Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

กสิกรไทยลุย K PLUS SHOP แอปรับชำระด้วยคิวอาร์โค้ดทั่วประเทศ 1 ล้านร้านค้าในปี 61

ธนาคารกสิกรไทย ดันยอด K PLUS SHOP สำหรับร้านค้ารับชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ด พร้อมให้บริการทั่วประเทศ ชูจุดเด่นเป็นแอปไทยหนึ่งเดียวรับชำระผ่านคิวอาร์โค้ดแบงก์ไทยทุกธนาคาร คิวอาร์โค้ดอาลีเพย์ (Alipay) และ คิวอาร์โค้ดวีแชท เพย์ (WeChat Pay) ที่มีฐานผู้ใช้รวมกันกว่า 1,000 ล้านราย ช่วยเพิ่มโอกาสการขายให้ร้านค้า จัด แคมเปญ “ปิ๊บจังออนทัวร์” ผลักยอดชำระเงินด้วย คิวอาร์โค้ด ของ K PLUS SHOP ปีนี้กว่า 800 ล้านบาท ร้านค้า 200,000 ร้านค้า และเพิ่มเป็น 1,000,000 ร้านค้าในสิ้นปี 61

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ K PLUS SHOP แอปพลิเคชัน สำหรับร้านค้าเพื่อชำระด้วยคิวอาร์ โค้ด เปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ธนาคารกสิกรไทยได้พัฒนาฟีเจอร์บน K PLUS SHOP อย่างต่อเนื่อง และได้ผ่านทดสอบใน Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ธนาคารจึงสามารถขยายพื้นที่ให้บริการ K PLUS SHOP ไปยังร้านค้าทั่วประเทศได้ โดยเชื่อมั่นว่า K PLUS SHOP จะสามารถตอบสนองการใช้งานของร้านค้าต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ด้วยจุดเด่นของแอปฯ ที่จะช่วยร้านค้าทั้งในด้านการรับชำระที่สะดวกยิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการ ดังนี้

  • เพิ่มช่องทางการรับชำระเงินเพิ่มโอกาสในการขาย คิวอาร์โค้ดที่สร้างโดย K PLUS SHOP เป็นคิวอาร์โค้ดมาตรฐาน พร้อมรองรับการชำระผ่านโมบาย แบงกิ้ง ของทุกธนาคารในไทย โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการใช้งานทั้งฝั่งร้านค้า และฝั่งลูกค้าที่ซื้อสินค้าและบริการในวงเงินไม่เกิน 50,000 บาท จึงเพิ่มความสะดวกให้ทั้งร้านค้าและผู้ซื้อ พร้อมลดการเสียโอกาสจากการที่ลูกค้าพกเงินสดมาไม่พอ ลดความผิดพลาดจากการทอนเงินผิด หรือกดเลขบัญชี/หมายเลขโทรศัพท์ผิดตอนโอนเงิน ลดภาระในการจัดการเงินสด ไม่ต้องนับเงินเมื่อหมดวัน เพราะเงินจะโอนเข้าบัญชีที่ผูกกับ K PLUS SHOP เมื่อปิดยอดทุกวัน
  • รองรับการชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดของ Alipay และ WeChat Pay นับเป็นอีกจุดเด่นที่สำคัญ เนื่องจาก Alipay และ WeChat Pay มีฐานลูกค้าที่ใช้คิวอาร์โค้ดมากที่สุดในโลกถึง 500 ล้านราย และ 650 ล้านรายตามลำดับ และ K PLUS SHOP เป็นแอปพลิเคชันแรกของธนาคารไทยที่รองรับการชำระเงินของลูกค้า Alipay และ WeChat Pay ได้แล้ว  จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้ร้านค้าที่ใช้งานแอปฯ K PLUS SHOP สามารถขายสินค้าและบริการให้แก่กลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หมุนเวียนเดินทางเข้ามาในประเทศไทยสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 มีจำนวนปีละกว่า 9 ล้านคน และในอนาคตจะมีการพัฒนาให้สามารถชำระเงินสำหรับการค้าออนไลน์ด้วยคิวอาร์โค้ดได้ ก็จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าให้ร้านค้าได้อีกจำนวนมหาศาล
  • K PLUS SHOP จะแจ้งยอดเงินเข้าและสร้างรายงานยอดขาย ช่วยให้ร้านค้าสามารถบริหารจัดการข้อมูลทางการเงินของร้านได้ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยทุกครั้งที่ร้านค้าได้รับชำระ K PLUS SHOP จะแจ้งเตือนยอดเงินเข้าแบบเรียลไทม์ และจะโอนเงินเข้าบัญชีทุกวันหลังปิดยอด นอกจากนี้ยังมีรายงานสรุปยอดขายแบบรายชั่วโมง รายวัน และรายเดือน
  • ลูกค้าสามารถสมัครใช้บริการ K PLUS SHOP ได้ง่ายด้วยตัวเองผ่านแอปฯ K PLUS ได้ทันที ขั้นตอนคือ ล็อกอินเข้าระบบ K PLUS แล้วกดเมนู K+App ซึ่งจะปรากฏในหน้าแรก ดำเนินการตามขั้นตอนการลงทะเบียนบนระบบ K PLUS จนกระทั้งระบบนำไปสู่การดาวน์โหลดแอปฯ K PLUS SHOP จึงล็อกอินเข้าแอปฯ K PLUS SHOP สร้างโปรไฟล์ร้านค้า และเข้าสู่ขั้นตอนการสร้าง QR ของฉัน ก็เสร็จสมบูรณ์ สามารถนำคิวอาร์โค้ดที่ได้ไปใช้งานได้ทันที  สามารถดูรายละเอียด K PLUS SHOP เพิ่มเติมได้ที่ www.kasikornbank.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. K-Biz Contact Center 02-8888822

