Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

เปิดตัว OPPO Find X ในไทยอย่างเป็นทางการฉลอง 10 ปี พร้อมเผยรุ่นพิเศษ Automobili Lamborghini Edition

อีก 1 มือถือแบรนด์จีนที่เข้ามาทำตลาดในไทยมาอย่างยาวนาน และปีนี้ก็เป็นปีที่ครบรอบ 10 ปี พร้อมพาเหล่าดารา นักแสดงและพรีเซนเตอร์มือถือรุ่นต่าง ๆ มาเดินงานพรมแดง พร้อมเปิดตัวมือถือรุ่นล่าสุดอย่าง OPPO Find X โดยคิว เตมี อาสาพาคุณไปจับของจริงภายในงานนี้ จะน่าสนใจแค่ไหนมาชมกันครับ

แบรนด์สมาร์ทโฟนขวัญใจวัยรุ่นอย่างออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย ทำเซอร์ไพรส์กลางงานครบรอบ 10 ปี (10th Year Anniversary) เปิดตัว OPPO Find X สมาร์ทโฟนแห่งอนาคต ดีไซน์หน้าจอไร้รอยบากพร้อมนวัตกรรมซ่อนกล้อง 3D และมาพร้อมกับเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Chargeในราคา 29,990บาทจะเริ่มพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. – 4 ส.ค.พร้อมรับของแถมสุดพิเศษเพียบ

และอีกรุ่นไฮเอนด์ OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition ซึ่งมีความพิเศษที่มาพร้อมนวัตกรรมล่าสุดที่ล้ำกว่าเดิม SuperVOOCชาร์จเพียง 35 นาที เต็ม 100% ราคา 49,990บาท โดยจะเริ่มจำหน่ายในเดือนกันยายนนี้

สำหรับงานครบรอบ 10 ปี ของออปโป้ (OPPO) ประเทศไทย ได้เล่าประวัติว่า บริษัท ไทย ออปโป้ จำกัด ได้เข้ามาทำการตลาดและจัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟนแบรนด์ ออปโป้ (OPPO) ในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นแบรนด์แรก อาทิ หน้าจอแสดงผล 2K เป็นเจ้าแรก หรือนวัตกรรมชาร์จไวอย่าง VOOC Flash Charge เป็นต้น ทำให้มีอัตราการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลอดระยะเวลา 10 ปี ส่งผลให้สมาร์ทโฟนออปโป้ครองตำแหน่งอันดับ 2 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดในตลาดประเทศไทย และตำแหน่งอันดับ 4 ยอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนสูงสุดทั่วโลก ท่ามกลางการแข่งขันอย่างสูง (อ้างอิงข้อมูลจาก Canalysและ IDC)

คุณสุทธิพงศ์ อมรประดิษฐ์กุล ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ กล่าวภายในงานเปิดตัวว่า การเปิดตัว OPPO Find X จะเป็นการเริ่มเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของออปโป้ หลังจากการคิดและการถกเถียงร่วมกัน สรุปได้ว่าการมอบสมาร์ทโฟนแห่งโลกอนาคตให้กับทุกท่านถือเป็นของขวัญที่ดีที่สุด

“OPPO Find X เป็นเสมือนกับการค้นหาซึ่งเป็นดีเอ็นเอของออปโป้ และเป็นสัญลักษณ์แห่งการรวมกันอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีและความสวยงาม” คุณสุทธิพงศ์กล่าว

OPPO Find X สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุดเป็นการกลับมาอีกครั้งของ Series Find หลังทิ้งช่วงการเปิดตัว OPPO Find 7 นานถึง 4 ปี โดย OPPO Find X มีความพิเศษที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะการดีไซน์ที่ปฏิวัติวงการ สมาร์ทโฟนอีกครั้งด้วยหน้าจอแสดงผลสุดขอบอย่างสมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ ด้วยเทคโนโลยีซ่อนกล้องและเซ็นเซอร์ Stealth 3D Cameras

