Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Maniac – ลิมิเต็ดซีรีส์เรื่องล่าสุดจากผู้กำกับ James Bond คนใหม่

  • สร้างสรรค์โดย แพทริค ซอเมอร์วิลล์ และ แครี โจจิ ฟูคุนากะ
  • เหมาะสำหรับ คอซีรีส์ตลกร้ายและชื่นชอบปรัชญาชีวิต
  • สตรีมได้ทาง Netflix 

เมื่อ โอเวน (โจนาห์ ฮิลล์) หนุ่มที่เป็นโรคจิตเภทและกำลังถูกครอบครัวบังคับให้แก้ต่างคดีพี่ชายล่วงละเมิดทางเพศพนักงานและ แอนนี (เอมมา สโตน) หญิงสาวที่ติดในวังวนความผิดบาป ต้องมาพัวพันกันในการทดลองยาโรคประสาทที่มีคอมพิวเตอร์กำลังเป็นโรคซึมเศร้าคอยกุมชะตากรรของกลุ่มตัวอย่าง จนคนแปลกหน้าทั้งสองได้รับประสบการณ์แปลกประหลาดร่วมกันทั้งอดีตอันเจ็บปวดและเรื่องราวพิลึกพิลั่นที่ทำให้ทั้งคู่ไม่อาจแน่ใจว่าสิ่งไหนจริงสิ่งไหนลวงอีกต่อไป และปัญหาดังกล่าวก็เกิดขึ้นผ่านสายตาของ ดร.อาซึมิ (โซโนยา มิซูโน) นักวิทยาศาสตร์สาวที่แอบโปรแกรมความรู้สึกให้คอมพิวเตอร์จนเกิดข้อผิดพลาดที่อาจคร่าชีวิตกลุ่มตัวอย่างทุกคนจนต้องตามตัว ดร.เจมส์ (จัสติน เทอโรซ์) นักประสาทวิทยาอดีตคนรักเก่ากลับมาแก้ไขสถานการณ์ก่อนสมองของกลุ่มตัวอย่างจะถูกเผาไหม้เป็นจุล

จะว่าไปแล้วด้วยไอเดียเริ่มเรื่องของ Maniac เองก็มีส่วนคล้ายกับการนำ Inception (2010) หนังจารกรรมฝันของ คริสโตเฟอร์ โนแลน มาปนๆกับ Eternal Sunshine of the spotless mind (2004) ของผู้กำกับมิเชล กอนดรี้ไม่น้อยในแง่ของการพาคนดูเข้าไปผจญภัยในหัวสมองของตัวละครซึ่งมีความคิดและความฝันที่ซ้อนทับหลายๆชั้น โดยมีไอเดียเรื่องภัยร้ายของเครื่องจักรที่มีตัวพ่ออย่างหนัง 2001 : A Space Odyssey (1968) ของผู้กำกับ สแตนลี คูบริค มาเป็นปมปัญหาสำคัญของเรื่องราวที่ทำให้เราต้องลุ้นว่า โอเวน และ แอนนี จะตื่นขึ้นมาในโลกความจริงได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งการนำมาทำเป็นลิมิเต็ด ซีรีส์ความยาว 10 ตอนจบก็ยิ่งท้าทายว่าพลอตที่ขายไอเดียขนาดนี้จะรอดหรือไม่ ซึ่งเราจะมาว่ากันเป็นข้อๆเลยนะครับ