หลังจากการออกจาก Regulatory Sandbox ของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว คาดว่าจะเกิดการกระตุ้นการใช้งานคิวอาร์โค้ดในการชำระค่าสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารฯ ประเมินว่าการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดจะได้รับความนิยมสูงมากจนกลายเป็นหนึ่งในช่องทางหลักของการชำระเงิน เนื่องจากสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยมทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางโมบาย แบงกิ้งสูงกว่าช่องทางอื่นๆ โดยธนาคารกสิกรไทยจะเดินหน้าโปรโมทการใช้จ่ายด้วยคิวอาร์โค้ด ในแคมเปญชื่อ “ปิ๊บจังออนทัวร์” ในพื้นที่หัวเมืองทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ พัทยา อุดรธานี หาดใหญ่ พร้อมจัดโปรโมชั่นทั้งฝั่งร้านค้าที่ใช้ K PLUS SHOP และฝั่งลูกค้าที่จ่ายเงินด้วยฟีเจอร์คิวอาร์โค้ดของ K PLUS ดังนี้

โปรโมชั่น K PLUS SHOP สำหรับร้านค้าที่สมัครใช้งาน K PLUS SHOP จะได้รับโปรโมชั่น 2 ต่อ คือ

  1. ต่อที่ 1 รับเงินคืน 300 บาทเมื่อมียอดรับชำระอย่างน้อย 200 บาท 1 รายการ ภายใน 60 วันนับจากวันที่สมัคร สงวนสิทธิ์ 1 สิทธิ์/ท่าน/ตลอดรายการ
  2. และต่อที่ 2 “Member Get Member” รับเงินคืนสูงสุด  5,000 บาท เมื่อแนะนำเพื่อนทางธุรกิจสมัครใช้งาน K PLUS SHOP สงวนสิทธิ์ 1 สิทธิ์/ท่าน/ตลอดรายการ และโปรโมชั่น K PLUS สำหรับผู้ใช้งาน K PLUS เมื่อใช้จ่ายด้วยคิวอาร์โค้ดครบ 300 บาท/รายการ จะได้รับเงินคืน 50 บาท จำกัดจำนวนสิทธิ 1 ท่าน/เดือน ทั้งนี้ โปรโมชั่นแคมเปญ “ปิ๊บจังออนทัวร์” มีจำนวนจำกัด เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2560

นอกจากนี้ ธนาคารยังร่วมกับพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ เพื่อขยายช่องทางการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด คาดว่าจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาใช้จ่ายเงินด้วยคิวอาร์โค้ดเพิ่มขึ้นอีก 20% ตั้งเป้าหมาย ภายในสิ้นปี 2560 จะมีมูลค่าการรับชำระด้วยคิวอาร์โค้ดของ K PLUS SHOP กว่า 800 ล้านบาท มี ร้านค้า K PLUS SHOP กว่า 200,000 ร้านค้า และเพิ่มเป็น 1,000,000 ร้านค้า ในสิ้นปี 2561