ดีไซน์ขอบโค้งแบบ Panoramic ที่เป็นหนึ่งเดียว

OPPO Find X สมาร์ทโฟนดีไซน์จอแสดงผลขอบโค้งมน Panoramic รุ่นแรกของโลกให้มุมมองกว้างสุดขอบ ด้วยหน้าจอแสดงผลOLED กว้างถึง 6.42 นิ้ว อัตราส่วน 19.5 : 9 และสัดส่วนพื้นที่แสดงผล 93.8%

นวัตกรรมซ่อนกล้อง 3 มิติ (Stealth 3D Cameras)

OPPO Find X ใช้นวัตกรรมซ่อนกล้อง 3D (Stealth 3D Cameras) ซึ่งจะเลื่อนขึ้นและลงโดยอัตโนมัติ เพียงผู้ใช้กดแอพพลิเคชั่นถ่ายรูปด้วยเวลาไม่เกิน 0.6 วินาที โดยมีความแข็งแรงทนทานสูง และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า 5 ปี จากทดสอบแล้วสามารถเลื่อนขึ้นลงได้ไม่ต่ำกว่ำ 300,000 ครั้ง

ดีไซน์ไล่เฉดสีที่งดงามดั่งอัญมณี

OPPO ได้เพิ่มเฉดด้วยการผ่านกระบวนการต่างๆ บนพื้นผิวฝาหลังแบบสามมิติ ปกป้องพิเศษด้วย Corning Gorilla Glass 5 ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ตัวเครื่องดูแวววาวล้ำค่าเหมือนอัญมณี โดยมี 2 สี ได้แก่ สี Bordeaux Red และ Glacier Blue

เทคโนโลยีสแกนใบหน้า 3 มิติ (3D Structured Light Facial Recognition)

นวัตกรรมนี้ OPPO Find X รวบรวมระหว่างเทคโนโลยี Flood Illuminator และ เซ็นเซอร์กล้องอินฟาเรดซึ่งประมวลจุดต่างๆบนใบหน้ามากกว่า 15,000 จุด ทำให้สามารถสร้างโมเดลหน้า 3D ของผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำเพื่อการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าที่ปลอดภัย โดยความผิดพลาดจากการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าของ OPPO Find X อยู่ที่ 1 ใน 1,000,000 เท่านั้นซึ่งน้อยกว่าการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือซึ่งอยู่ที่ 1 ใน 50,000 และแม้จะทำการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าในที่มืด ก็ยังแม่นยำเช่นเคยด้วยเซ็นเซอร์กล้องอินฟาเรด

กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล และ 3D AI Beauty

กล้องหน้าบน OPPO Find X จะมีความละเอียดอยู่ที่ 25 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์อัจฉริยะ Sony IMX 576 รวมถึงที่ขาดไม่ได้เลยคือ AI Beauty ที่ครั้งนี้สามารถวิเคราะห์และสร้างโครงหน้าผู้ใช้งานเป็นโมเดล 3D ได้ จึงสามารถปรับได้แม้กระทั่งโครงหน้าอย่าง รูปหน้า ทรงจมูก

ไม่เพียงแค่กล้องหลังคู่ แต่ยังยกระดับการถ่ายภาพด้วยระบบ AI ไปอีกขั้นด้วยฟีเจอร์ AI Portrait Mode ซึ่งให้ผลถ่ายบุคคลที่โดดเด่นด้วยการจัดแสงแบบสตูดิโอ โดยมีโหมดแสงไฟให้เลือกหลากหลายถึง 9 แบบ และ AI Scene Recognition 2.0 ที่สามารถประเมินประเภทของภาพ และปรับแต่งภาพให้อัตโนมัติอย่างเหมาะสม

