Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Maniac – ลิมิเต็ดซีรีส์เรื่องล่าสุดจากผู้กำกับ James Bond คนใหม่

  • สร้างสรรค์โดย แพทริค ซอเมอร์วิลล์ และ แครี โจจิ ฟูคุนากะ
  • เหมาะสำหรับ คอซีรีส์ตลกร้ายและชื่นชอบปรัชญาชีวิต
  • สตรีมได้ทาง Netflix 

เมื่อ โอเวน (โจนาห์ ฮิลล์) หนุ่มที่เป็นโรคจิตเภทและกำลังถูกครอบครัวบังคับให้แก้ต่างคดีพี่ชายล่วงละเมิดทางเพศพนักงานและ แอนนี (เอมมา สโตน) หญิงสาวที่ติดในวังวนความผิดบาป ต้องมาพัวพันกันในการทดลองยาโรคประสาทที่มีคอมพิวเตอร์กำลังเป็นโรคซึมเศร้าคอยกุมชะตากรรของกลุ่มตัวอย่าง จนคนแปลกหน้าทั้งสองได้รับประสบการณ์แปลกประหลาดร่วมกันทั้งอดีตอันเจ็บปวดและเรื่องราวพิลึกพิลั่นที่ทำให้ทั้งคู่ไม่อาจแน่ใจว่าสิ่งไหนจริงสิ่งไหนลวงอีกต่อไป และปัญหาดังกล่าวก็เกิดขึ้นผ่านสายตาของ ดร.อาซึมิ (โซโนยา มิซูโน) นักวิทยาศาสตร์สาวที่แอบโปรแกรมความรู้สึกให้คอมพิวเตอร์จนเกิดข้อผิดพลาดที่อาจคร่าชีวิตกลุ่มตัวอย่างทุกคนจนต้องตามตัว ดร.เจมส์ (จัสติน เทอโรซ์) นักประสาทวิทยาอดีตคนรักเก่ากลับมาแก้ไขสถานการณ์ก่อนสมองของกลุ่มตัวอย่างจะถูกเผาไหม้เป็นจุล

จะว่าไปแล้วด้วยไอเดียเริ่มเรื่องของ Maniac เองก็มีส่วนคล้ายกับการนำ Inception (2010) หนังจารกรรมฝันของ คริสโตเฟอร์ โนแลน มาปนๆกับ Eternal Sunshine of the spotless mind (2004) ของผู้กำกับมิเชล กอนดรี้ไม่น้อยในแง่ของการพาคนดูเข้าไปผจญภัยในหัวสมองของตัวละครซึ่งมีความคิดและความฝันที่ซ้อนทับหลายๆชั้น โดยมีไอเดียเรื่องภัยร้ายของเครื่องจักรที่มีตัวพ่ออย่างหนัง 2001 : A Space Odyssey (1968) ของผู้กำกับ สแตนลี คูบริค มาเป็นปมปัญหาสำคัญของเรื่องราวที่ทำให้เราต้องลุ้นว่า โอเวน และ แอนนี จะตื่นขึ้นมาในโลกความจริงได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งการนำมาทำเป็นลิมิเต็ด ซีรีส์ความยาว 10 ตอนจบก็ยิ่งท้าทายว่าพลอตที่ขายไอเดียขนาดนี้จะรอดหรือไม่ ซึ่งเราจะมาว่ากันเป็นข้อๆเลยนะครับ

ว่ากันถึงแครี โจจิ ฟูคูนากะ ที่เพิ่งได้รับการประกาศให้เป็นผู้กำกับหนังพยัคฆ์ร้าย 007 คนใหม่ โดย ฟูคูนากะเป็นผู้กำกับและร่วมสร้างสรรค์ซีรีส์(ฟูคูนากะ ร่วมสร้างสรรค์กับ แพทริค ซอเมอร์วิลล์)  ซึ่งจากเครดิตสำคัญในวงการทีวีของเขาอย่าง True Detective (2014) ซีีรีส์นักสืบแฝงปรัชญาของช่อง HBO น่าจะการันตีได้ว่าเรื่องราวที่เขาจะบอกเล่าย่อมไม่ธรรมดา และก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะเพียงตอนแรกเท่านั้น ฟูคูนากะ ก็ทำให้เราแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ หลายปริศนาโยนใส่คนดูแบบไม่ยั้ง และการปูพื้นตัวละครทั้งแอนนี และ โอเวน ก็เปี่ยมมิติมาก เราแทบเดาอะไรไม่ถูกเลยเพราะทั้งคู่ถูกบอกเล่าในฐานะคนมีปัญหาทางจิ และพอมาผสมผสานกับเรื่องราวไซไฟเชิงปรัชญาอย่างการใส่ความรู้สึกให้คอมพิวเตอร์ก็ยิ่งทำให้เกิดอารมณ์ตลกขบขันแต่ชวนขบคิด โดยแต่ละตอนไม่เพียงทักทอเรื่องราวได้อย่างสร้างสรรค์ บางตอนก็หลุดโลก แต่ยังสามารถตบเข้าประเด็นดราม่าในตอนท้ายๆได้ดีอีกด้วย

