Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] YOU เธอ – เรื่องรักลุ่มหลงในสังคมดิจิตอลสตอล์คเกอร์

YOU

5.7

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.0/10

งานสมบูรณ์ของงานสร้าง

7.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก บันเทิงแบบซีรีส์ทั่วไป

7.5/10

ความคุ้มค่าเวลา

0.0/10

จุดเด่น

  • ซีรีส์ตอนเปิดเล่าเรื่องได้น่าสนใจดี
  • นักแสดงโดยเฉพาะสาวๆมีเสน่ห์มาก
  • มีการทำซีจีแชตเฮดภาษาไทยแทนคำบรรยายไทย ดูตื่นตาตื่นใจดี
  • ซีรีส์เล่าแต่ละตอนได้น่าติดตามดี

จุดสังเกต

  • ตรรกะของเรื่องดูจะพังที่สุด
  • นิยายปี 2014 เทคโนโลยีในเรื่องเลยไม่เมคเซนส์ เมื่อมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ในปีนี้
  • คาแรกเตอร์ตัวนำไร้เสน่ห์ไปหน่อย

  • สร้างสรรค์โดย เกร็ก เบอร์แลนติ และ ซารา แกมเบิล
  • เหมาะสำหรับ คอหนังและซีรีส์แนวโรแมนติกผสมระทึกขวัญ
  • สตรีมมิง 10 ตอนทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้เลย)
เพียงแรกพบกับ เบ็ค (เอลิซาเบ็ท เลล) ก็ทำให้ โจ โกลด์เบิร์ก (เพนน์ แบดจ์ลีย์) ผู้จัดการร้านหนังสือในนิวยอร์กตกหลุมรักและลุ่มหลงในตัวเธอ จนเขาใช้เล่ห์กลค่อยๆสืบประวัติเธอและคนรอบข้างจากโซเชียล มีเดียไปจนถึงจัดฉากจนได้เธอมาเป็นแฟน แต่ยิ่งนานวันบรรดาเพื่อนๆของเธอก็ยิ่งสงสัยในตัวโจมากขึ้นโดยเฉพาะ พีช (เชย์ มิตเชลล์) เพื่อนสาวไฮโซที่ไม่ยอมแบ่งเบ็คให้ใคร จนทำให้ โจ ต้องทำทุกทางเพื่อให้รักแท้ของเขาสมดังใจแม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของใครก็ตามที่มาขวางทางความรักครั้งนี้  

YOU สร้างจากนิยายของ คาโรไลน์ เคปเนส (Caroline Kepnes)ในปี 2014 ที่จับเอาความรักความลุ่มหลงอันเกินพอดีมาผูกโยงกับเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นตัวตนดิจิตอลของแต่ละบุคคลในปัจจุบันที่ดูจะเล่นบทบาทสำคัญในเรื่องเหมือนที่โจ วิเคราะห์ เบค ตั้งแต่ตอนแรกๆผ่านการเลื่อนดูสิ่งที่เธอโพสต์ลง เฟซบุค และ อินสตาแกรม เพื่อวิเคราะห์ถึงชีวิตและทัศนคติของ เบ็ค ได้อย่างเห็นภาพ

แต่กระนั้นเมื่อนำมาทำเป็นซีรีส์ 10 ตอนสิ่งที่ดูเป็นปัญหาที่สุดก็กลับกลายเป็นการสร้างความผูกพัน ,ความเห็นใจ หรือกระทั่งสเน่ห์ให้ตัวละครนำทั้งสองไปอย่างน่าเสียดาย เพราะเอาเข้าจริงแม้เปิดเรื่องมา เหมือน โจ จะทำให้เราเห็นตัวตนพระเอกแบบแอนตี้ฮีโร่ พูดถึง เบ็ค แบบผู้ชายฉลาดๆกำลังวิเคราะห์ผู้หญิงไร้สมอง แต่พอทุกอย่างถูกเบนเข้าสู้เป้าหมายเพียงแค่เพื่อเอาชนะใจ เบ็ค เท่านั้น หลายการกระทำเลยดูไร้เหตุผลสิ้นเชิงทั้งการจับแฟนของเบ็คมาขังหรือลอบทำร้ายเพื่อนของเธอแบบไร้สติจนแทนที่จะทำให้เราเห็นเสน่ห์ผู้ชายวร้ายๆแบบหนังดาร์คโรแมนติกแบบ Fear (1996) หรือเรื่องอื่นๆที่ทำให้เราค่อยๆเห็นภาพผู้ชายแสนดีก่อนจะค่อยๆเผยสันดานอันตรายออกมาจนสร้างความระทึก และเมื่อหนังให้ข้อมูลเราว่า โจ คือผู้จัดการร้านหนังสือที่มีึความรู้ในเรื่องการเก็บรักษาหนังสือเป็นอย่างดี แถมนำมาใช้กับการฆาตกรรมด้วยก็ยิ่งทำให้เราคาดหวังว่าเขาจะทำอะไรฉลาดๆจนน่ากลัว แต่ไปๆมาๆยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกว่า โจ เป็นแค่ผู้ชายไร้สเน่ห์ที่ดันโรคจิตแถมทำอะไรแบบสติแตกจนเราลำไยได้เป็นระยะเลยเชียวแหละ

