Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] A Series of Unfortunate Events Season 2 อยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย ซีซัน 2

Published

on

  • สร้างสรรค์และพัฒนาโดย มาร์ค ฮูดิส และ แบรี ซอนเนนฟิลด์
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์แฟนตาซี และแนวตลกร้าย
  • สตรีมมิงทาง Netflix


พี่น้องตระกูลโบเดอแลร์ยังคงต้องผจญกับสารพัดภัยจากแผนการร้ายของ เคานต์โอลาฟ (นีล แพตทริค แฮริส) อย่างไม่หยุดหย่อน เริ่มตั้งแต่แผนการกำจัดพวกเขาตั้งแต่โรงเรียนประจำสุดประหลาดไปจนถึงคณะละครสัตว์สุดเพี้ยน งานนี้ ไวโอเลต (มาลีนา ไวส์แมน) พี่สาวนักประดิษฐ์  เคลาส์ (หลุยส์ ไฮนส์) น้องชายจอมถอดรหัส และ ซันนี (เพรสลี สมิธ) ทารกฟันมหากาฬ จำต้องร่วมมือกันเอาตัวรอดจากแผนฮุบสมบัติของ เคานต์โอลาฟให้จงได้


สำหรับ ซีซันที่ 2 ของ A Series of Unfortunate Events ก็ดำเนินเรื่องต่อจากตอนจบของซีซันแรก โดยดัดแปลงเนื้อหาจากหนังสือ 5 เล่มต่อมาได้แก่ The Austere Academy The Ersatz Elevator The Vile Village The Hostile Hospital และ Carnivorous Carnival   และยังคุมงานสร้างโดย แบรี ซอนเนนฟิลด์ เช่นเดิม ดังนั้นรสชาติที่เราคุ้นเคยตั้งแต่ซีซันแรกทั้งอารมณ์ตลกร้าย ความตื่นเต้นจากสถานการณ์เลวร้ายที่เหล่าพี่น้องโบเดอแลร์ต้องเผชิญยังอยู่ครบถ้วน รวมถึงทีมนักแสดงเดิมที่เราต่างติดใจจากซีซันแรกก็ตบท้ายกลับมาสานต่อเรื่องราวได้อย่างสนุกสนานมากเลยทีเดียว ทั้ง นีล แพตทริก แฮริส ที่ยังคงความร้ายกาจแฝงอารมณ์ตลกร้ายได้อย่างแม่นยำ มาลีนา ไวส์แมน ก็เปล่งประกายสดใสในบทไวโอเลต สาวนักประดิษฐ์หัวกะทิ หลุยส์ ไฮนส์ ก็กลับมาให้บรรดาแม่ยกเกาะจอรอลุ้นกับการถอดรหัสของหนุ่มแว่นหน้ามนสุดหล่อ รวมถึง เพรสลี สมิธ ที่แม้จะยังอ้อแอ้แต่ความน่ารักอยู่ในระดับทำลายล้างและสร้างความสนุกแบบเบิ้ลสามให้ทุกสถานการณ์ให้เราทั้งหัวเราะ และลุ้นจนเหนื่อยเลยทีเดียว



สำหรับธีมหลักของซีซันนี้คงหนีไม่พ้นการพูดถึงมุมมองของเด็กที่มีต่อผู้ใหญ่ในฐานะผู้ปกครองที่มักจำกัดสิทธิในการแสดงออกของเด็กๆ ทั้ง ผ.อ.โรงเรียนออสแตร์ในสองตอนแรก ไปจนถึงสภาผู้อาวุโสในเมือง VFD ที่ปกครองระบอบเผด็จการและออกกฎที่ไม่สนใจความต้องการของเยาวชนเลยสักนิด และด้วยเนื้อหาส่วนนี้เลยทำให้ A Series of Unfortunate Events ซีซันนี้มีเนื้อหาสาระที่ชวนถกเถียงกันต่อถึงระบบการศึกษาและสังคมที่แวดล้อมเยาวชนอยู่อย่างน่าคิด และชวนให้เราสำรวจตัวเองว่าเราได้สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และเสรีภาพในการแสดงออกให้แก่เยาวชนอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง



และในซีซันนี้ งานสร้างของโบ เวลช์ ก็ยิ่งอลังการงานสร้างมากขึ้น ทั้งโรงเรียนออสแตร์ที่ให้ความรู้สึกลึกลับแบบโรงเรียนประจำ ความพิสดารของบรรดาคฤหาสน์ หรือร้านอาหารเพี้ยนๆที่เราไม่มีวันได้เจอในโลกความจริงแน่ๆ  เมืองแห่งอีกาที่มีบรรดาผู้เฒ่าคร่ำครึอนุรักษ์นิยม รวมถึง โรงพยาบาล และ คณะละครสัตว์ ที่ออกแบบงานสร้างออกมาในสไตล์โกธิค ดูลึกลับมืดทึมแต่เล่นสนุกกับรายละเอียดได้แบบครบทุกเม็ดจริงๆ เรียกได้ว่าดูงานสร้างก็คุ้มค่าการรอคอยมาปีนึงแล้วล่ะ