ว่ากันถึงแครี โจจิ ฟูคูนากะ ที่เพิ่งได้รับการประกาศให้เป็นผู้กำกับหนังพยัคฆ์ร้าย 007 คนใหม่ โดย ฟูคูนากะเป็นผู้กำกับและร่วมสร้างสรรค์ซีรีส์(ฟูคูนากะ ร่วมสร้างสรรค์กับ แพทริค ซอเมอร์วิลล์)  ซึ่งจากเครดิตสำคัญในวงการทีวีของเขาอย่าง True Detective (2014) ซีีรีส์นักสืบแฝงปรัชญาของช่อง HBO น่าจะการันตีได้ว่าเรื่องราวที่เขาจะบอกเล่าย่อมไม่ธรรมดา และก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะเพียงตอนแรกเท่านั้น ฟูคูนากะ ก็ทำให้เราแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ หลายปริศนาโยนใส่คนดูแบบไม่ยั้ง และการปูพื้นตัวละครทั้งแอนนี และ โอเวน ก็เปี่ยมมิติมาก เราแทบเดาอะไรไม่ถูกเลยเพราะทั้งคู่ถูกบอกเล่าในฐานะคนมีปัญหาทางจิ และพอมาผสมผสานกับเรื่องราวไซไฟเชิงปรัชญาอย่างการใส่ความรู้สึกให้คอมพิวเตอร์ก็ยิ่งทำให้เกิดอารมณ์ตลกขบขันแต่ชวนขบคิด โดยแต่ละตอนไม่เพียงทักทอเรื่องราวได้อย่างสร้างสรรค์ บางตอนก็หลุดโลก แต่ยังสามารถตบเข้าประเด็นดราม่าในตอนท้ายๆได้ดีอีกด้วย

และแน่นอนสำหรับผู้ชมทั่วไปอย่างเราๆ ลำพังแค่ผู้กำกับคงไม่อาจดึงดูดให้อยากสตรีมมาดูเท่าไหร่หรอก แต่เพราะนี่คือผลงานล่าสุดของ 2 นักแสดงคนสำคัญแห่งยุคทั้ง โจนาห์ ฮิลล์ (superbad) และ เอมมา สโตน (La La Land) พลิกบทบาทจากหนุ่มทะเล้นและสาวสวยมาดแพง สู่บทชายและหญิงที่มีบาดแผลในจิตใจได้อย่างน่าเชื่อถือ อย่างในกรณีของ โจนาห์ ฮิลล์ อาจไม่ได้เซอร์ไพรส์นัก เพราะเขาเคยรับบทดราม่าหนักๆมาแล้วทั้ง Moneyball (2011) และเคยบ้าสุดขั้วใน The Wolf of Wallstreet (2013) มาแล้ว แต่บท โอเวน กลับเรียกร้องการแสดงที่ละเอียดละออกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา เพราะไม่ใช่แค่คนเป็นโรคจิตเภท (schizophrenia) แต่ยังต้องต่อสู้กับความผิดบาปและอิทธิพลของครอบครัวต่อความถูกต้อง ส่วนเอมมา สโตน บทแอนนีน่าจะเป็นบทที่เธอต้องไม่ห่วงสวยที่สุดแล้ว เพราะทั้งต้องรับบทกึ่งๆขี้ยาและยังต้องสวมบทบ้าๆบอๆอย่างกับหลุดมาจากซีรีส์ Game of Throne ในตอนท้ายๆอีก แต่นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือการแสดงที่ทำให้สโตนมีดีกว่าแค่หน้าตาน่ารัก

และเชื่อแน่ๆว่าหนุ่มๆคงต้องหลงรักนักแสดงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นสำเนียงอังกฤษสุดเซ็กซี่อย่าง โซโนยา มิซูโน ในบท ดร.อาซึมิ นักวิทยาศาสตร์สาวสวมแว่นที่ปรากฎกายในชุดเสื้อกาวน์โคร่งๆพร้อมคาบบุหรี่ที่ปาก ที่กลายเป็นจุดสนใจในเรื่องได้ทุกซีนที่ปรากฎตัวจริงๆ

สรุปแล้ว Maniac น่าจะเหมาะกับคอซีรีส์ที่ต้องการชมความแปลกใหม่ มีทั้งอารมณ์ขันร้ายๆและปรัชญาลึกๆให้ขบคิดแทบทุกตอน แต่อาจไม่เหมาะกับการชมรวดเดียวจบนะครับ ควรชมสักวันละตอนสองตอนแล้วหาคนถกเถียงแชร์ความคิดกันแล้วค่อยดูต่อ เพราะนี่เป็นซีรีส์ที่ถกเถียงวิพากษ์กันได้สนุกปากเลยทีเดียวล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