VOOC Flash Charge ชาร์จไวและปลอดภัย

พร้อมกับระบบชาร์จไฟไว VOOC Flash charge ที่ชาร์จเร็วขึ้นกว่าปกติถึง 4 เท่าเลยทีเดียว ชาร์จเพียงแค่ 5 นาที ก็สามารถคุยโทรศัพท์ต่อได้สบายๆ กว่า 2 ชั่วโมง ทั้งยังมี AI ผู้ช่วยอัจฉริยะบริหารพลังงานแบตเตอรี่ด้วย

Qualcomm Snapdragon 845AIE, RAM 8GB , ROM 256GB

คุณ Goh Thiah Liang ผู้ดำรงตำแหน่ง Country Manager Malaysia, Thailand and Philippines แห่ง Qualcomm International ให้เกียรติขึ้นมาพูดในงานเปิดตัว OPPO Find X ในฐานะตัวแทนพาร์ทเนอร์อันทรงเกียรติ และเนื่องในโอกาสที่ OPPO Find X ได้รับการขับเคลื่อนด้วยชิปเซต Qualcomm Snapdragon 845 AIE คุณ Goh Thiah Liang กล่าวว่า Qualcomm รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ออปโป้ประสบความสำเร็จล้นหลามอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่าน และขอบคุณที่เป็นพาร์ทเนอร์ที่ดีซึ่งกันและกันมาโดยตลอด รวมถึงดึงขุมพลังของชิปเซต Qualcomm ออกมาใช้อย่างเต็มเปี่ยมบนสมาร์ทโฟนที่น่าอัศจรรย์

“เมื่อชิปเซต Qualcomm Snapdragon 845 AIE รวมกันกับสมาร์ทโฟน OPPO Find X จะมอบแรงขับเคลื่อนอันทรงพลังให้แก่ผู้ใช้ในประเทศไทย” คุณ Goh Thiah Liang กล่าว
สำหรับ OPPO Find X มาพร้อมกับ CPU ที่แรงที่สุดในโลกขณะนี้ แต่ใช้พลังงานที่น้อยกว่า ซึ่งมาพร้อมกับชิพประมวลผลกราฟิก Adreno 630 ด้วย เพิ่มการประมวลผลกราฟิก 30% และลดการใช้พลังงานลง 30% ในขณะที่ก็มีชิปเซต Snapdragon ที่มาพร้อมปัญหาประดิษฐ์ AIE ด้วย ช่วยสนับสนุนให้ OPPO Find X เป็นดั่งผู้ช่วยคู่ใจได้

OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition

ครั้งแรกที่แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์กับแบรนด์รถยนต์ไฮเอนด์ระดับโลกโลโก้ของ Automobili Lamborghini ถูกแกะสลักไว้บน OPPO Find X Automobili Lamborghini Edition ด้วยเทคโนโลยีพิเศษทำให้โลโก้ดูนูนขึ้นมาจากตัวโทรศัพท์โดดเด่นมีมิติ ไม่ว่าคุณจะมองจากมุมใดก็ตามโลโก้จะดูโดดเด่นนูนขึ้นเหนือตัวโทรศัพท์เสมอ นอกจากนี้ Automobili Lamborghini Edition ยังรองรับเทคโนโลยี SuperVOOCซึ่งจะช่วยให้การชาร์จไฟได้รวดเร็วขึ้นทวีคูณโดยให้กำลังไฟ 10V5A ให้กำลังชาร์จได้สูงสุดถึง 50Wเพียง 35 นาที เต็ม 100%

ราคา

OPPO Find X ราคา 29,990 บาท เริ่มเปิดพรีออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 28 ก.ค. – 4 ส.ค.ที่ออปโป้แบรนด์ช็อปและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ โดยจะได้รับของแถมสุดพิเศษมากมาย ประเดิมด้วยหูฟังเฮดโฟน Marshall Major Bluetooth , VIP Card ประกันหน้าจอแตกนานถึง 1 ปี , ชุดขาตั้งกล้อง และที่ชาร์จแบบไวสำหรับรถยนต์

ขณะที่ OPPO Find X Automobili Lamborghini Editionสนนราคาอยู่ที่ 49,990 บาท โดยเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนกันยายนเป็นต้นไป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววงการเกม

Predator League 2019! งานแข่งอีสปอร์ตระดับเอเชียแปซิฟิกซีซั่นล่าสุดจัดในไทย!