สรุปแล้ว  A Series of Unfortunate Events ยังคงความสนุกในการเล่าเรื่อง การแสดงที่ใช่ และเนื้อหาชวนคิดจากบทประพันธ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเคย แน่นอนล่ะว่าพอจบซีซันนี้แล้วหลายคนก็คงต้องรอดูต่อในซีซันสามแน่นอน ซึ่งก็คงต้องรอลุ้นผลตอบรับจากซีซันสองนี้ว่า เหล่าพี่น้องโบเดอแลร์จะได้ไปต่อในซีซันสามหรือไม่

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Netflix Original Series Lost In Space ทะลุโลกหลุดจักรวาล

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย  เออร์วิน อันเลน  พัฒนาสำหรับฉบับ Netflix โดย แมตต์ ซาซามา และ เบิร์ค ชาร์พเลส
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ไซไฟท่องอวกาศ และซีรีส์แนวครอบครัว
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix


เมื่อโลกไม่อาจอาศัยได้อีกต่อไปจึงเกิดโครงการสร้างอาณานิคม เรสโซลูต  ในอวกาศโดย ครอบครัวโรบินสัน ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในมนุษย์กลุ่มแรกที่ได้สิทธิ์ขึ้นไปใช้ชีวิตบนนั้น แต่หลังเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันทำให้ยาน จูปิเตอร์ของพวกเขากระเด็นไปตกยังดาวลึกลับ งานนี้ทั้ง จอห์น (โทบี สตีเฟน์) คุณพ่อทหารผู้เข้มงวดกับลูกๆ  มอรีน (มอลลี พาร์คเกอร์) คุณแม่นักวิทยาศาสตร์  จูดี้ (เทย์เลอร์ รัสเซลล์) ผู้รอบรู้ ชาญฉลาด และกล้าหาญ  เพนนี (มีนา ซันด์วอลล์) ลูกสาวคนกลางที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ และ วิล (แม็กซ์ เจนคินส์) ลูกชายคนเล็กที่พบมิตรภาพในตัวหุ่นยนต์สังหารต้องร่วมใจกันหาหนทางกลับสู่ เรสโซลูต ก่อนดาวดวงนี้จะถูกดวงอาทิตย์แผดเผา โดยมี ดร.สมิธ (พาร์คเกอร์ โพซีย์) ผู้มีความลับดำมืดและไม่อาจไว้ใจได้ก้าวเข้ามาแทรกกลางระหว่างครอบครัวของพวกเขา



เดิมที Lost In Space  คือซีรีส์ยอดนิยมที่ออกอากาศถึง 3 ซีซันระหว่างปี 1965-1968 จำนวน 83 ตอน สร้างสรรค์โดย เออร์วิน อัลเลน ก่อนจะได้มีโอกาสขึ้นจอใหญ่ในปี 1998 ซึ่งได้เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ไม่ดีนัก จนมาถึงเวอร์ชั่นปัจจุบัน เมื่อ Netflix ร่วมกับ Legendary Television นำซีรีส์ไซไฟอวกาศชุดนี้มาปัดฝุ่นใหม่ให้เข้ากับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป ตั้งแต่การเพิ่มบทบาทของตัวละครหญิงโดยเฉพาะตัวละคร มอรีน ที่ดูจะมีบทบาทและความเป็นผู้นำมากกว่า จอห์น เสียอีก สอดคล้องกับบทบาทผู้หญิงในยุคปัจจุบันที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับเพศชาย รวมถึงการเปลี่ยนให้ลูกสาวคนโตอย่าง จูดี้ เป็นสาวผิวสีเพื่อเพิ่มมิติที่มาของครอบครัวโรบินสันให้ยิ่งซับซ้อน และแสดงถึงความหลากหลายด้านชาติพันธุ์อันเป็นอุดมคติของอเมริกาในยุคปัจจุบันเข้าไปได้อย่างคมคาย และทำให้ซีรีส์ชุดนี้มีความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าแค่การเป็นซีรีส์รีเมคจากผลงานดังในอดีต



สิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นของซีรีส์ชุดนี้นอกจากสเปเชียลเอฟเฟกต์ต่างๆทั้ง หุ่นยนต์สังหาร หรือบรรดาแผ่นดินไหวและเหล่าสัตว์ประหลาดบนดาวแล้ว ก็มีความคล้ายสตาร์เทรคตรงที่ตัวละครจะแก้ปัญหาต่างๆโดยเน้นหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่น่าจะเป็นไปได้มาเป็นเหตุผลรองรับการกระทำ และด้วยนี่คือภารกิจเพื่อเอาชีวิตรอด หลายวิบากกรรมจึงดูใกล้ตัวและคนดูก็พร้อมเอาใจช่วย ถึงแม้บางอย่างจะดูโม้ไปหน่อยก็ตามแต่ด้วยการแสดงที่น่าเชื่อถือคนดูก็พอหยวนๆไปได้บ้างล่ะนะ