ทีนี้มาพูดถึงตัวละคร เบ็ค กันบ้างยอมรับนะว่าการได้ เอลิซาเบ็ท เลล สาวผมบลอนด์หุ่นอึ๋มมาก็ทำให้ตัวละครดูน่ามองไปแล้วครึ่งนึง และยังเพิ่มปมชีวิตลำเค็ญเป็น TA ผู้ช่วยสอนในมหาลัยแถมยังเป็นครูโยคะอีกก็ยิ่งทำให้เราเห็นใจตัวละครได้ไม่ยาก แต่พอซีรีส์ดำเนินผ่านไปสักตอน 2-3 ก็ยิ่งเห็นว่าคาแรคเตอร์ เบ็ค ถูกพัฒนาได้ค่อนข้างไร้ทิศทางยิ่งเพิ่มปมอดีตไม่สวยหรูเกี่ยวกับพ่อยิ่งไปกันใหญ่เพราะท้ายสุดมันก็ไม่ได้มีผลอะไรกับการดำเนินเรื่องเลย มิหนำซ้ำหลายต่อหลายเหตุการณ์เราแทบไม่เชื่อเลยว่าคนที่เป็นปัญญาชนอย่างเธอจะมองไม่ออก ทั้งเพื่อนที่แอบคลั่งไคล้เธอหรือกระทั่งการที่ โจ มักจะทำทุกอย่างแบบรู้ใจเธอไปเสียหมด อย่างมากเธอก็แค่ เอ๊ะ แล้วเลิกสงสัยจนไปๆมาๆจากเห็นใจจะกลายเป็นสมน้ำหน้าซะมากกว่า

โดยความน่าสนใจกลับไปอยู่ที่ตัวละครสมทบทั้ง พีช ซาลิงเจอร์ ที่เชย์ มิตเชล จาก Pretty Little Liars แสดงได้อย่างเซ็กซี่ ชวนค้นหา และดูฉลาดกว่าตัวละครนำทั้งสองเยอะเลย รวมถึงเหล่าเพื่อนๆที่มาสร้างสีสันทั้ง แอนนิกา ที่ได้ แคตเธอรีน กัลลาเกอร์ มารับบทเพื่อนสาวหุ่นอวบสุดฮา และ ลินน์ ที่ได้ นิโคล คัง มารับบทเพื่อนสาวเอเซียหน้ามึนแต่แอบฮอตให้หนุ่มๆได้ตาโตเวลาพวกเธอปรากฎตัว

ส่วนในเรื่องเทคโนโลยีที่ซีีรีส์ชูเป็นจุดขาย อีกทั้งยังใช้เป็นกิมมิคในการโปรโมตซีรีส์ ไปๆมาๆ พอดูในเรื่องราวจริงๆเรากลับเห็นช่องโหว่เพียบเลย เป็นไปได้ว่าตัวนิยายถูกเขียนในปี 2014 ที่โซเชียลมีเดียเริ่มดังขึ้นมา แต่หารู้ไม่ว่าในยุค 2018 การเป็น ไซเบอร์สตอล์คเกอร์ มีการใช้เทคโนโลยีที่รุดหน้ามากกว่าแค่ตามจากสมาร์ตโฟนที่ลงทะเบียนกับเครือข่ายไว้แบบในเรื่อง จนตัวซีรีส์ดูขาดความน่าเชื่อถือไปอย่างน่าเสียดายทีเดียว จะมีน่าตื่นตาตื่นใจหน่อยก็คือความตั้งใจของเน็ตฟลิกซ์ที่ทำซีจีเป็นแชตเฮดข้อความภาษาไทยแทนการทำคำบรรยายไทยใต้ภาพแบบดั้งเดิมเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุดคือตัวซีรีส์ได้อนุมัติทำซีซัน 2 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ต้องลุ้นทั้งเรื่องราวว่าจะทำให้น่าสนใจได้มากกว่าเดิมหรือไม่ รวมถึงการเดินเกมผลิต คอนเทนต์ สำหรับสตรีมมิงของ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส ภายใต้ชื่อ วอร์เนอร์ ฮอริซอน เทเลวิชั่น จะยังประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องหรือไม่ก็ต้องติดตามกันต่อไป

