Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] 13 Reasons Why Season 2 – เมื่อเสียงแฮนนา เบเคอร์ สั่นสะเทือนสังคม

  • สร้างสรรค์โดย ไบรอัน ยอร์คีย์
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ดราม่าวัยรุ่น
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

หลังซีซันแรกสร้างปรากฏการณ์ฮิตติดลมบนจน Netflix ได้กลับมาจับมือกับ ไบรอัน ยอร์คีย์ ภายใต้การผลักดันของ เกร็ก อารากิ ผู้กำกับหนังอินดี้และ เซเลนา โกเมซ นักร้องสาวคนดัง ในการกลับมาสานต่อเรื่องราวหลังซีซันแรกทิ้งไว้ที่เหตุการณ์พ่อกับแม่ แฮนนา ตัดสินใจฟ้องร้อง ลิเบอร์ตี้ ไฮ โรงเรียนมัธยมภาพลักษณ์ดีแต่แฝงอันตรายรอบด้านทั้งการล่วงละเมิดทางเพศ และการปกป้องผลประโยชน์ของนักเรียนรวยๆ ดังนั้นเหตุการณ์ในซีซันนี้จะใช้การให้ปากคำในศาลของผู้เกี่ยวข้องแต่ละคน ในการให้ข้อมูลอีกด้านที่แฮนนา เบเคอร์ ไม่ได้กล่าวในเทป ที่ทำให้เราได้รับรู้เรื่องราวของแต่ละคนที่มีทั้งความรู้สึกผิด และความรักที่กลายเป็นความแค้น เพิ่มมิติให้ตัวละครที่เคยเป็นเพียงเรื่องเล่าของแฮนนาในซีซันแรกได้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ



และเมื่อซีซันแรกมีเทปแคสเซตเป็นกิมมิกในการเล่าเรื่อง สำหรับซีซันนี้ก็มีภาพถ่ายโพลารอยด์ที่เคลย์ได้รับจากบุรุษปริศนา เพื่อให้เขาตามหาต้นตอของภาพที่ไม่เพียงเรียกร้องความยุติธรรมให้แฮนนาเท่านั้นแต่ยังเปิดโปงความโสมมของสังคมในลิเบอร์ตี้ ไฮ อีกด้วย ซึ่งทำให้เนื้อหาในซีซันนี้นอกจากสานต่อบทสรุปชีวิตของแฮนนา เบเคอร์แล้ว มันยังมุ่งเป้าตีแผ่การล่วงละเมิดทางเพศและความรุนแรงในรั้วโรงเรียนให้เข้ากับกระแส Me Too อีกด้วยนะคะ



สำหรับบทบาทของนักแสดงในซีซันนี้ ถือว่าเฉลี่ยความเด่นให้อย่างทั่วถึง นอกจาก ดีแลน มินเนต และ แคทเธอรีน แลงฟอร์ด ในบทเคลย์และแฮนนา ที่ยังคงรักษาเคมีระหว่างตัวละครได้ยอดเยี่ยมแล้ว ในซีซันนี้ ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในหลายๆตอนมากขึ้นคงหนีไม่พ้นบท เจสสิกา ของ เอไลชา โบ ที่พูดถึงประเด็น Me Too โดยตรง รวมถึงตัวละคร ไทเลอร์ ของ เดวิน ดรูอิด ที่พลิกจากบทตัวประกอบกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องจนต้องสานต่อในซีซันถัดไป นอกจากนี้ รอสส์ บัตเลอร์ หนุ่มตี๋สุดหล่อ ยังขยันขโมยหัวใจสาวๆในบท แซค ที่ซีซันนี้นอกจากจะเปิดเผยเรื่องราวของเขากับแฮนนามากขึ้น บทบาทการเป็นพี่เลี้ยงดูแล อเล็กซ์ ที่รับบทโดย ไมลส์ เฮเซอร์ ยังแอบซ่อนอารมณ์จิ้นจนสาววายอดใจต่อเรือให้ไม่ได้เลยจริงจริ๊งค่ะ



เอาล่ะ ชมมาก็พอควรทีนี้ข้อเสียสำคัญของซีรีส์ที่ขัดใจแอดไม่น้อยคงหนีไม่พ้นซับพลอต ความรักครั้งใหม่ของ เคลย์ กับ สกาย สาวพังก์โดยที่เขายังไม่ลืมแฮนนา เพราะความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดูขาดความน่าเชื่อถือไปหน่อยค่ะ ส่วนอีกจุดที่ขัดใจน่าจะเป็นตอนท้ายเรื่องที่ซีรีส์ดูจงใจลากยาวให้มีซีซัน 3 และทำท่าว่าเรื่องราวจะออกทะเลไปใหญ่โตทีเดียวค่ะ.

แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่า ซีซัน2 ของ 13 Reasons Why ได้แสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดของทีมเขียนบท และการได้ เกร็ก อารากิ ผู้กำกับหนังดราม่าอินดี้อย่าง Mysterious Skin (2004) มากำกับ 2 ตอนแรกก็ช่วยให้การปูพื้นข้อมูลและกำหนดโทนเรื่องของซีซัน 2 มีความน่าสนใจและเปิดปมให้คนดูได้ตามต่อไว้อย่างแยบคาย และเหนืออันใด ซีรีส์เรื่องนี้ยังมุ่งให้คนดูได้เข้าใจปัญหาของวัยรุ่นทั้ง ความรุนแรงในโรงเรียนและปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างเหนือเชื่อถือและปราศจากท่าทียัดเยียดได้ดีเชียวค่ะ.

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Sex Education เพศศึกษา (หลักสูตรเร่งรัก) – ก้าวข้ามวัยแบบจั๊กกะจี้หัวใจที่ใครๆก็อยากบวก

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย : ลอรี นันน์
  • เหมาะสำหรับ : ผู้ที่ชื่นชอบซีรีส์หรือหนังวัยรุ่นทะลึ่งทะเล้นแต่แอบซ่อนประเด็นการก้าวข้ามวัย (coming of age)
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)
  • คำเตือน มีฉากเซ็กส์แบบเห็นหน้าอกผู้หญิง และ เห็นอวัยวะเพศชาย

หนุ่มสาวคนไหนเซ็กส์มีปัญหาต้องมาหาพวกเขา! เมื่อ โอทิส (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เมฟ (เอ็มมา แม็คคีย์) และ อีริค (นคูติ กัตวา) เปิดคลินิกลับบำบัดเรื่องเซ็กส์ ทั้งหนุ่มล่ำที่ไม่ถึงจุดสุดยอด, เลสเบี้ยนที่ไม่เคยเสพย์สุขทางเพศ หรือกระทั่งสาวติดเซ็กส์ที่ไม่เคยรู้ความต้องการในเรื่องเซ็กส์ของตัวเอง แต่ยิ่งนานวันโอทิสกลับกำลังตกหลุมรักเมฟ ทั้งที่เธอไม่เคยคิดกับเขาเกินเพื่อน งานนี้ปัญหาวุ่นๆทั้งหัวใจและใต้สะดือจะมีคำตอบตำราหรือไม่ ติดตามได้ใน Sex Education 

Sex Education คือซีรีส์อังกฤษจาก Netflix ที่นำเรื่องเพศกับวัยรุ่นมาเป็นแกนกลางของเรื่อง แต่บอกแบบนี้อย่านึกว่าหนังจะมาทางมุกสัปดนแบบ American Pie หรือ Porky หนังวัยรุ่นวุ่นใต้สะดือจากฝั่งอเมริกันนะครับ เพราะจุดเด่นจริงๆคือซีรีส์สามารถนำเรื่องเซ็กส์มาโยงใยถึงการก้าวข้ามวัยได้อย่างลึกซึ้งทีเดียว โดยบทซีรีส์โดดเด่นมากในการสร้างคาแรกเตอร์ทุกตัวเลย คือดูๆไปเราจะไม่รู้สึกว่าตัวละครไหนกำลังทำให้เรารำคาญกับความสัปดนของมันตรงกันข้าม เซ็กส์กลับค่อยๆเปิดเผยให้เห็นธรรมชาติของวัยรุ่นที่บางคนภายนอกดูแข็งแกร่งแต่ความรักและเซ็กส์ก็พาเธอไปสู่คลินิกทำแท้ง หรือกระทั่งตัวพระเอกอย่าง โอทิส เองก็เป็นคนขาดความมั่นใจในเรื่องเซ็กส์มีปัญหากระทั่งไม่สามารถช่วยตัวเองได้ และเหตุการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายเมื่อเขาดันมีแม่เป็นนักบำบัดด้านเพศสัมพันธ์ที่พยายามก้าวก่ายเรื่องใต้สะดือของเขาเหลือเกิน ทำให้เห็นว่าบทซีีรีส์มองเรื่องเซ็กส์ในมุมมองรอบด้านและสามารถอธิบายความสัมพันธ์และความรู้สึกนึกคิดของวัยรุ่นได้อย่างลึกซึ้ง

