Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Netflix Original Series AMO อาโม่ – ซีรีส์อาชญากรรมข้นๆจาก ฟิลิปปินส์

 

  • กำกับซีรีส์โดย บริลแลนต์ เมนโดซา (Brillante Mendoza)
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์อาชญากรรม หรือหนังแนวแก๊งสเตอร์
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

เรื่องราวคู่ขนานแต่มีแกนกลางอยู่ที่ปัญหายาเสพย์ติดในฟิลิปปินส์ เรื่องราวในส่วนแรกจะกล่าวถึง โจเซฟ (วินซ์ ริลลอน) เด็กส่งยาที่เอาดีทางด้านมืดมากกว่าการเรียน แต่หลังเหตุการณ์ลูกค้าสาวเสพย์ยาเกินขนาดจนตาย เขาก็ไม่มีทางให้หันหลังกลับอีกต่อไป  เรื่องราวในครึ่งหลังจะกล่าวถึงลุงของโจเซฟนั่นคือ คามิโล (อัลเลน ดิกซอน) ตำรวจปราบยาเสพย์ติดที่ถูกดึงเข้าสู่วังวนความฉ้อฉลในวงการตำรวจเมื่อนายใหญ่สั่งให้อุ้มพ่อค้ายาชาวญี่ปุ่นมาเรียกค่าไถ่แต่แผนที่คิดว่าง่ายก็กลับตาลปัตร เมื่อภรรยาชาวญี่ปุ่นใช้กฎหมายในการทวงถามความยุติธรรมจนทางรอดเดียวของคามิโลคือการหลบหนี


 


หลังเราได้ดูซีรีส์อาชญากรรมข้นๆจากฝั่งตะวันตกอย่าง Narcos กันถึง 3 ซีซันแล้ว มาคราวนี้เน็ตฟลิกซ์เลยขอร่วมผลิตซีรีส์อาชญากรรมในเอเซียบ้าง โดยคราวนี้ได้ร่วมกับ บริลแลนต์ เมนโดซา (Brillante Mendoza) ผู้กำกับยอดเยี่ยมของเทศกาลเมืองคานส์จาก KINATAY (2009) หนังอาชญากรรมที่เล่าถึงเด็กหนุ่มที่รับงานสังหารผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อหาเงินเป็นค่าสินสอดสำหรับแต่งงาน  ในการรังสรรค์เรื่องราวโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากนโยบายทำสงครามกับยาเสพย์ติดของประธานาธิบดี โรดริโก ดูแตร์เต ในปี 2017 มาผูกโยงเรื่องราวของปัญหายาเสพย์ติดในฟิลิปปินส์

ซึ่งต้องบอกว่าบทภาพยนตร์ของ ทรอย เอสปีรีตู (Troy Espiritu) ทำให้เราเข้าถึงสภาพจิตใจของตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากสงครามยาเสพย์ติดได้เป็นอย่างดีแถมยังวิพากษ์นโยบายแบบตีวัวกระทบคราดทั้งคำพูดของครูในห้องเรียนที่พร่ำบอกว่าเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของชาติแต่เมื่อเรามามองชะตากรรมของโจเซฟ เราก็เห็นได้ถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่ท้ายสุดก็ไม่ได้เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนดังจะเห็นได้จากสังคมแวดล้อมของโจเซฟที่เหล่าเด็กส่งยาล้วนมีอายุอานามไม่ต่างจากเขาเท่าใดนัก หรือเรื่องราวในครึ่งหลังที่กล่าวถึงลุงของโจเซฟที่ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นปัญหาคอรัปชั่นและอาชญากรรมที่ตำรวจเป็นผู้ก่อเสียเอง