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Netflix BODYGUARD บอดี้การ์ด พิทักษ์หักโหด – มินิซีรีส์การเมืองสุดระทึก เจ้าของลูกโลกทองคำสาขานำชาย

Published

on

YOU

5.7

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.0/10

งานสมบูรณ์ของงานสร้าง

7.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก บันเทิงแบบซีรีส์ทั่วไป

7.5/10

ความคุ้มค่าเวลา

0.0/10

จุดเด่น

  • ซีรีส์ตอนเปิดเล่าเรื่องได้น่าสนใจดี
  • นักแสดงโดยเฉพาะสาวๆมีเสน่ห์มาก
  • มีการทำซีจีแชตเฮดภาษาไทยแทนคำบรรยายไทย ดูตื่นตาตื่นใจดี
  • ซีรีส์เล่าแต่ละตอนได้น่าติดตามดี

จุดสังเกต

  • ตรรกะของเรื่องดูจะพังที่สุด
  • นิยายปี 2014 เทคโนโลยีในเรื่องเลยไม่เมคเซนส์ เมื่อมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ในปีนี้
  • คาแรกเตอร์ตัวนำไร้เสน่ห์ไปหน่อย

  • สร้างสรรค์โดย เจด เมอคูริโอ
  • เหมาะสำหรับ คอซีรีส์ทริลเลอร์การเมือง
  • สตรีมมิง 6 ตอนแล้วทาง Netflix (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้เลย)
หลังสร้างวีรกรรมหยุดเหตุวินาศกรรมบนรถไฟ เดวิด บัดด์ (ริชาร์ด แมดเดน) ได้ข้อเสนอให้เป็นองครักษ์พิทักษ์ จูเลีย มอนเตกิว (คีลีย์ ฮอว์ส) รัฐมนตรีมหาดไทยผู้เต็มไปด้วยความลับมากมายแถมเธอยังดึงเขาสู่เกมลับลวงพรางที่มีกฎหมายริดรอนเสรีภาพอย่าง ริป้า 18 เป็นตัวจุดชนวน เดวิดต้องจำต้องหาหนอนบ่อนไส้ที่หมายหัว จูเลีย ให้เจอก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป 

ความจริง Netflix ได้สตรีม Bodyguard มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2018 แม้ในระยะแรกตัวซีรีส์จะไม่ได้รับการพูดถึงนักแต่จากกระแสบอกปากต่อปากก็ทำให้มันได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะการแสดงของริชาร์ด แมดเดน ที่นอกจากหน้าตาอันหล่อเหลาแล้วยังสามารถถ่ายทอดบทบาทของตำรวจที่เคยผ่านเรื่องสะเทือนใจจากสนามรบในอีรักได้เป็นอย่างดี จนล่าสุดก็ได้ครอบครองรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายประเภทซีรีส์ดราม่า และตัวซีีรีส์เองยังได้เข้าชิงสาขาซีรีส์ดราม่ายอดเยี่ยมอีกด้วย

ข้อดีหลักๆของ Bodyguard เลยคือจำนวนตอนที่น้อยเพียง 6 ตอนแต่ยาวตอนละประมาณ 1 ชั่วโมงทำให้ตัวซีรีส์สามารถลงลึกในรายละเอียดต่างๆและดำเนินเรื่องได้อย่างกระชับฉับไวไม่มียืดเยื้อ และนอกจากนี้ซีรีส์เองยังเอาใจคอหนังแอ็คชั่นด้วยซีนมันส์ๆทั้งการขับรถหลบสไนเปอร์บนถนนปิดโล่ง การไล่ล่ามือปืน หรือฉากที่พระเอกถูกติดระเบิดแสวงเครื่องไว้กับตัวก็ช่วยสร้างความระทึกให้ทั้ง 6 ตอนโดยที่ยังสามารถพัฒนาการเล่าเรื่องให้ทวีความซับซ้อนจากบทซีรีส์ที่ให้พระเอกเป็นโรค PTSD หรือคนที่มีอาการทางจิตจากการผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีต ซึ่งตัวเดวิด บัดด์ เคยไปร่วมรบสงครามที่อีรักและยังมีอาการหวาดระแวงต่างๆนานแต่จำต้องปกปิดไว้เพื่อไม่ให้กระทบกับงานอารักขา