นอกจากบทแล้ว นักแสดงทุกคนคือจุดเด่นและสามารถนำพาคนดูไปร่วมรู้สึกกับเรื่องราวได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะ อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ ที่หลังจาก Ender’s Game (2013) แล้วก็มักได้แต่บทโชว์หล่อสไตล์วัยรุ่นชายหน้าตาดี แม้ใน Sex Education เขาก็ยังได้โชว์หล่ออยู่ดี (ฮ่าาาา) แต่สิ่งที่ อาซา ได้เพิ่มให้ตัวละครโอทิส มีชีวิตมีเลือดเนื้อจริงๆ เขาทำให้เห็นถึงความเปราะบางของวัยรุ่นคนหนึ่งที่ไม่รู้จะจัดการความรู้สึกตัวเองยังไง ยิ่งต้องใกล้กับสาวกร้านโลกที่เขาหลงรักก็ยิ่งรู้สึกยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ จนหลายคนเอาไปแทนความรู้สึกตัวเองเวลาแอบรักใครสักคนและประเด็นนี้เองที่ดูจะโดนใจชาวโซเชี่ยลไทยเป็นพิเศษด้วย

สำหรับสาว เอ็มมา แม็คคีย์ เชื่อว่าเรื่องนี้น่าจะแจ้งเกิดให้เธอได้ไม่ยาก บทสาวเมฟถูกเขียนมาท้าทายนักแสดงอย่างแท้จริงเพราะภายใต้บุคลิกสาวกร้านโลก ยังเต็มไปด้วยความว้าเหว่จากการเป็นเด็กถูกทิ้งทั้งจากครอบครัวและพี่ชาย แถมยังกดเก็บความฉลาดแล้วแสดงออกแต่พฤติกรรมแย่ๆทำลายตัวเองไปเป็นวันๆ ยิ่งเรื่องหัวใจที่เธอหลงรักนักกีฬาว่ายน้ำดาวเด่นของโรงเรียนแต่กลับคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ยิ่งได้พลังการแสดงทั้งสายตาและแอ็คติ้งที่เข้าใจตัวละครของ เอ็มมา ก็ยิ่งทำให้คนดูรู้สึกใจสลายไปกับเธอได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

และสำหรับ นคูติ กัตวา ดาราหนุ่มผิวสีในบทเพื่อนรักของโอทิส ก็เรียกได้ว่าสร้างสีสันให้เรื่องราวสนุกได้ทุกตอน ทุกมุกตลกและมิตรภาพระหว่างโอทิส กับอีริคคือส่วนที่น่ารักมากของเรื่องราว ยิ่งได้นคูติที่สามารถมารับบทเกย์ที่พยายามให้คำปรึกษาเพื่อนรักและในขณะเดียวกันก็ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ในครอบครัวที่เขาต้องปกปิดตัวตนทางเพศไว้ได้อย่างน่าเห็นใจและถ่ายทอดให้คนดูรักและเอาใจช่วยให้ อีริค ได้เติบโตและกล้าเปิดตัวตนของตัวเองเสียทีได้อย่างหมดใจที่สำคัญเขายังเป็นเจ้าของฉากที่ชวนตัวบิดที่สุดของเรื่องอีกด้วย (จะเป็นฉากไหน กับใครไปดูกันเองจ้า)