Published

on

เปิดตัวอย่างเป็นทางการกันเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ Asia Pacific Predator League 2019 ทัวร์นาเม้นต์การแข่งขัน E-Sport สุดยิ่งใหญ่จากทาง Acer ที่ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่จัดขึ้นเป็นซีซั่นที่สอง โดยครั้งล่าสุดนี้ ประเทศไทยได้ถูกรับเกียรติให้จัดเป็นสถานที่การแข่งขันขึ้น

โดยพิธีในงานต่างก็เต็มไปด้วยหลากหลายความน่าสนใจตรึงผู้ร่วมงานจนอยู่หมัดกันเลยทีเดียว ไล่ตั้งแต่วิดีโอแอนิเมชั่น 3D ของเหล่ามาสคอตกลายๆ ที่สนุกเอาเรื่อง ภาพสวยใช้ได้ การเคลื่อนไหวและแอกชั่นของตัวละครพริ้วไหวพอสมควร แถมเมื่อเรื่องราวจากในวิดีโอถูกส่งต่อไปยังพิธีเปิดบนเวที หนึ่งในตัวละครที่หลุดออกมาจากแอนิเมชั่นและเป็นได้ผู้ที่ปักโล่รางวัลกลางเวที ก็คือคุณอลัน เจียง กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย และภูมิภาคอินโดไชน่าของทาง Acer’s Predator นั่นเอง (เป็นการแสดงวิสัยทัศน์และสร้างภาพลักษณ์ที่มีต่อแบรนด์ของตนได้อย่างเจ๋งเอามากๆ) และอีกไฮไลต์ที่ได้ใจผู้ชมไม่แพ้กันคือการได้เกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุคอย่าง BNK48 มาร่วมเปิดงาน

ในส่วนของเกมที่จะถูกนำมาใช้ในการแข่งขั้นนั้นจะมีด้วยกันทั้งสิ้น 2 เกม 16 ทีมครับ นั่นคือ DOTA 2 เกมแนว MOBA ระดับโลก และเกมแบทเทิลรอยัลแห่งยุคอย่าง PUBG (PlayerUnknown’s BattleGround) ซึ่งก็แน่นอนว่าทั้งสองเกมมีทีมจากประเทศไทยอยู่ในนั้นด้วย (Dota 2 มี Alpha Red ส่วน PUBG มี Mith.pubg, Pinto Gaming และ Signature. pubg) แถมการแข่งขันในครั้งนี้ยังมีพยานรู้เห็นการปะทะกันของทุกทีมมากกว่าหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียว!

โดยผลสรุปของผู้ชนะการแข่งขัน Asia Pacific Predator League 2019 นั้น ในเกมแรกอย่าง PUBG รางวัลชนะเลิศก็ได้ตกเป็นของทีมสัญชาติเกาหลีมาแรง AfreecaFreecs Fatal from The Republic of Korea ที่เดินเงินรางวัลไปถึง 2,300,000 บาทโดยประมาณ (75,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) พร้อมทั้งสมาชิกทุกคนจะได้โน๊ตบุ๊กพลังสูงจากทาง Predator รุ่น Helios กลับไปอีกด้วย ส่วนทีมไทยอย่าง Purple Mood ก็ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ไป 930,000 บาทโดยประมาณ (30,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) ในขณะที่ทีมชนะเลิศอันดับที่ 2 จากประเทศออสเตรเลียอย่าง Immunity ก็ได้เงินรางวัลกลับไปอยู่ที่ 468,000 บาทโดยประมาณ (15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ)