อีกส่วนที่คิดว่า Bodyguard เล่าเรื่องได้อย่างลึกซึ้งคือการเล่นกับแอพโพรช หรือ คำสำคัญที่ใช้กำหนดวิถีการเล่าเรื่องโดยซีรีส์เลือกความเหลื่อมล้ำระหว่างการป้องกันกับการปกปิดตลอดเวลา ทั้งการที่เดวิด บัดด์ ดันมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับรัฐมนตรีเสียเอง หรือกระทั่งการที่เขาแอบสืบความลับของจูเลียเสียเองก็ทำให้นอกจากการต้องตามหาตัวผู้ก่อการร้ายแล้ว เรายังต้องตามสืบเสาะเลาะปมที่ซีรีส์วางไว้ว่าตกลงแล้วคนที่เดวิด บัดด์ต้องคุ้มกันแท้จริงเป็นคนดีหรือไม่ หรือกระทั่งในช่วงท้ายซีรีส์ถึงกับเอาล่อเอาเถิดกับความคิดคนดูถึงขั้นโยนสมมติฐานว่าหรือเดวิด บัดด์จะกลายเป็นบุคคลอันตรายเสียเองด้วย

และไม่พูดถึงไม่ได้คือ ริชาร์ด แมดเดน ที่สามารถดึงความสนใจเราได้ตั้งแต่ตอนแรกยันตอนสุดท้าย บทเดวิด บัดด์ ด้วยคาแรกเตอร์ ด้วยหน้าที่การงานของตัวละครสุ่มเสี่ยงจะทำให้ดูเท่ๆแบบดาดๆ หรือกระทั่งโรคจิตแบบเสแสร้ง แต่ ริชาร์ด แมดเดน สามารถบาลานซ์อาการ PTSD ของตัวละครเข้ากับหน้าที่บอดี้การ์ดได้อย่างกลมกล่อม แม้ว่า….เอ่อ…ยังไงก็ดูเท่อยู่ดี (ฮ่าาาาา)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] A Series of Unfortunate Events Season 3 – ปัจฉิมบทความโชคร้ายของพี่น้องโบเดอแลร์

Published

on

YOU

5.7

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.0/10

งานสมบูรณ์ของงานสร้าง

7.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก บันเทิงแบบซีรีส์ทั่วไป

7.5/10

ความคุ้มค่าเวลา

0.0/10

จุดเด่น

  • ซีรีส์ตอนเปิดเล่าเรื่องได้น่าสนใจดี
  • นักแสดงโดยเฉพาะสาวๆมีเสน่ห์มาก
  • มีการทำซีจีแชตเฮดภาษาไทยแทนคำบรรยายไทย ดูตื่นตาตื่นใจดี
  • ซีรีส์เล่าแต่ละตอนได้น่าติดตามดี

จุดสังเกต

  • ตรรกะของเรื่องดูจะพังที่สุด
  • นิยายปี 2014 เทคโนโลยีในเรื่องเลยไม่เมคเซนส์ เมื่อมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ในปีนี้
  • คาแรกเตอร์ตัวนำไร้เสน่ห์ไปหน่อย

  • อำนวยการสร้างโดย แบรี่ ซอนเนนเฟลด์ และ แดเนียล แฮนด์เลอร์
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบหนังซีรีส์จากวรรณกรรมเยาวชน และแฟนหนังสืออยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย
  • สตรีมมิง 7 ตอนสุดท้ายแล้วทาง Netflix   (คลิกเพื่อชมซีรีส์ได้เลย)

และแล้วเรื่องราวความโชคร้ายของพี่น้องโบเดอแลร์ก็ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายหลังผจญวิบากกรรมต่างๆนานาจาก เคาต์โอลาฟ (นีล แพตทริค แฮริส) จนได้เดินทางมาถึงยังหน้าผาวิปโยคที่ทำให้ ไวโอเล็ต (มาลีนา ไวส์แมน) เคลาส์ (หลุยส์ ไฮนส์) และซันนี่ (เพรสลีย์ สมิธ) ต้องหาคำตอบถึงเบื้องหลังการก่อตั้งองค์กร วฟด. ที่เกี่ยวพันถึงอดีตของพ่อและแม่ รวมถึงการต้องหา “โถใส่น้ำตาล” ที่อาจเป็นทางออกเดียวที่จะทำให้เหล่าพี่น้องโบเดอแลร์รอดพ้นจากเงื้อมมือเคาต์โอลาฟและยุติเรื่องราวความโชคร้ายต่างๆนานาของพวกเขาให้จงได้