นอกจากนี้ Sex Education ยังเป็นการกลับมาของนักแสดงรุ่นใหญ่แต่กลับได้รับบทที่ทรงเสน่ห์ที่สุดนั่นคือ จิลเลียน แอนเดอร์สัน ที่เด็ก 90 รู้จักเธอดีจากบทเอเจนต์ สกัลลี่ แห่ง The X-Files แต่คราวนี้ จิลเลียน เธอมาในบทแม่ของโอทิสที่เป็นนักบำบัดด้านเซ็กส์ แต่เชื่อไหมครับว่าลุคผมสั้นสีดอกเลากลับยิ่งทำให้เธอดู ฮอต ยิ่งกว่าตอนสาวๆเสียอีก เรียกง่ายๆว่ายามใดเธอปรากฎตัวก็ทำให้หนุ่มๆกระชุ่มกระชวยไม่แพ้สาวๆคนอื่นๆในเรื่องเลย

ด้วยบทที่เขียนมาอย่างดี มีตัวละครที่คนดูจะหลงรัก บวกกับประเด็นเรื่องเพศในวัยรุ่นที่แม้ซีรีส์จะมีฉากเซ็กส์และพูดถึงเรื่องเซ็กส์แทบทุกตอน แต่มันกลับสะท้อนด้านที่อ่อนไหวของวัยรุ่นและอุปสรรคที่ต้องเจอในรายทางระหว่างการเติบโตได้อย่างเข้าอกเข้าใจและยังสร้างความประทับใจให้คนดูได้อีกด้วย

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Netflix BODYGUARD บอดี้การ์ด พิทักษ์หักโหด – มินิซีรีส์การเมืองสุดระทึก เจ้าของลูกโลกทองคำสาขานำชาย

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย เจด เมอคูริโอ
  • เหมาะสำหรับ คอซีรีส์ทริลเลอร์การเมือง
  • สตรีมมิง 6 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้เลย)
หลังสร้างวีรกรรมหยุดเหตุวินาศกรรมบนรถไฟ เดวิด บัดด์ (ริชาร์ด แมดเดน) ได้ข้อเสนอให้เป็นองครักษ์พิทักษ์ จูเลีย มอนเตกิว (คีลีย์ ฮอว์ส) รัฐมนตรีมหาดไทยผู้เต็มไปด้วยความลับมากมายแถมเธอยังดึงเขาสู่เกมลับลวงพรางที่มีกฎหมายริดรอนเสรีภาพอย่าง ริป้า 18 เป็นตัวจุดชนวน เดวิดต้องจำต้องหาหนอนบ่อนไส้ที่หมายหัว จูเลีย ให้เจอก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป 

ความจริง Netflix ได้สตรีม Bodyguard มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2018 แม้ในระยะแรกตัวซีรีส์จะไม่ได้รับการพูดถึงนักแต่จากกระแสบอกปากต่อปากก็ทำให้มันได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะการแสดงของริชาร์ด แมดเดน ที่นอกจากหน้าตาอันหล่อเหลาแล้วยังสามารถถ่ายทอดบทบาทของตำรวจที่เคยผ่านเรื่องสะเทือนใจจากสนามรบในอีรักได้เป็นอย่างดี จนล่าสุดก็ได้ครอบครองรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายประเภทซีรีส์ดราม่า และตัวซีีรีส์เองยังได้เข้าชิงสาขาซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยมอีกด้วย

ข้อดีหลักๆของ Bodyguard เลยคือจำนวนตอนที่น้อยเพียง 6 ตอนแต่ยาวตอนละประมาณ 1 ชั่วโมงทำให้ตัวซีรีส์สามารถลงลึกในรายละเอียดต่างๆและดำเนินเรื่องได้อย่างกระชับฉับไวไม่มียืดเยื้อ และนอกจากนี้ซีรีส์เองยังเอาใจคอหนังแอ็คชั่นด้วยซีนมันส์ๆทั้งการขับรถหลบสไนเปอร์บนถนนปิดโล่ง การไล่ล่ามือปืน หรือฉากที่พระเอกถูกติดระเบิดแสวงเครื่องไว้กับตัวก็ช่วยสร้างความระทึกให้ทั้ง 6 ตอนโดยที่ยังสามารถพัฒนาการเล่าเรื่องให้ทวีความซับซ้อนจากบทซีรีส์ที่ให้พระเอกเป็นโรค PTSD หรือคนที่มีอาการทางจิตจากการผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีต ซึ่งตัวเดวิด บัดด์ เคยไปร่วมรบสงครามที่อีรักและยังมีอาการหวาดระแวงต่างๆนานแต่จำต้องปกปิดไว้เพื่อไม่ให้กระทบกับงานอารักขา