ส่วนการเน้นเรื่องราวดราม่าในครอบครัว ตรงนี้ยอมรับเลยว่าเป็นดาบสองคมของซีรีส์จริงๆเพราะหากคนดูไม่ได้เป็นโรควิตกกังวลหลังผ่านวิกฤติหรือ PTSD แบบจูดี้ หลังติดอยู่ในน้ำแข็งนานๆ  , รู้สึกว่าตัวเองไม่มีใครสนใจตามประสาลูกคนกลางแบบ เพนนี หรือกระทั่งเป็นเด็กอ่อนแอแบบ วิล แล้ว ก็ยากมากที่เราจะมีประสบการณ์ร่วมกับตัวละคร แต่ยังดีที่ซีรีส์ให้รายละเอียดตัวละครพ่อและแม่ได้น่าสนใจ เพราะจอห์น เองก็ไม่ได้เป็นพ่อที่สมบูรณ์แบบ ติดออกคำสั่งและแทบจะไม่สามารถกลับมาสานสัมพันธ์กับลูกๆได้สนิทใจหลังเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้ มอรีนและจอห์น ต้องแยกทางกันก่อนเดินทางสู่ เรสโซลูต หรือแม้แต่มอรีน ที่มีปมผิดบาปในใจที่เธอต้องโกงผลให้ วิล ได้ขึ้นมาอยู่กับครอบครัว  แต่ที่รู้สึกกวนใจจริงๆคงหนีไม่พ้นปมบางอย่างในเรื่องที่ดูจงใจเกินไปหน่อย เช่นการใส่ ดร.สมิธ ให้เป็นตัวร้ายแบบคอยหาเรื่องมาทำให้ครอบครัว โรบินสัน แตกแยกกัน หรือที่นางพยายามแย่งหุ่นยนต์ไปจากวิล บางทีก็ดูไร้เหตุผลไปหน่อย แต่ว่าก็ว่าเถอะ พอเป็น พาร์คเกอร์ โพซีย์ มาแสดงเลยกลายเป็นว่า ตัวละคร ดร.สมิธ หรือ ชื่อจริงว่า….. (ไม่อยากสปอยล์ ไปดูกันเองนะจ๊ะ)  กลายเป็นสีสันที่หาก Lost In Space ขาดเธอไปเรื่องราวคงไม่เข้มข้นขนาดนี้แน่ๆ

สรุปแล้ว แม้ซีรีส์จะเต็มไปด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์และเรื่องราวดราม่าครอบครัวที่บางครั้งอาจสร้างความลำไยไปบ้าง แต่ที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคงเป็นด้านโปรดักชั่นที่คราวนี้คงต้องกล่าวชม Netflix ว่า ‘บ้าดีเดือดแท้ๆ’ ที่กล้าลงทุนมโหฬารชนิดที่ว่างานสเปเชียล เอฟเฟกต์ของซีรีส์ชุดนี้อาจดูดีกว่าหนังโรงบางเรื่องด้วยซ้ำ แต่จุดที่ Netflix ควรนำไปพิจารณาปรับปรุงจริงๆคือควรเลิกทำซีรีส์สนุกๆแค่ 10 ตอนได้แล้ว คราวหลัง เบิ้ลเป็น 20-30 ตอนไปเลย มันค้างคาสุดๆอ่ะโอ๊ยยย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

รวมความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นใน พรหมลิขิต (บุพเพสันนิวาส ภาค 2)

เพิ่งจบหมาดๆ แต่ข่าวเรื่องภาคต่อก็มีออกแว่วๆมาให้เห็นอยู่หลายคราวแล้ว วันนี้เราเอาปากคำของคุณรอมแพงที่พูดในที่ต่างๆเกี่ยวกับภาคต่อ และเส้นประวัติศาสตร์จริงเทียบตาม เพื่อมโนดูว่าเราจะได้เห็นอะไรใน บุพเพสันนิวาส 2 ที่ชื่อ พรหมลิขิต กัน

Published

on

By

ละครออเจ้า บุพเพสันนิวาส เพิ่งจบ เราก็อยากดูภาคต่อไวๆเช่นเดียวกันกับทุกคนเช่นกัน เราอดรนทนไม่ไหวเลยรวบรวมคำให้การของ รอมแพง ผู้เขียน ประกอบกับหลักฐานอื่นๆ มาขอมโนก่อนเลยว่าเราจะได้เห็นอะไรในละคร พรหมลิขิต ภาคต่อกันนะ

1. ยุคพระเจ้าเสือ – พระเจ้าท้ายสระ

ละครจะเล่าในยุคพระเจ้าเสือ แล้วเน้นที่พระเจ้าท้ายสระ และอาจยาวไปถึงยุคพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนู่นเลยด้วย?