สำหรับปัจฉิมบท-ซีซันสุดท้าย ซีรีส์ได้นำนิยายถึง 4 เล่มมาดัดแปลงได้แก่ The Slippery Slope – หน้าผาวิปโยค, The Grim Grotto – ถ้ำทะมึน, the penultimate peril-หายนะก่อนปิดฉาก และ The End – จุดจบแห่งความโชคร้าย ซึ่งจะว่าไปก็ถือเป็น 4 เล่มสุดท้ายที่เนื้อหาเข้มข้นที่สุดด้วยนั่นเอง ซึ่งตัวซีรีส์ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะคราวนี้ขนตัวละครจาก 2 ซีซันที่ผ่านมารวมไว้เพียบ แถมเรายังจะได้พบกับเรื่องราวในอดีตของโบเดอแลร์รุ่นพ่อแม่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความโชคร้ายทั้งปวง ซึ่งเชื่อว่าเหล่าแฟนๆหนังสือต้องมีกรี๊ดแน่ๆเพราะการเล่าเรื่องต่างๆนานาถือว่าคงน้ำเสียงตลกร้ายของเลโมนี สนิคเก็ต ในหนังสือได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นเคย (ในซีรีส์รับบทโดย แพตทริค วอร์เบอร์ตัน) ซึ่งตลอด 7 ตอนของซีรีส์ก็มีความเข้มข้นไม่มีแวะดราม่าโดยไม่จำเป็น แถมยังทำให้เราทั้งลุ้นทั้งหัวร้อนกับความโชคร้ายของเหล่าพี่น้องโบเดอแลร์ที่ซวยไม่หยุดไม่หย่อนตลอด 50 นาทีของแต่ละตอนแบบหยุดดูไม่ได้เลย

ด้านงานสร้างของโบ เวลซ์ ต้องบอกว่าจัดเต็มแบบโชว์ฟินาเล่ต์จริงๆ เพราะคราวนี้มีทั้งเรือดำน้ำ ถ้ำใต้น้ำ ประตูกลต่างๆของวฟด. โรงแรมที่รวบรวมเหล่าสมาชิก วฟด. รวมไปถึง เกาะสวรรค์ที่เป็นบทสรุปของเรื่องก็ถูกนำเสนออย่างอลังการงานสร้างดูแล้วไม่ขัดตาเลยสักนิด ซึ่งก็ถือเป็นตัวอย่างชั้นดีของงานสร้างซีรีส์จากวรรณกรรมเยาวชนที่เมื่องานสร้างถึงก็ทำให้ซีรีส์ดูสนุกและคุ้มค่าคุ้มเวลาจริงๆ

ส่วนเหล่านักแสดงนำก็ยังทำหน้าที่ได้ดีทั้งกระดูกสันหลังของเรื่องอย่าง นีล แพตทริค แฮริส ที่ทำให้เคาต์โอลาฟมีชีวิตชีวา แถมซีซันสุดท้ายยังมีบทดราม่าหนักๆที่บอกถึงที่มาความแค้นที่เคาต์โอลาฟมีต่อพี่น้องโบเดอแลร์ได้อย่างล้ำลึก ส่วนเหล่าเด็กๆก็เติบโตขึ้นและมีเสน่ห์มากขึ้นทั้งหนุ่มหล่ออย่าง  หลุยส์ ไฮนส์ และสาวสวยอย่าง มาลีนา ไวส์แมน ส่วนเพรสลีย์ สมิธ ในบทเจ้าหนูซันนีก็เติบโตมาเป็นทารกที่เริ่มพูดได้อย่างน่ารักน่าชัง รวมถึงเหล่านักแสดงสมทบที่มาสร้างสีสันมากมายทั้ง ลูซี พันช์ ในบท เอสเม่ ควอเลอร์ที่ยังคงความน่าหมั่นไส้ได้ตลอดทุกตอนยิ่งมาสมทบกับ คิทาน่า เทิร์นบูล ในบท คาเมลิต้า สแปตส์ ก็ยิ่งทำให่เรื่องราวดูสนุกมากขึ้น หรือแม้แต่ โมเรนา บัคคาริน จาก Deadpool ก็มารับเชิญในบท บีอาทริซ แม่ของเด็กๆบ้านโบเดอแลร์ ได้อย่างมีสีสัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