และแน่นอนสำหรับผู้ชมทั่วไปอย่างเราๆ ลำพังแค่ผู้กำกับคงไม่อาจดึงดูดให้อยากสตรีมมาดูเท่าไหร่หรอก แต่เพราะนี่คือผลงานล่าสุดของ 2 นักแสดงคนสำคัญแห่งยุคทั้ง โจนาห์ ฮิลล์ (superbad) และ เอมมา สโตน (La La Land) พลิกบทบาทจากหนุ่มทะเล้นและสาวสวยมาดแพง สู่บทชายและหญิงที่มีบาดแผลในจิตใจได้อย่างน่าเชื่อถือ อย่างในกรณีของ โจนาห์ ฮิลล์ อาจไม่ได้เซอร์ไพรส์นัก เพราะเขาเคยรับบทดราม่าหนักๆมาแล้วทั้ง Moneyball (2011) และเคยบ้าสุดขั้วใน The Wolf of Wallstreet (2013) มาแล้ว แต่บท โอเวน กลับเรียกร้องการแสดงที่ละเอียดละออกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา เพราะไม่ใช่แค่คนเป็นโรคจิตเภท (schizophrenia) แต่ยังต้องต่อสู้กับความผิดบาปและอิทธิพลของครอบครัวต่อความถูกต้อง ส่วนเอมมา สโตน บทแอนนีน่าจะเป็นบทที่เธอต้องไม่ห่วงสวยที่สุดแล้ว เพราะทั้งต้องรับบทกึ่งๆขี้ยาและยังต้องสวมบทบ้าๆบอๆอย่างกับหลุดมาจากซีรีส์ Game of Throne ในตอนท้ายๆอีก แต่นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือการแสดงที่ทำให้สโตนมีดีกว่าแค่หน้าตาน่ารัก

และเชื่อแน่ๆว่าหนุ่มๆคงต้องหลงรักนักแสดงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นสำเนียงอังกฤษสุดเซ็กซี่อย่าง โซโนยา มิซูโน ในบท ดร.อาซึมิ นักวิทยาศาสตร์สาวสวมแว่นที่ปรากฎกายในชุดเสื้อกาวน์โคร่งๆพร้อมคาบบุหรี่ที่ปาก ที่กลายเป็นจุดสนใจในเรื่องได้ทุกซีนที่ปรากฎตัวจริงๆ

สรุปแล้ว Maniac น่าจะเหมาะกับคอซีรีส์ที่ต้องการชมความแปลกใหม่ มีทั้งอารมณ์ขันร้ายๆและปรัชญาลึกๆให้ขบคิดแทบทุกตอน แต่อาจไม่เหมาะกับการชมรวดเดียวจบนะครับ ควรชมสักวันละตอนสองตอนแล้วหาคนถกเถียงแชร์ความคิดกันแล้วค่อยดูต่อ เพราะนี่เป็นซีรีส์ที่ถกเถียงวิพากษ์กันได้สนุกปากเลยทีเดียวล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Umbrella Academy – ซีรีส์ข้ามเวลากู้โลกของเหล่าฮีโร่ใจบอบช้ำ