รอมแพงได้ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่าภาคต่อไปจะดำเนินเรื่องต่อจากภาคปัจจุบัน ซึ่งจบลงที่ชีวิตแสนสุขของการะเกด ที่มีลูกถึง 4 คนกับพ่อเดช

ซึ่งหากเรื่องราวข้ามยุคพระเพทราชาที่ครองราชย์ยาวถึงปี 2246 แล้วเปลี่ยนรัชกาลเข้าสมัยพระเจ้าเสือ ตอนนั้นตัวละครหลักหรือลูกชายแฝดของการะเกดจะมีอายุ 15 ปี ถ้าคิดคร่าวๆ ว่าการะเกดให้กำเนิดลูกราวๆ อายุ 23 ปี (ตามนิยายเกศสุรางค์เริ่มเรื่องอายุ 25 ปี กลับไปเป็นการะเกดอายุ 16 ปี และที่ย้อนไป 6 ปีก่อนพระนารายณ์สวรรคต) ก็หมายความว่าตอนนี้การะเกดจะอายุ 38 ปี!!!

และหากเรื่องเน้นไปที่ยุคพระเจ้าท้ายสระตามที่รอมแพงมักพูดบ่อยครั้ง (พูดถึงบ่อยกว่ายุคพระเจ้าเสืออีก) ก็เท่ากับว่าลูกชายการะเกดจะมีอายุอย่างน้อย 20 ปี เข้าสู่วัยรับราชการได้ระดับหนึ่งทีเดียว ส่วนแม่การะเกดก็หายห่วงตอนนี้อายุปาไป 43 ปีแล้ว พ่อเดชนั่นยิ่งไม่ต้องนับเลยไปไกลกว่าอีกเพราะเริ่มเรื่องที่ 22 ปี ก็จะอายุ 49 ปี

ส่วนยุคสมัยของพระมหากษัตริย์ทั้ง 2 ก็มีเหตุสำคัญๆ ที่อาจถูกนำมาใช้ในละครได้คือ

  1. การตัดขาดฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยพระเพทราชา การฟื้นฟูศาสนาพุทธในสมัยพระเจ้าเสือและพระเจ้าท้ายสระ รวมถึงดราม่าข่าวลือถึงนิสัยอันไม่ธรรมดาของพระเจ้าเสือที่ดาร์กเสียเหลือเกิน ฝั่งพระเจ้าท้ายสระก็ไม่ธรรมดา เพราะท้ายรัชกาลเกิดการชิงบัลลังก์ ระหว่างอากับหลาน คือน้องชายของพระเจ้าท้ายสระกับลูกของพระเจ้าท้ายสระเองด้วย
  2. นอกจากนี้ในด้านการต่างประเทศ อยุธยาได้เปิดความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเข้ามาคานอำนาจแทนยุโรปเดิม ก็มีประเด็นที่น่าสนใจ เล่นง่ายกว่าดราม่าในรั้วในวังด้วย

 

2. พระเอกคือลูกชายของการะเกด

รอมแพงระบุชัดว่า พรหมลิขิต จะเป็นเรื่องของลูกชายฝาแฝดคนที่สองของการะเกดที่ชื่อ พ่อริด (จากลูกทั้งหมด 4 คนคือ เรือง ริด แก้ว ปราง ทั้งหมดอายุห่างกัน 2 ปี) และตัวลูกชายนี้น่าจะเก่งได้พ่อ เพราะจะได้เป็นตัวแทนอยุธยาโล้สำเภา (ที่หมายถึงเดินทางทางเรือ ไม่ใช่…) เป็นทูตไปค้าขายกับทางจีนด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ รอมแพงระบุว่าในนิยายจะเขียนชัดว่า ลูกชายจะมีหน้าตาคล้ายๆ พ่อด้วย นั่นคือถ้าเป็นละครก็ต้องเป็นนักแสดงที่หน้าคล้ายๆโป๊ป หรือต้องเป็นโป๊ปเล่นนั่นเอง

การเป็นลูกแฝดอาจจะนำไปเล่นอะไรในพลอตเรื่องได้อีกหลายอย่างเลย ทั้งการสลับตัว การปลอมตัว

ฤาอาจมีชะตาใดเกิดขึ้นกับพ่อเรืองหรือไม่กันนะถึงไม่ได้ถูกเน้นย้ำถึงนัก

3. นางเอกคือคนจากอนาคต

สำหรับด้านนางเอกรอมแพงยังไม่ได้ระบุชื่อนางเอกออกมา แต่ก็มีรายละเอียดของเจ้าตัวมามากแล้วเหมือนกัน คือนางเอกจะเป็นคนจากอนาคตที่ย้อนเวลามายังจุดฝังมนต์กฤษณะกาลีไว้ โดยไม่ใช่การมาแต่ดวงจิตแบบการะเกดแล้ว เนื่องจากจุดที่มาเกิดนั้นเป็นย่านตลาดสวนยายกุยที่ปลูกผัก นางเอกจึงเริ่มการผจญภัยแบบชาวบ้านๆ เลย ไม่เหมือนการะเกดที่โผล่มาเป็นลูกขุนนาง ก็คงได้รสสนุกๆไปอีกแบบ