ส่งความสุขรับปีใหม่ รวมช็อตเด็ดโดนใจจากรายการ Victory BNK48

Published

on

ภาพจาก ภารกิจ รักใครให้บอกเลย | VICTORY BNK48 | EP.10 | 4 ก.ย. 61

YOU

5.7

ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

6.0/10

งานสมบูรณ์ของงานสร้าง

7.0/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความสนุก บันเทิงแบบซีรีส์ทั่วไป

7.5/10

ความคุ้มค่าเวลา

0.0/10

จุดเด่น

  • ซีรีส์ตอนเปิดเล่าเรื่องได้น่าสนใจดี
  • นักแสดงโดยเฉพาะสาวๆมีเสน่ห์มาก
  • มีการทำซีจีแชตเฮดภาษาไทยแทนคำบรรยายไทย ดูตื่นตาตื่นใจดี
  • ซีรีส์เล่าแต่ละตอนได้น่าติดตามดี

จุดสังเกต

  • ตรรกะของเรื่องดูจะพังที่สุด
  • นิยายปี 2014 เทคโนโลยีในเรื่องเลยไม่เมคเซนส์ เมื่อมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ในปีนี้
  • คาแรกเตอร์ตัวนำไร้เสน่ห์ไปหน่อย

เมื่อมองย้อนกลับไป ปี 2561 ก็นับว่าเป็นปีที่ดีสำหรับ BNK48 จริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการที่ BNK48 กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศจากเพลงคุกกี้เสี่ยงทาย อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียงไปไกลถึงญี่ปุ่นและทั่วโลก ทั้งการที่มีเม็มเบอร์ถึง 2 คนติดอันดับในการเลือกตั้งทั่วไปเซ็มบัตสึของ AKB48 และการที่ BNK48 ได้ขึ้นแสดงร่วมกับ AKB48 ในงานประชันร้องเพลงขาวแดง งานแสดงดนตรีประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นที่จัดในวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปีและถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ NHK

และสำหรับแฟน ๆ BNK48 ปีนี้เห็นจะไม่มีอะไรบันเทิงไปกว่า Victory BNK48 รายการวาไรตี้สุดจัดปลัดบอกที่เวิร์คพอยท์จัดสรรให้อย่างจุใจตลอดครึ่งปีหลังของปี 2561 ทั้งสิ้น 26 ตอน โดยออกอากาศตอนสุดท้ายของปีนี้ไปเมื่อวันคริสต์มาสที่ผ่านมา

อย่ากระนั้นเลย เพื่อเป็นการส่งท้ายปี 2561 ที่สุดแสนสดใสและต้อนรับปีใหม่ 2562 ที่กำลังจะมาถึง แบไต๋ขอรวบรวมไฮไลต์ที่เป็นที่สุดในหลาย ๆ ด้านจากรายการ Victory BNK48 มาให้ทุกท่านได้รับชมกัน สำหรับแฟน ๆ ที่ติดตามรายการอยู่แล้วก็ขอเชิญชมเพื่อเก็บเป็นความประทับใจ ส่วนแฟน ๆ ที่ติดตามบ้างไม่ติดตามบ้างหรือไม่เคยติดตามเลยก็ขอให้รับชมเป็นความบันเทิงรวบตึงก่อนก้าวเข้าสู่ปีใหม่ด้วยกันนะครับ

กรรมติดจรวดที่สุด: กินได้ก็กิน กินไม่ได้ก็กิน!

ในรายการตอนที่ 19 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน อาจารย์ยิ่งศักดิ์ กูรูด้านอาหารแถวหน้าของเมืองไทย ได้มาร่วมสนุกและถ่ายทอดวิชาการทำอาหารให้กับบรรดาเม็มเบอร์ BNK48 โดยในภารกิจ “แม่ครัวหัวสลับ” เม็มเบอร์ต้องออกมาทำอาหาร โดยมีเมนูอย่างไส้กรอก ขนมทองเอก หรือแม้กระทั่งลูกชุบ และเนื่องจากมีเม็มเบอร์ที่มาร่วมทำอาหารอย่างปูเป้ ที่การเข้าครัวของเธอเป็นได้แค่การเข้าไปหยิบซอสมะเขือเทศ งานนี้จึงการันตีความวินาศสันตะโรได้เป็นอย่างดี