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย สตีฟ แบล็คแมน
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบงานแฟนตาซีที่มีปมดราม่าจริงจัง
  • สตรีมมิงทั้ง 10 ตอนแล้วทาง Netflix
1 ตุลาคม 1989 เกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อสาวบริสุทธิ์ให้กำเนิดบุตรและธิดารวม 43 คน โดยเด็กทุกคนจะมีพลังพิเศษแอบแฝงอยู่แต่มีเด็ก 7 คนที่ เซอร์ เรจินัลด์ ฮาร์กรีฟส์  (คอล์ม ฟิออร์) ได้อุปถัมภ์และก่อตั้ง อัมเบรลลา อคาเดมี เพื่อฝึกให้พวกเขากลายเป็นฮีโร่พิทักษ์โลกได้แก่ อาร์เธอร์ (ทอม ฮอปเปอร์) หรือหมายเลข 1 นักบินอวกาศผู้มีพละกำลังอันแข็งแกร่ง ,ดิเอโก (เดวิด แคสตานีดา) หรือหมายเลข 2 มือมีด, อลิสัน (เอมี เลเวอร์ แลมป์แมน) หรือหมายเลข 3 ดาราดังผู้สามารถบิดเบือนความจริงด้วยคำโกหก, เคลาส์ (โรเบิร์ต ชีฮาน) หรือหมายเลข 4 ผู้สามารถสื่อสารกับวิญญาณได้, หมายเลข 5 (ไอแดน กัลลาเกอร์) เด็กชายไร้ชื่อผู้สามารถเดินทางข้ามเวลาได้ และวานย่า (เอลเลน เพจ) หรือหมายเลข 7 ผู้ถูกตีตราว่าไร้พลังแต่คอยบันทึกประวัติศาสตร์ของพวกเขาเป็นหนังสือ และด้วยบาดแผลในวัยเด็กของพวกเขาก็ทำให้แต่ละคนแยกย้ายไปตามทาง แต่หลังการตายของ เซอร์เรจินัลด์ พวกเขาก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อหาสาเหตุการตายของพ่ออุปถัมภ์และต้องร่วมมือกันหยุดยั้งหายนะโลกที่ถูกบงการโดย เดอะคอมมิชชั่น

The Umbrella Academy เดิมทีเป็นคอมิกในค่าย ดาร์ค ฮอร์ส คอมิก ที่มีซูปเปอร์ฮีโร่ดังอย่างเด็กนรก Hellboy และ The Mask หน้ากากเทวดา เป็นหัวหอกของค่าย ซึ่งคอมิกค่ายนี้มักเน้นเรื่องราวของตัวละครเอกที่มีด้านมืดหรือเกิดจากผลกระทบบางอย่างจากสังคมเป็นสำคัญ ซึ่งก็ไม่เว้น The Umbrella Academy ผลงานการสร้างสรรค์เรื่องราวโดย เจอร์ราด เวย์ ผ่านลายเส้นของ แกเบรียล บาร์ โดยแรกเริ่มเป็น คอมิกแบบ 6 ฉบับจบระหว่างปี 2007 – 2008 และได้รับรางวัล ไอส์เนอร์อวอร์ด สาขาลิมิเต็ดซีรีส์คอมิกยอดเยี่ยม และคอมิกซีรีส์ที่ 2 ก็เพิ่งวางแผงเล่มแรกจาก 3 ฉบับไปเมื่อปี2018ที่ผ่านมา โดยโครงการดัดแปลงคอมิกชุดนี้เป็นซีรีส์ได้เริ่มต้นในปี 2015 หลังจากล้มเหลวในการดัดแปลงเป็นฉบับภาพยนตร์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และในที่สุดมันก็ได้กลายเป็นซีรีส์ของทาง Netflix และเริ่มสตรีมมิง 10 ตอนไปเมื่อวันที 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั่นเอง