ไม่เพียงบทภาพยนตร์เท่านั้น แต่งานโปรดักชั่นของซีรีส์ยังถือว่าเป็นก้าวกระโดดสำหรับซีรีส์ของเอเชียอย่างแท้จริง แม้มุมกล้องมุมสูงจะแอบได้แรงบันดาลใจมาจาก Sicario บ้างก็เถอะ (อิอิ) แต่โดยภาพรวมนี่เป็นการใช้ภาษาภาพยนตร์ได้รุ่มรวยที่สุดในวงการโทรทัศน์ของเอเซีย (หรือทีวีสตรีมมิงก็เถอะ)โดยตัวซีรีส์ออกแบบการนำเสนอได้ดีมากทั้งสีภาพออกโทนเหลืองทำให้เรารู้สึกได้ถึงบรรยากาศร้อนชื้นในฉากปกติหรือภาพที่ถูกลดความอิ่มตัวเมื่อตัวละครต้องเผชิญปัญหาเพื่อบ่งบอกถึงความตกต่ำที่มาเยือนตัวละคร ควบคู่ไปกับการกำกับของบริลแลนต์ เมนโดซา ที่ไม่เสียชื่อผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก คานส์เลย

โดยไม่ต้องแนะนำอะไรให้มากมาย AMO ถือเป็นซีรีส์อาชญากรรมที่ยอดเยี่ยมมากทั้งการดำเนินเรื่อง การถ่ายทำ และการแสดงที่ดูสมจริง การสร้างบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ รวมถึงเพลงแรพที่เหมือนอุทาหรณ์สอนใจก็ไปกันได้ดีกับเรื่องราวอาชญากรรมสุดเข้มข้นนี้

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Netflix’s Russian Doll – เกิด ตาย วนเวียน เรียนรู้ชีวิตวนลูปทั้งฮาทั้งซึ้งไปกับมนุษย์พังๆ

Published

on

นาเดีย (นาตาชา ลีโอนน์) พบตัวเองใช้ชีวิตวนลูปกลับมาที่งานปาร์ตี้วันเกิดของเธอแบบไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนก็ไม่มีทางหนีพ้นความตายที่พาเธอกลับมายังกระจกบานเดิมได้เช่นเดียวกับ อลัน (ชาร์ลี บาร์เน็ตต์) ชายหนุ่มที่ต้องผจญกับวันขอแต่งงานแฟนสาวที่แอบนอกใจ จนความตายพาเขากลับมายังกระจกห้องน้ำบานเดิมที่บ้าน เขาและเธอจำต้องหาทางออกจากวังวนเกิด ตาย วนเวียนก่อนจะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับพวกเขาอีกต่อไป 
  • สร้างสรรค์โดย นาตาชา เฮดแลนด์, นาตาชา ลีโอนน์ และ เอมี่ โพห์เลอร์
  • เหมาะสำหรับ คนชอบซีรีส์ดราม่า คอมเมดี้ ใช้ความเป็นแฟนตาซีมาอธิบายปรัชญาชีวิต
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนทาง Netflix

 

ความจริงพลอตชีวิตวนลูปแบบนี้เราสืบย้อนไปได้ถึง Groundhog Day (1993) หนังตลกชื่อดังที่ตัวละครต้องติดลูปวันเดิมๆ ซึ่งต่อมามันกลับส่งอิทธิพลต่อหนังหลายแนวทั้ง หนังไซไฟอย่าง Source Code (2011) หนังแอ็คชั่นอย่าง Edge of Tomorrow (2014) หนังดราม่าอย่าง Before I Fall (2017) หรือกระทั่งหนังสยองขวัญที่จะมีภาคต่อฉายปีนี้อย่าง Happy Death Day (2017) แต่กระนั้นสำหรับซีรีส์ Russian Doll กลับท้าทายความยากในการคิดพลอตและดำเนินเรื่องแบบวนลูป แถมยังไม่ได้จบในเวลาชั่วโมงครึ่งเหมือนหนังได้อย่างมั่นอกมั่นใจ ซึ่งต้องยอมรับว่าการคิดคาแรกเตอร์ นาเดีย ที่เป็นผู้หญิงไม่ได้ดีพร้อม มีดีมีเลวในตัวเอง ทำให้เราเข้าถึงตัวละครได้ง่ายขึ้น และการเลือกเหตุการณ์ที่ชีวิตติดลูปเป็นวันเกิดก็ยิ่งทำให้เราได้เรียนรู้สัจธรรมชีวิตที่แฝงอยู่ในการวนลูปได้ชัดเจนขึ้นด้วย เช่นเดียวกับชะตากรรมของอลันที่ทำให้เราได้ใคร่ครวญทางเลือกเมื่อต้องผิดหวังในความรักหรือเรื่องใดก็ตามได้เป็นอย่างดี