นอกจากนี้นิสัยส่วนตัวของนางเอกที่จะเป็นพลอตสำคัญที่ตัวละครต้องใช้เคลียร์เรื่องราวของตัวเอง เช่นเดียวกับเกศสุรางค์ที่ต้องล้างบาปให้การะเกดนั้น ก็คือนางเอกในภาคต่อนี้จะรักสวยรักงามมาก ทั้งยังชื่นชอบการศัลยกรรมอีกต่างหาก เมื่อย้อนกลับมาอดีตที่อะไรๆ ก็ไม่สะดวกแถมอยู่ในย่านไพร่อีก นางเอกต้องพยายามรักษาความงามของเธอไว้

อาจจะหมายถึงการรักษาสภาพในช่วงพักฟื้นจากการศัลยกรรมท่ามกลางอุปสรรคมากมาย หรือการสร้างนวัตกรรมในยุคโบราณด้านความงาม อย่างที่การะเกดสร้างนวัตกรรมด้านของกินเพราะในนิยายบรรยายไว้ว่าเธอรูปร่างเจ้าเนื้อ ซึ่งนวัตกรรมความงามนี้ก็น่าสนใจว่าจะเป็นเครื่องสำอางค์ หรือพวกแฟชั่นเสื้อผ้า ก็ได้เช่นกัน

ตรงนี้รอมแพงมักเล่าถึงนางเอกด้วยความรู้สึกสนุก เดาว่านางเอกต้องทำอะไรตลกๆ แบบป่วนคนรอบข้างยิ่งกว่าการะเกดแน่ๆ

ส่วนที่น่าสนใจอีกอย่างคือ รอมแพงบอกว่านางเอกใหม่นี้จะมาอัปเดตเรื่องราวในยุคปัจจุบันให้ทราบด้วย

นั่นคือเป็นไปได้ว่ามีอดีตส่วนที่การะเกดไม่รู้ เช่นเรื่องจีนที่เธออาจไม่ถนัดเท่าฝั่งยุโรป หรือประวัติศาสตร์บางอย่างมีการเปลี่ยนไปแล้ว หรืออาจจะเป็นแค่การอัปเดตข่าวสารทั่วไปไร้สาระที่การะเกดก็อยากรู้เป็นมุกขำๆ เท่านั้นก็ได้

ตรงนี้หากไม่ใช่แค่เรื่องราวข่าวสารขำๆ ก็น่าสนใจว่านางเอกใน พรหมลิขิต ต้องมีความรู้เฉพาะด้านบางอย่างตามที่กล่าวมาที่การะเกดไม่มีความสามารถ คือภาษา หรือประวัติศาสตร์ หรือความรู้ด้านการค้าที่เป็นธีมหลักในภาคใหม่

4. พระนางยังเป็น โป๊ป และ เบลล่า

ตรงนี้เข้ามาสร้างความสับสนไม่ธรรมดา เพราะรอมแพงยืนยันว่าพระนางในภาคใหม่ ฉบับละครก็จะยังเป็นโป๊ปและเบลล่าอยู่เช่นเดิม และพ่อเดชแม่การะเกดก็จะยังคงคาแรกเตอร์เดิมด้วย ซึ่งท่าทีในการพูดเรื่องนี้ของรอมแพงเหมือนจะกวนๆ ยั่วแกล้งผู้อ่านให้สงสัยว่าจะเป็นไปได้ยังไง ตรงนี้ก็เดาว่าที่เป็นไปได้คือ

พ่อเดชแม่การะเกดยังมีบทบาทสำคัญเป็นตัวละครเอกที่ไม่ใช่พระนาง ซึ่งด้วยอายุที่เราคำนวณคร่าวๆในข้อ 1 มาแล้ว ก็เป็นไปได้คือ โป๊ป-เบลล่าจะแสดงเป็นตัวเดิมโดยเมคอัพให้แก่ขึ้น หรือเปลี่ยนเป็นนักแสดงที่อายุมากกว่าไปเลย แล้วเอาโป๊ปไปเล่นเป็นริดที่บรรยายว่าหน้าเหมือนพ่อ

แต่สันนิษฐานหลังก็จะติดปัญหาว่าแล้วเบลล่าจะเล่นเป็นคนจากอนาคตที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเกศสุรางค์อย่างไร

คือจะแค่บังเอิญหน้าเหมือนกัน หรือศัลยกรรมมาหน้าคล้ายกัน หรือจริงๆมีความผูกพันทางใดทางหนึ่งกับการะเกดที่ถูกชักนำมาโดยพรหมลิขิตสมชื่อเรื่อง ไม่เพียงกับพ่อริด แต่อาจกับการะเกดเองด้วยก็ได้