อีกส่วนที่คิดว่า Bodyguard เล่าเรื่องได้อย่างลึกซึ้งคือการเล่นกับแอพโพรช หรือ คำสำคัญที่ใช้กำหนดวิถีการเล่าเรื่องโดยซีรีส์เลือกความเหลื่อมล้ำระหว่างการป้องกันกับการปกปิดตลอดเวลา ทั้งการที่เดวิด บัดด์ ดันมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับรัฐมนตรีเสียเอง หรือกระทั่งการที่เขาแอบสืบความลับของจูเลียเสียเองก็ทำให้นอกจากการต้องตามหาตัวผู้ก่อการร้ายแล้ว เรายังต้องตามสืบเสาะเลาะปมที่ซีรีส์วางไว้ว่าตกลงแล้วคนที่เดวิด บัดด์ต้องคุ้มกันแท้จริงเป็นคนดีหรือไม่ หรือกระทั่งในช่วงท้ายซีรีส์ถึงกับเอาล่อเอาเถิดกับความคิดคนดูถึงขั้นโยนสมมติฐานว่าหรือเดวิด บัดด์จะกลายเป็นบุคคลอันตรายเสียเองด้วย

และไม่พูดถึงไม่ได้คือ ริชาร์ด แมดเดน ที่สามารถดึงความสนใจเราได้ตั้งแต่ตอนแรกยันตอนสุดท้าย บทเดวิด บัดด์ ด้วยคาแรกเตอร์ ด้วยหน้าที่การงานของตัวละครสุ่มเสี่ยงจะทำให้ดูเท่ๆแบบดาดๆ หรือกระทั่งโรคจิตแบบเสแสร้ง แต่ ริชาร์ด แมดเดน สามารถบาลานซ์อาการ PTSD ของตัวละครเข้ากับหน้าที่บอดี้การ์ดได้อย่างกลมกล่อม แม้ว่า….เอ่อ…ยังไงก็ดูเท่อยู่ดี (ฮ่าาาาา)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] A Series of Unfortunate Events Season 3 – ปัจฉิมบทความโชคร้ายของพี่น้องโบเดอแลร์

Published

on

  • อำนวยการสร้างโดย แบรี่ ซอนเนนเฟลด์ และ แดเนียล แฮนด์เลอร์
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบหนังซีรีส์จากวรรณกรรมเยาวชน และแฟนหนังสืออยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย
  • สตรีมมิง 7 ตอนสุดท้ายแล้วทาง Netflix   (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้เลย)

และแล้วเรื่องราวความโชคร้ายของพี่น้องโบเดอแลร์ก็ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายหลังผจญวิบากกรรมต่างๆนานาจาก เคาต์โอลาฟ (นีล แพตทริค แฮริส) จนได้เดินทางมาถึงยังหน้าผาวิปโยคที่ทำให้ ไวโอเล็ต (มาลีนา ไวส์แมน) เคลาส์ (หลุยส์ ไฮนส์) และซันนี่ (เพรสลีย์ สมิธ) ต้องหาคำตอบถึงเบื้องหลังการก่อตั้งองค์กร วฟด. ที่เกี่ยวพันถึงอดีตของพ่อและแม่ รวมถึงการต้องหา “โถใส่น้ำตาล” ที่อาจเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้เหล่าพี่น้องโบเดอแลร์รอดพ้นจากเงื้อมมือเคาต์โอลาฟและยุติเรื่องราวความโชคร้ายต่างๆนานาของพวกเขาให้จงได้