ความชาญฉลาดของบทยังรวมถึงการใช้ สัญญะต่างๆมาเป็น โมทีฟ หรือสิ่งที่เกิดซ้ำๆให้คนดูจดจำและสังเกตทั้งกระจกที่ทั้งคู่มักกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็แทนการสะท้อนให้เห็นทางเลือกในชีวิตที่ส่งผลต่อชะตากรรมของตัวละคร และที่โดดเด่นมากๆคงหนีไม่พ้นการใช้เพลง Gotta Get Up ของ แฮรี นิีลสัน ทุกครั้งที่นาเดียกลับมาเริ่มชีวิตใหม่ก็ยังแฝงความหมายถึงการตื่นรู้ได้เป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่างการตามหาแมวของนางเอกก็ดูเป็นเป้าหมายชีวิตที่แม้จะดู แอบเซิร์ด หรือ ไร้เหตุผลแต่ท้ายที่สุดมันกลับกลายเป็นกลไกในการขมวดเรื่องราวที่ถูกปูไว้ตั้งแต่ต้นได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมันสามารถหาทางลงให้เรื่องราวอย่างสมเหตุสมผลในทุกจุดพลิกผันของเรื่องราวอีกด้วย

และสำหรับหัวใจของเรื่องราวคงหนีไม่พ้น นาตาชา ลีโอนน์ ที่นอกจากรับบท นาเดีย แล้ว เธอยังเป็นมันสมองสำคัญในฐานะผู้สร้างสรรค์เรื่องราวและร่วมเขียนบทที่ได้รับความไว้วางใจจากทาง เน็ตฟลิกซ์ หลังร่วมงานใน Orange is a new black มาต่อเนื่องกันถึง 6 ซีซัน  ก็นับว่าเธอมาไกลจากแค่ตัวประกอบในหนังชุด American Pie มากเลยทีเดียว เพราะแม้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอจะไม่ได้ถึงขั้นสวยโดดเด่นอะไรนัก แต่เสน่ห์ในการแสดงของเธอก็มากพอจะดึงเราให้อยู่กับตัวละครและเรื่องราวที่เธอจะเล่าได้เป็นอย่างดีจนน่าจะได้เข้าชิงรางวัลด้านรายการโทรทัศน์ในปีหน้าแน่ๆ เพราะเรื่องราวใน Russian Doll ไม่เพียงนำไอเดียสุดโต่งอย่างการวนลูปชีวิตมาสร้างจุดขายเท่านั้น ตรงกันข้ามมันกลับทำให้เราเห็นว่าในเหตุการณ์เดียวกันมีทางเลือกหลายด้าน หากเราเลือกทางผิดก็มีแต่ทำร้ายตัวเองและผู้อื่นได้อย่างเห็นภาพเพราะแต่ละตอนไม่ได้มีแต่วนไปมาซ้ำๆเพราะทุกการตัดสินใจของ นาเดียและอลัน จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมทั้งคู่ไปอีกทางหนึ่งโดยสิ้นเชิง ซึ่งขอบอกว่าตอนสุดท้ายของซีรีส์สามารถทำให้คนดูเสียน้ำตาและเอาใจช่วยทั้งคู่แบบสุดลิ่มทิ่มประตูจริงๆ

เพลง Gotta Get Up ที่ใช้ในซีรีส์

ดูซีรีส์คลิกที่รูปด้านล่างได้เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] KINGDOM ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด – การเมืองซอมบี้ยุคโชซอน..สยองจนหยุดไม่อยู่