สำหรับการดำเนินเรื่องในซีรีส์ต้องยอมรับว่า คนดูอาจต้องปรับตัวเข้ากับสไตล์การเล่าเรื่องไปพอสมควร และยิ่งบทสร้างปมไว้เยอะเหลือเกินทั้งปมใครฆ่าพ่อของเหล่าเด็กกำพร้าซูเปอร์ฮีโร่แล้ว ยังมีปมที่หมายเลข 5 พยายามหาทางหยุดยั้งวันสิ้นโลกตามที่เขาได้เดินทางข้ามเวลาไปพบเจอให้ได้ ซึ่งการแบ่งเนื้อหาใน 10 ตอน ขอสารภาพว่าตัวซีรีส์ไม่ได้ช่วยให้คนดูเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้นเลย เพราะมันเต็มไปด้วยเหตุการณ์ยิบย่อยมากมาย แถม 10 ตอนที่ถูกปล่อยมาตอนนี้ เราก็ยังไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่มาของพลังจากเหล่าฮีโร่แต่ละตัวมากนัก แต่จะเน้นไปที่บาดแผลทางจิตใจที่เซอร์ เรจินัลด์ ฮาร์กรีฟส์ ได้ทิ้งไว้ในใจพวกเขา โดยเหตุการณ์ใน 10 ตอนนี้มีการบอกเล่าถึงตัวละครหลัก 6 ตัวได้แบบกระท่อนกระแท่นและอาจไม่ปะติดปะต่อนัก เดาว่าคงพยายามคุมโทนของคอมิกเอาไว้ซึ่งก็อาจไม่ถูกใจคนดูในวงกว้างมากนัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ใน 5 ตอนแรกที่ซีรีส์เอาเวลาไปบอกเล่าเรื่องราวยิบย่อยมากกว่าประเด็นหลัก โดยเฉพาะ 2 ปมหลักอย่างการหาสาเหตุการตายของเซอร์ เรจินัลด์ ก็ดันมีแค่ สเปซบอย คนเดียวที่ให้ความสำคัญและปมนี้ก็จบลงอย่างง่ายดายทั้งที่มันเป็นปมเปิดซีรีส์ ก่อนที่ตอนท้ายเราจะได้พบปมที่แท้จริงได้แก่ ปมที่หมายเลข 5 พยายามหยุดยั้งหายนะโลก ที่กว่าซีรีส์จะทำให้ปมนี้กลายเป็นปมที่รวมเหล่าตัวละครฮีโร่ก็ปาไปตอนที่ 4 แล้ว แถมเมื่อถึงตอนที่ 6 ซีรีส์ก็ดันใช้พลอตเดินทางข้ามเวลามาหักล้างทุกอย่างที่ปูไว้ใน 5 ตอนแรกแบบแทบไม่มีปมสำคัญอะไรมาสานต่ออีกแล้วนอกจากแค่แนะนำตัวละครว่าใครเป็นใครเท่านั้นเอง เพราะผ่านมา 5 ตอนเราก็ยังไม่ค่อยรู้จักตัวละครแต่ละตัวเท่าไหร่นักเลย

ลำพังแค่ข้อมูลพื้นฐานอย่างพลังแต่ละคน บางทีก็ยังไม่ชัดเจนนัก เช่น ทำไมหมายเลข 1 ถึงต้องเรียกว่าสเปซบอย นอกจากแค่เรื่องที่เขาถูกพ่อส่งไปอยู่บนดวงจันทร์ แถมยังถูกฉีดเซรุ่มที่ทำให้เขามีขนรุงรังกลายเป็นลิงกอริลล่าอีก และที่หนักสุดคือหมายเลข 3 ดาราดังที่สามารถใช้คำโกหกของตัวเองบิดเบือนความเป็นจริง ซึ่งซีรีส์ก็ไม่ได้ทำให้เห็นชัดเจนนัก ว่ามันส่งผลกับเรื่องราวยังไง เช่นเดียวกับ เคลาส์ ที่กว่าเราจะได้เห็นประโยชน์ของการคุยกับวิญญาณได้ก็ปาไปเกือบจบซีซันแล้ว ที่สำคัญคือการที่ซีรีส์ไม่ได้ปูปมความคับแค้นใจของ วานย่า หรือหมายเลข 7 มาตั้งแต่ต้นและให้ความสำคัญกับการค่อยๆถักทอความขัดแย้งกับเหล่าพี่น้องให้เป็นรูปธรรมจนมาไปถึงตอนที่ 8 ที่พอซีรีส์จะหาปมสนุกๆอะไรให้เราติดตามได้ก็เกือบหมดซีซันแล้ว จึงกลายเป็นว่าตัวซีรีส์หมดเวลาไปกับการสร้างฉากกวนๆพยายามให้ขำเพื่อสร้างเสน่ห์ให้ตัวละคร แต่กลับแป๊ก แทนที่จะเอาเวลามาปูปมสำคัญให้เราสามารถเอาใจช่วยหรือรู้สึกร่วมไปกับตัวละครจนอยากเอาใจช่วยไปอย่างน่าเสียดาย