ซึ่งอาจเป็นปริศนาที่รอมาเฉลยท้ายๆ เช่นเดียวกับที่บุพเพสันนิวาสมาเฉลยว่าพ่อเดชได้กลับชาติมาเกิดเป็นเรืองฤทธิ์ก็ได้

5. ฝรั่งเศสจากไป ที่มาใหม่คือจีน

ตอนท้ายสุดของละครเราได้เห็นพ่อเดชนำกล่องมีอักษรจีนมอบให้ลูกชายคือพ่อริด

ตามที่บอกว่าในยุคพระเพทราชามีการขับชาวฝรั่งเศสที่ก่อเรื่องก่อราวไว้มากออกไป ซึ่งต่อมาในยุคพระเจ้าท้ายสระก็มีการส่งทูตไปเจริญสัมพันธ์และการค้ากับทางจีนด้วย และหากดูยุคที่พ้องกันแล้วฝั่งจีนจะเป็นยุคของจักรพรรดิคังซีอันยิ่งใหญ่ และอาจต่อไปถึงยุคจักรพรรดิหยงเจิ้น และจักรพรรดิเฉียนหลงด้วย หากเรื่องราวฝั่งอยุธยาลากยาวถึงสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศตามที่รอมแพงยังเปิดความเป็นไปได้อยู่

ซึ่งในช่วงปีสุดท้ายของจักรพรรดิคังซีมีเหตุสำคัญที่เกี่ยวกับอยุธยาโดยตรงคือ ปี 2265 มีสาส์นจากคังซีมาถึงอยุธยาเพื่อให้ช่วยเหลือภัยธรรมชาติในจีนด้วยการจัดส่งอาหารไปขาย ตามนี้

“ตามที่ชาวประเทศสยามแจ้งว่าดินแดนของเขาอุดมด้วยข้าว อีกทั้งยังมีราคาถูก เงินเพียงสองสามเฉียน [เงินหน่วยย่อยของจีน] ก็ซื้อข้าวเปลือกได้หนึ่งตั้น [หนึ่งหาบจีน] เราขอให้ตอบไปว่า ในเมื่อดินแดนของท่านมีข้าวมาก ก็ให้ส่งมาสักสามแสนตั้น ไปยังฝูเจี้ยน กวางตุ้ง แลหนิงปอ แล้วนำออกขาย ถ้าหากสามารถส่งมาได้จริงตามนั้นจักเป็นประโยชน์แก่ท้องถิ่นอย่างมาก” หมายรับสั่งของจักรพรรดิคังซี วันที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1722 ระบุ (ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้าท้ายสระ)วินัย พงศ์ศรีเพียร. หมิงสือลู่-ชิงสือลู่ บันทึกเรื่องจริงแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง. กรุงเทพฯ:มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา, 2559. น.259-260.

เมื่อคำนวณไปก็จะตรงในสมัยพระเจ้าท้ายสระที่รอมแพงเน้น รวมถึงอายุพ่อริดจะราวๆ 34 ปี ซึ่งมากพอที่จะมีตำแหน่งสำคัญได้ จึงคิดว่านี่น่าจะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่รอมแพงจะนำมาใช้ในนิยาย พรหมลิขิต ด้วย

6. สงครามเศรษฐศาสตร์

จากสงครามยึดดินแดนของพวกยุโรป และการขยายแผ่อิทธิพลทางศาสนาคริสต์ เรื่องราวที่รอมแพงจะเน้นจะเป็นเรื่องการค้าแทน

ดังนี้แล้วเราน่าจะได้เห็นความสามารถของพระเอกพ่อริดในด้านการเจรจา การค้า การลงทุน โดยมีนางเอกช่วยด้วยก็ได้ ซึ่งการชิงไหวชิงพริบแบบนี้ก็น่าจะสนุกไปอีกแบบ เพราะทางจีนน่าจะเขี้ยวกว่าฝั่งยุโรปเป็นแน่ และเราจะได้เห็นการโล้สำเภาแบทั้งเรื่องเลยก็ได้ 55

7. มารี กีมาร์ ยังมีบทบาท

แม้ในละครมารี กีมาร์จะจบลงด้วยความตกต่ำจากการที่สามีก่อกบฏ แต่ในนิยายก็ได้ทิ้งไว้ว่าลูกชายของเธอสองคน คือ จอห์จ และโจฮัน ก็ได้กลายเป็นเพื่อนเล่นที่เติบโตมาด้วยกันกับเหล่าลูกๆ ของการะเกดและลูกของจันทร์วาดด้วย จึงเดาว่าครอบครัวเธอน่าจะยังมีบทบาทต่อไปในภาคใหม่