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ โมบาย แบงกิ้ง ทำให้ธนาคารมุ่งพัฒนาช่องทางการทำธุรกรรมการเงินด้วยตนเองบน แอปฯ K PLUS  และเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาแอปฯ สำหรับร้านค้าบน K PLUS SHOP ที่ใช้ในการรับชำระค่าสินค้าและบริการผ่าน คิวอาร์โค้ด ถือเป็นการเพิ่มช่องทางการรับชำระและเพิ่มความสะดวกสบายให้ร้านค้าและลูกค้า ตอกย้ำศักยภาพของธนาคารในฐานะผู้นำอันดับ 1 ในธุรกิจโมบาย แบงกิ้งที่คาดว่าจะมีลูกค้าผู้ใช้งาน K PLUS ถึง 8 ล้านรายภายในสิ้นปี 2560 นี้ และเป็น 10.8 ล้านรายในสิ้นปี 2561 ภายใต้กลยุทธ์ “Digital Cross-border Payment” คือ การให้บริการระบบชำระเงินผ่านโมบาย แบงกิ้ง ที่ครอบคลุมทั้งลูกค้ารายย่อยทั้งกลุ่มผู้ใช้บริการชาวไทย และกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยปีละกว่า 9 ล้านคน และกลุ่มลูกค้าผู้ประกอบการขนาดย่อม ที่เน้นรูปแบบซื้อง่ายขายคล่อง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

Forcepoint บริษัทรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ คาดการณ์ 7 ภัยร้ายจากเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นในปี 2019!

Published

on

“ไม่มีอะไรจะสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากไปกว่าการสูญเสียความเชื่อมั่น” ประโยคเด็ดจากทาง Forccpoint ผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (Human Centric Cyber Security)

ซึ่งนอกจากที่พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรและภาครัฐในการรับมือภัยคุมคามบนไซเบอร์แล้ว การเผยข้อมูลคาดการณ์ความปลอดภัยบนไซเบอร์ด้วยชุดข้อมูลและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ก็เป็นหน้าที่ใหม่ที่พวกเขาพยายามนำเสนอให้สังคมเฝ้าระวังภัยจากไซเบอร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปีล่าสุดอย่าง 2019 นี้ Forcepoint ก็ยังคงคาดการณ์ถึงภัยดังอีกครั้ง และสรุปออกมาเป็น “7 ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงในปีนี้”

1.Winter of AI ยังคงอยู่?

Winter of AI คือนัยของการที่ปัญญาประดิษหรือ AI ถูกให้ความสำคัญลดลงทั้งในแง่ของเงินทุน และความสนใจนำมาประยุกต์ในด้านต่างๆ ซึ่งทาง Forcepoint ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า AI มาควบคุมดูและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะโดยส่วนมากเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จะเป็น Machine Learning ที่ยังคังใช้การป้อนข้อมูลหรือการนำทางในกระบวนการความคิดและตัดสินใจ ในขณะที่ AI ของจริง จะต้องหยั่งรู้ด้วยตัวเองได้ทุกกระบวนการ (คิดเอง, ลงมือเอง และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง)

ซึ่งในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะยังคงมีความเป็นได้สูงที่อุตสาหกรรมทั้งหลายจะยังขลุกอยู่กับการลงทุนไปกับ Machine Learning หาใช่ AI ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประสงค์ร้ายทั้งหลายอาจใช้จุดนี้ในการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงว่าเทคโนโลยีของตน คือ AI และได้รับเงินลงทุนจากความเข้าใจผิดของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความต้องการจะอยู่ให้ได้ในกระแสโลกาภิวัฒน์

2. การเคลื่อนย้ายข้อมูลไปสู่ IoT โดยไม่หลงเหลือไว้ใน Edge Computing

เมื่อโลกในปัจจุบันได้ก้าวท้าวเข้าสู่เทคโนโลยี IoT หรือทุกสรรพสิ่งถูกสั่งการได้ด้วยอินเทอร์เน็ตนั้น ทาง Forcepoint มีข้อกังวลบางอย่างจากการที่บริษัท องค์กร หรืออุตสาหกรรมรายใหญ่มากมาย ต่างฝากฝังชุดข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ไว้บน Cloud Storage (พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดยักษณ์ด้วยดิจิทัล) ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้ที่ Edge Computing (อุปกรณ์ที่ไว้ใช้เก็บข้อมูล อาทิ แผ่น CD, ฮาร์ดดิส ฯลฯ)

ซึ่งแม้ Cloud หรือเทคโนโลยี IoT อาจมีข้อดีเป็นความสะดวกรวดเร็วในการดึงข้อมูลมาใช้ได้จากทุกที่ ฯลฯ แต่ Attackers หรือเหล่าผู้ประสงค์ร้ายเองก็มีช่องทางในการจู่โจมข้อมูลที่ง่ายดายเพียงจุดเดียว ด้วยการแฝงมัลแวร์ผ่านการอัปเกรดซอฟแวร์ต่างๆ

