอร์จะต้องโบกมือลาซีรีส์ไป ทางที่ดีทีมงานเลือกหาทางออกสวย ๆ ให้กับบทคาร์ลเสียก่อนจะดีกว่า แต่กับบทที่เขียนให้คาร์ลโดนซอมบี้กัดตาย ก็ยังมีเสียงวิพากษ์จากบรรดาแฟน ๆ อยู่นะ ว่าเป็นการกำจัดคาร์ลที่ง่ายและสิ้นคิดเกินไป

นักข่าวบางสื่อได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าตัวแชนด์เลอร์ ริกก์เองถึงอนาคตของคาร์ลในซีรีส์ “ผมก็ไม่คาดคิดมาก่อนหรอกครับว่าคาร์ลจะต้องตาย แต่มันก็ช่วยกำหนดเรื่องราวไปในทิศทางที่ดีนะ บทคาร์ลยังมีต่ออีกนิดหน่อยและจะส่งผลต่อตัวละครที่เหลืออย่าง ริค มิโชน และคนอื่น ๆ อีก แม้เรื่องราวของคาร์ลจะจบแต่ซีรีส์ยังไม่จบนะครับ”

การจากไปของคาร์ลยังคงเป็นข้อกังขาต่อบรรดาแฟน ๆ เพราะบทคาร์ล ใน The Walking Dead เวอร์ชั่นการ์ตูนไม่ได้ตาย แฟน ๆ ก็นิ่งนอนใจว่า”คาร์ล”ตัวละครคนโปรดของพวกเขาอย่างไรก็ปลอดภัยแน่นอน แต่ผลก็ออกมาพลิกล็อคเสียอย่างนั้น เดวิด อัลเปิร์ต ผู้อำนวยการสร้างบริหารออกมาเสริมในจุดนี้ว่า “เราแสดงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งแล้วนะว่าชะตากรรมตัวละครทุกตัวในเรื่องต่างอยู่บนเขียงทั้งนั้น เราคือซีรีส์ที่ไม่เคยรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวจากต้นฉบับการ์ตูนจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด” และชะตากรรมของคาร์ลนี่แหละถือว่าเป็นการพลิกเรื่องราวจากต้นฉบับครั้งใหญ่ และจะส่งผลต่อเรื่องราวที่ตามมาอีกมาก

อีก 1 ปริศนาในซีซันนี้คือฉากเปิดในตอนแรกที่เราเห็นภาพตัดในอนาคตเป็นภาพริคที่หนวดเครารุงรัง น้ำตาเอ่อล้นเบ้าเหมือนตอนที่เขาเสียใจกับการจากไปของเกล็น เป็นการเพิ่มความสงสัยให้กับผู้ชมว่าในซีซันนี้จะต้องเสียใครไปอีกที่ทำให้ริคโศกเศร้าได้ขนาดนี้ หลาย ๆ ตอนที่ตัดภาพมาเป็นฉากนี้สั้น ๆ แล้วเราได้ยินริคพร่ำพรรณาว่า “ขอได้โปรดให้ความเมตตาของข้ามีชัยเหนือความโทสะ” เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไป เราจึงได้ยินประโยคนี้ออกมาจากปากของ ซิดดิค คนพเนจรที่คาร์ลไปช่วยเหลือไว้ และเป็นสาเหตุให้คาร์ลโดนซอมบี้กัด ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าฉากร่ำไห้ของริคนั้นอาจจะโยงกับการสูญเสียคาร์ลหรือถ้าไม่จะมีใครต้องจากไปในซีซันนี้อีกหรือ? รอคำตอบกันครับ ครึ่งหลังจะเริ่มแพร่ภาพ 12 กุมภาพันธ์ 2018

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!