ซึ่งในส่วนของมารี กีมาร์นั้นประวัติศาสตร์บอกว่าเธอตกต่ำหนักมากในยุคพระเจ้าเสือ เพราะปฏิเสธการเป็นสนมในพระเจ้าเสือไป แต่ในสมัยพระเจ้าท้ายสระเธอก็ได้เป็นพนักงานเครื่องต้นในวัง

ตามบันทึกของเมอซีเยอโชมง (คนละท่านกับเชอวาลีเยเดอโชมง) ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2262-2267 ได้ให้ข้อมูลว่า

หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าเสือ ชีวิตของมาดามฟอลคอนได้กลับมาดีขึ้นโดยลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดเกล้าให้มาดามฟอลคอนเข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง และเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และมีสตรีในบังคับบัญชากว่า 2,000 คน ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต คืนเงินสู่ท้องพระคลังปีละครั้งมาก ๆ ทุกปี จนเป็นที่โปรดปรานในองค์พระมหากษัตริย์

และยังมีกล่าวถึงบุตรของนางไว้ว่า “รวมทั้งจอร์จ บุตรชายของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดไว้ใกล้ชิดพระองค์

ส่วนบุตรคนเล็กคือ โจฮัน คอนสแตนติน ได้สนองพระเดชพระคุณสร้างออร์แกนเยอรมันถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จากหลักฐานของมิชชันนารีฝรั่งเศส โจฮันถูกเรียกว่า ราชมนตรี เป็นตำแหน่งผู้นำของชุมชนคริสตังด้วย พ้องกับช่วงท้ายในชีวิตของมารี กีมาร์ที่เข้าสู่ศรัทธาทางศาสนาอย่างสงบ

ตรงนี้ตัวจอร์จที่รับใช้ใกล้พระเจ้าท้ายสระ และรู้จักดีกับลูกของการะเกดน่าจะมีบทบาทไม่มากก็น้อย

8. ลูกสาวคนเล็กของการะเกดคือไม้เด็ด

อันนี้ไม่มีข้อมูลอะไรมากเลยนอกจากว่าเธอชื่อ แม่ปราง ซึ่งในละครตอนท้าย พ่อเดชก็บอกว่านิสัยเหมือนแม่คือการะเกดมาก

ที่ต้องยกเป็นหัวข้อสำคัญเพราะรอมแพงจงใจบอกไว้ว่าสำหรับตัวละครตัวนี้ต้องขออุบข้อมูลไว้ก่อน จึงน่าจะเป็นบุคคลสำคัญสักคนในประวัติศาสตร์ หรืออาจส่งผลกับพลอตของเรื่องก็ได้ ตรงนี้ก็ได้แต่เดาจริงๆครับ

คือถ้าไม่ติดว่ารอมแพง เน้นเรื่องราวสุขนิยม ก็มีสิทธิ์ที่เธอจะมีโชคชะตาสุดมืดมนในยุคพระเจ้าเสือ ที่มีข่าวลือว่ามีรสนิยมสังวาสเด็ก และขณะนั้นแม่ปรางจะอายุราวๆ 11 ปีพอดีด้วย ก็อาจเป็นไปได้ว่า… แต่ก็อย่างที่บอกความเป็นไปได้นี่น้อยมากครับ ทั้งไม่ใช่รสนิยมของรอมแพงแล้ว ยุคพระเจ้าเสือยังไม่ใช่ยุคที่รอมแพงจะเน้นถึงในนิยายด้วย

9. ความสนุกแบบชาวบ้านๆ

จากที่บอกว่านางเอกจากอนาคตคนใหม่จะเข้ามาเกิดในชุมชนชาวบ้านร้านตลาด จึงน่าจะสามารถใส่ความสนุกแบบชาวไพร่อยุธยาได้มากกว่าเดิมมาก

เรียกว่าน่าจะตลก สนุก และวายป่วงพอสมควรเลยล่ะ

10. จะได้ดู พรหมลิขิต เมื่อไหร่

รอมแพงพูดชัดว่าแม้จะวางพลอตละครไว้ตั้งแต่ปี 2554-2555 แล้ว แต่ก็เช่นเดียวกับบุพเพสันนิวาสที่เธอต้องศึกษาข้อมูลยาวนานกว่า 3 ปีแล้วจึงใช้เวลาเขียน 1 เดือนออกมาเป็นนิยายสุดฮิต

ตรงนี้รอมแพงบอกว่าเธอจะเริ่มเขียนภาคใหม่นี้ในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยยังบอกว่าเธอรอข้อมูลสำคัญที่จะได้รับในวันที่ 17 เมษายนนี้อยู่ด้วย

และหากเธอเขียนด้วยความเร็วเท่านิยายบุพเพสันนิวาสก็เป็นไปได้ว่านิยายอาจเสร็จร่างแรกในเดือนสิงหาคมนี้ แต่จะตีพิมพ์ออกมาเมื่อไหร่นั้นก็คงต้องดูเทคนิคทางสำนักพิมพ์ด้วย