เปิดตัวอย่างแรก YOU ซีรีส์ดาร์คโรแมนติกที่ทั้งระทึกและชวนใจสั่นของ Netflix

Published

on

ปี 2018 นับเป็นปีที่ Netflix ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับหนังและซีรีส์แนววัยรุ่นที่มีทั้งโรแมนติกและระทึกขวัญ และแน่นอนส่งท้ายปลายปีแบบนี้ Netflix ก็ขอเอาใจวัยรุ่นทั่วโลกด้วยการส่ง YOU หรือชื่อไทย เธอ ซีรีส์ดาร์คโรแมนติกที่จะมาเขย่าจอด้วยเรื่องราวโรแมนติกปนอารมณ์ระทึก

YOU ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีชื่อเดียวกัน ผลงานของแคโรไลน์ เคปเนส ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับโจ (เพนน์ แบดจ์ลีย์) หนุ่มชาวนิวยอร์กผู้หมกมุ่นและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเพื่อเอาชนะใจเบ็ค (อลิซาเบ็ธ ไลล์) สาวสวยผู้จัดการร้านหนังสือที่เขาคลั่งไคล้ และทำทุกวิถีทางที่จะไม่ให้ใครมาขัดขวางความรักของเขา แม้ว่าจะต้องฆ่าใครก็ตาม ท่ามกลางความสงสัยที่เพิ่มขึ้นทุกวันของพีช (เชย์ มิทเชล) เพื่อนสาวคนสนิทของเบ็ค ที่เริ่มหวาดระแวงในตัวโจและความรักที่มาพร้อมกับด้านมืดอันน่ากลัวของชายหนุ่มผู้นี้ เรื่องราวความรักของโจ และเบ็คจะเป็นอย่างไร และพีชจะสามารถเปิดโปงโจได้หรือไม่.. 

โดย YOU หรือชื่อไทย เธอ ที่ได้ดาราขวัญใจคอซีรี่ส์อย่างเพนน์ แบดจ์ลีย์ (Penn Badgley) นักแสดงหนุ่มชื่อดังจาก Gossip Girl อลิซาเบ็ธ เลล์ (Elizabeth Lail)  ดาราสาวจาก Once Upon A Time และ เชย์ มิทเชล (Shey Mitchell) สาวฮอตจากซีรี่ส์สุดฮิต Pretty Little Liars โคจรกลับมาเจอกันอีกครั้งในซีรี่ส์แนวดาร์กโรแมนติกเรื่องใหม่ล่าสุดของ Netflix ที่มีชื่อว่า “YOU ” (เธอ) โดยแฟนๆจะได้ชมกันครั้งแรก 26 ธันวาคม นี้ !

ความรักกับความหมกมุ่นมีเส้นบางๆ อันตรายกั้นอยู่ เตรียมพบกับ “เธอ (YOU)” ทาง Netflix วันที่ 26 ธันวาคม 2018 นี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Narcos Mexico นาร์โคส เม็กซิโก – ล่าโหดธุรกิจสายเขียวสุดโฉด

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย คาร์โล เบอร์นาร์ด และ ดั๊ก ไมโร
  • เหมาะสำหรับ แฟนซีรีส์ Narcos และผู้ชื่นชอบซีรีส์ หรือหนังอาชญากรรมผสมการเมือง
  • สตรีมมิงทาง Netflix (คลิกเพื่อรับชมได้เลย)
  • คำเตือน ซีรีส์มีฉากใช้ยาเสพย์ติดและฉากเซ็กส์ที่เห็นเรือนร่างของหญิงสาว