แต่กระนั้นก็ใช่ว่า The Umbrella Academy จะไร้ซึ่งความสนุกไปเสียทีเดียว เพราะพอเรื่องราวถูกปูมาดีแล้ว ตอนที่ 7 เป็นต้นไป ซีรีส์ก็เสิร์ฟฉากแอ็คชั่น และความโหดเลือดสาดกันแบบบึ้มบั้มไม่เกรงใจใครดีเหมือนกัน แถมยังโชว์สเปเชียล เอฟเฟกต์ เจ๋งๆได้แบบไม่น้อยหน้าหนังซูเปอร์ฮีโร่ฟอร์มยักษ์ฉายโรงเลย แม้ว่าจะมีบางจุดที่เอฟเฟกต์ดู บ๊ง บ๊ง ไปหน่อยก็ตาม ส่วนนักแสดงต้องขอชื่นชมที่สุดเห็นจะเป็น เอลเลน เพจ ที่ยังคงฝีไม้ลายมือในการแสดงบทดราม่าได้ดีมาก ส่วน โรเบิร์ต ชีฮาน ก็รับบทตัวละคร LGBTQ อย่างเคลาส์ได้อย่างมีเสน่ห์น่าชื่นชม ต่างจากตอนได้ดูหนังใหญ่อย่าง Mortal Engine (2018) ที่ไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของเขาเท่าบท เคลาส์ เด็กจิตสัมผัสที่โตมาแล้วต้องพึ่งพายาเสพย์ติดเพื่อไม่ให้เห็นภาพน่ากลัวติดตาจนเราอดเห็นใจตัวละครไม่ได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Netflix’s Russian Doll – เกิด ตาย วนเวียน เรียนรู้ชีวิตวนลูปทั้งฮาทั้งซึ้งไปกับมนุษย์พังๆ

Published

on

นาเดีย (นาตาชา ลีโอนน์) พบตัวเองใช้ชีวิตวนลูปกลับมาที่งานปาร์ตี้วันเกิดของเธอแบบไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนก็ไม่มีทางหนีพ้นความตายที่พาเธอกลับมายังกระจกบานเดิมได้เช่นเดียวกับ อลัน (ชาร์ลี บาร์เน็ตต์) ชายหนุ่มที่ต้องผจญกับวันขอแต่งงานแฟนสาวที่แอบนอกใจ จนความตายพาเขากลับมายังกระจกห้องน้ำบานเดิมที่บ้าน เขาและเธอจำต้องหาทางออกจากวังวนเกิด ตาย วนเวียนก่อนจะไม่มีพรุ่งนี้สำหรับพวกเขาอีกต่อไป 
  • สร้างสรรค์โดย นาตาชา เฮดแลนด์, นาตาชา ลีโอนน์ และ เอมี่ โพห์เลอร์
  • เหมาะสำหรับ คนชอบซีรีส์ดราม่า คอมเมดี้ ใช้ความเป็นแฟนตาซีมาอธิบายปรัชญาชีวิต
  • สตรีมมิงทั้ง 8 ตอนทาง Netflix

 

ความจริงพลอตชีวิตวนลูปแบบนี้เราสืบย้อนไปได้ถึง Groundhog Day (1993) หนังตลกชื่อดังที่ตัวละครต้องติดลูปวันเดิมๆ ซึ่งต่อมามันกลับส่งอิทธิพลต่อหนังหลายแนวทั้ง หนังไซไฟอย่าง Source Code (2011) หนังแอ็คชั่นอย่าง Edge of Tomorrow (2014) หนังดราม่าอย่าง Before I Fall (2017) หรือกระทั่งหนังสยองขวัญที่จะมีภาคต่อฉายปีนี้อย่าง Happy Death Day (2017) แต่กระนั้นสำหรับซีรีส์ Russian Doll กลับท้าทายความยากในการคิดพลอตและดำเนินเรื่องแบบวนลูป แถมยังไม่ได้จบในเวลาชั่วโมงครึ่งเหมือนหนังได้อย่างมั่นอกมั่นใจ ซึ่งต้องยอมรับว่าการคิดคาแรกเตอร์ นาเดีย ที่เป็นผู้หญิงไม่ได้ดีพร้อม มีดีมีเลวในตัวเอง ทำให้เราเข้าถึงตัวละครได้ง่ายขึ้น และการเลือกเหตุการณ์ที่ชีวิตติดลูปเป็นวันเกิดก็ยิ่งทำให้เราได้เรียนรู้สัจธรรมชีวิตที่แฝงอยู่ในการวนลูปได้ชัดเจนขึ้นด้วย เช่นเดียวกับชะตากรรมของอลันที่ทำให้เราได้ใคร่ครวญทางเลือกเมื่อต้องผิดหวังในความรักหรือเรื่องใดก็ตามได้เป็นอย่างดี