สำหรับปัจฉิมบท-ซีซันสุดท้าย ซีรีส์ได้นำนิยายถึง 4 เล่มมาดัดแปลงได้แก่ The Slippery Slope – หน้าผาวิปโยค, The Grim Grotto – ถ้ำทะมึน, the penultimate peril-หายนะก่อนปิดฉาก และ The End – จุดจบแห่งความโชคร้าย ซึ่งจะว่าไปก็ถือเป็น 4 เล่มสุดท้ายที่เนื้อหาเข้มข้นที่สุดด้วยนั่นเอง ซึ่งตัวซีรีส์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะคราวนี้ขนตัวละครจาก 2 ซีซันที่ผ่านมารวมไว้เพียบ แถมเรายังจะได้พบกับเรื่องราวในอดีตของโบเดอแลร์รุ่นพ่อแม่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความโชคร้ายทั้งปวง ซึ่งเชื่อว่าเหล่าแฟนๆหนังสือต้องมีกรี๊ดแน่ๆเพราะการเล่าเรื่องต่างๆนานาถือว่าคงน้ำเสียงตลกร้ายของเลโมนี สนิคเก็ต ในหนังสือได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นเคย (ในซีรีส์รับบทโดย แพตทริค วอร์เบอร์ตัน) ซึ่งตลอด 7 ตอนของซีรีส์ก็มีความเข้มข้นไม่มีแวะดราม่าโดยไม่จำเป็น แถมยังทำให้เราทั้งลุ้นทั้งหัวร้อนกับความโชคร้ายของเหล่าพี่น้องโบเดอแลร์ที่ซวยไม่หยุดไม่หย่อนตลอด 50 นาทีของแต่ละตอนแบบหยุดดูไม่ได้เลย

ด้านงานสร้างของโบ เวลซ์ ต้องบอกว่าจัดเต็มแบบโชว์ฟินาเล่ต์จริงๆ เพราะคราวนี้มีทั้งเรือดำน้ำ ถ้ำใต้น้ำ ประตูกลต่างๆของวฟด. โรงแรมที่รวบรวมเหล่าสมาชิก วฟด. รวมไปถึง เกาะสวรรค์ที่เป็นบทสรุปของเรื่องก็ถูกนำเสนออย่างอลังการงานสร้างดูแล้วไม่ขัดตาเลยสักนิด ซึ่งก็ถือเป็นตัวอย่างชั้นดีของงานสร้างซีรีส์จากวรรณกรรมเยาวชนที่เมื่องานสร้างถึงก็ทำให้ซีรีส์ดูสนุกและคุ้มค่าคุ้มเวลาจริงๆ

ส่วนเหล่านักแสดงนำก็ยังทำหน้าที่ได้ดีทั้งกระดูกสันหลังของเรื่องอย่าง นีล แพตทริค แฮริส ที่ทำให้เคาต์โอลาฟมีชีวิตชีวา แถมซีซันสุดท้ายยังมีบทดราม่าหนักๆที่บอกถึงที่มาความแค้นที่เคาต์โอลาฟมีต่อพี่น้องโบเดอแลร์ได้อย่างล้ำลึก ส่วนเหล่าเด็กๆก็เติบโตขึ้นและมีเสน่ห์มากขึ้นทั้งหนุ่มหล่ออย่าง  หลุยส์ ไฮนส์ และสาวสวยอย่าง มาลีนา ไวส์แมน ส่วนเพรสลีย์ สมิธ ในบทเจ้าหนูซันนีก็เติบโตมาเป็นทารกที่เริ่มพูดได้อย่างน่ารักน่าชัง รวมถึงเหล่านักแสดงสมทบที่มาสร้างสีสันมากมายทั้ง ลูซี พันช์ ในบท เอสเม่ ควอเลอร์ที่ยังคงความน่าหมั่นไส้ได้ตลอดทุกตอนยิ่งมาสมทบกับ คิทาน่า เทิร์นบูล ในบท คาเมลิต้า สแปตส์ ก็ยิ่งทำให่เรื่องราวดูสนุกมากขึ้น หรือแม้แต่ โมเรนา บัคคาริน จาก Deadpool ก็มารับเชิญในบท บีอาทริซ แม่ของเด็กๆบ้านโบเดอแลร์ ได้อย่างมีสีสัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!