Published

on

  • ควบคุมงานสร้างโดย ลีซังแบ็ค
  • เหมาะสำหรับ คอหนังหรือซีรีส์แนวซอมบี้ เอาชีวิตรอด
  • สตรีมมิง 6 ตอนทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)

เมื่อบ้านเมืองระส่ำระสายด้วยโรคระบาดที่ทำให้คนกลายเป็นผีดิบ องค์รัชทายาท (จูจีฮุน) ต้องลี้ภัยจากเกมอำนาจของ โจฮาคโจ (ริวซองรยอง) อำมาตย์ชั่วที่อาศัยร่างกระหายเลือดของกษัตริย์เพื่อรอวันให้ลูกสาวคลอดบุตรชายมาสืบบัลลังก์ จนได้พบกับโซปี (แบดูนา) แพทย์สาวที่เพิ่งหนีตายจากกองทัพผีดิบและพวกเขาก็กลายเป็นความหวังเดียวของแผ่นดินก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

ต้นธารของ Kingdom มาจาก The Kingdom of the Gods คอมิคซีรีส์ออนไลน์ดังที่โดดเด่นด้วยการเอา ซอมบี้ ไปอยู่ในยุคโชซอนและยังผูกปมเรื่องให้มีกลิ่นอายความเป็นหนังทริลเลอร์การเมืองนิดๆให้ชวนติดตามได้อย่างลงตัวซึ่งบทของซีรีส์ก็รังสรรค์โดย คิมอึนฮี ผู้เขียนเรื่องในคอมิคต้นฉบับเอง ซึ่งก็ทำให้เรื่องราวถูกเล่าได้อย่างรัดกุม รอบด้าน ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นเรื่องราวในส่วนของการเมืองในราชสำนักที่ทำให้เห็นผลร้ายของการฉ้อราชบังหลวงที่ทำให้ราษฎรต้องลำบากในยามวิกฤติ ในขณะที่อภิสิทธิชนก็ต้องการคงอำนาจตนเองไว้ให้นานที่สุด ซึ่งถือเป็นธีมคลาสสิกที่สามารถชูรสและเพิ่มความโดดเด่นให้ซีรีส์ได้อย่างยอดเยี่ยม แถมยังคงสารที่หนังหรือซีรีส์ซอมบี้ดังๆได้กล่าวมาตลอดนั่นคือ พอถึงจุดๆหนึี่ง คนจะน่ากลัวกว่าซอมบี้หลายเท่านัก

ด้าน คิมซองฮุน ผู้กำกับที่เคยทำ A Hard Days ปี 2014 ที่เคยได้ฉายในสาย Director Fortnight ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์มาแล้ว ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะซีรีส์แทบไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย คิมซองฮุน สามารถกำกับการแสดงในภาพรวมให้เร้าอารมณ์ผู้ชมให้รู้สึกถึงความหวาดกลัวทั้งผีดิบและความอำมหิตของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งงานภาพก็ถือว่าผู้กำกับไม่เสียชื่อที่เคยทำหนังขวัญใจนักวิจารณ์มาก่อนเพราะงานวิช่วลของซีรีส์คือใช้ภาษาภาพยนตร์มาบอกเล่าและสื่อความหมายในหลายๆฉากได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