ความชาญฉลาดของบทยังรวมถึงการใช้ สัญญะต่างๆมาเป็น โมทีฟ หรือสิ่งที่เกิดซ้ำๆให้คนดูจดจำและสังเกตทั้งกระจกที่ทั้งคู่มักกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ก็แทนการสะท้อนให้เห็นทางเลือกในชีวิตที่ส่งผลต่อชะตากรรมของตัวละคร และที่โดดเด่นมากๆคงหนีไม่พ้นการใช้เพลง Gotta Get Up ของ แฮรี นิีลสัน ทุกครั้งที่นาเดียกลับมาเริ่มชีวิตใหม่ก็ยังแฝงความหมายถึงการตื่นรู้ได้เป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆน้อยๆอย่างการตามหาแมวของนางเอกก็ดูเป็นเป้าหมายชีวิตที่แม้จะดู แอบเซิร์ด หรือ ไร้เหตุผลแต่ท้ายที่สุดมันกลับกลายเป็นกลไกในการขมวดเรื่องราวที่ถูกปูไว้ตั้งแต่ต้นได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมันสามารถหาทางลงให้เรื่องราวอย่างสมเหตุสมผลในทุกจุดพลิกผันของเรื่องราวอีกด้วย

และสำหรับหัวใจของเรื่องราวคงหนีไม่พ้น นาตาชา ลีโอนน์ ที่นอกจากรับบท นาเดีย แล้ว เธอยังเป็นมันสมองสำคัญในฐานะผู้สร้างสรรค์เรื่องราวและร่วมเขียนบทที่ได้รับความไว้วางใจจากทาง เน็ตฟลิกซ์ หลังร่วมงานใน Orange is a new black มาต่อเนื่องกันถึง 6 ซีซัน  ก็นับว่าเธอมาไกลจากแค่ตัวประกอบในหนังชุด American Pie มากเลยทีเดียว เพราะแม้รูปลักษณ์ภายนอกของเธอจะไม่ได้ถึงขั้นสวยโดดเด่นอะไรนัก แต่เสน่ห์ในการแสดงของเธอก็มากพอจะดึงเราให้อยู่กับตัวละครและเรื่องราวที่เธอจะเล่าได้เป็นอย่างดีจนน่าจะได้เข้าชิงรางวัลด้านรายการโทรทัศน์ในปีหน้าแน่ๆ เพราะเรื่องราวใน Russian Doll ไม่เพียงนำไอเดียสุดโต่งอย่างการวนลูปชีวิตมาสร้างจุดขายเท่านั้น ตรงกันข้ามมันกลับทำให้เราเห็นว่าในเหตุการณ์เดียวกันมีทางเลือกหลายด้าน หากเราเลือกทางผิดก็มีแต่ทำร้ายตัวเองและผู้อื่นได้อย่างเห็นภาพเพราะแต่ละตอนไม่ได้มีแต่วนไปมาซ้ำๆเพราะทุกการตัดสินใจของ นาเดียและอลัน จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมทั้งคู่ไปอีกทางหนึ่งโดยสิ้นเชิง ซึ่งขอบอกว่าตอนสุดท้ายของซีรีส์สามารถทำให้คนดูเสียน้ำตาและเอาใจช่วยทั้งคู่แบบสุดลิ่มทิ่มประตูจริงๆ

เพลง Gotta Get Up ที่ใช้ในซีรีส์

ดูซีรีส์คลิกที่รูปด้านล่างได้เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] KINGDOM ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด – การเมืองซอมบี้ยุคโชซอน..สยองจนหยุดไม่อยู่

Published

on

  • ควบคุมงานสร้างโดย ลีซังแบ็ค
  • เหมาะสำหรับ คอหนังหรือซีรีส์แนวซอมบี้ เอาชีวิตรอด
  • สตรีมมิง 6 ตอนทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้ทันที)