ส่วนทางด้านเกม MOBA อย่าง DOTA 2 แชมป์จากการแข่งในเกมดังกล่าวนี้อย่างทีม TNC Predator (ชื่อทีมเอาใจผู้จัดการแข่งซะด้วยนะ ฮ่าๆ) จากประเทศฟิลิปปินส์ ก็กวาดเงินรางวัลไปถึง 2,300,000 บาทโดยประมาณ (75,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) และทุกคนในทีมได้โน๊ตบุ๊กพลังสูงจากทาง Predator รุ่น Helios ไปใช้ ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 ตกเป็นทีมสัญชาติอินโดนิเซียอย่าง BOOM ID ที่ได้รับเงินรางวัล 930,000 บาทโดยประมาณ (30,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) และปิดท้ายด้วยทีม GeekFam จากมาเลเซียที่ได้เงินรางวัลก็ได้เงินรางวัลกลับไป 468,000 บาทโดยประมาณ (15,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ)

ปิดท้ายนี้ Predator League ซีซั่นหน้าก็ได้มีพิธีส่งมอบให้ครั้งถัดไปจัดการแข่งขันขึ้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ครับ ถือได้ว่าเป็นอีกโอกาสดี ๆ ในประเทศไทยของเราที่แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเกมได้เติบโตขึ้นจนถึงขั้นมีทัวร์นาเม้นต์ E-Sport มาจัดขึ้นในบ้านเราได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

หาดูยาก! ชมภาพภายในว่าโรงงานผลิตแอร์ LG มีกรรมวิธีอะไรบ้าง

Published

on

By

มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่หนึ่งชนิดที่แทบทุกบ้านเราว่าจะมีติดตั้งอยู่ นั่นก็คือเครื่องปรับอากาศ หรือคุ้นหูกันในชื่อ แอร์ นั่นเอง!

และครั้งนี้แบไต๋ ได้รับเกียรติจากทางบริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ LG ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมเครื่องปรับอากาศภายในบ้านระบบอินเวอร์เตอร์ เชิญพวกเราเข้าไปเยี่ยมชมโรงงานกันถึงจังหวัดระยองเลยทีเดียว ณ โรงงานแอลจี อีเล็คทรอนิคส์ (ประเทศไทย) นิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์น ซีบอร์ต ระยอง

เริ่มต้นเราได้รับการกล่าวต้อนรับและเล่าถึงภาพรวมบริษัทจากคุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด และจากคุณวราพงษ์ อูปแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งกล่าวถึงความสำเร็จเกี่ยวกับรายได้ปีที่ผ่านมากว่า 330 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปีที่ 2019 นี้ LG ตั้งเป้าว่าจะไปให้ 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหวังให้เติบโตขึ้นปีละ 10 – 15 เปอร์เซ็นต์

ในขณะเดียวตัวโรงงานที่ระยองนั้นมีพื้นที่ถึง 192 ไร่ และใช้ไปแล้ว 92 ไร่ในส่วนของตัวโรงงาน ส่วนอีกกว่า 100 ไร่ที่เหลือนั้นกำลังรอการขยายตัวของบริษัทแม่อยู่ว่าจะมาเพิ่มฐานการผลิตที่ไทยมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากตอนนี้เริ่มย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่ไทยแล้ว โดยจะมุ่งเป้าให้ไทยมีกำลังการผลิตเพิ่มมากขึ้น 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มกำลังผลิตรวมของบริษัท

ซ้าย คุณวราพงษ์ อูบแก้ว ผู้อำนวยการโรงงาน                                                                    ขวา คุณนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด

จากนั้นทาง LG ได้พาทีมงานเข้าไปชมภายในโรงงานเลยได้รู้ ได้เห็น กระบวนการผลิตที่น่าสนใจ ว่ากว่าจะเป็นแอร์แต่ละตัวไม่ใช่เรื่องง่าย