หลังสร้างกระแสจากป้ายเซ็นเซอร์โมเสกจนเป็นทีีฮือฮาในโลกออนไลน์และออฟไลน์ ก็ได้เวลาที่เราจะมาพิสูจน์กันกับซีรีส์ Narcos Mexico ซีรีส์ที่ต่อยอดมาจาก Narcos ซีรีส์อาชญากรรมอิงประวัติศาสตร์การปราบปรามยาเสพย์ติดข้ามชาติที่สร้างติดต่อกันถึง 3 ซีซันและแน่นอนหลังจากปิดบัญชีแก๊งกาลีในซีซัน 3 ผู้สร้างก็ขอหาเรื่องราวใหม่แต่เป็นยุคสมัยที่มีความซ้อนทับกันคือการขนส่งกัญชาข้ามชายแดนเม็กซิโกมายังสหรัฐในสมัยรัฐบาล โรนัลด์ เรแกน อันมีผลประโยชน์ทับซ้อนทางการเมืองที่มาเกี่ยวโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

โดยคราวนี้เราจะได้ติดตาม กิกิ กามาเรนา (ไมเคิล เพนยา) เจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพย์ติดชั้นผู้น้อยชาวฮิสแปนิกที่ย้ายมาประจำเม็กซิโก กับภารกิจโค่น ฟีลิกซ์ กัลลาร์โด (ดิเอโก ลูนา) ตำรวจกังฉินที่ร่วมมือกับ ราฟาเอล (เตโนช ฮูเออร์ต้า) ชาวไร่สายเขียวพัฒนากัญชาเกรดใหม่และวางแผนสร้างเครือข่ายธุรกิจส่งออกกัญชาไปยังสหรัฐอเมริกาโดยอาศัยช่องทางการคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ งานนี้ กิกิ จะขวางทาง ฟีลิกซ์สำเร็จหรือไม่ต้องติดตาม

ว่ากันตามตรงเลยคงต้องบอกว่า Narcos Mexico ยึดการดำเนินเรื่องแบบเดียว Narcos 3 ซีซันแบบเป๊ะๆ ทั้งการให้ข้อมูลเชิงสารคดีที่น่าสนใจโดยปนความคิดเห็นของคนเขียนบทเพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวที่เป็นเรื่องแต่งเข้ากับประวัติศาสตร์การเมืองที่สหรัฐอเมริกาเคยมีเอี่ยวกับการแทรกแซงกิจการภายในประเทศแถบอเมริกาใต้ได้อย่างแนบเนียน แต่ในทางกลับกันใครที่อยากหาความบันเทิงจากซีรีส์โดยหวังว่ามันจะแอ็คชั่นระเบิดระเบ้อก็อาจผิดหวังได้ เพราะซีรีส์แต่ละตอนเลือกบอกเล่าเรื่องราวแบบละเอียดปูหมดกระทั่งว่า ฟีลิกซ์ ต้องติดต่อใครบ้างกว่าจะได้เส้นสายในการขนส่งกัญชาจนบางทีหากร่างกายไม่พร้อมนี่มีหลับคาจอได้เลย

แต่สิ่งที่ผิดแผกออกไปและดูเหมือนว่ามีผลต่อการชมไม่น้อย นั่นคือการสร้างตัวละครที่ดูขาวจัดอย่าง กิกิ ที่หนังทั้งปูเรื่องครอบครัวและเพิ่มคะแนนสงสารด้วยฉากโดนตำรวจดูถูกในตอนเปิดเรื่อง ส่วนผู้ร้ายอย่าง ฟีลิกซ์ ก็มุ่งแต่จะค้ายาโดยไม่สนเครื่องแบบและหน้าที่ตำรวจแม้แต่น้อย ซึ่งทำให้เสน่ห์แบบ Narcos ที่ตัวละครทั้ง 2 ฝ่ายมีความเป็นสีเทาไม่มีใครดีหรือชั่วแบบสุดขั้วเลยถูกลดทอนลงอย่างน่าเสียดาย โดยยังคงไว้ซึ่งฉากแอ็คชั่นที่มีความโหดแต่เพิ่มระดับความวินาศสันตะโรมากขึ้นและแถมสาวๆสวยๆที่พร้อมโชว์เรือนร่างเป็นอาหารตาหนุ่มๆเหมือนเดิม