และไฮไลต์นี้ก็ได้เกิดระหว่างที่ไข่มุก เม็มเบอร์ที่ถนัดการทำอาหารและยังมีรายการทำอาหารของตัวเองอย่างรายการครัวคุณไข่ บัญชาการทำอาหารของเนยและเจน เพื่อนร่วมทีม ได้ปล่อยมุกออกมาว่า “ไม่เป็นไร เราไม่ได้กิน เจน เราไม่ได้กิน” แน่นอนว่าแฟน ๆ ที่คุ้นเคยกับมุกทะลุกลางปล้องของคุณไข่ก็คงขำในความจังหวะนรกของคุณไข่ แต่อาจารย์ยิ่งศักดิ์ ที่เป็นเชฟยอดฝีมือ ได้ยินดั่งนั้นย่อมขำไม่ออก ปรี๊ดแตกกันตรงนั้นเลย สุดท้ายทีมสีฟ้าของคุณไข่ก็ได้รับบทลงโทษอย่างสาสมด้วยการโดนสั่งให้กินอาหารที่พวกเธอเองทำ เป็นบทเรียนเรื่องกฎแห่งกรรมทันตาเห็นโดยไม่ต้องเข้าวัดหรือชั้นเรียนวิชาพุทธศาสนาเลยจ้า

หวีดที่สุด: ขมิ้น หยุดซอยขาเดี๋ยวนี้!

ผีมีจริงหรือไม่ อันนี้เราไม่อาจทราบได้ แต่ความหวีดของเม็มเบอร์ BNK48 นั้นมีอยู่จริง โดยในรายการตอนที่ 9 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม เม็มเบอร์ 4 คนต้องปฏิบัติภารกิจ “หน้าใสในที่มืด” ภายใต้การกำกับของป๋อง กพล ผู้ดำเนินรายการผีและเรื่องลี้ลับ โดยเม็มเบอร์ต้องเข้าไป “ล่าท้าผี” ในสตูดิโอของเวิร์คพอยท์ (ครับ สตูดิโอที่เขาถ่ายรายการของเวิร์คพอยท์ เวิร์คพอยท์ตรงปทุมธานีที่ข้างหน้ามีเซเว่นนั่นแหละครับ) ในภารกิจนี้เราจะได้เห็นเม็มเบอร์แสดงอารมณ์หวีดในที่มืดกันอย่างเต็มเหนี่ยว

แต่ในบรรดาเม็มเบอร์ทั้ง 4 คน เห็นจะไม่มีใครหวีดหนักเท่ากับขมิ้น เม็มเบอร์ BNK48 รุ่นที่ 2 ที่หวีดได้ฮาที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเดินชนกำแพง การพูดไม่รู้เรื่อง และที่เป็นไฮไลต์ก็คือการซอยขาอันลือลั่นของเธอที่ปัจจุบันกลายเป็นมุกประจำตัวเธอไปแล้ว

และถ้าท่านสนุกสนานกับการหวีดของขมิ้นแล้วล่ะก็ ก็ขอเชิญตามไปชมการหวีดในภารกิจ “เก้าอี้เสี่ยงทาย” ในรายการตอนที่ 20 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนกันต่อ ถึงจะแม้จะอยู่ในสตูดิโอสว่างจ้า แต่เพียงเมื่อเธอปิดตา ความหวีดก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน

หักเหลี่ยมเฉือนคมที่สุด: กล้าอ๊ะเปล่า!

ในรายการตอนที่ 17 เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เม็มเบอร์ 3 กลุ่ม กลุ่มละ 4 คนต้องออกมาปฏิบัติภารกิจ “กล้าอ๊ะเปล่า” แต่ละคนต้องสุ่มหยิบไข่คนละ 1 ฟอง ซึ่งอาจจะเป็นไข่ดิบหรือไข่สุก และต้องตอกไข่ใส่หน้าตัวเองในตอนสุดท้าย (ถ้าเป็นไข่สุกก็ดีไป ถ้าเป็นไข่ดิบก็เละตุ้มเป๊ะจ้า) แต่ก่อนที่จะตอกไข่ใส่หน้าตัวเอง เม็มเบอร์แต่ละคนจะสามารถพูดจาหว่านล้อมหรือหลอกล่อเม็มเบอร์คนอื่นได้และสามารถแลกไข่กับเม็มเบอร์คนอื่นได้ 1 ครั้ง เกมนี้จึงเป็นการหักเหลี่ยมเฉือนคมของไอดอลที่มีความเละตุ้มเป๊ะเป็นเดิมพันและความฮาเป็นของขวัญแก่ผู้ชม