แต่ก่อนจะไปดูกระบวนการคร่าว ๆ ภาพแรกที่เราค่อนข้างตกใจคือพนักงานส่วนใหญ่จะเป็นเพศหญิง (90 เปอร์เซ็นต์ของพนักงาน) โดยเหตุผลคือทาง LG บอกว่าในงานละเอียดเช่นการประกอบ หรือตรวจทานสินค้า ผู้หญิงจะทำได้ละเอียดกว่าผู้ชาย

การประกอบคอยล์ร้อน, คอยล์เย็น

ช่วงแรกจะเริ่มจากการประกอบคอยล์เข้ากับท่อก่อน ซึ่งเป็นหัวใจหลักเลย ลักษณะจะเป็นการนำคอยล์มาใส่กับท่อด้วยมือ

ตรวจสอบความรั่วแบบเรียลไทม์

เมื่อประกอบเสร็จจะมาตรวจสอบทันทีเลยว่ารั่วหรือไม่ โดยจะมีจอคอยมอนิเตอร์เลยว่าคนไหนทำรั่วกี่ตัว หรือไม่ทำรั่วเลย ซึ่งตรงนี้จะสำคัญมากเพราะถ้าใครทำดีไม่มีรั่ว ก็มีเงินพิเศษด้วย บอกเลยว่าว้าว!

ตรวจสอบสูญญากาศ

จากนั้นก็จะมาเข้าห้องกระจกเพื่อตรวจสอบสูญญากาศ และเอาความชื้นออก

เข้าห้องตรวจสอบความรั่ว

ผ่านการเอาความชื้นออกแล้ว ได้แกนกลางเครื่องที่ดี ก็ถึงเวลาที่จะเริ่มเอาไปประกอบ แต่ก่อนอื่นต้องเอาไปตรวจสอบในห้องตรวจสอบความรั่วแบบละเอียดก่อน ถ้าไม่ผ่าน ต้องหยุดล็อตการผลิตที่กำลังทำอยู่ทันที เพื่อเช็คว่าเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ แต่ถ้าไม่มีก็จะรันต่อไป

ใส่แผ่นซับเสียง

ตรงนี้น่าสนใจ เราเพิ่งเห็นว่าเค้าใส่แผ่นซับเสียงให้เราจริง ๆ ถ้าถามว่าใส่มากน้อยแค่ไหน LG บอกเราว่าใส่ให้มากที่สุดเท่าที่จะเหมาะสมกับดีไซน์แอร์ ขั้นตอนนี้ทำด้วยมือ

ประกอบร่าง

เมื่อผ่านขั้นตอนทางเทคนิคแล้วก็นำมาประกอบร่างให้เป็นแอร์ ให้มีหน้าตาคุ้นหน้าอย่างที่พวกเราเห็น

  • ทดสอบความปลอดภัย

ก่อนจะส่งออกไปแพ็คใส่กล่อง แอร์ทุกตัวต้องผ่านการทดสอบความอดทน เอ๊ย! ความปลอดภัย โดยจะปล่อยกระแสไฟ 1,000 โวลต์  ใส่เป็นเวลา 1 วินาที ถ้าทนได้ก็ถือว่า ผ่าน! ***เราแอบคุยหลังไมค์มาว่าแอร์สามารถทนทานกระแสไฟ 1,000 โวลต์ ได้มากกว่า 1 นาที แต่ที่ทดสอบแค่ 1 วินาทีเพราะว่าในความเป็นจริง ของจะพังตั้งแต่วินาทีแรกที่กระแสไฟทะลั่กเข้าใส่แล้ว ดังนั้นจึงทดสอบเพียงแค่ 1 วินาที