หากมองว่าจะใช้เป็นกระแสก็ต้องพิมพ์ให้ทันงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติรอบเดือนตุลาคมนี้ หรือรอบเมษายนปีหน้าเป็นอย่างเร็วสุด

และหลังจากนิยายออกมาแล้ว ทางทีมละครก็ต้องนำไปเขียนบทละครโทรทัศน์ และตระเตรียมการถ่ายทำอีก โดยรอมแพงบอกเธอคาดว่ากว่าจะจบกระบวนการนี้ก็น่าจะอีก 2 ปีเป็นอย่างน้อย เป็นไปได้มากๆคืออีก 3-4ปีนู่นเลย (ปี 2564-2565)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น…

ถ้าช่องอยากทำให้ไวจริงๆ เพื่อให้โป๊ปและเบลล่ายังไม่อายุมากเกินไปในการกลับมารับบทนำด้วย ก็สามารถเร่งรัดเวลาการผลิตได้โดยเข้าไปคุยพลอตกับรอมแพงและพัฒนาบทละครโทรทัศน์ไปพร้อมๆกับนิยาย

ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ต่างประเทศทำกันเป็นปกติเมื่อต้นฉบับยังไม่จบ หรือยังไม่ออกมา โดยอาจจะมีการคิดตอนจบที่ต่างกับนิยายเพื่อให้คนสนใจ หรือในกรณีนี้ก็ทำได้เหมือนนิยายเพราะรอมแพงมีพลอตทั้งหมดแล้วด้วย

ไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ขอให้เราได้อ่านนิยาย หรืออย่างดีที่สุดคือได้ชมละครในเร็ววันด้วยเถิดดดด พลีสสสส

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

ทำไมเราถึงควรดู Santa Clarita Diet Season 2 (2018)

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย : Victor Fresco (Better Off Ted, My name is Earl)
  • เหมาะสำหรับ : คนชอบหนังหรือซีรี่ส์แนวตลก-สยองขวัญ เห็นเลือดและอวัยวะแล้วไม่เป็นลม
  • นักแสดง
  •  Drew Barrymore (50 first dates, The Wedding Singer) รับบท ชีลา Sheila Hammond
  • Timothy Olyphant (Hitman, Die Hard 4.0 และซีรี่ส์ Justified) รับบท โจเอล  Joel Hammond
  • Liv Hewson (Drama World, Before I Fall) รับบท แอบบี Abby Hammond
  • Skyler Gisondo (The Amazing Spiderman 1-2) รับบท เอริค Eric Bemis


เหตุการณ์เดินต่อจากซีซีนแรก เมื่อหนทางรักษาชีลาเรียกร้องให้ครอบครัวแฮมมอนด์ต้องพาตัวเองไปพัวพันเรื่องประหลาดทั้งโจเอลที่ต้องเข้า โรงพยาบาลจิตเวช หลังพยายามขโมยอ้วกของคนแก่หรือแอบบี ที่พาตัวเองไปเจอชายหื่นเพราะต้องการสานงานของพ่อให้สำเร็จ  รวมถึงเอริค หนุ่มข้างบ้านที่แอบชอบ แอบบี ก็พยายามหาหนทางรักษาชีลา แต่กลับตัดสินใจผิดพลาดเมื่อเผลอปล่อยชีลาร์ออกมาจากการควบคุม แล้วคราวนี้ ชีลา จะหายจากอาการหิวเนื้อมนุษย์ได้มั้ยเนี่ย?



แม้ Santa Clarita Diet ในซีซันแรกจะได้รับการตอบรับเพียงกลางๆในช่วงแรกที่มันปล่อยสตรีมมิ่ง แต่เพราะเรื่องราวที่ผสมผสานระหว่างความเป็นหนังโรแมนติกครอบครัวเข้ากับหนังสยองขวัญแนวซอมบี้ แถมยังเป็นการคัมแบคของ ดรูว์ แบรีมอร์ ก็ทำให้คนสนใจมันมากขึ้นจนกระทั่งมีซีซัน 2 จนได้ ซึ่งสำหรับตอนแรกที่ผมได้ชมไปนั้นบอกได้เลยว่า ใครชอบซีซันแรกจะยิ่งอยากติดตามเข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะไฮไลต์สำคัญนั่นคือการเปิดบทบาทของ ราโมน่า (ราโมน่า ยัง) พนักงานร้านสะดวกซื้อจอมขโมยซีนจากซีซันแรกที่บอกได้เลยว่าความลับของเธอคือสิ่งที่ทำให้เรื่องราวในซีซันนี้เข้มข้นขึ้นอย่างแน่นอน

เอาล่ะ ตอนนี้เราอาจยังบอกอะไรไม่ได้มาก ดังนั้นรอสตรีมมิ่งมาชมแบบเต็มๆได้วันที่ 23 มีนาคมนี้ทาง Netflix ครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!