ว่ากันถึงนักแสดงที่คราวนี้หนังใช้ดาราเชื้อสายอเมริกาใต้คนดังทั้ง ไมเคิล เพนยา จาก Antman และ ดิเอโก ลูนา จาก Rouge One A Star Wars Story ซึ่งก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีประมาณหนึ่งเพียงแต่สถานะดาราของพวกเขา หลายครั้งก็ทำให้เรารู้สึกว่ากำลังดูเรื่องแต่งมากกว่าเรื่องราวเชิงสารคดีหรือ Docudrama แบบ Narcos ทั้ง 3 ซีซันไปอย่างน่าเสียดาย

ในภาพรวมถือว่ายังคงสานต่อเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจแต่อาจไม่ได้เหมาะกับคนที่ต้องการหาซีรีส์แอ็คชั่นมันส์ๆเท่าไหร่นัก

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] The Haunting of Hill House – ซีรีส์สุดสะพรึงกระแสแรง

Published

on

  • สร้างสรรค์- กำกับโดย ไมค์ ฟลานาแกน 
  • เหมาะสำหรับ คนชอบหนัง-ซีรีส์ ผีหลอกวิญญาณหลอนผสมปมครอบครัว 
  • สตรีมมิงซีรีส์ทั้ง 10 ตอนทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์)  

หลังครอบครัวเครนได้ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้าน ฮิลเฮาส์ ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่อธิบายไม่ได้หลายครั้งจนกระทั่งคืนสุดท้ายที่ ฮิวจ์ (ธีโมที ฮัตตัน) ตัดสินใจพาลูกๆหนีออกจากบ้าน ทิ้ง โอลิเวีย (คาร์ลา กูจิโน) แม่ของลูกๆทั้ง 5 ไว้ลำพัง เหตุการณ์ผ่านไปจนกระทั่งการตายของ เนล (วิคตอเรีย เพดเรตติ) น้องสาวคนสุดท้องที่พบศพในบ้านฮิลเฮาส์ ได้พาทุกคนกลับมารวมตัวกันเพื่อไขปริศนาก่อนสิ่งลึกลับในบ้านฮิลเฮาส์จะพรากชีวิตใครไปอีก. 

The Haunting of Hill House ถือเป็นซีรีส์สยองขวัญกระแสแรงที่สุดแล้วสำหรับปี 2018 นี้ ด้วยกระแสปากต่อปากถึงความน่ากลัวในแต่ละตอนที่ไม่เน้นตุ้งแช่แต่หลอนลึกถึงขั้วอารมณ์ ซึ่งต้องชม ไมค์ ฟลานาแกน ผู้กำกับ-อำนวยการสร้างซีรีส์ชุดนี้ที่สามารถคุมทิศทางของเรื่องได้อย่างแม่นยำทั้งบทที่แข็งแรงผูกโยงเรื่องราวในครอบครัวให้เข้ากับอารมณ์สยองขวัญได้อย่างลงตัว และงานเทคนิคที่เชื่อว่าจะได้รับการพูดถึงไปอีกนาน. 

และเพื่อเป็นบทบันทึกรวมถึงกระตุ้นความอยากดู What The Fact ขอพาไปสำรวจตัวอย่างลีลาสุดหลอนบางส่วนจาก The Haunting of Hill House กันหน่อย. 

น้องแมวจรโคตรสยอง (Episode 2 : Open Casket)

ใครจะไปคิดเมื่อเจ้าหนู เชอร์ลีย์ (ลูลู วิลสัน) ไปเจอลูกแมวน่ารักใกล้รังต่อ แต่หลังเธออออดอ้อนคุณพ่อจนได้เลี้ยงแมวเหมียว เธอกลับต้องเผชิญความสยองที่จะลืมไม่ลง

สยองยังไง – อันนี้อยากให้ดูเองว่า จังหวะที่เจ้าหนูเชอร์ลีย์ พยายามเรียกให้พ่อแม่ดูปากเจ้าเหมียวมันเกิดอะไรขึ้น..?? 