ทดสอบเสียง

จากนั้นก็จะนำแอร์เข้าไปทดสอบในห้องเงียบ ซึ่งในห้องนั้นเงียบมาก ๆ มีวัสดุซับเสียงเต็มไปหมด ไร้ซึ่งเสียงสะท้อน โดยแอร์จะต้องไม่ดัง สลีปโหมดต้องไม่เกิน 18 เดซิเบล หรือถ้าเปิดเจ็ตโหมดเร่งทำความเย็นก็ต้องดังไม่เกิน 32 เดซิเบล

ทดสอบการใช้งานจริง

สุดท้ายก็จะนำแอร์มาทดสอบในห้องจำลองสภาพอากาศที่อุณหภูมิ 35 องศา เพื่อดูว่าแอร์ทำความเย็น หรือปรับอากาศได้จริงหรือไม่ โดยจะทดสอบนาน 24 ชั่โมง และเฉลี่ยทดสอบได้วันละ 200 ตัว!

แพ็คใส่กล่อง

ขั้นตอนนี้ก็ห่อพลาสติก รัดสาย PP BAND แล้วก็ใส่กล่องเพื่อเตรียมนำไปจัดจำหน่ายต่อไป

อนาคต LG กำลังศึกษาระบบเพื่อเตรียมจะติดแอร์ทั่วโรงงานของตัวเอง เพื่อให้พนักงานได้ทำงานกันอย่างสบายตัวสบายกายมากขึ้น และเตรียมจะเพิ่มการทำงานด้วยหุ่นยนต์ให้มากขึ้น ปัจจุบันในโรงงานของ LG เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์บ้างแล้ว เริ่มตั้งแต่รถยนต์อัตโนมติที่ใช้ส่งของตามส่วนต่าง ๆ และแขนอัจฉริยะยกของ

สุดท้ายถ้าใครสนใจมองหาแอร์ดี ๆ ไว้ติดบ้านลองมองมาทาง LG ได้นะ ล่าสุดเห็นว่ามีแบบประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบสามดาวด้วย คือ 1 ดาวประหยัดไฟได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ 3 ดาวก็ 30 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดสุด ๆ หรือจะเป็นแบบ Art Cool ที่ดีไซน์ออกมานอกจากจะเย็นแล้ว ยังเน้นความสวยงามด้วย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

PM2.5 หลบไป!! “EA” ทุ่มงบพันล้าน เปิดบริการ “เรือไฟฟ้า” รับ-ส่งผู้โดยสาร ลำแรกของไทย

Published

on

ในอีกไม่ช้า เราจะได้นั่ง “เรือไฟฟ้า” บริการใหม่แห่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยากันแล้วค่ะ!! ซึ่งเจ้า “เรือไฟฟ้า” ที่ว่านี้ดำเนินการโดย EA หรือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ของคนไทย 100% ใช้ชื่อยี่ห้อว่า MINE Mobility ที่เปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมานั่นเอง

“เรือไฟฟ้า” ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กลายเป็นข่าวครึกโครมที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะตอนนี้ประเทศเรากำลังประสบปัญหาสภาวะฝุ่น PM2.5 ที่ไม่มีแนวโน้มว่าจะยอมหายไปง่าย ๆ เลย!! เมื่อมีข่าวออกมาว่าจะมีการเปิดให้บริการ “เรือไฟฟ้า” รับ-ส่งผู้โดยสาร ลำแรกของไทย!! โดยให้บริการจาก ท่าน้ำนนทบุรี – ไปท่าน้ำวัดราชสิงขร ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมง ที่สำคัญคือ ”ไม่มีเสียงออกมาเป็นมลภาวะ” และระบบไฟฟ้าจะไม่มีฝุ่นละเอียด PM2.5 ออกมาให้เราแสบจมูกกันแน่นอน!! จึงทำให้หลายคนให้ความสนใจกับข่าวนี้กันค่อนข้างมากเลย

ดูบันทึกไลฟ์สด จากเพจ “Beartai : แบไต๋” ได้เลยจ้าาา!!