เมื่อบ้านเมืองระส่ำระสายด้วยโรคระบาดที่ทำให้คนกลายเป็นผีดิบ องค์รัชทายาท (จูจีฮุน) ต้องลี้ภัยจากเกมอำนาจของ โจฮาคโจ (ริวซองรยอง) อำมาตย์ชั่วที่อาศัยร่างกระหายเลือดของกษัตริย์เพื่อรอวันให้ลูกสาวคลอดบุตรชายมาสืบบัลลังก์ จนได้พบกับโซปี (แบดูนา) แพทย์สาวที่เพิ่งหนีตายจากกองทัพผีดิบและพวกเขาก็กลายเป็นความหวังเดียวของแผ่นดินก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

ต้นธารของ Kingdom มาจาก The Kingdom of the Gods คอมิคซีรีส์ออนไลน์ดังที่โดดเด่นด้วยการเอา ซอมบี้ ไปอยู่ในยุคโชซอนและยังผูกปมเรื่องให้มีกลิ่นอายความเป็นหนังทริลเลอร์การเมืองนิดๆให้ชวนติดตามได้อย่างลงตัวซึ่งบทของซีรีส์ก็รังสรรค์โดย คิมอึนฮี ผู้เขียนเรื่องในคอมิคต้นฉบับเอง ซึ่งก็ทำให้เรื่องราวถูกเล่าได้อย่างรัดกุม รอบด้าน ที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษเห็นจะเป็นเรื่องราวในส่วนของการเมืองในราชสำนักที่ทำให้เห็นผลร้ายของการฉ้อราชบังหลวงที่ทำให้ราษฎรต้องลำบากในยามวิกฤติ ในขณะที่อภิสิทธิชนก็ต้องการคงอำนาจตนเองไว้ให้นานที่สุด ซึ่งถือเป็นธีมคลาสสิกที่สามารถชูรสและเพิ่มความโดดเด่นให้ซีรีส์ได้อย่างยอดเยี่ยม แถมยังคงสารที่หนังหรือซีรีส์ซอมบี้ดังๆได้กล่าวมาตลอดนั่นคือ พอถึงจุดๆหนึี่ง คนจะน่ากลัวกว่าซอมบี้หลายเท่านัก

ด้าน คิมซองฮุน ผู้กำกับที่เคยทำ A Hard Days ปี 2014 ที่เคยได้ฉายในสาย Director Fortnight ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์มาแล้ว ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะซีรีส์แทบไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย คิมซองฮุน สามารถกำกับการแสดงในภาพรวมให้เร้าอารมณ์ผู้ชมให้รู้สึกถึงความหวาดกลัวทั้งผีดิบและความอำมหิตของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งงานภาพก็ถือว่าผู้กำกับไม่เสียชื่อที่เคยทำหนังขวัญใจนักวิจารณ์มาก่อนเพราะงานวิช่วลของซีรีส์คือใช้ภาษาภาพยนตร์มาบอกเล่าและสื่อความหมายในหลายๆฉากได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ

ส่วนนักแสดงต้องบอกว่านี่คือดรีมทีมที่แท้จริง ด้าน จูจีฮุน หรือ เจ้าชายเย็นชา แห่ง Princess Hours (2006) ก็รับบท องค์รัชทายาทได้เท่โคตรๆทั้งบู๊ฟันดาบ หรือขี่ม้าได้อย่างสง่างามแถมยังถ่ายทอดความเมตตาขององค์ชายที่ถูกหักหลังได้น่าเอาใจช่วยมากๆ ส่วน ริวซองรยอง นี่ถ้าเป็นเมืองไทยน่าจะโดนทุเรียนไปหลายลูกเลย ฮ่าาาา  คนอะไรจะร้ายได้ขนาดนั้น และปิดท้ายที่ แบดูนา ที่แม้เรื่องนี้เธอจะไม่ได้โชว์ความเซ็กซี่เหมือน Sense8 หรือหนัง Cloud Atlas แต่เสน่ห์ด้านการแสดงของเธอยังมาเต็มในฐานะหมอสาวที่พยายามหาทางคิดค้นยารักษาโรคระบาด ที่เชื่อว่าจบ 6 ตอนนี้แล้วหลายคนคงแทบลงแดงรอดูซีซัน 2 ต่อไม่ไหวแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!