พี่จะซ่อมน้องเอง (Episode 2 : Open Casket)

อันนี้เป็นฉากที่ เชอร์ลีย์ (เอลิซาเบธ รีเซอร์) รับศพของ เนล มาเพื่อแต่งศพ ซึ่งนอกจากอารมณ์วังเวงในห้องแต่งศพแล้ว มันยังบอกที่มาว่า การตายของแม่ มีส่วนทำให้ เชอร์ลีย์ กลายมาเป็นนักแต่งศพ เพื่อ ‘ซ่อม’ ร่างไร้วิญญาณให้งดงามราวคนหลับไหลอย่างมีชีวิต 

สยองยังไง– ในส่วนนี้จะมีทั้งอารมณ์ดราม่าระหว่างพี่น้อง และบทภาพยนตร์ของ ไมค์ ฟลานาแกน ยังพูดถึงความตายได้อย่างลึกซึ้ง เลยทำให้ซีนนี้ได้ทั้งความหมายเชิงปรัชญาและยังเซอร์ไพรส์ด้วยอารมณ์สยองขวัญปิดท้ายที่จะกระตุ้นให้เราอยากดูตอนต่อไป 

ธีโอ สาวสัมผัสสยอง (Episode 3 : Touch)

อันนี้ขอพูดถึงตัวละคร ธีโอดอร่า (เคต ซีเกล) น้องสาวคนกลางที่กลายมาเป็นนักจิตวิทยาเยาวชน และด้วยความที่ธีโอ มีสัมผัสพิเศษที่เวลาเอามือแตะคนหรือสิ่งของจะเห็นสิ่งลี้ลับ ดังนั้นเวลาเธอยื่นมือจะไปจับอะไร คนดูเลยหายใจไม่ทั่วท้องซะงั้น 

สยองยังไง – อันนี้ต้องชมการแสดงของ เคต ซีเกล เลยเพราะซีรีส์ไม่ได้เน้นภาพว่าเธอเห็นอะไรเวลาสัมผัสแต่การแสดงของ เคต ก็ทำให้เรารู้สึกตามได้ทุกครั้ง และยังเป็นตัวละคร LGBT ที่มีเสน่ห์เหลือล้นจริงๆ. 

หนูกลัวผู้หญิงคอหัก (Episode 5 : The Bent-Neck Lady)

อันนี้จะเป็นความกลัวของหนูน้อย เนล (ไวโอเลต แม็คกรอ) ในเหตุการณ์อดีตที่ขอบอกเลยว่า แค่เห็นหน้าหนูน้อยหวาดผวาคนดูก็เกร็งแทบแย่แล้ว 

สยองยังไง – คืออันนี้ก็เป็นหลักฐานถึงความฉลาดของบทอีกนั่นแหละ เพราะ “ผู้หญิงคอหัก” ที่แท้จริงนั้น เมื่อถูกเฉลยกลับกลายเป็นการพลิกโหมดมาเล่าดราม่า โดยยังคงความน่ากลัวไว้ได้ไม่มีตกอีกนั่นแหละ. 

ไม่มีใครเห็นฉัน. (Episode 6 : Two Storms)

ในฉากงานศพของเนล ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นเหตุการณ์ในคืนเดียวยังส่งผลต่อความสัมพันธ์พี่น้อง และทำให้ทุกคนเริ่มตระหนักถึงผลลัพธ์ของบ้านฮิลเฮาส์

สยองยังไง – ขอบอกว่าตอนนี้ถ่ายแบบลองเทคจ้า คือ 50 นาทีกล้องถ่ายต่อเนื่อง แต่แบ่งเหตุการณ์ 3 ช่วง มีส่วนของ เหตุการณ์ย้อนอดีต 1 ก้อน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นการนำเทคนิคมาใช้เล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาดมากๆ 

ชมเบื้องหลังการถ่ายทำได้ ที่ี่นี่ 

เอาล่ะเชื่อว่า ฮาโลวีน ปีนี้ใครหาซีรีส์สยองดูแบบโต้รุ่งกับเพื่อนๆ ก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงจ้า. 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!