“หนุ่ย พงศ์สุข” พร้อมด้วยพิธีกร beartai 12+ อย่างสาวสวย ลูกแก้ว ศรีกานต์ รับหน้าที่เป็นพิธีกร พาไปงานเปิดตัว “เรือไฟฟ้า” ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) และได้สรุปข้อมูลให้พวกเราชาวแบไต๋ได้คุยกันต่อดังนี้ค่ะ…

  • เรือจะมีทั้งหมด 54 ลำ ออกให้บริการทันภายในสิ้นปีนี้ พร้อมเงินลงทุนในกรอบ 1,000 ล้านบาท
  • “เรือไฟฟ้า” จะวิ่งให้บริการจาก ท่าน้ำนนทบุรี – ไปท่าน้ำวัดราชสิงขร (ข้างเอเชียทีคฯ) ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร ”โดยไม่มีเสียงออกมาเป็นมลภาวะ” และแน่นอนว่าระบบไฟฟ้าไม่มี PM2.5 ออกมาให้แสบจมูก!
  • เรือวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าด้วยความเร็ว 20กิโลเมตร : ชั่วโมง (แต่วิ่งแบบตัดเมืองตามลำน้ำ ถือว่าการใช้เวลา 1 ชั่วโมง จากเมืองนนท์มาถึงเจริญกรุงชั้นใน ก็ถือว่าไม่ทำให้เมื่อยกันจนเกินไป)
  • ที่นั่งของ “เรือไฟฟ้า” จัดทำไว้ 200 ที่นั่ง และยืนได้อีก พร้อม “ติดแอร์” เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารด้วย (ที่เน้นว่าติดแอร์ เพราะเรือด่วนเจ้าพระยาตอนนี้ไม่มีแอร์นะคะ)
  • เน้นการออกแบบที่คำนึงถึงความปลอดภัย และให้ความมั่นใจแก่ผู้โดยสารเป็นหลัก โดย “เรือไฟฟ้า” จะมีความโคลงเคลงน้อย ก่อให้เกิดคลื่นน้อยลง โดยมีโครงเรือที่แข็งแรง ป้องกันน้ำกระเด็นใส่ได้แน่นอนค่ะ
  • ราคาของผู้โดยสารนั้น นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวไว้เองเลยว่า…จะไม่สูงไปกว่าราคาเรือทั่วไปในท้องตลาด เพราะไฟฟ้าที่ใช้ก็ทำให้ประหยัดต้นทุนเดินทางไปได้มากแล้ว ดังนั้นจึงเอามาคืนให้ประชาชน ในแง่ของคุณภาพชีวิตดีกว่า
  • บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ลงทุนด้วยงบถึง 1,000 ล้านบาทเพื่อดำเนินการบริการนี้ และได้คุยไปถึง “ครึ่งทาง” แล้วกับทาง “กรมเจ้าท่า” เพื่อรอความพร้อมเปิดบริการได้ทันในสิ้นปีนี้
  • พร้อมการออกวางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ของคนไทย 100% ยี่ห้อของตนเองคือ MINE Mobility ในราคาเริ่มต้นที่ 6 แสนบาท

บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า “วิศวกรที่ทำงานทั้งหมดคือคนไทย ที่นำ Know How มาจากการซื้อ Tesla มาแกะเป็นชิ้น ๆ และ Reverse Engineer หรือ ขั้นตอนกระบวนการการค้นหาโครงสร้าง หาฟังก์ชันการทำงานของอุปกรณ์หรือระบบได้ ซึ่งล่าสุด ทาง Elon Musk ได้แจกแบบแปลนให้แล้ว นั่นทำให้การทำงานง่ายขึ้นอีก นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) คาดหวังว่า…อยากที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ ให้มีพลังงานสะอาดใช้ ในราคาที่เป็นไปได้กับคนไทยมากที่สุดด้วยค่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!