เพื่อไม่เป็นการสปอยล์ ขอเชิญทุกท่านเข้าไปชมกันได้เลยครับ ^_^

จั๊กจี้หัวใจที่สุด: เฌอปราง-เจมส์ ปูเป้-เค้ก เจน-มินมิน-อิซึรินะ และรตา-น้ำหนึ่ง

ถึงแม้ Victory BNK48 จะมีจุดขายหลักเป็นความน่ารักสดใสและความเฮฮาของเม็มเบอร์ BNK48 แต่รายการก็มีหนุ่ม ๆ มาให้สาว ๆ ได้กระชุ่มกระชวยหัวใจเหมือนกัน โดยในรายการตอนที่ 18 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม เจมส์ ธีรดนย์ นักแสดงระดับพระเอกสุดหล่อจากค่าย GDH คู่ขวัญของเฌอปรางจากภาพยนตร์เรื่อง Homestay อันลือลั่น ได้มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษและมอบภารกิจให้กับเม็มเบอร์ โดยให้เม็มเบอร์ทำการแสดงร่วมด้วย หนุ่มหล่อกับสาวสวยมาเจอกัน ความเขินและความน่ารักระเบิดกระจุยกระจายเลยจ้า

และนอกจากจะมีเจมส์ ธีรดนย์มารับบทพระเอกให้แล้ว เม็มเบอร์ BNK48 เองก็ได้มารับบทพระเอกเช่นกัน โดยในรายการตอนที่ 10 เมื่อวันที่ 4 กันยายน เม็มเบอร์ต้องมาปฏิบัติภารกิจ “รักใคร ให้บอกเลย” ทำการแสดงบทพระนางสารภาพรักกัน ความพิเศษคือเม็มเบอร์ 3 คน ได้แก่เค้ก รินะและน้ำหนึ่ง มารับบทหนุ่มหล่อให้ทั้งสาว ๆ และหนุ่ม ๆ ได้กรี๊ดกันด้วย

ไพเราะจับใจที่สุด: “Nandemonaiya” และ “ทวงรักฝากลม”

ในรายการตอนที่ 20 เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน The Toys ศิลปินอัจฉริยะยอดฝีมือที่มาแรงที่สุดในขณะนี้ ได้มาถ่ายทอดทักษะดนตรีให้เม็มเบอร์ BNK48 และเม็มเบอร์ก็ได้มาประกวดร้องเพลงกัน เสียงที่สุดแสนไพเราะที่เราอยากจะแนะนำให้ทุกท่านฟังก็คือเสียงของมิโอริในเพลง Nandemonaiya และเสียงของฟีฟ่าในเพลงทวงรักฝากลม

เพลง Nandemonaiya เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมชันญี่ปุ่นเรื่อง Your Name อันเป็นปรากฏการณ์ เข้าฉายเมื่อปี 2559 เป็นภาพยนตร์ที่มียอดฉายสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 4 ของญี่ปุ่น ภาพยนตร์อนิเมะที่ยอดฉายสูงสุดตลอดกาลอันดับที่ 1 ของโลก ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเพลงประกอบภาพยนตร์เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้งดงามและประสบความสำเร็จอย่างสูง

ส่วนเพลงทวงรักฝากลมนั้น เป็นเพลงของใบเฟิร์น ไมค์ทองคำ ผลงานการประพันธ์ของโน้ต เชิญยิ้ม ศิลปินตลกแถวหน้าของเมืองไทย บทเพลงนี้ได้รับรางวัลเพชรในเพลง 2558 จากกระทรวงวัฒนธรรม โดยเป็นรางวัลชนะเลิศประเภทการประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ซึ่งเมื่อโน้ต เชิญยิ้มได้ฟังเสียงของฟีฟ่าแล้วก็ชื่นชมฟีฟ่าอย่างมาก ถึงกับแต่งเพลงให้เลยทีเดียว

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับไฮไลต์จากรายการ Victory BNK48 ที่เราแนะนำให้ทุกท่านชมกันในปีนี้ หวังว่า BNK48 ได้เป็นความสุขให้ทุกท่านตลอดปีที่ผ่านมา สำหรับปีหน้า Victory BNK48 จะมีซีซั่นใหม่หรือไม่ หรือ BNK48 จะมามอบความสุขสนุกสดใสให้ทุกท่านทางใดอีก ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป

สวัสดีปีใหม่ 2562 ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!