3. ข้อมูลทางชีวภาพอาจไม่ปลอดภัยเท่าข้อมูลทางพฤติกรรม

การยืนยันด้วยไบโอเมทริกซ์ หรืออัตลักษณ์เฉพาะของผู้ใช้ อาจสร้างความอุ่นใจได้ในระดับสูง เนื่องจากการจะผ่านเข้าไปยังชุดข้อมูลหรือสิ่งที่มีมูลค่าในโลกดิจิทัลบางอย่าง จะมีเพียงอัตลักษณ์เฉพาะของบุคคลนั้นๆ ในการปลดล็อคเท่านั้น (ม่านตา, ลายนิ้วมือ, ใบหน้า ฯลฯ) แต่ทั้งนี้ จากข่าวคราวมากมาย ก็จะได้เห็นว่า ผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ในการเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ (การปลอมแปลงแอบพิมพ์ลายนิ้วมือเจ้าของเครื่อง ฯลฯ) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ ต่างหันมาเชื่อมั่นในการยืนยันด้วยลักษณะทางพฤติกรรมหรือที่เรียกว่า Human Bahavior แทน

4. พนักงานกลายเป็นแพะรับบาปและต้องต่อสู้กันในชั้นศาลเพราะข้อมูลผู้บริโภคหลุดออกมา

ข้อมูลผู้บริโภคคือสิ่งที่องค์กรและหน่วยงานทั้งหลายต่างต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ เพราะมันหมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างสองฝ่าย แต่เมื่อข้อมูลของผู้บริโภคหลุดออกจากระบบด้วยความผิดพลาดของเทคโนโลยี ผู้ที่เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้ ก็คือเจ้าพนักงานนที่ดูแลในส่วนดังกล่าว โดยในปีที่ผ่านมา ได้หลายกรณีที่พนักงานและผู้ว่าจ้างต่อจบลงด้วยการต่อสู้กันทางคดีในชั้นศาล

5. การปะทะกันของสงครามเย็นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่บนไซเบอร์

สงครามเย็นคือการต่อสู้กันด้วยชุดข้อมูล ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของขั้วมหาอำนาจหลักสองฝั่ง (กลุ่มตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา และกลุ่มตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต) ที่ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2019 ที่จะถึงนี้ สนามรบแห่งใหม่ที่ทั้งสองมีแนวโน้มจะไปต่อสู้กันคือบนไซเบอร์ ที่ทั้งคู่จะทำการเพิ่มความปลอดภัยด้านการบุกถึงชุดข้อมูลของตนเองมากยิ่งขึ้่น และให้ภัยร้ายด้วยการปล่อยข่าวสารปลอม เปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลองค์สำคัญ ฯลฯ โดยทั้งหมดทั้งมวล กลุ่มที่จะถูกลูกหลงนั้นคือบรรดาองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานระหว่างประเทศทั้งหลายที่อาจก่อให้เกิดการถูกทำลายลงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

6. การย้อนวิวัฒนาการกลับไปใช้ Edge Computing (การเก็บข้อมูลด้วยอุปกรณ์)

ผู้บริโภคต่างเหนื่อยใจกับช่องโหว่และการละเมิดข้อมูลส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และเรื่องนี้นำไปสู่ผลก็คือองค์กรต้องเสนอวิธีการใหม่ที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวไว้ในบริการที่นำเสนอ อันเป็นการย้อนกลับไปใช้ Edge Computing ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้น แต่การที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ก็อาจทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว

7.  วัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ หากไม่ปรับเปลี่ยนอาจทำให้เกิดความล้มเหลว

ความร่วมมือจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากปราศจากการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจ (due diligence) ซึ่งจวบจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการพิจารณาโปรแกรมความปลอดภัยบนไซเบอร์ของคู่ค้าในการทำ due diligence และทั้งนี้ “การจัดอันดับความน่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัย” จะชี้ให้เห็นถึงคู่ค้าที่มีศักยภาพว่ามีความปลอดภัยเพียงใดในการอนุญาติให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดการกับข้อมูล PII ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคล หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ได้ ซึ่งวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ จะมีบทบาทอย่างไรต่อการจัดอันดับเรื่องดังกล่าว? และจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างไร?