ส่วนนักแสดงต้องบอกว่านี่คือดรีมทีมที่แท้จริง ด้าน จูจีฮุน หรือ เจ้าชายเย็นชา แห่ง Princess Hours (2006) ก็รับบท องค์รัชทายาทได้เท่โคตรๆทั้งบู๊ฟันดาบ หรือขี่ม้าได้อย่างสง่างามแถมยังถ่ายทอดความเมตตาขององค์ชายที่ถูกหักหลังได้น่าเอาใจช่วยมากๆ ส่วน ริวซองรยอง นี่ถ้าเป็นเมืองไทยน่าจะโดนทุเรียนไปหลายลูกเลย ฮ่าาาา  คนอะไรจะร้ายได้ขนาดนั้น และปิดท้ายที่ แบดูนา ที่แม้เรื่องนี้เธอจะไม่ได้โชว์ความเซ็กซี่เหมือน Sense8 หรือหนัง Cloud Atlas แต่เสน่ห์ด้านการแสดงของเธอยังมาเต็มในฐานะหมอสาวที่พยายามหาทางคิดค้นยารักษาโรคระบาด ที่เชื่อว่าจบ 6 ตอนนี้แล้วหลายคนคงแทบลงแดงรอดูซีซัน 2 ต่อไม่ไหวแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

ANGELS นางฟ้าล่าผี ซีรีส์สุดแจ่มที่ผสมความเซ็กซี่และสยองขวัญได้อย่างดุดัน

Published

on

By

หากใครมองหาทีวีซีรีส์แนวลึกลับสยองขวัญที่มีชุดตัวละครหลักเป็นผู้หญิงสุดเซ็กซี่ (อารมณ์ประมาณการผสมผสานหนังชุดนักสืบหญิงสุดเซ็กซี่ Charlie’s Angels และหนังชุดการตามล่าปีศาจ Supernatural เข้าด้วยกัน) สำหรับเรื่องนี้ ANGELS นางฟ้าล่าผี จะเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับทุกคน

ซึ่งซีรีส์ชุดนี้ก็ออกฉายทาง Monomax และด้วยจุดเด่นเรื่องความเซ็กซี่สยองขวัญแล้ว แต่ละตอนยังปรุงแต่งเนื้อเรื่องและโทนของตอนนั้น ๆ ให้แตกต่างกันไป เช่นตอนนี้เป็นเรื่องราวรักโรแมนติก ตอนนี้เป็นคอมเมดี้ หรือตอนนี้เป็นฆาตกรต่อเนื่อง ทำให้ ANGELS นางฟ้าล่าผีเดินทางมาถึงซีซั่นที่ 3 แล้ว

เรื่องย่อซีซั่น 3

หลังจากสาว ๆ แองเจิ้ลได้ต่อสู้และทำลายผีร้ายบุญเพ็งและลูกสมุนอย่างสิ้นซากแล้ว เหตุการณ์ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะกลับคืนสู่ปกติ ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปหาหนทางเริ่มชีวิตใหม่ แต่อาพิมกลับรู้สึกได้ว่าถึงเวลาที่เธอจะต้องออกเดินทางเพื่อไปขอโทษใครบางคน

จากการสืบค้นเรื่องราวพบว่า ด.ญ.ปราง ลูกสาวของอาพิมที่ถูกฝากเลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็กแห่งหนึ่งแล้วก็หายตัวไปอย่างลึกลับ หลักฐานทุกอย่างบ่งชี้ว่าเธอน่าจะอยู่ที่เนเวอร์ทาวน์ โครงการทาวน์โฮมรกร้างแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเปลี่ยนเจ้าของโครงการมาหลายรุ่นแต่ก็ไม่สามารถฟื้นฟูได้เพราะอาถรรพ์ที่แสนน่าสะพรึงกลัว ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ที่อาศัยต้องบาดเจ็บล้มตาย หรือแม้กระทั่งเป็นบ้า จนสุดท้ายต้องปล่อยให้เป็นพื้นที่รกร้างและเต็มไปด้วยอาชญากร ตอนจบจะเป็นอย่างไร แองเจิ้ลจะสามารถช่วยให้อาพิมขอโทษลูกสาวได้หรือไม่ ติดตามชมได้ใน Monomax

แค่เรื่องย่อ คอนเซ็ปต์ ตัวอย่าง หรือภาพประกอบยังน่าดูขนาดนี้ ตัวซีรีส์จะน่าดูขนาดไหน ไปพิสูจน์กันได้ด้วยตาตัวเองเลยนะ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Monomax

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!