โดยสรุปนั้น “ข้อมูล” ดูจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในอนาคตภายภาคหน้า เพราะมันสามารถสร้างข้อได้เปรียบในอุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงทางภาครัฐได้หากถูกนำไปใช้อย่างถูกวิธี แต่ในขณะเดียวกัน หากตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้าย “ข้อมูล” ก็จะกลายเป็นภัยร้ายที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะขัดขวาง แซกแทรง และทำลายกลไกสำคัญในสังคมได้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะครับว่าในสรุปส่งท้ายของปี 2019 ทาง Forcepoint จะคาดการณ์สิ่งใดได้อย่างถูกต้อง ใกล้เคียง หรือผิดพลาดบ้าง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

Krungthai Next รองรับการช้อปปิ้งบน Facebook แล้ว จ่ายผ่าน Facebook Pay ได้ทันที

Published

on

By

Krungthai Next ของธนาคารกรุงไทย ประกาศรองรับการชำระเงินค่าสินค้าที่ซื้อบน Facebook แล้ว (Facebook Payment)

โดยสามารถใช้งานได้ผ่าน Messenger โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

 

เมื่อตกลงราคาแล้ว จะพบกับลิงค์ “View Order & Pay”

 

กด Continue

“Pay with Krungthai NEXT” โผล่มาให้เลือกแล้ว

คลิกที่ “Continue to Krungthai NEXT”

คลิก “Open”

 

คลิก “ยืนยัน”

ใส่ Passcode ของท่าน

กดกลับสู่ Messenger

จะพบการยืนยันว่าชำระเรียบร้อย

สถานะกลายเป็น “Paid” หรือจ่ายแล้ว เป็นอันเสร็จสิ้น

 

ก็นับว่าเป็นธนาคารแห่งที่สองที่ประกาศตัวว่าสามารถชำระเงินผ่าน Facebook ได้ด้วย App ของธนาคารโดยตรง (ไม่ต้องสร้างบัตรเสมือน VISA, MasterCard) ต่อจาก KBank ก็ถือว่าเป็นอีกก้าวใหม่ที่พัฒนาขึ้นของ Krungthai Next ครับ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

หนังสือดีน่าอ่านในยุคดิจิทัล “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” เจาะความนัยหลังโลกข้อมูล

Published

on

ในโลกยุคอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลมีค่าดั่งทอง มีการใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อทำประโยชน์มากมาย รวมถึงกรณีที่ดักข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ได้รับอนญาต ซึ่งเรื่องราวของข้อมูลในยุคดิจิทัลเหล่านี้เริ่มเข้าใจยากขึ้น แต่เข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที แบไต๋จึงขอแนะนำหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” โดย Andreas Weigend ให้อ่านกันเพื่อให้เข้าใจเรื่องของข้อมูลในยุคปัจจุบันเหล่านี้มากขึ้นครับ

Andreas Weigend

Andreas Weigend เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Big Data เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Social Data Lab และอดีตหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientist Officer) ของ Amazon ซึ่งจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับข้อมูลของมวลมหาผู้ใช้มายาวนาน จึงได้หน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจต่างๆ มากมายเช่น Alibaba, Hyatt, Lufthunsa และ MasterCard และคุณ Weigend ก็ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีที่เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ลงในหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” ให้ได้อ่านกัน

คุณ Weigend เล่าให้ฟังว่าที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความรู้ในการใช้ข้อมูล เพื่อให้รู้เท่าทันระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่แพร่หลายในยุค Social Media ซึ่งคุณ Weigend เน้นย้ำว่า Social Data นั้นใหญ่กว่า Social media อีก เพราะมันคือข้อมูลที่สร้างขึ้นมาทั้งหมดในโซเซียล ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เราไม่ได้ป้อนเองเช่นตำแหน่งสถานที่ หรือวันเวลาต่างๆ พร้อมด้วยเคสตัวอย่างมากมาย ทั้งเรื่องการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างแบบจำลองพฤติกรรมผ่านแอป หรือความนัยของประโยคคุ้นหูอย่าง “บริษัทอาจทำการบันทึกการสนทนานี้เพื่อปรับปรุงการให้บริการ” หรือการที่ Amazon เพิ่มฟังก์ชั่นการเตือนเมื่อคุณเลือกซื้อของซ้ำ รวมถึงเปิดให้ผู้ซื้อเป็นผู้บรรยายสรรพคุณของสินค้าเอง ถือเป็นจุดเปลี่ยนในกระบวนการผลิตในภาคธุรกิจได้อย่างไร

หนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” จำนวน 384 หน้าพร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 395 บาท ตามร้านหนังสือทั่วประเทศ หรือสอบถามผ่านเพจของ Banlue Books ได้

(ซ้าย) โชติกา อุตสาหจิต (กรรมการผู้จัดการบันลือกรุ๊ป) , Andreas Weigend (ผู้เขียนหนังสือ) , ดาวิษ ชาญชัยวานิช (ผู้แปลหนังสือ) , ดร. กวิน อัศวานันท์ (ที่ปรึกษางานแปล) , ทีปกร วุฒิพิทยามงคล (บรรณาธิการ)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!